หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องการดูแลตนเอง (Self Care)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การดูแลตนเอง หมายถึง การระวังรักษาร่างกายให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค อันตรายที่อาจจะทำให้บาดเจ็บหรือพิการ การดูแลจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส และการระวังภัยจากสังคม เป็นคุณลักษณะสำคัญที่ทีพ่อแม่ควรสอนให้แก่ลูก เมื่อลูกดูแลตนเองได้จะป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้ และสามารถสร้างความภูมิใจ ความรับผิดชอบให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี

การสอนเรื่องการดูแลตนเองมีความสำคัญอย่างไร?

การสอนลูกให้ดูแลตนเองมีความสำคัญดังนี้

  • เด็กได้มีความรู้เรื่องร่างกายของตนเอง ร่างกายของคนเรามีอวัยวะทั้งภายนอกและภายใน และมีชื่อเรียก อวัยวะมีการทำงานให้เรามีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึกที่ทำให้เราทำกิจกรรมต่างๆ
  • เด็กได้รู้จักพึ่งตนเอง การที่เด็กได้ดูแลตนเอง เด็กจะได้เห็นความสามารถของตนเอง เป็นการปลูกฝังความมั่นใจและความรับผิดชอบให้เด็ก
  • ครอบครัวมีความสุข เพราะทุกคนต่างใช้ความสามารถของตนเองทำงานต่อตนเอง ไม่เป็นภาระแก่กัน และเมื่อเด็กดูแลตนเองได้ หมายถึงเด็กสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายได้แม้จะอยู่ตามลำพัง
  • สังคมเป็นสุข เนื่องจากคนแต่ละคนประกอบกันเป็นสังคม และสังคมที่เป็นรากฐานคือครอบครัว คือได้กล่าวมาแล้วว่า ลูกที่สามารถดูแลตนเองได้ จะไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว สภาพของคนในครอบครัวไม่เครียดคือมีสุขภาพจิตดี ดังนั้น ครอบครัวทุกครอบครัวเป็นสุข จะส่งผลให้สังคมเป็นปกติสุขด้วย เมื่อคนมีความสุขจะปฏิบัติตนด้วยจิตใจดี มองโลกในแง่ดี ต่างปรองดองรักกัน ลด ละความเห็นแก่ตัว และสามารถที่จะรักกันด้วยปัญญาได้ ให้ความรักตามอุดมคติทางพุทธศาสนา คือสามารถที่จะรักกันด้วยปัญญาได้ ลดความเห็นแก่ตัวลง

การสอนเรื่องการดูแลตนเองมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การดูแลตนเองของเด็กปฐมวัยจะอยู่ในขอบเขตจำกัด ทั้งนี้เพราะวัยเด็กและความสามารถของเด็กยังปฏิบัติได้น้อย แต่การอบรมสั่งสอนช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้และเป็นพื้นฐานการปฏิบัติสืบต่อไป การสอนเป็นบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ที่ให้แก่ลูกโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เด็กได้รับดังต่อไปนี้

  • เด็กได้พัฒนาการองค์รวมคือ พัฒนาการทางด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา
    • พัฒนาการทางกายได้แก่ การใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานตามหน้าที่ กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหวจะส่งผลต่อการเจริญของเซลล์สมองด้วย
    • ทางด้านอารมณ์ เด็กจะรู้มั่นใจที่เกิดมามีความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆได้ เราจะสังเกตได้ว่า เมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ขวบครึ่ง เริ่มเดินได้ เขาจะเดินไปที่นั่นที่นี่ และไม่ชอบให้ใครมาอุ้ม
    • ทางด้านสติปัญญา การที่เด็กสามารถดูแลตนเองได้ จะเป็นตัวเร้าและเสริมแรงให้เด็กต้องการเรียนรู้มากขึ้น
    • และส่วนทางสังคม การดูแลตนเองของเด็ก แสดงถึงวุฒิภาวะของเขา ดี หรือเจริญขึ้น เด็กมักจะแสดงออกที่จะไปสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นลักษณะธรรมชาติของเด็กปฐมวัย เช่น สนใจที่จะทำงานคล้ายผู้ใหญ่อยู่แล้ว เมื่อเขาทำตามได้ เขาจะเข้ามาช่วยเหลือผู้ใหญ่ นั่นเป็นงานที่เด็กพยายามฝึกตนเอง จากการเข้าช่วยเหลือผู้ใหญ่ ต่อมาเด็กจะทำเอง และจะเป็นพื้นฐานความรับผิดชอบการทำงานในวัยผู้ใหญ่
  • เด็กจะมีบุคลิกภาพที่ดี (Smart Personality) เพราะบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างมาตั้งแต่วัยเด็ก ให้รู้จักเข้าใจและควบ คุมอารมณ์ของตนเองให้สอดคล้องกับวัย ยอมรับสภาพความเป็นจริงของตนเอง ภาคภูมิใจในส่วนดีๆ และยอมรับแก้ไขในส่วนที่บกพร่อง สามารถจะพิจารณาตนเองได้ มีความเป็นตัวของตัวเองทั้งนี้เกิดจาก พึ่งตนเองและรับผิดชอบตนเอง
  • สร้างเสริมให้เด็กเป็นคนเก่ง ลักษณะของคนเก่งจะแสดงออกด้วยการใฝ่รู้ กระตือรือร้น ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง กล้าพูด กล้าบอก ซึ่งลักษณะเช่นนี้เกิดจากเด็กที่มีทักษะพื้นฐาน คือ การช่วยเหลือตนเองหรือการดูแลตนเองได้
  • เป็นที่รักของคนอื่น การที่เด็กสามารถดูแลตนเองได้ ชอบทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง เป็นลักษณะของคนที่มีความพึงพอใจตนเอง คือ เห็นคุณค่าตนเอง ลักษณะเช่นนี้เด็กจะพัฒนาไปสู่การรักผู้อื่นได้ เมื่อเติบโต “รู้ภาษา” จะสื่อสารและสร้างความ สัมพันธ์ผู้อื่นได้ตามวัย มีความพอใจและรู้จักรัก จึงร่าเริง แจ่มใส
  • เป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงถึงความพร้อมที่จะเรียนในระดับประถมศึกษาได้
  • การดูแลตนเองของเด็กเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคม ที่พ่อแม่มีหน้าที่ปลูกฝังให้แก่เด็กตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นประสบการณ์เบื้องต้นที่สำคัญของการเจริญเติบโตต่อไป

ครูสอนเรื่องการดูแลตนเองให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูสอนลูกให้ดูแลตนเองผ่านกิจกรรมประจำวันต่างๆ ดังนี้

  • การจัดเก็บของใช้ ครูจัดตู้เก็บของให้เด็กเก็บของใช้เขาเอง เช่น กระเป๋า แปรงสีฟัน ถ้วยน้ำ เสื้อผ้า ชุดนอน เครื่องนอน ฯลฯ
  • การชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง โดยบันทึกและรายงานให้พ่อแม่ทราบเป็นระยะ
  • การทำอาหารง่ายๆในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เพื่อปลูกฝังให้เด็กรับประทานอาหารได้หลายชนิด เช่น น้ำส้มปั่น สลัดผัก ไข่ทอด เป็นต้น
  • เกมการศึกษา จัดให้เด็กเล่นเกม อุปกรณ์การอาบน้ำ แต่งตัว เช่น จับคู่ของใช้ที่เหมือนกัน (สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน) จัดของใช้กับคำสั่ง เช่น
    • บอกว่าผม เด็กต้องหยิบ หวี ยาสระผม โบว์ผูกผม กิ๊ปติดผม
    • หากบอกว่า ฟัน เด็กต้องหยิบ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน
    • หากบอกว่า หน้า เด็กหยิบแป้ง ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น
  • เกมแข่งกันแต่งตัวที่ครูจัดเครื่องใช้ของเด็กๆมาไว้ตระกร้าใบเดียวกัน ให้หยิบเครื่องใช้แต่งตัวของตนเองมาแต่ง หากแต่งเสร็จเรียบร้อยจะได้คะแนนคนเก่ง
  • กิจกรรมฝึกสมาธิ เพื่อให้เด็กมีสติ สร้างความสุขง่ายๆ เป็นการดูแลจิตใจตนเองตั้งแต่วัยเด็ก ครูจะเลือกแบบการสอนที่ง่าย คือ ให้เขาติดตามดูลมหายใจของเขา ยามหายใจเข้า ท้องจะป่อง และเมื่อผ่อนลมหายใจออก ท้องจะแฟบ ถามให้เขาตรวจสอบความรู้สึกของตนว่า เขารู้สบายไหม
  • การฟังนิทานที่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมให้เด็กตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเอง ทั้งการดูแลทำความสะอาดร่างกายและการดูแลความรู้สึกสอดคล้องกับความต้องการให้เด็กเห็นความสำคัญของการดูแลตนเอง เช่น
    • นิทานเรื่องหนูแก้วกินขนมแล้วไม่แปรงฟัน เจ้าหนอนออกมากินฟันของหนูแก้ว
    • เรื่องหนูน้อยหมวกแดงหลงเชื่อหมาป่า เรื่องนี้ฝึกให้เด็กรู้จักหลีกภัยจากคนแปลกหน้า เป็นการดูแลตนเองจากภัยสังคม
  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ร้องเพลงที่ช่วยให้เด็กเพลิดเพลิน ได้สาระความรู้เรื่องการดูแลตนเองผ่านเนื้อเพลง เช่น
    • เพลง ตำรวจจ๋า (ตำรวจจ๋า กรุณาหนูหน่อย หนูน้อยๆจะข้ามถนน เดินดีดี อย่าวิ่งลุกลน เดินดีดี อย่าวิ่งลุกลน จะข้ามถนนตรงทางม้าลาย)
    • หรือเพลงอาบน้ำ (อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน แปรงทุกๆวัน ฟันจะสวยดี แปรงขึ้นแปรงลงเข้าซี วันละสองทีแปรงฟัน แปรงฟัน)
  • กิจกรรมกลางแจ้ง ให้ได้ออกกำลังกาย เช่น การเล่นโยคะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง เดิน เป็นต้น เป็นการรักษาสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง
  • กิจกรรมบทบาทสมมติ การดูแลตนเองในสถานที่นอกบ้าน จำเป็นต้องฝึกเด็กผ่านเหตุการณ์สมมติ เช่น การที่เด็กเข้าห้องน้ำสาธารณะหรือที่โรงเรียน ไปห้างสรรพสินค้าจับราวบันไดเลื่อน ที่เหล่านี้มีผู้ใช้ร่วมจำนวนมาก เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เชื้อโรคอาจติดตัว ติดมือเด็กมา การเล่นสมมติว่าไปสถานที่นั้น เด็กจะต้องดูแลตนเองอย่างไร เช่น เข้านั่งที่โถส้วมควรมีกระดาษทิชชูเช็ดก่อนนั่ง ออกจากห้องน้ำล้างมือด้วยสบู่ หรือจับราวบันไดเลื่อนแล้ว ใช้เจลใสทำความสะอาดมือ เป็นต้น นอกจากนี้การดูแลตนเองจากเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เมื่อหลงทาง การพบคนแปลกหน้าที่อาจจะล่อลวง หรือรังแกทางเพศ เป็นเรื่องที่ต้องสอนเด็กเช่นกัน
  • เด็กจะได้เรียนรู้การดูแลตนเองด้วยการฟังคำชี้แนะจากครูให้จดจำ ให้หัดสังเกตสภาพภัยสังคม ฝึกเด็กให้ปฏิบัติผ่านการเล่น การใช้สื่อภาพ หรือของจริง

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องการดูแลตนเองได้อย่างไร?

แนวทางการจัดกิจกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมให้ลูก ดังนี้

  • สร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่เด็ก เมื่อเด็กเข้าขวบที่สอง เด็กต้องการจะทำอื่นๆด้วยตนเอง เป็นไปตามธรรมชาติ เด็กวัยนี้จะเริ่มเดินเป็น พูดเป็นแล้ว พ่อแม่ควรส่งเสริมให้กำลังใจเด็กได้เชื่อว่าตนเองทำได้ เด็กมักจำเลียนแบบผู้ใหญ่ เสมือนเตรียมตนเองตามธรรมชาติ แต่การสนับสนุนให้เด็กช่วยเหลือตนเองจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมตามวัย ตามแนวคิดของนักจิตวิทยาวิเคราะห์ (Psychological Development) ของ Erik Erikson ที่อธิบายพฤติกรรมของเด็กช่วง 1-3 ปี (วัยหัดเดิน, วัยเดิน) ว่าจะมีพัฒนาการที่แสดงการประสบความสำเร็จว่าเด็กจะต้องเกิดความสามารถควบคุมตนเองได้ (Autonomy) ตรงกันข้ามหากประสบความล้มเหลวเด็กจะรู้สึกละอาย (Shame) สอดคล้องกับแนวคิดของ Sigmund Freud นักจิตวิทยาที่กล่าวว่า เด็กวัย 1-3 ปี เป็นระยะก้น (Anal period) เป็นระยะที่เด็กสามารถควบคุมตนเอง ดังนั้นผู้ใหญ่จะเลี้ยงดูเด็กให้ช่วยเหลือตนเองในด้านการขับถ่าย ถ้ารีบร้อนไปฝึกก่อนเด็กมีความพร้อมหรือวุฒิภาวะ จะทำให้เด็กไม่มั่นคงทางอารมณ์ แล้วแสดงปัญหาดังกล่าวได้
  • ชวนลูกช่วยผู้ใหญ่ทำงานง่ายๆเพื่อดูแลตนเองไปด้วย เช่น สวมผ้ากันเปื้อนเอง ตากผ้าและเก็บผ้าของหนูเอง ถอดถุงเท้าใส่ถังซักผ้า เป็นต้น
  • ฝึกให้ลูกสังเกตตนเองจากการกิน การนอน การขับถ่าย การเล่น การทำความสะอาดร่างกาย กิจกรรมประจำวันเหล่านี้จะสัมพันธ์กับสุขภาพของตนเอง เป็นการดูแลที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับการทำความสะอาดอวัยวะของตนเองได้
    • การกินได้ง่าย กลืนได้ปกติ รสชาติอาหารหวาน มัน เค็มที่ลิ้นสัมผัสไม่เปลี่ยนไป ก็หมายถึงประสาทการรับรู้ปกติไม่ป่วยไข้
    • การนอนหลับ ไม่กระสับกระส่าย นอนหลับสนิท ไม่ละเมอตื่นมากลางดึก
    • การขับถ่ายทั้งปัสสาวะและอุจจาระ จะบอกสภาพร่างกายได้ เช่น หากถ่ายแข็งสีดำคล้ำ หมายถึงการดื่มน้ำน้อย รับประทานผักผลไม้น้อยไป ไม่ดีต่อธาตุในร่างกาย
    • การเล่นยังมีความสนุกสนานเบิกบาน อยากเล่นกับเพื่อน หรืออยากเล่นคนเดียว มีความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นหรือไม่
    • การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายนอกเหนือจากการสอนให้ทำความสะอาดที่ถูกวิธีแล้ว การสังเกตการเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นพื้นฐานของการดูแลตนเอง หากมีสิ่งผิดปกติให้บอกเล่าผู้ใหญ่เพื่อร่วมแก้ปัญหา
  • การดูแลตนเองมีขอบข่ายหลายด้าน นอกจากการทำความสะอาดร่างกาย ให้ปราศจากเชื้อโรคแล้ว พ่อแม่จะต้องสร้างความเข้าใจและชี้แนะเรื่อง การดูแลเรื่องจิตใจ การดูแลให้ปลอดภัยจากการเล่น การดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากภัยสังคม เช่น
    • การที่ใครสักคนอาจมาชักชวนให้กินของกินแปลกๆ เพื่อป้องกันการใช้ยาเสพติด
    • การพลัดหลงจากพ่อแม่ เช่น หากหลงในตลาด ในห้างสรรพสินค้า เด็กจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร เป็นการดูแลตนเองเช่นกัน
  • พ่อแม่เป็นที่พึ่งของลูกได้เสมอ แต่การสอนให้ลูกดูแลตนเองเป็นหน้าที่ที่สำคัญและจำเป็น การดูแลตนเองของเด็กจะฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะทำตนเองปลอดภัยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคมภายนอกบ้าน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนเด็กให้ดูแลตนเอง เมื่อเด็กมาโรงเรียนเป็นหน้าที่ของครู เด็กเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวันและกิจกรรมการสอนที่ครูสามารถกำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้ได้ เช่น หน่วยปลอดภัยไว้ก่อน หน่วยตัวเรา หน่วยการอาบน้ำ การใช้ห้องน้ำห้องส้วม การออกกำลังกาย เป็นต้น ครูใช้เทคนิคการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง และเน้นการเล่นปนเรียน จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียน อย่างมีความสุข

บรรณานุกรม

  1. กรมสุขภาพจิต. (2546). คู่มือความรู้เพื่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กอายุ 3-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงสาธารณสุข.
  2. พระพิศาลธรรมวาที. (2549). ชีวิตที่มีคุณธรรมคือชีวิตที่มีคุณภาพ. กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา
  3. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว.
  4. สุภาวดี หาญเมธี. (2549). แผนที่นำทางสร้างศักยภาพสมอง. กรุงเทพมหานคร: บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด. Lazarus. R.S. (1996). Pattern of Adjustment and Human Effectiveness. New York: Mc.Graw. Hill Book Co.,Ltd.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน