หน้าหลัก » Blogs » ศพด. พอใจโรงเรียนทางเลือก (ตอนที่ 3 และตอนจบ)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ในการจัดการปัญหาให้นักเรียนที่มีความจำเป็นพิเศษแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ใช้กัน กล่าวคือ โครงการฝึกอาชีพ (Career Academies Initiative) ซึ่งเป็นโครงการที่ยื่นมือเข้ามาช่วยนักเรียน กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านการศึกษาโดยเฉพาะ โดยจะมีการจัดให้นักเรียนคนเดิมได้อยู่ภายใต้การดูแล ของครูคนเดิมตลอด 3 - 4 ปีที่เรียนมัธยมปลาย

นักเรียนดังกล่าวจะต้องเลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวข้อง กับอาชีพในอนาคต เช่น การเงิน เทคโนโลยี และแม้กระทั่งการได้ รับโอกาสการฝึกงานกับบริษัทที่เป็น หุ้นส่วนร่วมโครงการนี้กับโรงเรียน เป็นต้น วิธีดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง โดยผลการศึกษา ของ Kemple and Snipes ในปี พ.ศ. 2543 ได้แสดงให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ มีการหยุดเรียนกลางคันน้อยลง (จาก 32% เหลือเพียง 21%) เนื่องจากโครงการมีส่วนช่วยให้เด็กได้คะแนน ดีขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมี ต้นแบบโรงเรียนมัธยมปลายที่เน้น พัฒนาการพรสวรรค์ (Talent Development) ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกแบบที่มีไว้ เพื่อป้องกันการ หยุดเรียนกลางคันของนักเรียนโดยเฉพาะ เช่นเดียวกันกับโครงการฝึกอาชีพ โรงเรียนทางเลือกดังกล่าว มีการแบ่งโรงเรียนมัธยมปลายออกเป็นชุมชนการเรียนรู้ขนาดเล็กหลายชุมชน

แต่โรงเรียนทางเลือกแบบนี้ จะครอบคลุมและทั่วถึงกว่า อาทิ มีการแบ่งตามลำดับชั้นเรียน มีโครงการหลังเลิกเรียน สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องด้านวินัยเรื้อรังและการขาดสมาธิ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเน้นการปฏิรูปความคาดหวังที่ต่ำเกิน ไปของนักเรียน และการเตรียมตัวทางวิชาการที่ด้อยคุณภาพ ผ่านวิธีการเตรียมตัวเข้าเรียในมหาวิทยาลัยในช่วง ระดับ (Grade) 9 และ 10 เช่นเดียวกับการเน้นความสำคัญของวิชาอังกฤษและเลข ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากโรงเรียน ทางเลือกแบบนี้ ก็เป็นที่น่าพอใจ เช่นกัน กล่าวคือ มีเด็กที่ไม่เรียนซ้ำชั้นระดับ 9 เพิ่มขึ้นถึง 68% เลยทีเดียว

วิธีการต่างๆ กล่าวมาแล้วนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นแบบการศึกษาทางเลือก ที่มีขึ้นเพื่อช่วยกลุ่มนักเรียน ที่มีความเสี่ยงเท่านั้น ประเด็นของการศึกษาทางเลือกได้กลายเป็นที่สนใจระดับชาติ ในสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เรียกร้องให้มีการระบุโรงเรียน (และให้ความสำคัญกับโรงเรียน) ที่มีอัตรา การเรียนจบของนักเรียนต่ำกว่า 60% โดยพื้นที่ของโรงเรียนเหล่านั้นอาจผ่านคุณสมบัติที่สามารถรับการช่วยเหลือจากรัฐได้ ด้วยความตั้งใจที่จะผลักดันให้นักเรียนเรียนจบได้มากที่สุด ประธานาธิบดีโอบามาได้จัดงบประมาณให้กับกองทุนเรียนจบถึง $50 ล้าน (ประมาณ 1,500 ล้านบาท)

นอกจากโรงเรียนทางเลือกแบบที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีโรงเรียนเอกชน (Independent School) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าแบบอื่นในด้านการคัดเลือกบุคลากรและวิธีการทางการศึกษา รวมไปถึงโรงเรียนที่เน้นประชาธิปไตย โรงเรียนที่ตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไปจนถึงโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรการเรียนการสอนภายใน

ประเภทสุดท้ายคือการเรียนรู้ที่บ้าน (Homeschooling) ซึ่งเน้นสอนเรื่องที่ตนสนใจมากกว่าจะมีหลักสูตรตายตัว อย่างไรก็ตาม มีโรงเรียนหลายแห่งที่มีความไม่ชัดเจนของแต่ละประเภท เช่น บางที่กลุ่มที่เรียนรู้ที่บ้านก็มีการตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ ที่ทุกคนสามารถมาแบ่งปันความรู้กันได้ หรือโรงเรียนรัฐบางแห่งก็มีการตั้งหลักสูตร ที่ผู้ที่เรียนรู้ที่บ้านสามารถมาลงทะเบียนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรและเครื่องอำนวยความสะดวกของโรงเรียนได้ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนกระแสหลักหลายแห่ง ในปัจจุบัน ก็มีการบูรณาการหลักสูตรทางเลือกให้เข้ากับหลักสูตรทั่วไปของโรงเรียนด้วย จึงทำให้เส้นแบ่งระหว่างการศึกษาทางเลือกกับกระแสหลักนั้นไม่ชัดเจนเต็มที่

แหล่งข้อมูล

  1. Alternative education - http://en.wikipedia.org/wiki/Alternative_education [2013, April 7].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน