หน้าหลัก » บทความ » ศิลปะ (Arts)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเรียนรู้ศิลปะ เป็นกิจกรรมการเรียนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนในหลายด้าน ช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะยังช่วยพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้

ศิลปะสำคัญอย่างไร?

ในโลกของเด็ก ศิลปะ คือ การแสดงออกอย่างอิสระเสรี ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งต่างๆ ความบริสุทธิ์ จริงใจ เปิดเผย ตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสมองทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านอารมณ์และความเป็นเหตุผล รวมทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และการพัฒนาภาษา เพียงแต่ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดเปิดโอกาสสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออก ชื่นชมต่อธรรมชาติ การเคลื่อนไหว ดนตรี ศิลปะ ความไพเราะ และสิ่งสวยงามต่างๆ ฝึกให้เด็กรู้จักใช้ประสาทสัมผัสให้สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม ส่งเสริมให้เด็กได้สังเกต มีไหวพริบ มีความคิดสร้างสรรค์ รู้ จักควบคุมตัวเองและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมีลักษณะนิสัยที่ดีงาม

  • ศิลปะพัฒนาสมอง ทำให้สมองดี เพราะมีจินตนาการ เด็กที่ทำงานศิลปะบ่อยๆ จะเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม ช่างสังเกต ช่างจดจำ รู้จักคิด วางแผนการทำงาน มีความละเอียดรอบคอบ ประณีตบรรจง พิถีพิถัน มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นอาจมองไม่เห็นได้ ช่วยให้มีความคิดแปลกใหม่ และคิดได้หลากหลาย
  • ศิลปะพัฒนาร่างกาย ด้วยการใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างมีสติ ดูเป็น ฟังเป็น รู้จักเลือกเฟ้นให้ได้ความรู้และคุณ ค่าที่ดีงาม พัฒนาการเคลื่อนไหวทางด้านกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และพัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ให้มีความคล่องแคล่ว และมีความสามารถในการทำงาน
  • ศิลปะพัฒนาอารมณ์ ความมั่นคงของจิตใจ ช่วยฝึกให้เด็กสงบ นิ่ง มีสมาธิ จดจ่อกับการทำงาน ไม่วอกแวกหวั่น ไหว มีพลัง นุ่มนวลควรแก่งาน มีสติ ไม่เลื่อนลอย ไม่ทิ้งโอกาสที่จะสร้างสรรค์ มีความเพียรพยายาม อดทน รับผิดชอบ มีกำลังใจ ร่าเริง เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส ผ่อนคลาย มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง มีสุนทรียภาพ มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก รวม ทั้งสามารถควบคุมตัวเองได้เหมาะสมกับวัย
  • ศิลปะพัฒนาสังคม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี ไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่น รู้จักใช้วินัยในการดำรงชีวิต เคารพกติกา รักษากฎเกณฑ์ เชื่อฟังพ่อแม่และครู รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปัน เอาใจใส่ คิดดีและชื่นชมในผล งานของผู้อื่น มีพฤติกรรมดีงามในความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ก่อให้เกิดไมตรีและความสามัคคี
  • ศิลปะพัฒนาปัญญา ทำให้เด็กมีความสามารถทางด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ คิดหาเหตุผล คิดอย่างเป็นระบบ ช่วยพัฒนาความจำ รู้จักสรุปความ รู้จักแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ได้ ด้วยการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และดับทุกข์เป็นในที่สุด
  • ศิลปะพัฒนาภาษา ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้น รู้จักคำศัพท์ใหม่ๆ สามารถลำดับเหตุการณ์ เรียบเรียง คำพูดในการบอกเล่าถึงผลงาน เลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมในการแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆในการทำงาน และสามารถใช้วาจาในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูล สร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อม

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดเนื้อหาสาระศิลปะไว้อย่างไร?

การเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนงต่างๆ ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ

  • ทัศนศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอผลงานทางทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณ ค่างานศิลปะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ดนตรี มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรี แสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้องเพลง และเล่นดนตรีในรูปแบบต่างๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรี แสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิงสุนทรียะ เข้า ใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์
  • นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากศิลปะ?

กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดคุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในสาระการเรียนรู้ศิลปะไว้ ดังนี้

  • รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจำแนกทัศนธาตุของสิ่งต่างๆในธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์ มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสี โดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่ายๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิตจริง สร้างงานทัศน ศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดงเหตุผลและวิธีการในการปรับปรุงงานของตนเอง
  • รู้และเข้าใจความสำคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจำวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุ อุป กรณ์ และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น
  • รู้และเข้าใจแหล่งกำเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ ความหมาย ความสำคัญของบทเพลงใกล้ตัวที่ได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกายให้สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียง และเคาะจังหวะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดนตรี เสียงขับร้องของตนเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจำ วัน
  • รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความสำคัญและประโยชน์ของดนตรีต่อการดำเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น
  • สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบจังหวะเพลงตามรูปแบบนาฏศิลป์ มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าที่ของผู้แสดงและผู้ชม รู้ประโยชน์ของการแสดงนาฏศิลป์ในชีวิตประจำวัน เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงที่เหมาะสมกับวัย
  • รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและภาคภูมิใจในการละเล่นพื้นบ้าน สามารถเชื่อม โยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการดำรงชีวิตของคนไทย บอกลักษณะเด่นและเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทย ตลอด จนความสำคัญของการแสดงนาฏศิลป์ไทยได้

ครูสอนศิลปะให้ลูกอย่างไร?

ดังที่กล่าวแล้วว่า กิจกรรมศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ครูจึงจัดกิจกรรมศิลปะ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • การเคลื่อนไหวประกอบเพลง/จังหวะ ผ่านคำศัพท์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ฝึกร้องเพลงและทำท่าประกอบการร้อง พร้อมสัมผัสร่างกายตนเองและร่างกายของเพื่อนอย่างอ่อนโยน
  • การเล่านิทานที่มีเนื้อหาสอดแทรกคติธรรม ด้วยการให้เด็กมีส่วนร่วมในการออกเสียง คิดและตอบแทนตัวละคร เคลื่อนไหวตามลักษณะท่าทางของตัวละคร เรียกชื่อเด็กแทนตัวละครที่ทำความดี
  • การแสดงบทบาทสมมติ เชื่อมโยงจากการเล่านิทาน ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้แสดงออก และช่วยสรุปประเด็นหรือตั้งคำถาม เพื่อให้เด็กเกิดความคิดในแง่บวกต่อไป
  • การเล่นแบบมีกติกา เช่น การละเล่นไทย โดยให้เด็กเป็นผู้อธิบายกติกาการเล่น จนเด็กคนอื่นเกิดความเข้าใจและปฏิบัติตามได้
  • ฟังนิทาน ครูเลือกเนื้อหาที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก เมื่อเล่าจบครูตั้งคำถามให้เด็กฝึกจับใจความ เรียง ลำดับเหตุการณ์ และวิเคราะห์พฤติกรรมที่น่าชื่นชม (เป็นแบบอย่างที่ดี) และน่าละอาย (เด็กไม่ควรทำตาม)
  • ทำงานศิลปะ ทั้งการวาด ปั้น แกะสลัก หัตถกรรม งานประดิษฐ์ต่างๆ ที่ต้องอาศัยความละเอียด รอบคอบ การจดจ่อ ตั้งมั่นกับสิ่งที่ทำ ให้เด็กนำผลงานมาจัดแสดง และพูดนำเสนอถึงที่มาของผลงานนั้น จะช่วยให้เด็กรู้สึกภูมิใจ มองเห็นคุณ ค่าความสามารถและความพยายามของตนเอง เด็กจะได้ฝึกกระบวนการคิดแก้ปัญหา เชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง รู้จักธรรมชาติของสื่อศิลปะว่าจะจัดการกับสื่อนั้นๆ เพื่อให้ได้ผลงานออกมาตรงตามที่ตนเองต้องการได้อย่างไร
  • ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น การทำงานศิลปะประดิษฐ์ การเล่นดนตรี การทำอาหาร การปลูกผัก ช่วยให้เด็กฝึกฝนการคิดของตนให้มีความถูกต้องดีงาม แสวงหาหนทางแก้ปัญหา คิดและทำสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อตนเองและผู้อื่น

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมศิลปะให้ลูกได้อย่างไร

ศิลปะสำหรับเด็ก เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อเด็กได้ทำหรือได้ปฏิบัติ จะมีความสุข ไม่รู้จักเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี การแสดงนาฏศิลป์ หรือการทำงานศิลปะต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม คือ การพัฒนาทั้งพฤติ กรรม จิตใจ และปัญญา ที่เกิดการพัฒนาทั้งภายในและภายนอกของเด็กไปพร้อมๆกัน และศิลปะทุกแขนงสามารถเกิดขึ้นที่บ้านได้ นั่นคือ

  • การพัฒนาภายใน หรือการพัฒนาแก่นแท้ของชีวิต ด้วยการบูรณาการพฤติกรรม จิตใจ ปัญญาลงสู่วิถีชีวิต กิจวัตรประ จำวัน และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างมีแบบแผน กติกา เล่นอิสระตามจินตนาการ วาดรูปหรือเคลื่อนไหวตามความคิดและจินตนาการของตัวเอง
  • การพัฒนาภายนอก หรือการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของลูก ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในส่วนของเนื้อหาสาระวิชาการ ทักษะการทำงาน และการดูแลตนเอง รวมถึงความสามารถที่จะระบุคุณค่าแท้ของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของลูกตามความเหมาะสม ผ่านกิจกรรมในวิถีชีวิต เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร การฟังนิทาน การเล่นบทบาทสมมติ การทำงานประดิษฐ์ เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูเป็นส่วนสำคัญในการจัดประสบการณ์ทางศิลปะ ที่ส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ข้อเสนอแนะสำหรับครู คือ

  • จัดเตรียมสถานที่ให้สามารถทำงานได้สะดวก ปลอดภัย จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก พูดคุยกับเด็กเรื่องการดูแลรักษา การใช้ การจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ก่อนทำกิจกรรม ระหว่าง และหลังทำกิจกรรมนั้นๆ สอนให้เด็กรู้จักช่วยกันรักษาสมบัติของห้องเรียน
  • จัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ มีอิสระในการคิดสร้างสรรค์ เด็กได้ใช้ความคิดอย่างเต็มที่ รู้จักเลือก คิด ตัดสินใจ และสื่อสารในรูปแบบที่ตนต้องการ
  • เน้นกระบวนการทำงานมากกว่าผลงาน เด็กได้ใช้กระบวนการต่างๆระหว่างการทำงาน ได้คิด ออกแบบ วางแผน ฝึกทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ การทำงานฝีมือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ สามารถคิด พิจารณา ใคร่ครวญ แยกแยะคุณค่าแท้ออกจากคุณค่าเทียมได้ คุณครูให้ความสนใจและเห็นคุณค่าของการทำงานของเด็ก ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงผลงานและนำเสนอถึงที่มาของผลงานนั้นๆ
  • กำหนดเวลาการทำงานแต่ละอย่างให้เหมาะสมกับกิจกรรม มีความยืดหยุ่นในเวลา ถ้าเด็กทำงานไม่เสร็จ อาจให้เวลาเพิ่มหรือให้เก็บงานไว้ทำในวันต่อไป ทั้งนี้ ควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมกิจกรรม ทำความสะอาดสถานที่และอุป กรณ์ต่างๆ รวมถึงการดูแลจัดเก็บอุปกรณ์ที่นำมาใช้ เพื่อปลูกฝังการช่วยเหลือตนเอง ความเข้าใจถึงหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และห้องเรียน

บรรณานุกรม

  1. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2546). พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 3) โครงการตำรา กรมอนามัย กรุงเทพมหานคร : สำนักที่ปรึกษาอาคาร 1 ชั้น 3 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.
  2. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2549). สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ ภาวะที่ปลอดทุกข์และเป็นสุขในระบบชีวิตแห่งธรรมชาติและสังคมยุคไอที. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา.
  3. ศึกษาธิการ,กระทรวง. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
  4. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). (2548) รายงานการวิจัย การปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. กรุงเทพ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี ที ซี คอมมิวนิเคชั่น.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน