หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องการบริโภคอาหาร (Food Consumption)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การบริโภคอาหาร (Food Consumption) หมายถึง การรับประทานอาหารโดยคำนึงถึงว่าจะรับประทานอาหารอะไร รับประทานในสัดส่วนและปริมาณเท่าใด จะเลือกอาหารชนิดใดบ้างที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อร่างกาย ซึ่งการปฏิบัตินี้จะมีความสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยจนเรียกว่าเป็นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (Food Consumption Behavior) ซึ่งเด็กๆ ควรได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อร่างกาย การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ มีสัดส่วนและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จะทำให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโตเหมาะสมกับวัย มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังในการทำกิจกรรมต่างๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน ผลจากการที่เด็กมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงจะทำให้เด็กมีสติปัญญาดี สังคมดี และอารมณ์จิตใจที่แจ่มใส

สอนลูกเรื่องการบริโภคอาหาร

การบริโภคอาหารมีความสำคัญอย่างไร?

เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีอายุระหว่าง 0 – 6 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ พัฒนาการด้านสังคม และพัฒนาการทางด้านสติปัญญา นักจิตวิทยาพัฒนาการต่างเชื่อว่า พัฒนาการของเด็กในช่วงอายุแรกเริ่มนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาและการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับประสบการณ์การเรียนรู้ และการอบรมเลี้ยงดูที่เด็กได้รับในช่วงปฐมวัย

เด็กในแต่ละช่วงอายุจะมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา แต่สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ ความแตกต่างทางด้านร่างกาย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไป เช่น การเจริญเติบโต น้ำหนัก ส่วนสูง และภาวะโภชนาการของเด็ก แต่คำว่าพัฒนาการทางด้านร่างกายไม่ได้มีความหมายเฉพาะลักษณะทางร่างกายที่มองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น แต่พัฒนาการทางด้านร่างกายจะมีองค์ประกอบทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่

    การเจริญเติบโตทางด้านกายภาพ (Physical Growth)
  1. วุฒิภาวะ (Maturation)
  2. ประสาทสัมผัสและการรับรู้ (Sensation and Perception)
  3. การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่ (Gross – motor Development)
  4. การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก (Fine – motor Development)

พัฒนาการทางด้านร่างกายทั้ง 5 ส่วนนี้ต้องมีการทำงานสอดรับกันและมีการเจริญเติบโตไปพร้อมๆ กัน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและหล่อหลอมเป็นหน้าต่างของการเรียนรู้ การเจริญเติบโตทางด้านกายภาพเป็นงานพัฒนาการทางกายวิภาคที่เป็นผลมาจากภาวะโภชนาการและการออกกำลังกาย น้ำหนักและส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นจะเป็นสังขารของการทำงานของวุฒิภาวะที่เป็นงานทางด้านสรีระวิทยาของพัฒนาการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านต่างๆ การทำงานที่สอดประสานกันระหว่างการเติบโตทางด้านกายภาพและวุฒิภาวะส่งผลให้การทำงานของประสาทสัมผัสและการรับรู้ยิ่งมีความคมชัดและแม่นยำขึ้น และผลรวมของการเติบโตทางด้านกายภาพ วุฒิภาวะ และประสาทสัมผัสและการรับรู้ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในทำนองเดียวกัน การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กก็ส่งเสริมให้การเติบโตทางกายภาพ ประสาทสัมผัสและการรับรู้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้

  • การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางร่างกาย เป็นการเปลี่ยนทางร่างกายด้านโครงสร้าง และส่วนประกอบของร่างกายทางสรีระวิทยาตามแบบแผนของพัฒนาการในแต่ละวัย ในระยะปฐมวันตอนต้น สัดส่วนของร่างกายจะเปลี่ยนไป เช่น ช่วงแขนยาวขึ้น ศีรษะดูยาว เล็กลงและได้ขนาดกับลำตัว ในขณะที่ลำตัวยาวและกว้างขึ้น และเป็นสองเท่าของเมื่อเกิดใหม่ ไหล่กว้าง แขน ขายาวขึ้น ส่วนมือและเท้าก็ใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกัน
  • ความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนต่างๆ เช่น แขน ขา หัวไหล่ ซึ่งโดยมากแล้วกล้ามเนื้อส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่เด็กใช้ในดารประกอบกิจกรรมประจำวัน เช่น เดิน วิ่ง ปีน กระโดด หันซ้ายขวา ฯลฯ
  • ความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก และการทำงานประสานสัมพันธ์กัน ความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก เป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหยิบจับสิ่งต่างๆ เช่น จับดินสอ การติดกระดุม การใช้กรรไกร การร้อยลูกปัด ฯลฯ ซึ่งส่วนมากจะอยู่บริเวณข้อมือ มือ นิ้วมือ การทำงานของกล้ามเนื้อเล็กส่วนต่างๆ เหล่านี้ต้องให้ประสานสัมพันธ์กัน เช่น การทำงานประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือ ตา ข้อมือ นิ้วมือ เป็นต้น

พัฒนาการทางด้านร่างกายมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางด้านสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพของเด็กปฐมวัย คือการเรียนเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวและการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง คุณภาพการเรียนรู้ที่เกิดจากครูชูดอกกุหลาบให้เด็กดู ย่อแตกต่างไปจากการเรียนรู้ที่เด็กได้สัมผัสจับต้องดอกไม้ ซึ่งเด็กจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของความนุ่มนวลหรือความแข็งของกลีบดอกที่เด็กจับต้อง ได้ทดสอบดมกลิ่นดอกกุหลาบสีต่างๆ ได้เรียนรู้ชื่อดอกกุหลาบชนิดต่างๆ ได้เรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้พูดคุยและบรรยายความหมายทางภาษาของกลิ่นที่ได้จากการดม นอกจากนี้ การวางวัสดุ สื่ออุปกรณ์ตามมุมประสบการณ์ในห้องเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าไปเล่น สำรวจ ทดลองตามความสนใจ ได้สัมผัสจับต้องสิ่งเร้าที่สัมพันธ์กับข้อมูลความรู้ผ่านเข้าไปในกระบวนการทำงานของสมองเก็บข้อมูลที่เรียนรู้ซึ่งอาจเป็นข้อมูลใหม่ที่จะเป็นฐานข้อมูลที่นำไปสู่การเรียนรู้ใหม่ หรือเป็นข้อมูลใหม่ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม หรือข้อมูลความรู้เดิมที่เกิดการเรียนรู้ใหม่ เช่น เด็กอายุ 5 – 6 ปี สนใจที่จะเล่นเครื่องเล่นสนามและท้าทายในการที่ปีนเครื่องเล่นชนิดนั้น ความอยากรู้อยากเห็นที่สั่งการสมองขับเคลื่อนให้เด็กปีนป่าย เมื่อปีนขึ้นไปบนจุดสูงสุด เด็กคนนั้นมองลงมาข้างล่างด้วยท่าทีที่รู้สึกกลัว เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เขาก็พยายามแก้ปัญหา โดยการขยับแขน ขาซ้ายขวา อย่างระมัดระวัง และในที่สุดเขาก็สามารถค้นพบวิธีการของตนเองในการที่จะปีนลงจากเครื่องเล่นนั้นได้อย่างปลอดภัย ด้วยการสื่อออกมาทางสายตาที่แสดงความโล่งใจและภูมิใจในความสามารถของตนเอง นอกจากพัฒนาการทางร่างกายจะมีความสัมพันธ์ในเรื่องการใช้การคิด การแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยองค์ประกอบทางร่างกายที่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความสามารถทางการคิดแล้ว ถ้าสังเกตเด็กทั่วๆไปจะพบว่า เด็กที่ความสมบูรณ์แข็งแรง มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน จะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาดีไปด้วย เช่น มีผลการเรียนดี เป็นเด็กที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีคุณภาพ พัฒนาการทางด้านร่างกายมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ การเคลื่อนไหวซึ่งเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ เช่น เด็กทำงานศิลปะได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้จะมีความภูมิใจในตนเอง และมีความสุขด้วยการถ่ายทอดออกมาให้เห็นด้วยการแสดงอารมณ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กที่สามารถต่อ Jigsaw ได้สำเร็จจะมีความภาคภูมิใจในตนเอง เด็กที่เก็บของเล่นเข้าที่ได้เรียบร้อยจะมีความรู้สึกถึงการรับรู้ความสามารถของตนเองในเชิงบวก เป็นต้น และถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า เด็กที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง จะไม่เจ็บป่วยและเป็นเด็กที่มีอารมณ์ดีและสามารถตอบสนองต่ออารมณ์ของคนอื่นได้อย่างเหมาะสม พัฒนาการทางการเคลื่อนไหวมีผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กและความสามารถในการสื่อสาร เช่น เด็กที่ไม่กล้าที่จะเล่นเครื่องเล่นในสนามหรือไม่เล่นกับกลุ่มเพื่อน จะทำให้พัฒนาการทางสังคมต่ำไปด้วย โดยการแสดงออกให้เห็นได้จากพฤติกรรมการไม่เล่นกับเพื่อน ขี้อาย ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้จะเป็นลักษณะของเด็กที่มีร่างกายไม่แข็งแรงเป็นส่วนมาก แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการทางด้านร่างกายมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางด้านสังคม

สุขอนามัยของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากพัฒนาการของกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแล้ว สุขภาพอนามัยเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายโดยรวมให้มีการเจริญเติบโต แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยเป็นเรื่องของการสร้างนิสัยเด็กที่ครอบคลุมถึงเรื่องโภชนาการ สุขนิสัย ความปลอดภัย จุดมุ่งหมายของกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขอนามัยมีดังนี้

  • ส่งเสริมนิสัยในการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ
  • ส่งเสริมให้เด็กมีสุขอนามัยที่ดี มีสุขนิสัยด้านการขับถ่าย การดูแลความสะอาดร่างกาย การนอนหลับพักผ่อนและการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
  • ส่งเสริมเด็กให้มีลักษณะนิสัยในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ตนเองและผู้อื่น

กิจกรรมที่ส่งเสริมด้านโภชนาการเป็นเรื่องของอาหาร การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอในแต่ละวัน ดังนั้น การสร้างพฤติกรรมการบริโภคเป็นการสร้างนิสัยการกินที่มีผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม และบุคลิกภาพ การบริโภคอาหาร หมายถึง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าปราศจากสิ่งมีพิษ พร้อมทั้งให้คุณค่าทางโภชนาการ ได้รับสารอาหารครบทุกหมู่ และมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของเด็กแต่ละวัย การบริโภคอาหารในแต่ละวันควรให้ครบหมู่ตามหลักโภชนาการ ดังนี้

หมู่ที่ 1 อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ฯลฯ หรือเมล็ดธัญพืชที่ให้สารอาหารโปรตีน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว อาทิ เต้าหู้ เต้าฮวย เต้าเจี้ยว ซึ่งอาหารประเภทดังกล่าวนี้จะให้สารอาหารโปรตีนที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย

หมู่ที่ 2 เป็นอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว อาหารเหล่านี้จะให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรทเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะให้พลังงานแก่ร่างกายในการออกแรงเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ

หมู่ที่ 3 เป็นอาหารจำพวกผักชนิดต่างๆ ได้แก่ ผักบุ้ง ผักตำลึง มะเขือเทศ ฟักทอง ผักใบเขียว แตงกวา เป็นต้น ผักเหล่านี้จะให้สารอาหารวิตามินชนิดต่างๆ เช่น วิตามินเอที่มีอยู่ในผักใบเขียว วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี ฯลฯ ซึ่งสารอาหารประเภทวิตามินจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรค ช่วยทำให้ระบบต่างๆในการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดเนื้องอกต่างๆด้วย

หมู่ที่ 4 อาหารจำพวกผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม เงาะ ลำไย ทุเรียน มะม่วง ฯลฯ อาหารเหล่านี้จะให้สารอาหารประเภทเกลือแร่ และวิตามิน ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

หมู่ที่ 5 อาหารจำพวกไขมันที่ได้จากพืชและสัตว์ เช่น นำมันมะพร้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ทานตะวัน ไขมันจากเนื้อหมู ไก่ ซึ่งสารอาหารประเภทไขมันจะทำให้ร่างกายมีความอบอุ่นและรักษาอุณหภูมิภายในให้มีความปกติ

การบริโภคอาหารเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เพราะอาหารทำให้ร่างกายและระบบต่างๆ ภายในร่างกายเป็นปกติ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ การบริโภคอาหารที่ถูกหลัก ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายทุกมื้อ จะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วย ทำให้การดำรงชีวิตเป็นปกติ ทำให้คนเรามีภาวะโภชนาการที่ดี ในทางตรงข้ามถ้าเราบริโภคอาหารไม่ได้สัดส่วนกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน หรือไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน จะทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติ หรืออาจเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ หรือเกิดภาวะทุพโภชนาการ ถ้ารับประทานอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ขาดสารอาหาร แต่ถ้าได้รับสารอาหารมากเกินความจำเป็นของร่างกายก็จะทำให้เกิดภาวะโภชนาการเกิน หรืออ้วนทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่สุกใหม่ๆ สะอาด ปราศจากอันตรายจากสารปนเปื้อนต่างๆ ทำให้มีผลต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมด้วย

การสอนเรื่องบริโภคอาหารมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัยในแต่ละวันมีผลทางบวกต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและพัฒนาการในด้านอื่นๆ ทำให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน ได้สัดส่วนและเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงอายุ โดยเฉพาะแด็กวัย 1 – 5 ปี ควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ดังนี้

  1. อาหารประเภทผัก เด็กควรรับประทานผักทุกวันจะเป็นผักใบเขียว เหลือง ม่วง ควรได้รับประทานวันละ 4 – 8 ช้อนโต๊ะ
  2. พลังงาน เด็กปฐมวัยควรได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโต เด็กวัยนี้ควรได้รับพลังงานวันละประมาณ 90 – 100 แคลอรี่ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 1,200 – 1,500 ต่อวัน
  3. โปรตีน เด็กวัย 1 – 5 ปี ควรได้รับสารอาหารโปรตีนที่เพียงพอต่อการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งควรได้รับสารโปรตีน 1.3 – 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  4. วิตามินและเกลือแร่ เด็กปฐมวัยต้องการสารอาหารประเภทวิตามินและเกลือแร่เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเป็นการป้องกันไม่ให้ระบบของร่างกายทำงานผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆตามมา ดังนั้น การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้
  • เด็กจะได้รับสารอาหารชนิดต่างๆครบถ้วนในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน
  • ทำให้พัฒนาการทางร่างกายของเด็กมีความเหมาะสมสอดคล้องกับวัยและอายุ เช่น น้ำหนักและส่วนสูงได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ไม่ทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ
  • เป็นการส่งเสริมในเรื่องสุขอนามัยที่ถูกต้องให้กับเด็ก เช่น สุขนิสัยในการรับประทานอาหาร การขับถ่าย การดูแลความสะอาดของร่างกาย
  • ทำให้เด็กมีความสามารถในการเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสมทั้งทางด้านคุณค่า ปริมาณ และประเภทของอาหาร ตลอดจนการเลือกรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับฤดูกาลและบริบทของครอบครัวและท้องถิ่น
  • ช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมการบริโภคให้กับเด็กได้ โดยเฉพาะการที่เด็กจะเลือกรับประทานอาหารบางชนิด หรือไม่เลือกที่จะรับประทานอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น ปัญหาเด็กปฏิเสธการรับประทานผักหรืออาหารแปลกใหม่ ซึ่งโดยหลักการแล้วเด็กควรรับประทานอาหารที่หลากหลายในแต่ละมื้อ
  • ทำให้พัฒนาการในด้านต่างๆของเด็กมีความสัมพันธ์และสมดุลทั้งพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
  • ช่วยฝึกเด็กในเรื่องมารยาทในการรับประทานอาหารและการรับประทานอาหารประเภทต่างๆ ที่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานที่แตกต่างกัน เช่น อาหารไทย จีน ฝรั่ง เป็นต้น
  • ช่วยส่งเสริมความสามารถพื้นฐานด้านการใช้เหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าประเภทอาหารที่มีจำหน่วยในท้องตลาด และทำให้เป็นผู้ฉลาดในการบริโภคต่อไป
  • ช่วยลดปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องให้กับเด็กได้ เช่น การรับประทานอาหารจานด่วน อาหารที่มีสารปนเปื้อน และอาหารขยะ เป็นการสร้างค่านิยมในการเลือกรับประทานอาหารได้

ครูจัดกิจกรรมการสอนเรื่องการบริโภคอาหารให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเพื่อให้เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องนั้นต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยที่ควรคำนึงถึงพัฒนาการ วุฒิภาวะ ทฤษฎีการเรียนรู้ในด้านต่างๆมาประกอบกันเพื่อให้การจัดประสบการณ์มีประสิทธิภาพ ซึ่งธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม เรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัวไปสู่เรื่องที่ไกลตัว เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงมากกว่าการเรียนรู้จากการบอกเล่าของครู เด็กจะเรียนรู้สิ่งที่มีความหมายต่อตนเองได้ดีกว่าการเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์กับชีวิตจริงของเขา เด็กจะเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการค้นหาคำตอบที่เป็นของตัวเอง เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากกิจกรรมการเล่นมากกว่าการเรียนรู้ที่เป็นทางการ และเด็กจะเรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่เด็กยอมรับนับถือ จากหลักการ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ครูจึงจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเพื่อให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคอาหารดังนี้

  • เป็นแบบอย่างที่ดีในการรับประทานอาหาร เด็กวัยนี้จะเรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่เด็กเคารพนับถือ บุคคลที่มีชื่อเสียง และเรียนรู้พฤติกรรมของเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันกับเด็ก ดังนั้น ครูหรือบุคลากรที่อยู่ในโรงเรียนจึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริโภคหรือรับประทานอาหารที่ถูกต้องให้กับเด็ก เช่น การรับประทานอาหารให้ครบหมู่ การรับประทานอาหารให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อร่างกาย การรับประทานอาหารอย่างหลากหลาย รับประทานผักทุกวัน และควรสร้างสุขนิสัยที่ดีในด้านอนามัยต่างๆ ด้วย
  • จัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง เช่น การจัดมุมบทบาทสมมติให้มีอาหารที่เป็นของจริงหรือของจำลองให้เด็กซึมซับเกี่ยวกับประโยชน์และคุณค่าของอาหาร มีหนังสือหรือนิทานเกี่ยวกับการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม
  • ให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมการบริโภคอาหารจากเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งโดยปกติเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกันมากกว่าบุคคลที่อยู่ในวัยอื่น ถ้าหากในห้องเรียนของครูมีเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงแจ่มใส ครูอาจใช้กรณีตัวอย่างนี้เพื่อที่เด็กคนอื่นๆ จะได้เรียนรู้ว่าการมีสุขภาพดี แข็งแรงเนื่องมาจากสาเหตุใดบ้าง
  • ให้การเสริมแรงทางบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง เช่น เมื่อเด็กไม่รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ลูกอม ลูกกวาด อาหารที่ผสมสีสังเคราะห์ เป็นต้น
  • ให้เด็กได้รับประสบการณ์จริงที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน เช่น การไปเรียนรู้การเลือกซื้ออาหารในตลาด การพาเด็กไปเรียนรู้วิธีการประกอบอาหารของแม่ค้าในชุมชนหรือตลาด การพาเด็กไปศึกษาผลิตภัณฑ์อาหารจากกลุ่มแม่บ้านหรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
  • การเชิญวิทยากร การเชิญบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะทางมาให้ความรู้หรือแนวทางในการปฏิบัติตนในเรื่องการบริโภคอาหารจะทำให้เด็กได้รับความรู้แบบตรงมากกว่าผู้ให้ความรู้ที่ไม่มีความชำนาญ เช่น การเชิญโภชนากรมาสาธิต ทดลองประกอบอาหาร เป็นต้น
  • การจัดประสบการณ์ประกอบอาหาร เป็นวิธีการที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรงมากที่สุด เนื่องจากเด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญามากที่สุด เด็กจะได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจ เกิดทักษะในการปฏิบัติ และการสร้างเจตคติต่อกิจกรรมนั้นๆ ได้เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสและเกิดจากแรงขับภายในของตนเอง สังเกตได้ว่ากิจกรรมประกอบอาหารที่เน้นให้เด็กมีส่วนร่วมเป็นกลุ่มมีคุณค่าต่อการพัฒนาเด็กได้ครอบคลุมหลายด้านมากกว่าการให้ครูสาธิตการประกอบอาหาร ดังนั้น การจัดประสบการณ์ประกอบอาหารสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคให้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การจัดกิจกรรมการเล่น การเล่นถือเป็นการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยที่ครูจะบูรณาการทักษะหรือสาระที่ต้องการฝึกฝนให้เกิดกับเด็กด้วยการจัดกิจกรรมการเล่น เช่น การเล่นเกมการศึกษาประเภทต่างๆ อาทิ การจับคู่ภาพผักที่มีสีเดียวกัน การจับคู่ภาพผลไม้กับโครงร่าง เกมภาพตัดต่อส้ม ฯลฯ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนเรื่องการบริโภคอาหารให้ลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย การให้ความรัก ความอบอุ่นและความปลอดภัย การสร้างความผูกพันจะเกิดเป็นที่แรกจากสถาบันครอบครัว อาจกล่าวได้ว่าสถาบันที่ขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ให้กับเด็กแห่งแรกคือครอบครัว ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ปู่ย่า ตายาย เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาการต่างๆ มาจากบ้านและครอบครัว ดังนั้น ผู้ที่เป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการ ให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ ได้สัดส่วนกับความต้องการของเด็ก หัดให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกชนิด เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วน และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หัดให้เด็กรับประทานอาหารที่แปลกใหม่ที่เด็กไม่เคยรับประทาน เช่น ผักใบเขียว ผักที่มีรสขมบ้าง ผักที่มีในท้องถิ่น เป็นต้น ในการปรุงอาหารของพ่อแม่ในแต่ละมื้อถ้าเป็นไปได้ควรให้เด็กได้เข้าร่วมและให้เขาช่วยเหลือในสิ่งที่เหมาะสมกับวัย เช่น การเตรียมผัก การหั่นผลไม้ การหยิบจับอุปกรณ์ การให้เด็กผสมเครื่องปรุง หรือเติมเครื่องปรุงลงในภาชนะปรุงอาหาร ให้เด็กได้สังเกตด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งการให้เด็กได้ดูการเปลี่ยนแปลง ได้ดมกลิ่นอาหาร ชิมรสชาติต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงในขณะอยู่กับครอบครัว เป็นการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมให้กับเด็กนอกจากนี้ พ่อแม่อาจให้ลูกมีโอกาสในการเลือกรายการอาหารในแต่ละมื้อ หรือให้เขามีส่วนร่วมในการเลือกซื้อกับข้าวที่จะนำมาปรุงอาหาร ทำให้เขามีความภาคภูมิใจ และมีความเชื่อมั่น นำไปสู่การสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรตระหนักคือ ความรู้ในเรื่องอาหารและโภชนาการ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกมีภาวะโภชนาการที่ดีและช่วยแก้ปัญหาในด้านสุขอนามัยของเด็กได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในทุกด้านรวมถึงการส่งเสริมในด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารด้วยการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อีกทั้งยังต้องเป็นผู้จัดประสบการณ์ กิจกรรมที่เหมาะสมกับความสามารถ วุฒิภาวะของเด็ก โดยเน้นการเรียนรู้ที่มีความหมายกับเด็ก ให้เด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และการเรียนรู้ต่างๆ ควรมีความสอดคล้องกับชีวิตของเด็กให้มากที่สุด

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์. (2551). ประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย หน่วยที่ 7. นนทบุรี: สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  3. Gallahue, David L. and Czman,John C.(1998). Understanding Motor Development Infants, Children, Adolescents, Adults. 4th ed. New York: McGraw - Hill.
  4. Manila, Robert M.(1982). “Motor Development in the Early Year” in Moore, Shirley G. & Cooper Catherine ,R. (ed)The Young Child : Review of Research . Vol 3. Washington D.C. : The National Association for Education of Young Children.
  5. Morrison, George S. (1991). Early Childhood Education Today. New York : Macmillan Publishing Company.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน