หน้าหลัก » Blogs » วิทยาศาสตร์เด็กไทย ใกล้หลุดโลกแล้ว (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ในสหรัฐอเมริกา การสอนวิชาวิทยาศาสตร์กระจัดกระจายอยู่ในหัวข้อแขนงวิชาต่างๆ ก่อนที่จะมีการพัฒนามาตรฐานให้เหมือนกันในคริสต์ทศวรรษ 1890 (ในราว พ.ศ. 2433) โดยที่การพัฒนาหลักสูตรเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากการอภิปรายระหว่างระบบความนึกคิด (Ideology) ต่างๆ

ระบบหลักมีชื่อว่า “วิทยาศาสตร์สำหรับพลเมือง” (Citizen science) เป็นการรวมตัวของนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา 30 คน ในรัฐฟลอริดา ผ่านสมาคมการศึกษาแห่งชาติ (National Education Association)

สมาคมดังกล่าวได้จัดตั้งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ 3 กลุ่ม กล่าวคือ (1) ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และเคมี (2) ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และ (3) ภูมิศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเตรียมตัวนักเรียนมัธยมที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย และเตรียมตัวนักศึกษาให้ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างสุขภาวะให้ตนเอง และคุณประโยชน์แก่สังคม หลังจบการศึกษา วิธีการของระบบนี้ มีคุณลักษณะเฉพาะ (Characteristics) ดังนี้

  • ระดับประถมศึกษา (Elementary) วิชาวิทยาศาสตร์จะเน้นหนักปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างง่ายๆ (ธรรมชาติศึกษา) โดยอาศัยการทดลองในภาคสนาม (In-the-field experiments)
  • ระดับมัธยมศึกษา (Secondary) วิชาวิทยาศาสตร์จะเน้นหนักการทดลองในห้องปฏิบัติการ (Laboratory work) และการเตรียมการสำหรับการทดลองเฉพาะ (Specific experiment)
  • การสอนข้อเท็จจริง (Fact) และหลักการ (Principles) [ในทุกระดับการศึกษา]
  • การเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

รูปแบบ (Format) นี้ได้รับการนำไปปฏิบัติตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในปลายคริศต์ศตวรรษที่ 20 (ราวปี พ.ศ. 2543) ได้มีความเคลื่อนไหวเพื่อรวมวิธีการทางมานุษยวิทยา (Humanistic) เข้ากับการสอนวิทยาศาสตร์ อาทิ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม

รายงานโดย สถาบันอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Academy for the Advancement of Science : AAAS) ซึ่งรวมทั้งโครงการ พ.ศ. 2604 (Project 2061) และโดยคณะกรรมการแห่งชาติสำหรับมาตรฐานและการประเมินผลการศึกษาวิทยาศาสตร์ (National Committee on Science Education Standards and Assessment) ได้ให้รายละเอียดจุดมุ่งหมายการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ในชั้นเรียนกับการประยุกต์ในทางปฏิบัติและผลกระทบต่อสังคม

ภาพลักษณ์ของการสอนวิชาวิทยาศาตร์ในอดีตที่ผ่านมา ก็เช่นเดียวกับของประเทศไทย กล่าวคือเป็นเพียงการเรียนรู้ข้อเท็จจริงผ่านการท่องจำ (Rote) ซึ่งเน้นหนักการสอนแนวความคิด (Concept) และความเชื่อผิดๆ (Misconceptions) ที่ผู้เรียนได้รับจากเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ แต่การวิจัย ก็แสดงว่า นักเรียนสามารถคงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นเวลายาวนาน [ระหว่างการดำรงชีวิต] ถ้าได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์

แหล่งข้อมูล

  1. ทำไม เด็กไทยอ่อนวิทยาศาสตร์ แบบหลุดโลก ???? -http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1362054780&grpid=&catid=19&subcatid=1903 [2013, March 5].
  2. Science education - http://en.wikipedia.org/wiki/Science_education [2013, March 5].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน