หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกอ่านจากโฆษณา (Teaching Children to Read Advertisement)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกอ่านจากโฆษณา

สอนลูกอ่านจากโฆษณา (Teaching Children to Read Advertisement)หมายถึง การเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ด้านการอ่านจากคำ ข้อความ ประโยคหรือภาพที่ปรากฏอยู่ในป้ายโฆษณา เพื่อให้เด็กสามารถอ่านคำศัพท์ที่อยู่ในป้ายโฆษณา เป็นการขยายประสบการณ์ทางภาษาที่เป็นไปตามธรรมชาติ การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาเหมาะสำหรับการเรียนรู้การอ่านในช่วงเริ่มต้นการสอนอ่านก่อนที่จะนำไปสู่การเรียนการสอนภาษาอย่างเป็นทางการทั้งนี้เนื่องจากป้ายโฆษณาสินค้าประเภทต่างๆที่ติดประกาศไว้บริเวณข้างทาง ริมถนน หรือตามอาคารห้างร้านต่างๆ เพื่อประกาศหรือแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นให้ผู้บริโภคทราบ ในป้ายโฆษณาสินค้าจะเป็นการนำเสนอรายละเอียดที่เป็นภาพ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย คำ ข้อความตามความเหมาะสม ป้ายโฆษณาอาจเป็นป้ายที่มีลักษณะภาพนิ่งหรือป้ายที่มีการเคลื่อนไหวหรือแบบดิจิตอล

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาจะได้ผลดีถ้าหากครูและผู้ปกครองมีวิธีการสอนที่ดีและมีความเหมาะสม คำนึงถึงหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก สามารถใช้สื่อการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทและเรียนรู้ภาษาอย่างมีความหมาย การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาเป็นการสอนทักษะการอ่านให้กับเด็กตามแนวทางการสอนภาษาแบบธรรมชาติ เป็นการสอนอ่านที่นำประสบการณ์เดิมของเด็กมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และเด็กจะอ่านจากภาพ คำ ข้อความที่ปรากฏในป้ายโฆษณาแบบองค์รวมและจะพัฒนาไปสู่การอ่านอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

การสอนอ่านจากโฆษณามีความสำคัญอย่างไร?

การอ่านเป็นกระบวนการแปลความหมายของตัวอักษร เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่างๆของผู้เขียน เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนในการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นถ้อยคำและความคิด จึงต้องอาศัยประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเป็นสำคัญ ดังนั้นการอ่านของเด็กจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ6ประการได้แก่ 1.องค์ประกอบทางด้านร่างกาย เช่น ความพร้อมของสายตา ปาก หู 2.องค์ประกอบทางด้านจิตใจ เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความศรัทธา อารมณ์และความรู้สึก 3.องค์ประกอบทางด้านสติปัญญา เช่น ความสามารถในการรับรู้ ความสามารถในการนำประสบการณ์เดิมมาใช้ ความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้องความสามารถด้านการเรียน4.องค์ประกอบทางประสบการณ์พื้นฐาน เช่น การมีประสบการณ์เดิม โอกาสในการเรียนรู้5.องค์ประกอบทางวุฒิภาวะ อารมณ์แรงจูงใจ บุคลิกภาพ และ 6.องค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนที่เด็กจะได้มีโอกาสในการเรียนรู้ นอกจากนี้ฐานะทางเศรษฐกิจ ของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู ภาษาพูดที่แตกต่างกัน เด็กที่พูดสองภาษา ลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวันของครอบครัว เจตคติต่อการเรียนรู้ด้านการอ่านของบุคคลในครอบครัวและประสบการณ์ทางสังคมต่างๆ การสนทนา การเล่นกันกับเพื่อนๆ เป็นต้น จะเป็นปัจจัยในการส่งเสริมการอ่านของเด็ก

สำหรับพัฒนาการด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยเด็กสนใจด้านการอ่านการเขียนตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ จุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านการอ่านคือ สิ่งที่อยู่รอบตัว ป้ายโฆษณาจากกล่องต่างๆ ป้ายจราจร สัญลักษณ์ต่างๆ ฯลฯ เด็กเริ่มหาความหมายจากสิ่งเหล่านี้เด็กเรียนรู้การอ่านจากหนังสือนิทาน เรียนการอ่านจากการมองจากซ้ายไปขวา เรียนรู้คำศัพท์จากนิทานมีการพัฒนาและสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆทำให้มีพัฒนาการด้านการอ่านมากขึ้น จึงสังเกตได้ว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษา เด็กทารกแรกเกิดถึงก่อนอายุ 1 ปี จะสังเกตเสียง ออกเสียงเล่น และเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไปเด็กเริ่มพูดภาษาเป็นคำๆและเป็นประโยคได้เหมือนผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กอายุประมาณ 4 ปี เด็กจะเรียนรู้ความหมายประสบการณ์และการเลียนแบบ เด็กจะเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาพูดได้อย่างมหัศจรรย์ เรียนได้ตามธรรมชาติ นอกจากนี้เด็กเรียนรู้ภาษาจากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันภายในบ้าน เช่น พ่อแม่เล่นกับลูก เล่านิทาน ร้องเพลง อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน ตอบคำถามลูกเมื่อลูกถาม ซึ่งจะเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นไปตามธรรมชาติลักษณะการอ่านของเด็กปฐมวัยจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากตัวหนังสือต่างๆที่พบเห็นในสังคมรอบตัว เด็กที่มีโอกาสอ่านหรือเห็นตัวหนังสือมากย่อมมีโอกาสพัฒนาการอ่านได้รวดเร็ว และเด็กจะเรียนรู้การอ่านได้ดีเมื่อการเรียนรู้นั้นมีความหมายต่อตัวเด็ก การอ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟังบ่อยๆจะทำให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านและสามารถอ่านได้เร็วขึ้น เด็กจะเรียนรู้จากภาพและพัฒนาไปสู่การเรียนรู้คำศัพท์และสามารถอ่านเขียนได้ตามลำดับ เด็กจะอ่านข้อความที่ครูเขียนลงในผลงานศิลปะ และการที่เด็กได้มีโอกาสได้อ่านมากจะทำให้เด็กเขียนได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย ป้ายโฆษณาสินค้าโลโก้สินค้า ฉลากสินค้าต่างๆเป็นสื่อที่ส่งเสริมการอ่านที่เป็นธรรมชาติและมีความหมายต่อเด็ก เนื่องจากเด็กสามารถเรียนรู้คำศัพท์และสามารถอ่านคำประโยคต่างๆที่เห็นได้เองตามความสนใจป้ายสินค้าหรือป้ายโฆษณาที่มีจุดเด่นที่น่าสนใจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ที่จะอ่านมากยิ่งขึ้น เช่น ป้ายโฆษณาที่มีสีสันสวยงาม มีไฟกระพริบหรือเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ ป้ายโฆษณาสินค้าริมทางที่เป็นแบบดิจิตอล เด็กจะเรียนรู้การอ่านจากสื่อโฆษณา สินค้าประเภทต่างๆที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ และไม่มีการบังคับ เด็กจะพัฒนาความสามารถด้านการอ่านได้อย่างรวดเร็วถ้าเขาได้รับประสบการณ์ด้านการอ่านมากที่สุด

การสอนอ่านจากโฆษณามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • การสอนอ่านให้กับเด็กปฐมวัยจะเป็นวิธีการส่งเสริมให้เด็กรักและมีความสามารถในด้านการอ่านในอนาคตอย่างเป็นธรรมชาติสอดคล้องกับวัยและพัฒนาของเด็กแต่ละวัย เช่น เด็กอายุ 2 ปีอาจจำสิ่งของได้สามารถเปิดหนังสือชี้และเรียกชื่อได้ถูกต้อง เด็ก 3 ปีอาจจะรู้จักคำง่ายๆบางคนใช้วิธีการท่องจำ บางคนอาจจำได้เอง เด็กอายุ 4–5 ปีบอกได้ว่าคำไหนเหมือนหรือต่างกัน และจำคำได้บ้าง
  • เด็กสามารถนำความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมทางด้านภาษามาใช้เพื่อพัฒนาด้านการอ่าน ทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับความสนใจของเด็กแต่ละคน ผลการวิจัยต่างๆเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษาพบว่า ความรู้เดิมของเด็กมีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านการอ่าน เด็กที่มีความรู้เดิมกว้างขวางมากเท่าใด ก็จะทำให้มีความเข้าใจในการเรียนการสอนการอ่านและมีพัฒนาการด้านการอ่านมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการเรียนรู้ด้านภาษาของเด็กปฐมวัยในด้านการอ่านถ้าได้ใช้พื้นฐานประสบการณ์เดิมด้านภาษาของเด็กที่มีอยู่แล้วมาสอนต่อยอดก็จะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จมากขึ้นตามลำดับด้วย
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทางตา และสามารถแปลความหมายของภาพ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่อยู่ในป้ายโฆษณาให้เป็นคำ วลี ประโยคทำให้เด็กเข้าใจเรื่องราวที่อ่านตามประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ของแต่ละคน เช่น เด็กเห็นภาพโฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งจากป้ายโฆษณาข้างทาง เด็กอาจอ่านได้ทันทีโดยที่เด็กไม่ต้องลังเล เนื่องจากเด็กเคยมีประสบการณ์จากการเห็นลักษณะรูปร่างและการนำเสนอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนี้มาจากแหล่งอื่นๆ เป็นต้น
  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาสินค้าเป็นการเรียนรู้ทักษะทางภาษาโดยเด็กสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลนอกห้องเรียนมาสู่การเรียนการสอนภาษาในห้องเรียนได้ และการถ่ายโยงการเรียนรู้ในการเรียนจากแหล่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กให้มีความสามารถและเพิ่มพูนประสบการณ์ทางภาษาให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
  • ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะในการสังเกตและจำแนกความเหมือนความแตกต่างของภาพจากป้ายโฆษณาและสามารถจำแนกจัดหมวดหมู่ได้ถูกต้อง สำหรับการเรียนรู้ภาษาของเด็กทั้งทางด้านทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ทักษะที่มีความจำเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การเรียนรู้อย่างเข้าใจได้คือ เด็กจำเป็นต้องอาศัยทักษะการสังเกต จำแนก เปรียบเทียบและจัดหมวดหมู่สิ่งที่เห็นได้ การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาเด็กจะเกิดความคิดรวบยอดจากการใช้ทักษะเหล่านี้และแปลความหมายสิ่งที่ได้สัมผัสออกมาเป็นการพูดหรือการอ่านได้อย่างอัตโนมัติ
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การอ่านจากประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมรอบตัว ทำให้มีความน่าสนใจ เสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการอ่านให้กับเด็ก เนื่องจากสื่อการเรียนจากป้ายโฆษณาสินค้าเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เด็กสามารถพบเห็นได้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นสื่อที่มีความน่าสนใจและกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ โดยเฉพาะป้ายโฆษณาสินค้าที่เป็นแบบหน้าจอดิจิตอลมีองค์ประกอบทางด้านสี แสง เสียงและภาพเคลื่อนไหว หรือป้ายโฆษณาสินค้าที่เป็นภาพ คำ ข้อความที่ดึงดูดความสนใจให้เด็กมองและสามารถอ่านคำข้อความจากป้ายโฆษณานั้นได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งการที่เด็กได้พบเห็นคำศัพท์จากป้ายโฆษณามากเท่าใดจะทำให้เขาได้รับประสบการณ์ทางภาษามากยิ่งขึ้นเท่านั้น
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะภาษาด้านการอ่านตามหลักการสอนภาษาแบบธรรมชาติ ที่มีการบูรณาการทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนเข้าด้วยกัน เน้นการเรียนการสอนภาษาโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กและเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตัวเด็กเนื่องจากได้นำพื้นฐานประสบการณ์เดิมทางภาษาของเด็กมาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้
  • ช่วยให้เด็กเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ภาษาด้านการอ่านจากกิจกรรมที่สนุกสนาน เด็กมีโอกาสเลือกอ่านตามที่ตนเองสนใจ และอาจจำคำ ข้อความ ประโยคหรือภาพมีเขียนหรือวาดรูป เป็นการพัฒนาทักษะด้านการเขียนได้อีกด้วย

ครูจัดกิจกรรมการอ่านจากโฆษณาให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาสินค้าตามหน่วยหรือเรื่องที่เรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ โดยออกแบบกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านให้มีความน่าสนใจ เช่น ให้เด็กสำรวจป้ายโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าประเภทรถยนต์ ยานพาหนะ จากป้ายโฆษณาขายรถที่ติดไว้ริมทางหรือแหล่งต่างๆ โดยให้เด็กได้สำรวจ เขียนหรือวาดภาพและนำความรู้ที่ได้มาจัดกิจกรรมการอ่านที่โรงเรียนเพื่อให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ได้มากยิ่งขึ้น
  • การจัดกิจกรรมศึกษานอกสถานที่ เช่น การเรียนรู้หน่วยรองเท้า โดยพาเด็กไปศึกษาเกี่ยวกับรองเท้าที่ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าและให้เด็กได้อ่านจากป้ายโฆษณาสินค้าที่พบเห็นในห้างร้านต่างๆ กิจกรรมการสอนอ่านด้วยวิธีนี้อาจบูรณาการกับกิจกรรมพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่ซึ่งโรงเรียนจัดเป็นประจำ เช่น การพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่ในวันเด็กแห่งชาติ การพาเด็กไปศึกษาแหล่งเรียนรู้
  • การบ้านหรือแบบฝึกหัดที่เน้นให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมและช่วยเหลือเด็กในด้านการอ่าน เช่น การเรียนรู้หน่วยอาหารดีมีประโยชน์ ออกแบบกิจกรรมโดยมอบหมายให้เด็กและผู้ปกครองบันทึกป้ายโฆษณาที่แสดงสินค้าประเภทอาหารให้ผู้ปกครองเขียนแล้วให้เด็กวาดภาพกำกับ หรืออาจเขียนลอกคำในป้ายโฆษณาลงบนกระดาษบันทึกก็ได้
  • การบันทึกการเดินทางของเด็ก โดยจัดทำสมุดบันทึกหรือให้เด็กเตรียมกระดาษบันทึกเอง อาจทำเป็นเล่มเล็กเพื่อสะดวกในการพกพาแล้วให้เด็กบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากป้ายโฆษณาตามสถานที่ต่างๆที่เด็กได้ไปสัมผัส ออกแบบให้เด็กได้เขียน วาดภาพระบายสีแล้วเมื่อสิ้นสุดแต่ละสัปดาห์ให้เด็กนำสมุดบันทึกสิ่งที่ได้จากป้ายโฆษณามาอ่านให้เพื่อนฟังที่โรงเรียน
  • การเรียนรู้แบบโครงการ โดยเด็กและครูกำหนดหัวเรื่องที่เรียนรู้แล้วให้เด็กสำรวจป้ายโฆษณาที่พบเห็นในสถานที่ต่างๆ แล้วบันทึกคำ ข้อความ ประโยค ภาพวาดแล้วนำมาเรียนรู้ต่อที่โรงเรียนโดยเน้นให้เด็กอ่านจากสิ่งที่ได้บันทึก
  • การเล่นเกม เช่น ภาพตัดต่อ เกมจับคู่ภาพกับคำที่อยู่ในป้ายโฆษณา กิจกรรมรูปแบบของการเล่นเกมอาจจัดในช่วงกิจกรรมเล่นตามมุมหรือเกมการศึกษาก็ได้

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกอ่านจากโฆษณาอย่างไร?

  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาในช่วงของการเดินทางไปกลับจากโรงเรียน ระหว่างทางที่เด็กและพ่อแม่ผ่านขณะเดินทางไปกลับจากโรงเรียนจะมีป้ายโฆษณาต่างๆที่อาจติดไว้ริมถนนหรือป้ายแสดงการจราจร ป้ายบอกทางหรือป้ายบอกสถานที่ห้างร้านต่างๆเป็นสื่อที่ใช้ฝึกอ่านให้กับเด็กได้ตลอดเวลา พ่อแม่ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้เด็กอ่านโดยการใช้คำถามว่านั่นคือป้ายอะไร มีรูปอะไรบ้าง อ่านว่าอย่างไร ลูกเคยเห็นป้ายนี้ที่อื่นอีกหรือไม่ ทั้งนี้บรรยากาศจะต้องเป็นไปแบบสบายๆไม่บังคับเด็ก แล้วถ้าเด็กถามก็ควรตอบ แนะนำช่วยเหลือให้ลูกอ่าน โดยเน้นให้เด็กอ่านจากภาพก่อนแล้วเมื่อพร้อมค่อยสอนเกี่ยวกับพยัญชนะหรือคำต่างๆที่อยู่ในป้ายโฆษณา
  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาจากการพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า สินค้าต่างๆที่มีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้ามักจะมีป้ายแสดงสินค้า การบอกราคา และมีคำ ข้อความประกอบสินค้าชนิดนั้น ดังนั้นเมื่อพ่อแม่พาลูกไปเที่ยวในห้างสรรพสินค้าก็อาจจะชี้ชวนให้ลูกสังเกตสินค้า คำที่แสดงชื่อสินค้าหรือการบอกราคาสินค้านั้นให้เด็กอ่านตาม หรือถ้าพ่อแม่หยิบสินค้าชนิดใดก็ให้พูดชื่อสินค้านั้น อ่านข้อความที่กำกับ จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์การอ่านด้วยและเมื่อเด็กได้คุ้นเคยกับคำประโยคที่อยู่กับสินค้านั้นจะทำให้เด็กสามารถจดจำและอ่านได้ในที่สุด
  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาจากการพาเด็กไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆจะมีป้ายแสดงชื่อร้าน ป้ายกำกับชนิดของอาหารหรือรายการอาหาร พ่อแม่ควรพูดหรืออ่านคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารนั้นเพื่อเป็นการสอนอ่านให้กับลูกโดยเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุด
  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาจากการพาลูกไปในสถานที่อื่นๆ เช่น สวนสัตว์ ทะเล น้ำตก สถานที่ราชการต่างๆ ฯลฯ
  • การสอนอ่านจากป้ายโฆษณาจากกิจกรรมที่ทางโรงเรียนมอบหมายให้เด็กทำร่วมกับผู้ปกครอง เช่น การเรียนรู้ตามหน่วยการเรียนรู้ประจำสัปดาห์ที่ครูออกแบบกิจกรรมให้เด็กและ ผู้ปกครองบันทึกร่วมกันเกี่ยวกับป้ายโฆษณาสินค้าประเภทยานพาหนะเป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

กิจกรรมการสอนอ่านจากป้ายโฆษณาเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทักษะทางภาษาให้กับเด็กปฐมวัยที่เน้นหลักการจัดการเรียนการสอนโดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความหมายจากประสบการณ์จากสื่อที่เป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็ก การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอ่านในรูปแบบนี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับการประสานความร่วมมือที่ดีระหว่างครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ผู้ปกครองจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเด็กจะเดินทางกับผู้ปกครองไปยังสถานที่ต่างๆและมีโอกาสได้สัมผัสพบเห็นสื่อที่เป็นป้ายโฆษณา ถ้าผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสอนอ่านให้กับเด็กก็จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ด้านการอ่านมากที่สุด ดังนั้นครูปฐมวัยจึงควรสร้างความเข้าใจและให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็ก เช่น การใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้เด็กอ่าน การตอบคำถามและสร้างแรงจูงใจในการอ่านให้กับเด็ก

บรรณานุกรม

  1. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. นิตยา ประพฤติกิจ. (2539).การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา.
  3. บัว บูชาและคณะ. (2538).“รวมบทความเกี่ยวกับการพัฒนาภาษาแบบธรรมชาติ”.ในเอกสารการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาภาษาแบบ Whole Language สำหรับเด็กปฐมวัย . วันที่ 8 –9 พฤษภาคม . กรุงเทพฯ : สถาบัน วิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
  4. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย.กรุงเทพฯ : แม็ค.
  5. วรรณีโสมประยูร. (2537). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา.กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
  6. Gray .W.(1984). On Their Own in Reading.Chicaco :ScottForceman
  7. Ruddle, R. B.; &Ruddle, R. M. (1995).Language Arts in The Early Childhood Classroom. California : Wadsworth Publishing Company.
  8. Vygotsky, L. S. (2005). Applications of Vygotsky’s Theory to Education.http://facultyweb.cortland.edu/andersmd/VYG/APP.HTML Retrieved June,23,2005.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน