หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องการแต่งกาย (Dressing)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การแต่งกาย (Dressing) หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการสวมเสื้อ กางเกง ติดกระดุมเสื้อ ผูกเชือกรองเท้า สวมถุงเท้า ความสามารถในการแต่งกายของเด็กขึ้นอยู่กับพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็ก การแต่งกายเป็นการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็กที่ควรได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เด็กอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ ขณะที่เด็กอยู่ที่โรงเรียนกับครู ความสามารถในการแต่งกายของเด็กในแต่ละวัย เด็กปฐมวัยที่มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างมั่นคงเพียงใด ก็จะสามารถแต่งกายได้ดีตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

สอนลูกเรื่องการแต่งกาย

การสอนเรื่องการแต่งกายมีความสำคัญอย่างไร?

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไว้ในหลักสูตร จำนวน 12 ข้อ และมีมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกาย คือ มาตรฐานข้อ 6 ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย และกำหนดสาระการเรียนรู้ในส่วนที่เป็นประสบการณ์สำคัญด้านสังคมที่สนับสนุนให้เด็กรู้จักการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน โดยการจัดกิจกรรมให้เด็กได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการล้างมือ การดื่มนม การรับประทานอาหาร การเข้าห้องน้ำ การแต่งตัว ฯลฯ นอกจากนี้หลักสูตรยังได้กำหนดสาระการเรียนรู้ในส่วนที่เป็นสาระที่ควรรู้สาระที่ 1 เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก ว่าเด็กปฐมวัยควรทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น การแต่งตัว การแปรงฟัน การรับประทานอาหาร ฯลฯ

การช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยจากกิจวัตรประจำวันที่เด็กควรปฏิบัติตั้งแต่อยู่ที่บ้านและอยู่ในโนโรงเรียน ได้แก่ การล้างหน้า แปรง ฟัน อาบน้ำ แต่งตัวไปโรงเรียน ผูกเชือกรองเท้า การรับประทานอาหารว่างและอาหารกลางวัน ฯลฯ กิจวัตรประจำวันเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ทางสังคมที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้และพัฒนาได้จากการฝึกฝน อบรมเลี้ยงดูทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เด็กปฐมวัยจะเริ่มเรียนรู้การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตั้งแต่อายุประมาณ 1 – 2 ขวบ เช่น การเริ่มจับช้อนเพื่อตักอาหารใส่ปาก การจับแก้วน้ำเพื่อดื่ม หรือการหยิบจับอุปกรณ์ประคองไว้ทั้งสองมือ แต่คุณภาพการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าใดนัก การที่เด็กจะพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ด้วยตนเองได้ดีเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับการตอบสนองของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่หรือผู้ดูแลเด็กในการที่จะตอบสนองต่อพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยได้อย่างสอดคล้องกับลักษณะพัฒนาการตามช่วงวัย ซึ่งคุณลักษณะตามวัยซึ่งเป็นความสามารถตามวัย หรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆ จะเกิดขึ้นตามวัยมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์ที่เด็กได้รับ สำหรับคุณลักษณะตามวัยของเด็กปฐมวัย (อายุ 3 – 5 ปี) ในด้านการช่วยเหลือตนเอง กำหนดว่า เด็กอายุ 3 ปี ควรมีความสามารถในการล้างมือ รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง และเริ่มรู้จักใช้ห้องน้ำห้องส้วม เด็กอายุ 4 ปี ควรแต่งตัวได้ รับประทานอาหารได้ด้วยตัวเองโดยไม่เลอะเทอะ รู้จักทำความสะอาดหลังจากเข้าห้องน้ำห้องส้วม และเด็กอายุ 5 ปี ควรเลือกเครื่องแต่งกายของตนเองได้ และแต่งตัวได้ ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ในการรับประทานอาหาร ได้ และทำความสะอาดร่างกายได้ ดังนั้น เมื่อพ่อแม่ ครู และผู้เลี้ยงดูเด็กมีความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการตามวัยของเด็กก็สามารถส่งเสริมพัฒนาการโดยการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กได้สอดคล้องกับวัยได้ การแต่งกายเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับเด็กปฐมวัยอีกอย่างหนึ่งที่ควรฝึกฝนตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ระบบโรงเรียน ให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น การแต่งกายไปโรงเรียนควรเป็นอย่างไร การแต่งกายเมื่อไปในสถานที่ต่างๆ การแต่งกายให้เหมาะสมกับฤดูกาลต่างๆ ฯลฯ นอกจากนี้ การแต่งกายยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมของชาติไทยที่มีการสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานอีกด้วย เพราะการแต่งกายเป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่แสดงถึงเอกลักษณ์ ค่านิยม วิถีชีวิตตามบริบทของสังคมไทยที่ควรปลูกฝังให้เด็กเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมด้านนี้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย

การสอนเรื่องการแต่งกายมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เรื่องการแต่งกายเป็นการตอบสนองต่อจุดหมายของหลักสูตร ที่สะท้อนถึงมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ทั้งนี้การจัดประสบการณ์เรื่องการแต่งกายมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายให้กับเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์เรื่องการแต่งกายเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยเฉพาะการให้เด็กได้รับการพัฒนาด้านความแข็งแรงและการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเล็ก และด้านการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อตากับมือในการติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การคาดเข็มขัด ซึ่งเด็กปฐมวัยจะสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนี้จากการฝึกฝนให้เด็กรู้จักแต่งกาย เด็กจะสามารถแต่งกายได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ความพร้อม การเรียนรู้จากประสบการณ์และการฝึกหัดจากผู้ใหญ่
  • ส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้เป็นคนมีสุขนิสัยที่ดีด้านการรักษาความสะอาดของเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยในด้านร่างกายจะครอบคลุมถึงการประเมินด้านสุขนิสัยในการรักษาความปลอดภัยและความสะอาดของร่างกายและเครื่องแต่งกาย ทั้งนี้เพื่อปลูกฝังให้เด็กรักษาตนเองให้ไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านบุคลิกภาพให้กับเด็กปฐมวัย การแต่งกายเป็นการสะท้อนถึงบุคลิกลักษณะที่ดีของบุคคล เนื่องจากการแต่งกายที่มีความเหมาะสมถูกต้องตามกาลเทศะจะส่งผลให้ผู้แต่งกายประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าทุกคนเคยสังเกตจะพบว่าบุคคลที่ประกอบอาชีพต่างๆ มีการแต่งกายแตกต่างกันซึ่งสะท้อนบุคลิกภาพของคนที่ประกอบอาชีพนั้น เช่น การแต่งกายของคนที่เป็นข้าราชการครูจะมีความแตกต่างไปจากอาชีพอื่นๆ โดยครูส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยชุดที่เรียบง่าย และเน้นความมีระเบียบเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างแก่นักเรียน ส่วนนักธุรกิจก็จะมีการแต่งกายอีกแบบหนึ่งซึ่งจะเน้นความคล่องตัว ทันสมัย และสะท้อนบุคลิกที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่มาติดต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ดังนั้น ค่านิยมในการแต่งกายจึงเน้นความทันสมัยตามยุคสมัย นอกจากนี้ การแต่งกายของคนที่มีอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะเน้นที่ความทันสมัย คล่องแคล่วในการบริการและการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังต้องเลือกอุปกรณ์ตกแต่งอื่นที่สะท้อนถึงความมีเอกลักษณ์ของบริษัทและวัฒนธรรมประจำชาติ ฯลฯ
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านความสุภาพให้กับเด็กปฐมวัย การแต่งกายที่เหมาะสมกับอาชีพ ถูกต้องตามกาลเทศะจะส่งเสริมให้มีความสุภาพ ความสะอาดซึ่งเป็นคูณธรรมพื้นฐานที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดให้ทางสถาบันการศึกษาปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียน ทั้งนี้การพัฒนาคูณธรรมพื้นฐานเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการปฏิรูปการเรียนรู้ของการจัดการศึกษา คุณธรรมความสุภาพ หมายถึง ความเรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม อ่อนน้อมถ่อมตน มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ ส่วนความสะอาด จะเป็นเรื่องของความเจริญตาเจริญใจ ทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้ที่พบเห็น ดังนั้นการแต่งกายจึงสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของความสุภาพและความสะอาดให้กับผู้ที่แต่งตัวได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกาลเทศะ
  • ส่งเสริมให้เด็กสามารถสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กแต่งกายแบบไทยย้อนยุค ชุดไทยสมัยนิยม หรือแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เป็นของไทย เช่น ผ้าไหม เพื่ออนุรักษ์ผ้าไทยและวัฒนธรรมการแต่งกายไม่ให้สูญหาย
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมเรื่องการช่วยเหลือตนเองของเด็ก ซึ่งเด็กปฐมวัยควรช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันต่างๆ ทั้งการเข้าห้องน้ำ การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร และการแต่งตัว อีกทั้งยังส่งเสริมให้เด็กรู้จักเลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะอีกด้วย
  • ฝึกความมีระเบียบวินัยให้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนจะมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งกายซึ่งเป็นระเบียบของสถานศึกษา ดังนั้นการที่เด็กแต่งกายได้เหมาะสมและถูกต้องตามระเบียบของโรงเรียนจึงเป็นแนวทางในการส่งเสริมความมีระเบียบวินัยให้กับเด็ก
  • ฝึกให้เด็กเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ การที่เด็กปฐมวัยสามารถแต่งตัวไปโรงเรียนได้ด้วยตนเองเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่คอยตักเตือนหรือแนะนำ เด็กจะสามารถแต่งตัวได้ด้วยตนเอง ทำให้รู้จักหน้าที่ของตนเองในแต่ละวันว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และควรทำเมื่อใด ซึ่งเป็นการเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อตนเองอันเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อผู้อื่น ครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป
  • ช่วยให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง การที่เด็กสามารถแต่งตัวเองได้ด้วยตนเอง และได้รับการเสริมแรงด้วยการชื่นชมจากผู้ใหญ่ จะทำให้เด็กรับรู้ถึงการประสบความสำเร็จและการรับรู้ถึงคุณค่าของตนเองที่สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กได้

ครูจัดกิจกรรมการสอนเรื่องการแต่งกายที่โรงเรียนอย่างไร?

สาระที่ควรเรียนรู้เป็นสาระการเรียนที่นำมาจัดเป็นหน่วยการเรียนหรือหัวเรื่อง มีสาระที่ควรเรียนรู้ จำนวน 4 สาระ คือ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก การสอนเรื่องกายแต่งกายเป็นสาระที่ควรเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็กที่เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ นามสกุล รูปร่าง หน้าตาของตน รู้จักอวัยวะต่างๆ และวิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดปลอดภัย มีสุขนิสัยที่ดี เรียนรู้ที่จะเล่นหรือทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง คนเดียวหรือกับผู้อื่น ตลอดจนเรียนรู้ที่จะแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และแสดงมารยาทที่ดี สำหรับการจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เรื่องการแต่งกายสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การเรียนรู้แบบหน่วยหรือหัวเรื่อง โดยกำหนดเป็นหน่วยเสื้อผ้า การแต่งกาย หรือชื่อหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกาย แล้วจัดกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 กิจกรรมจนการเรียนรู้หน่วยนี้สิ้นสุดลงภายในเวลา 1 สัปดาห์ หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับการวางแผนของครู และการบูรณาการสาระเรื่องการแต่งกายเข้าไปจัดในหน่วยอื่นหรือกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งวิธีการจัดกิจกรรมทั้ง 2 วิธีนำเสนอดังนี้

  • การเรียนรู้แบบหน่วยหรือหัวเรื่อง โดยการกำหนดเป็นหน่วยเสื้อผ้า แล้วจัดกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวันให้สอดคล้องกับหน่วยดังนี้
    • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูอาจจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว ร้องเพลงประกอบการแต่งตัว
    • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ สำหรับกิจกรรมเสริมประสบการณ์เด็กจะมีวิธีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ เช่น การสนทนาอภิปราย การสาธิต ทดลอง ประกอบอาหาร ศึกษานอกสถานที่ แสดงบทบาทสมมติ ฯลฯ ครูจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วนเพื่อให้เด็กเรียนรู้ในแต่ละวัน นั่นคือ สาระที่เด็กควรรู้เกี่ยวกับเสื้อผ้า และเรื่องที่เด็กอยากรู้เกี่ยวกับเสื้อผ้า ทั้งนี้การลำดับเนื้อหาควรเรียงจากง่ายไปยากและให้มีความสำพันธ์กัน เช่น ลักษณะของเสื้อผ้า ชนิดหรือประเภทของเสื้อผ้า วิธีการรักษาความสะอาดหรือการซักรีดเสื้อผ้า การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาลและกาลเทศะ การรักษาและถนอมเสื้อผ้าให้ใช้ได้นาน เป็นต้น ทั้งนี้ ครูอาจจัดกิจกรรมให้เด็กได้พัฒนาไปสู่ประสบการณ์สำคัญ เช่น การลงมือปฏิบัติการซักผ้าจริง การให้เด็กสังเกตสีของผ้า จัดแยกประเภทหรือจัดกลุ่มของผ้าไว้เป็นหมวดหมู่ เป็นต้น
    • กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูอาจจัดกิจกรรมศิลปะประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้า เช่น การวาดภาพระบายสีเสื้อผ้าที่เด็กชอบหรือเสื้อผ้าของสมาชิกในครอบครัว ให้เด็กตัดหรือพับกระดาษเป็นรูปเสื้อผ้า ให้เด็กย้อมผ้าจากสีที่ได้จากธรรมชาติหรือการทำผ้ามัดหมี่ เป็นต้น
    • กิจกรรมเสรี ครูจัดมุมประสบการณ์ต่างๆ ในห้องเรียนสอดคล้องกับหน่วย เช่น จัดป้ายนิเทศ การจัดมุมบทบาทสมมติให้มีเสื้อผ้าของคนที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น หมอ พยาบาล ครู ตำรวจ ทหาร บุรุษไปรษณีย์ ฯลฯ แล้วให้เด็กเข้าไปแต่งตัวตามความสนใจ
    • กิจกรรมกลางแจ้ง ครูอาจออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเกมการละเล่น เช่น มอญซ่อนผ้า วิ่งเปี้ยว วิ่งผลัดส่งเสื้อผ้า ฯลฯ
    • เกมการศึกษา กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาโดยครูให้เด็กเล่นเกมการศึกษาที่สัมพันธ์กับหน่วย เช่น เกมภาพตัดต่อชุดแต่งกายต่างๆ เกมจับคู่ภาพเสื้อผ้าที่เหมือนกัน เกมจับคู่ภาพเสื้อผ้าที่เหมือนกับภาพในช่องแรก เกมการเรียงลำดับเหตุการณ์การซักผ้า เกมจับคู่ภาพเสื้อผ้าที่มีสีเหมือนกัน เกมอนุกรมภาพเสื้อผ้า เกมจับคู่ภาพกับเงาของเสื้อผ้า เกมพื้นฐานการบวก ฯลฯ
  • การบูรณาการสาระเรื่องการแต่งกายกับหน่วยหรือกิจกรรมอื่น เป็นวิธีการบูรณาการสาระเรื่องการแต่งกายเข้าไว้ด้วยกันกับการเรียนรู้หน่วยหรือกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเรียนรู้หน่วยฤดูฝน ครูอาจบูรณาการเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสมกับฤดูฝน หรือหน่วยอื่นๆ เช่น หน่วยฤดูหนาว ฤดูร้อน หน่วยกลางวัน กลางคืน หรือครูจัดกิจกรรมประกอบอาหารครูสามารถบูรณาการเรื่องการแต่งกายให้เหมาะสมโดยการสวมเสื้อกันเปื้อนในขณะประกอบอาหารเพื่อป้องกันความสกปรกได้ หรือการเรียนรู้หน่วยตัวเรา ครูอาจบูรณาการเรื่องการแต่งกายเข้าไปด้วยโดยการให้เด็กเรียนรู้ที่จะดูและและปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเรื่องการแต่งกาย และการดูแลความสะอาดของเครื่องแต่งกายด้วย เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องการแต่งกายที่บ้านได้อย่างไร?

เด็กจะเรียนรู้และได้รับการฝึกฝนการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ จากครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กจะเป็นผู้ฝึกหัดการปฏิบัติตนในขั้นเบื้องต้นให้กับเด็กก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบโรงเรียน การเรียนรู้ของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นการเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้การเลี้ยงดูเด็ก แบนดูรา (Bandura) เชื่อว่า เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมบุคคลที่เด็กไว้วางใจและเชื่อมั่น บุคคลที่เด็กเคารพและมีอำนาจเหนือเด็ก พ่อแม่เป็นบุคคลที่เด็กรัก เคารพและมีความเชื่อมั่นเมื่ออยู่ใกล้ชิด การสอนลูกเรื่องการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันจึงเป็นการสอนให้ลูกปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป และพ่อแม่ควรทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง เช่น การแปรงฟัน การล้างหน้า การรับประทานอาหาร การแต่งกาย พ่อแม่จะสอนให้ลูกสามารถแต่งตัวได้ด้วยตนเอง การสวมเสื้อ กางเกง กระโปรง การติดกระดุม คาดเข็มขัด ผูกเชือกรองเท้า ซึ่งความสามารถในการแต่งกายของเด็กขึ้นอยู่กับการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กโดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือในการบังคับการเคลื่อนไหวและความมั่นคงในการจับ หยิบ อุปกรณ์เครื่องแต่งกายหรือเสื้อผ้ามาสวมใส่ได้อย่างถูกต้อง สำหรับพ่อแม่แล้วการแต่งกายให้ลูกถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำทุกวัน ซึ่งพ่อแม่บางคนอาจทำหน้าที่นี้จนลูกแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ทำให้เด็กบางคนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้จนกระทั่งเข้าสู่วัยประถมศึกษา การให้ความรักและการดูแลเอาใจใส่ลูกมากเกินไปจนเด็กไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเองถือเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ไม่ดีให้กับเด็ก ทำให้เด็กเป็นคนที่ไม่รู้จักช่วยเหลือตนเอง แต่ต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และแก้ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ กลายเป็นภาระของสังคมได้ ดังนั้น บทบาทของพ่อแม่ในการฝึกหัดให้ลูกสามารถแต่งกายได้ด้วยตนเองควรเป็นการฝึกหัดที่ไม่สร้างความเครียดให้กับลูก ควรคำนึงถึงพัฒนาการตามวัยของเด็ก และพยายามสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่น ไม่ทำให้เด็กเครียดจนเกินไป พ่อแม่อาจสอนให้ลูกแต่งกายโดยใช้เกมการละเล่นในการฝึกหัด เช่น แข่งขันการแต่งตัวระหว่างสมาชิกในครอบครัว ให้เด็กบอกชื่ออุปกรณ์เครื่องแต่งกายต่างๆ และให้เด็กสามารถแยกแยะเครื่องแต่งกายของบุคคลประเภทต่างๆได้ ถ้าเด็กยังไม่สามารถแต่งตัวเองได้ด้วยความมั่นคง พ่อแม่อาจจัดกิจกรรมให้ลูกฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือได้ เช่น ให้เด็กปั้นดินนำมัน ให้ทำกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมกับวัยโดยเฉพาะการใช้มือ และการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดเล็ก นอกจากพ่อแม่จะสอนให้ลูกสามารถแต่งตัวเองได้แล้ว พ่อแม่ควรฝึกมารยาทในการแต่งกายถูกต้องตามกาลเทศะด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูปฐมวัยควรสอนการแต่งกายให้กับเด็กโดยยึดหลักของพัฒนาการตามวัยของเด็ก จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับหลักการดำเนินชีวิตของเด็กในแต่ละวัน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง และเด็กยังสามารถเข้าใจในเรื่องช่วงจังหวะและเวลาต่างๆ กับการปฏิบัติกิจกรรมให้สอดคล้องกับช่วงเวลา เช่น การแต่งกายจะปฏิบัติหลังจากอาบน้ำและทำก่อนไปโรงเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ครูปฐมวัยควรประเมินความสามารถจริงของเด็กและพร้อมที่จะจัดกิจกรรมเพื่อปรับพัฒนาเด็กในส่วนที่บกพร่องให้เด็กมีพัฒนาการเป็นไปอย่างเหมาะสมกับวัย

บรรณานุกรม

  1. นิตยา คชภัคดี. (2543). ขั้นตอนการพัฒนาของเด็กปฐมวัยตั้งแต่ปฏิสนธิ – 5 ปี . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (2553). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. สาโรจน์ บัวศรี. (2531). ความหมายของวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นท์ติ้ง.
  4. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan