หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องการเพาะปลูก (Teaching Children about Cultivation)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องการเพาะปลูก

การเพาะปลูก (Cultivation) หมายถึง การจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ในกระบวนการของการเพาะปลูก เริ่มตั้งแต่การเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมดิน การเตรียมแปลงผักหรือกระถางสำหรับปลูก การเพาะต้นกล้า การปลูก การบำรุงดูแลรักษา พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ เพื่อให้พืชผักที่ปลูกเจริญเติบโต จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหารเพื่อรับประทาน ซึ่งในขั้นตอนต่างๆของการเพาะปลูก เด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติในทุกขั้นตอน ทำให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ ภาคภูมิใจในการสิ่งที่ได้ทำจนเกิดเป็นความตระหนักและรับรู้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การสอนเรื่องการเพาะปลูกสำคัญอย่างไร?

การปลูกฝังให้เด็กมีความสำนึกตระหนักในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงควรเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย เนื่องจากเด็กในช่วงแรกเกิดถึง 6 ปีเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปูพื้นฐานทางด้านต่างๆในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาและบุคลิกภาพ เหมาะสมเป็นไปตามวัย ซึ่งประสบการณ์ที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กต้องเป็นประสบการณ์จริง ได้ลงมือกระทำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของดิวอี้ (Dewey) ที่ว่า เด็กควรเรียนรู้ด้วยการกระทำ (Learning by Doing) ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์หรือสถานการณ์จริงที่สอดคล้องกับชีวิตและสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ หลักสูตรที่เน้นสิ่งแวดล้อมสามารถส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และวิธีการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยได้ปฏิบัติจริงรูปแบบหนึ่งได้แก่ กิจกรรมการเพาะปลูก เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์และความเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิตในโลก การเพาะปลูกสามารถนำมาใช้ในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบและเรียนรู้ด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นกิจกรรมการเพาะปลูกยังช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนาน มีความสนใจเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม ให้โอกาสเด็กปรับตัวในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกความมีวินัยในการทำงาน ตลอดจนการเรียนรู้ถึงธรรมชาติของสิ่งต่างๆด้วย ซึ่งการเรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรจนเกิดเป็นนิสัย ซึ่งจะปลูกฝังให้เกิดความรัก ความหวงแหน และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การรับรู้เป็นการสร้างลักษณะนิสัยให้มองเห็นคุณค่าความงดงามของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ดังนั้นการจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้เพาะปลูกพืชและพันธุ์ไม้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดยให้เด็กเป็นผู้ลงมือกระทำเองในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเพาะต้นกล้า ปลูกต้นไม้ ดูแลรักษา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน จะทำให้เด็กเกิดความรักและความผูกพันกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การรับรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป

การสอนเรื่องการเพาะปลูกมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเพาะปลูกเป็นการจัดกิจกรรมในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้กระบวนการเพาะปลูก ได้แก่ การเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมดิน เครื่องมือบำรุงรักษาพืช เครื่องมือเก็บเกี่ยว อุปกรณ์ในการเพาะเมล็ด ซึ่งกิจกรรมการเพาะปลูกมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่
    • พฤติกรรมการอนุรักษ์พืช จากการที่เด็กได้ดูแลรักษาพืชให้มีการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
    • พฤติกรรมการอนุรักษ์น้ำ จากพฤติกรรมที่เด็กปฐมวัยใช้น้ำอย่างประหยัดและทำให้เกิดประโยชน์
  • ส่งเสริมให้เด็กรับรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึง ความเข้าใจในการสงวนรักษาสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไปหรือสงวนไว้ให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีความรู้สึกที่ดีต่อธรรมชาติ
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงจนสามารถค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง กิจกรรมการเพาะปลูกเป็นการจัดกิจกรรมที่ให้โอกาสเด็กทำงานด้วยตนเองในทุกกระบวนการเรียนรู้ที่จะเตรียมดิน การใช้เครื่องมือ การเพาะต้นกล้า การบำรุงดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้เด็กได้พบสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
  • ช่วยให้เด็กรู้จักพันธุ์พืชชนิดต่างๆและการบำรุงรักษาพืชให้เจริญเติบโต เด็กจะได้เรียนรู้ว่าพืชชนิดใดต้องการน้ำ ปุ๋ย แสงแดดแตกต่างกันอย่างไร พืชชนิดใดต้องการอยู่ในที่ร่มหรือพืชชนิดใดที่ต้องการแสงน้อย เป็นต้น
  • เด็กได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในด้านต่างๆ เช่นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตของพืช การเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก การวัดความสูงของต้นไม้ที่ปลูก เป็นต้น
  • ช่วยให้เด็กเกิดความซาบซึ้งในความงามของธรรมชาติ เช่น การปลูกดอกไม้ชนิดต่างๆ
  • ส่งเสริมให้เด็กมีความมีวินัยด้านความรับผิดชอบ การที่เด็กได้ดูแลการเจริญเติบโตของพืชจนกระทั่งสามารถเกี่ยวผลผลิตและนำไปปรุงเป็นอาหาร จะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่เกิดจากความรับผิดชอบ
  • เด็กจะได้เรียนรู้วิธีการขยายพันธุ์พืช พืชผักหรือต้นไม้ที่เด็กนำมาปลูกอาจใช้วิธีการขยายพันธุ์แตกต่างกัน พืชผักบางชนิดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด บางชนิดขยายพันธุ์ด้วยหัวหรือลำต้น
  • ช่วยให้เด็กได้รับประทานผักที่ปลอดสารพิษ กิจกรรมการเพาะปลูกโดยเฉพาะการปลูกผักจะเน้นการดูแลรักษาโดยไม่ใช้สารพิษ ทำให้เด็กได้รับประทานผักที่ปลอดสารพิษ
  • ส่งเสริมให้เด็กรู้จักการประหยัด การปลูกผักต่างๆทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เป็นการนำผลผลิตที่ได้มาใช้ในการประกอบอาหาร ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการไปซื้อผักในตลาด

ครูสอนเรื่องการเพาะปลูกให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเพาะปลูกสามารถนำมาจัดให้เข้ากับหน่วยการเรียนรู้ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ได้ หรืออาจจัดในรูปแบบของการสอนแบบโครงการก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนการจัดกิจกรรมควรดำเนินตามลำดับดังนี้

ขั้นเตรียมกิจกรรม เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่ครูเตรียมไว้ให้ ได้แก่

  1. สถานที่สำหรับเพาะปลูก เตรียมดินสำหรับปลูก
  2. เตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่
    • พันธุ์พืช เช่น เมล็ด หัว กิ่ง ใบ
    • เครื่องปลูกในกรณีที่ปลูกลงในกระถาง เช่น ดิน ถั่ว แกลบ ใยมะพร้าว เปลือกถั่ว ขี้เลื่อย ฟางข้าว เปลือกไม้
    • เครื่องมือปลูก เช่น ตะกร้าเพาะเมล็ด พลั่ว จอบ เสียม อุปกรณ์รดน้ำ
    • ปุ๋ยธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์

ขั้นดำเนินกิจกรรม

  1. ขั้นนำ เด็กและครูร่วมกันสนทนาเรื่องประโยชน์ของต้นไม้ที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม หรือการสนทนาเกี่ยวกับวิกฤติของป่าไม้ที่ถูกทำลายในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กรู้สึกตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ต้นไม้และป่าไม้ นอกจากนี้ยังเป็นแนว ทางให้เด็กตัดสินใจว่าควรปลูกต้นไม้ประเภทใด จึงจะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและได้ประโยชน์มากที่สุด
  2. ขั้นปฏิบัติ สนทนาถึงการเพาะปลูก และครูสาธิตการใช้เครื่องมือ วิธีการปลูกและวิธีการดูแลรักษา หลังจากนั้นเด็กลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การเพาะเมล็ด รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย
  3. ขั้นประเมินผล ให้เด็กสังเกตการเจริญเติบโตของพืช เปรียบเทียบความสูง จำนวนต้น ปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืช เช่น น้ำ แสงแดด ปุ๋ย

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องการเพาะปลูกได้อย่างไร?

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบ้านอยู่ในชนบทจะมีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกมาก การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้สามารถทำได้โดยง่ายเนื่องจากวิถีชีวิตจะอยู่กับธรรมชาติและต้นไม้ การเพาะปลูกพืชผักและให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำการเกษตรจะเป็นวิธีการที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กรับรู้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การจัดสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้มีการปลูกทั้งไม้ดอกและไม้ประดับ และต้นไม้ที่ให้ร่มเงาจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เด็กได้เห็นประโยชน์ของธรรมชาติ โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์

สำหรับเด็กในชุมชนเมืองมีพื้นที่สำหรับใช้ในการเพาะปลูกน้อย พ่อแม่ควรจัดพื้นที่หน้าบ้านหรือระเบียงไว้สำหรับให้เด็กได้เพาะปลูกผัก ไม้ดอก ไม้ประดับที่มีต้นไม่ใหญ่มากนัก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะดูแลรักษา และเกิดความรับผิดชอบ ภาคภูมิใจในกิจกรรมการเพาะปลูก และเป็นการปูพื้นฐานให้ตระหนักและรับรู้ถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป ทั้งนี้พ่อแม่ผู้ปกครองควรมีบทบาทในการจัดกิจกรรมการเพาะปลูกเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • จัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้มีความร่มรื่นสวยงามด้วยการจัดพื้นที่สำหรับการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาเพื่อให้เด็กได้ซึมซับเกี่ยวกับประโยชน์ของต้นไม้และธรรมชาติที่มีต่อการดำรงชีวิต เช่น ให้ความสดชื่นสวยงามสบายตา ให้ร่มเงาและคลายร้อนได้
  • จัดพื้นที่หลังบ้านให้มีแปลงพืชผักสวนครัว เช่น การปลูกขมิ้น ตะไคร้ ขิง ข่า ใบมะกรูด ผักบุ้ง ผักคะน้า ฯลฯ เพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาหารของครอบครัวและให้เด็กได้เรียนรู้ด้วย
  • ให้เด็กได้มีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการปลูกพืชผัก สวนครัว การปลูกต้นไม้ ตั้งแต่การเตรียมการปลูก ลงมือปลูกและการบำรุงดูแลรักษาให้พืชผักเจริญเติบโตจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ความรู้สึกรับผิดชอบและความภาคภูมิใจที่เกิดจากการได้ทำกิจกรรมการเพาะปลูกด้วยตนเอง จะนำไปสู่การรับรู้ถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้
  • สอนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น การพาลูกไปเที่ยวอุทยาน สวนสัตว์ที่มีพื้นที่ป่าและต้นไม้ โดยชี้ให้เด็กเห็นว่าต้นไม้มีประโยชน์ เป็นสถานที่สำหรับการมาท่องเที่ยวและพักผ่อน เป็นสถานที่มีอากาศบริสุทธิ์สำหรับการอยู่อาศัยของสัตว์ด้วย นอกจากนี้ต้นไม้ยังเป็นที่กักเก็บน้ำ เช่น รากของต้นไม้ใหญ่บนภูเขาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำทำให้มีน้ำใช้ได้ตลอดไป ถ้าเราไปตัดต้นไม้นั่นหมายถึงการทำลายต้นน้ำลำธารด้วย
  • แนะนำเด็กให้ดูสารคดีที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติจากรายการโทรทัศน์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากสารคดีต่างๆที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะเป็นผู้จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดกิจกรรมการเพาะปลูกในกิจกรรมประจำวันแล้ว เด็กจะเรียนรู้ในทุกสถานที่ที่เขาได้พบเห็น ดังนั้นการปรับสภาพบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมภายในบริเวณโรงเรียนให้น่าอยู่ ด้วยการจัดหาไม้ดอก ไม้ประดับ ปลูกต้น ไม้ที่ให้ร่มเงาต่างๆรวมทั้งการจัดให้มีสวนพฤกษศาสตร์ สวนพืชสมุนไพรต่างๆ จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับประ สบการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย

บรรณานุกรม

  1. ฉันทนา ภาคบงกช. (กันยายน.2535). “สภาพแวดล้อมสร้างสรรค์” นิตยสารรักลูก. กรุงเทพฯ : 10 (116).
  2. นิวัติ เรืองพานิช. (2537). การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ :รั้วเขียว.
  3. วรางคณา เผื่อนทอง. (2541). ผลการจัดกิจกรรมเพาะปลูกแบบผสมผสานที่มีต่อพฤติกรรมและการรับรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร.
  4. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2555). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) . กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี.
  5. Stachel, D. (1986). Matal Early Childhood Program. Israel: Peli Printing Works Ltd.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน