หน้าหลัก » Blogs » สร้างผู้ใหญ่ใจกว้างเริ่มที่ทารก (ตอนที่ 2 และเป็นตอนจบ)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


สร้างผู้ใหญ่ใจกว้างเริ่มที่ทารก

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงงานวิจัยล่าสุดที่พบว่า ทารกที่เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลงพร้อมกับผู้อื่น แสดงความเห็นอกเห็นใจ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่า การค้นพบดังกล่าวทำให้เกิดความหวังใหม่สำหรับกระบวนการสร้างประชากรที่มีความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นซึ่งเป็นที่ต้องการในสังคมยุคปัจจุบัน

งานวิจัยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นนั้นเป็นมีความซับซ้อนและต้องใช้ทักษะหลายด้านดังต่อไปนี้

  • การรู้จักตนเอง และความสามารถในการแยกแยะความรู้สึกของตนเองออกจากความรู้สึกของผู้อื่น
  • การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
  • การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง

หลายท่านอาจมองว่า ทักษะต่างๆ เหล่านี้ เป็นทักษะพื้นฐานธรรมดาที่ใช้ในการเข้าสังคม ทว่า แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังมีปัญหาในการพัฒนาทักษะเหล่านี้ ดังนั้น ต้องมีการสอนและปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตั้งแต่ยังเด็ก

วิจัยหลายชิ้นได้เสนอแนวทางการปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจแก่เด็ก ดังนี้

  1. สอนให้ลูกรู้ว่าตนเองต้องการอะไร และสอนวิธีรับมือกับความเศร้าเสียใจ วิจัยหลายชิ้นกล่าวว่า เด็กจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้นหากครอบครัวตอบสนองความต้องการของเด็กได้ดี และเมื่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมีความแน่นแฟ้น รวมทั้งเมื่อพ่อแม่ช่วยให้ลูกจัดการกับอารมณ์ด้านลบของตนเองด้วยการแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจได้

  2. เป็นพ่อแม่ที่ใส่ใจความรู้สึกของลูก

    งานวิจัยหลายชิ้นได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเลี้ยงดูและทฤษฎีของจิตใจ (Theory of Mind) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเข้าใจของเด็กว่าผู้อื่นรู้สึกอย่างไร พ่อแม่ที่ใส่ใจความรู้สึกของลูกจะปฏิบัติต่อลูกเสมือนเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเอง และพูดคุยกับลูกถึงสภาพจิตใจและความรู้สึกว่าเป็นอย่างไรและมีอิทธิพลต่อการกระทำอย่างไร

  3. ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างในเรื่องของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

    เมื่อพ่อแม่เป็นตัวอย่างในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และชี้ให้ลูกเห็นถึงสถานการณ์ต่างๆที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็จะสามารถสร้างความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้ลูกได้

  4. ช่วยให้ลูกค้นพบว่าตนเองมีความรู้สึกเหมือนผู้อื่นได้

    การทดลองต่างๆ พบว่า เด็กมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ที่คล้ายกับตนเอง และจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจมากขึ้นกับผู้ที่ประสบเหตุการณ์เลวร้ายมาด้วยกันกับตนเอง ดังนั้น เป็นความคิดที่ดีที่จะชี้ให้ลูกเห็นว่าตนเองมีความรู้สึกคล้ายกับผู้อื่นอย่างไรบ้าง เพื่อทำให้ลูกเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้ง่ายยิ่งขึ้น

  5. สอนลูกให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างอารมณ์ร้อนรนและอารมณ์เย็น (Hot-cold empathy gap)

    Hot-cold empathy gap เรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่ประสบได้ทั่วไป เมื่อเราอยู่ในภาวะใจเย็น เรามักจะคาดไม่ถึงว่าความรู้สึกที่ทำให้เกิดภาวะร้อนรน เช่น ความหิว หรือความกระหาย จะทำให้เราทุกข์หรือไม่สบายได้อย่างไร ในขณะเดียวกัน ผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะร้อนรน อาจมองข้ามว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงผลกระทบจากสถานการณ์รอบตัว ณ เวลานั้น ดังนั้น หากพ่อแม่สอนให้ลูกแยกแยะความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ได้ ลูกก็จะเติบโตเป็นคนที่รู้เท่าทันอารมณ์และมีความเห็นอกเห็นใจได้

  6. จะเห็นได้ว่า พ่อแม่สามารถปลูกฝังให้ลูกมีความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ตั้งแต่ยังเล็ก สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นด้วย

แหล่งข้อมูล:

  1. Teaching empathy: Evidence-based tips for fostering empathy in children http://www.parentingscience.com/teaching-empathy-tips.html#sthash.hbbHleHG.dpuf [July 27, 2014]
  2. Why we shouldn’t expect empathy to “just emerge” http://www.parentingscience.com/teaching-empathy.html [July 27, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน