หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องกิจวัตรประจำวัน (Daily Routines)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

กิจวัตรประจำวันสำหรับเด็กปฐมวัย (Daily Routines for Young Children) หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่เด็กปฐมวัยปฏิบัติเป็นประจำในแต่ละวัน โดยเริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนกลางคืน กิจวัตรประจำวันสำหรับเด็ก ปฐมวัยได้แก่ ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัวไปโรงเรียน รับประทานอาหารเช้า เดินทางไปโรงเรียน เข้าแถวเคารพธงชาติ เข้าห้องเรียน เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมประจำวันที่โรงเรียน เล่นและทำงานกับเพื่อน รับประทานอาหารว่าง อาหารกลางวัน นอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวัน ตื่นนอน ดื่มนม กลับบ้าน ทำการบ้าน อาบน้ำ รับประทานอาหารเย็น ดูโทรทัศน์ และเข้านอนในเวลากลางคืน กิจวัตรประจำวันจะเป็นการปฏิบัติซ้ำๆ ในกิจกรรมเดียวกันจนเกิดเป็นความเคยชินหรือการสร้างนิสัย ซึ่งเป็นผลมาจาการฝึกฝนและการเรียนรู้ของเด็ก การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันจึงเป็นการฝึกฝนให้เด็กได้รับการส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง ในตนเองด้านความรับผิดชอบ ความอดทนอดกลั้น ความขยันหมั่นเพียร และคุณธรรมด้านอื่นๆ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการตรงต่อและเวลาและจังหวะของชีวิตอีกด้วย

สอนลูกเรื่องกิจวัตรประจำวัน

การสอนเรื่องกิจวัตรประจำวันมีความสำคัญอย่างไร?

การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย เนื่องจากคุณลักษณะของเด็กที่มีวินัยในตนเองต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่และเวลา และสามารถทำหน้าที่ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง เป็นตัวบ่งชี้ที่ 1 มาตรฐานที่ 6 ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย ตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เด็กปฐมวัยในแต่ละระดับอายุจะมีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ในระดับของคุณภาพที่แตกต่างกัน เช่น เด็กอนุบาล 3 ขวบ เริ่มแต่งตัวได้ด้วยตนเอง สามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง เด็กอนุบาล 4 ปี สามารถแต่งตัวได้ด้วยตนเอง รับประทานอาหารได้ด้วยตนเองโดยไม่หกเลอะเทอะ ส่วนเด็กอนุบาล 5 ปี สามารถเลือกเครื่องแต่งกายและแต่งตัวได้ด้วยตนเอง และรับประทานอาหารได้ด้วยตนเองอย่างถูกวิธี การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องของการปฏิบัติตนตามวินัยในตนเอง และอยู่ในประสบการณ์สำคัญด้านสังคม ซึ่งเป็นความสามารถในการแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับบุคคลอื่น สำหรับกิจวัตรประจำวันของเด็กปฐมวัยหรือของเด็กโต หรือแม้แต่กิจวัตรประจำวันของวัยผู้ใหญ่จะมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก จะแตกต่างกันที่ในวัยเด็กจะมีเรื่องราวของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษา แต่วัยผู้ใหญ่จะเป็นวัยที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวและการทำงานในหน่วยงานต่างๆ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็กจะมีปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้แก่ วุฒิภาวะของเด็ก ระดับอายุ ประสบการณ์การเรียนรู้ การฝึกฝน การซึมซับพฤติกรรมและการเลียนแบบ และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ดังที่ อัลเบิร์ด แบนดูรา (Albert Bandura) กล่าวว่า การเรียนรู้พฤติกรรมของเด็กเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่แวดล้อมเด็ก และอีริคสัน (Erikson) กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมและการตอบสนองที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพและการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็กเล็กตั้งแต่การตื่นนอน การจัดเก็บอุปกรณ์ในห้องนอน การล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว การรับประทานอาหารเช้า การไปโรงเรียน การรับประทานอาหารกลางวัน ฯลฯ พฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ นอกจากเด็กจะเรียนรู้ที่ปฏิบัติได้เนื่องจากการมีวุฒิภาวะ การฝึกฝนแล้ว การที่เด็กได้ซึมซับพฤติกรรมจากการเลียนแบบการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในครอบครัว ครูที่โรงเรียน ซึ่งบุคคลต่างๆดังกล่าวล้วนเป็นตัวแบบในการแสดงพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะเด็กวัย 3 – 5 ปี เป็นวัยที่รู้จักการเล่นแบบเลียนแบบชีวิตจริง

การสอนเรื่องกิจวัตรประจำวันมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องกิจวัตรประจำวันเป็นการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตประจำวันตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสามารถอธิบายถึงประโยชน์จากการเรียนรู้เรื่องกิจวัตรประจำวันได้ ดังนี้

  • ช่วยพัฒนาพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองให้กับเด็กปฐมวัย การมีวินัยเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานด้านหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้สถานศึกษานำไปเป็นจุดมุ่งหมายในการพัฒนาด้านจิตพิสัยของนักเรียน ประกอบกับมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 มาตรฐานที่ 4 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม ตัวบ่งชี้ที่ 1 มีวินัยในตนเองและมีความรับผิดชอบ และมาตรฐานที่ 6 ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ที่ 1 ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นการส่งเสริมให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนในแต่ละวัน เช่น การแต่งตัว การรับประทานอาหาร การทำความสะอาดร่างกาย ฯลฯ เป็นการฝึกวินัยด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง ซึ่งวินัยด้านนี้จะอยู่ในประเภทของวินัยในตนเอง การที่เด็กรู้จักรับผิดชอบจะเป็นคุณธรรมที่นำไปสู่การรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติต่อไป ทำให้ประเทศมีประชากรที่มีคุณภาพ
  • ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก โดยเฉพาะการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันบางกิจกรรม เช่น การติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การใช้มือจับช้อนเพื่อตักอาหารรับประทาน การเทน้ำใส่แก้ว เป็นกิจกรรมที่เด็กได้พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งเด็กจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้านนี้จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อเด็กอายุ ประมาณ 1 – 2 ขวบ และจะพัฒนาได้อย่างมั่นคงเมื่อเด็กเข้าเรียนในระดับอนุบาล ทั้งนี้ผู้ใหญ่ควรฝึกฝนให้เด็กปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้เด็กสามารถพัฒนาไปได้ด้วยดี
  • ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย และให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดี การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารตามเวลา และครบทั้ง3 มื้อ การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย การล้างหน้าแปรงฟัน การดูแลความสะอาดของมือและเท้า การล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังออกจากห้องน้ำ กิจวัตรประจำวันเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กมีร่างกายที่เจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดีซึ่งมีผลต่อการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต ( 2551 : 59 - 61) กล่าวว่า การเสริมสร้างสุขนิสัยเป็นการปลูกฝังความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันของเด็กเพื่อให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ การเสริมสร้างสุขนิสัยให้กับเด็กปฐมวัยครอบคลุมถึงเรื่อง การสร้างสุขนิสัยในการดูแลความสะอาดของร่างกาย ได้แก่ ตา ผิวหนัง จมูก ฟัน มือ ผม เท้า การสร้างสุขนิสัยเรื่องการดูแลเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การดูแลเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เครื่องนอนต่างๆ การสร้างสุขนิสัยเรื่องการฟักผ่อนและการนอนหลับ ในเวลากลางวันขณะที่อยู่ในโรงเรียน และการนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืน การส่งเสริมสุขนิสัยเรื่องการออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง การเล่นลูกบอล การละเล่นพื้นบ้าน ฯลฯ และการส่งเสริมสุขนิสัยด้านความมีระเบียบ เช่น การเก็บของเล่นเข้าที่ การจัดเก็บของใช้ส่วนตัวให้เป็นระเบียบ
  • ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาและจังหวะ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องตามเวลา และเป็นการกระทำที่คงเส้นคงวา เป็นการสอนให้เด็กรับรู้ว่าเวลาใดควรทำกิจกรรมใด และการกระทำดังกล่าวนี้จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน บางกิจกรรมใช้เวลาน้อยและบางกิจกรรมอาจใช้เวลามาก เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำใช้เวลาน้อยกว่าเวลาที่นอนหลับฟักผ่อน เป็นต้น นอกจากนี้เด็กจะได้เรียนรู้จังหวะของชีวิต ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าในการดำเนินชีวิตแต่ละวันจะมีจังหวะเป็นไปตามวิถีของมันเอง และดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สลับไปสลับมา เช่น ตอนเช้าตื่นนอน แล้วเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน และอาบน้ำ จะไม่มีใครที่ปฏิบัติย้อนกลับ เช่น อาบน้ำตอนเช้าแล้วกลับมานอน หรือแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียนแล้วกลับมาอาบน้ำ เป็นต้น
  • ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีคุณธรรมในด้านต่างๆ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติไปตามแนวทางที่ถูกต้องตามที่สังคมยอมรับและการปฏิบัติที่เกิดจากความพึงพอใจของตนเองมากกว่าการถูกบังคับ คุณธรรมเหล่านี้ ได้แก่ ความรับผิดชอบ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง โดยไม่มีใครต้องมาออกคำสั่งหรือบังคับ ต้องการให้เด็กปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่อเนื่องกันไปหรือให้เป็นไปตามนาฬิกาชีวิต สมใจ ลักษณะ (2539 : 48) กล่าวว่า ความรับผิดชอบ เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามบทบาท ตามภารกิจ ตามข้อตกลงที่ครบครัน ตั้งใจทำให้มีคุณภาพ อดทน ต่อสู้ฟันฝ่าความยากลำบาก เพื่อผลที่ปรารถนา การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันจึงเป็นการรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดในแต่ละวัน เพื่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันเป็นไปอย่างปกติสุขและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเกิดความเสียหาย ความอดทนอดกลั้นและความเพียรพยายาม การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันแสดงให้เห็นถึงความเพียรพยายามของเด็กที่จะทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับตนเองให้ประสบความสำเร็จ เช่น การแต่งตัวไปโรงเรียน ในขั้นแรกๆเด็กจะไม่สามารถแต่งตัวเองได้ ไม่สามารถติดกระดุมหรือผูกเชือกรองเท้าได้ แต่เมื่อเด็กฝึกฝนด้วยความพากเพียรเด็กจะสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยตนเอง หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหาร ช่วงแรกๆเด็กจะจับช้อนไม่ถนัดหรือทำอาหารหกบนพื้น แต่การฝึกหัดด้วยความตั้งใจของเด็กทำให้การรับประทานอาหารเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นต้น การตรงต่อเวลา การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นการกระทำที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกวันและมีความคงเส้นคงวาในเรื่องของเลา ดังนั้นการปฏิบัติกิจวัตรในแต่ละวันต้องคำนึงถึงการรักษาเวลา โดยเฉพาะการตรงต่อเวลา เช่น เด็กจะต้องตื่นนอนเวลา 6 โมงเช้าทุกวัน ต้องไปโรงเรียนและเข้าแถวเคารพธงชาติ เวลา 8.00 นาฬิกา ของทุกวัน ต้องรับประทานอาหารกลางวัน เวลา 11. 00 – 12.00 นาฬิกา ต้องนอนหลับฟักผ่อนในเวลาที่กำหนด ฯลฯ สิ่งเหล่าจะถูกกำหนดด้วยเลาที่แน่นอนหรือคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ดังนั้นการที่เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนดเป็นการพัฒนาคุณธรรมด้านการตรงต่อเวลา

ครูจัดกิจกรรมการสอนเรื่องกิจวัตรประจำวันให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

กิจวัตรที่เด็กต้องปฏิบัติขณะอยู่ที่โรงเรียน เริ่มตั้งแต่การมาถึงโรงเรียนแล้วจัดเก็บอุปกรณ์การเรียนของใช้ส่วนตัวให้ตรงกับที่เก็บซึ่งมีไว้เฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคน อาจเก็บในตู้หรือกล่องที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ หลังจากนั้นเด็กจะต้องเข้าแถวเคารพธงชาติ ครูจะตรวจสุขภาพเด็ก เด็กเดินเข้าห้องเรียน เด็กเข้าห้องน้ำก่อนเริ่มการเรียนการสอน จากนั้นจะเป็นกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวันที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และในขณะเดียวกันกิจวัตรประจำวันที่แทรกอยู่ในแต่ละวันยังมีการรับประทานอาหารว่าง การรับประทานอาหารกลางวัน การนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวัน การตื่นนอนล้างหน้า และการดื่มนม กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นกิจวัตรประจำวันขณะที่เด็กอยู่ที่โรงเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูเพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

  • การจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศภายในโรงเรียน เป็นการส่งเสริมในเรื่องการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันให้กับเด็กได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเป็นการสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและช่วยให้เด็กสามารถกำกับตนเองในการปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละวันได้ เช่น
    • สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนครูจะคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะอาดซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ ครูจะจัดให้มีพื้นที่ที่ให้เด็กได้ใช้ประโยชน์ในการเก็บเครื่องใช้ส่วนตัวและของใช้จำเป็นของครูตลอดจนการจัดวางครุภัณฑ์ต่างๆ ให้เป็นระเบียบ จัดให้มีพื้นที่การจัดกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันหรือกิจกรรมกลุ่ม การจัดพื้นที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายในช่วงกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ และการจัดมุมประสบการณ์ที่เป็นระเบียบและเอื้อต่อการเข้าไปเล่นและเรียนรู้ ส่วนสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียนหรือรอบโรงเรียน รวมถึงการจัดสนามเด็กเล่น เครื่องเล่นสนาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด และการประดับตกแต่งด้วยตนไม้เพื่อความร่มรื่น
  • การจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก การจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ครูอาจจัดประสบการณ์ต่างๆ ดังนี้
    • สอนให้เด็กรู้จักการจัดเก็บของใช้ส่วนตัว ของใช้ส่วนตัวสำหรับเด็ก ได้แก่ ผ้ากันเปื้อน ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน อุปกรณ์การเรียน รองเท้า สิ่งเล่านี้จะมีที่เก็บเฉพาะของเด็กแต่ละคน กิจวัตรประจำวันที่เด็กควรปฏิบัติเมื่อมาถึงโรงเรียนคือ การจัดเก็บของใช้ส่วนตัวเข้าที่ ในเด็กที่เข้าเรียนใหม่ๆ ครูจะใช้สัญลักษณ์ที่เหมาะสมกับวัยเด็ก เช่น สัญลักษณ์เป็นรูปสัตว์ ผลไม้ ผัก ฯลฯ ให้เด็กแต่ละคนจำว่าตนเองได้สัญลักษณ์เป็นรูปอะไร แล้วให้เก็บของใช้ส่วนตัวให้ตรงกับสัญลักษณ์เหล่านั้น
    • สอนให้เด็กรู้จักเข้าห้องน้ำและการขับถ่าย การสอนให้เด็กรู้จักใช้และเข้าห้องน้ำ และการขับถ่าย เป็นการเรียนรู้การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่เป็นการฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เด็กควรบอกครูเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำ ครูจะสอนให้เด็กรู้วิธีการใช้ห้องน้ำและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการักษาความสะอาดของร่างกายหลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว นอกจากนี้ ยังฝึกมารยาทในการเข้าห้องน้ำ เช่น การเข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง การรักษาความสะอาดห้องน้ำทุกครั้งที่ใช้ เป็นต้น
    • การสอนให้เด็กรับประทานอาหาร กิจวัตรประจำวันอีกอย่างหนึ่งที่ครูสอนให้เด็กปฏิบัติให้ถูกต้องคือ การรับประทานอาหาร ครูจะให้เด็กรับรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาของการรับประทานอาหารในมื้อต่างๆ รวมถึงการรับประทานอาหารว่างและการดื่มนม ให้เด็กได้รับประทานอาหารให้ครบหมู่ในปริมาณที่เพียงพอ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และการสอนเรื่องมารยาทการับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารให้หมดจาน ไม่เสียงดังเวลารับประทานอาหาร และรู้จักการใช้อุปกรณ์การรับประทานอาหาร คลอดจนการักษาทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ในการรับประทานอาหาร
    • สอนให้เด็กรู้จักการเล่นที่ปลอดภัย การเล่นเพื่อออกกำลังกาย เป็นกิจวัตรประจำวันที่เด็กควรได้ปฏิบัติในแต่ละวัน โดยเฉพาะการเล่นเครื่องเล่นสนาม ครูจะให้เด็กเล่นเครื่องเล่นสนามอย่างถูกวิธี เพื่อรักษาความปลอดภัยในการเล่นให้กับเด็ก เช่น เครื่องเล่นประเภทโครงไต่ หรือการปีนป่าย ชิงช้า ควรใช้ความระมัดระวัง และครูให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างน้อยประมาณวันละ 40 – 60 นาทีทุกวัน เพื่อให้เด็กรู้สึกเหนื่อยและจะได้นอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวันได้
    • สอนให้เด็กรู้จักนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวัน ครูควรสอนให้เด็กรู้ว่ากิจกรรมในแต่ละวันนอกจากการเรียน การกิน การเล่นแล้ว การนอนหลับพักผ่อนจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เพราะการพักผ่อนด้วยการนอนหลับจะทำให้ระบบการทำงานของร่างกายและอวัยวะภายในได้พักผ่อนไปด้วย รวมทั้งระบบการย่อยอาหารจะได้ทำงานไปตามปกติซึ่งจะมีผลต่อระบบขับถ่ายให้เป็นไปตามเวลา ในกลางวันเด็กควรได้นอนหลับพักผ่อนวันละประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมง และนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนประมาณ 10 – 12 ชั่วโมง

พ่อแม่ ผู้ปกครองสอนเรื่องกิจวัตรประจำวันให้ลูกที่บ้านได้อย่างไร?

พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะขณะที่เด็กอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านทั้งตอนเช้าก่อนมาโรงเรียน ตอนเย็นหลังเลิกเรียน และวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่เด็กจะได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่ที่บ้าน ดังนั้น พ่อแม่มีหน้าที่ส่งเสริมการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันให้กับเด็ก ดังนี้

  • สอนให้ลูกรู้จักการรักษาความสะอาดของร่างกาย ตอนเช้าเด็กจะต้องรู้จักการล้างหน้า แปรงฟันอย่างถูกวิธี การอาบน้ำ กิจกรรมเหล่านี้เด็กจะต้องทำทุกวัน พ่อแม่ควรสอนให้ลูกปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น สอนวิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธี การเช็ดตัวหลังจากอาบน้ำเสร็จ เป็นต้น นอกจากนี้พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักรักษาความสะอาดของอวัยวะต่างๆให้สะอาด เช่น ตา มือ เล็บ เท้า ผม จมูก และฟัน เป็นต้น
  • สอนให้ลูกรู้จักการดูแลความสะอาดของเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งได้แก่เสื้อผ้าทุกชนิดที่เด็กต้องสวมใส่ทุกวัน เด็กควรเรียนรู้ที่จะรักษาเสื้อผ้าให้สะอาด ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน และไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเพราะอาจทำให้เกิดโรคภัยต่างๆได้ และควรสอนให้ลูกระมัดระวังรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เช่น ไม่ใช้มือที่เปรอะเปื้อนไปเช็ดกับเสื้อผ้า ไม่นั่งบนที่สกปรกหรือเปียกชื้น เป็นต้น
  • สอนให้ลูกรับประทานอาหาร การให้ลูกรับประทานอาหารครบมื้อ รับประทานอาหารครบหมู่ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และรับประทานอาหารอย่างหลากหลายเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายให้กับเด็ก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรับประทานผักและผลไม่ต่างๆ เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน สอนให้ลูกรู้จักการใช้อุปกรณ์ในการับประทานอาหารอย่างถูกวิธี เช่น การใช้ช้อน ส้อม จาน แก้วน้ำ ฯลฯ และควรฝึกมารยาทในการรับประทานอาหารด้วย
  • สอนให้ลูกรู้จักรักษาความสะอาดและความมีระเบียบ พ่อแม่ควรฝึกฝนการให้ลูกรู้จักการทำความสะอาดเข้าของเครื่องใช้ส่วนตัวและบริเวณต่างๆภายในบ้าน เช่น การกวาดบ้าน เท่าที่เด็กจะทำได้ การทำความสะอาดอุปกรณ์การรับประทานอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ควรปลูกฝังระเบียบวินัยให้กับลูก เช่น การเก็บของเล่นเข้าที่ทุกครั้งหลังจากเล่นเสร็จ การจัดเก็บของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติที่ถูกต้องให้กับเด็ก
  • สอนให้ลูกรู้จักการออกกำลังกาย พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างการรักษาสุขภาพให้กับลูกทั้งการเป็นแบบอย่างในการบริโภคอาหาร การรักษาวินัย สุขนิสัย รวมถึงการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง พ่อแม่อาจหาวัสดุอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะสมกับลูกให้ไดเล่นที่บ้าน รวมถึงการให้ลูกรู้จักเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ในการเล่นกีฬาแต่ละประเภทด้วย
  • สอนลูกเรื่องการพักผ่อนนอนหลับ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้ว่าร่างกายของคนเราต้องทำงาน เล่น และเกิดความเมื่อยล้าจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ การนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนจะทำให้ระบบการทำงานในร่างกายได้รับการฟื้นฟูและทำให้ร่างกายสามารถเจริญเติบโตสมวัย การนอนหลับพักผ่อนประมาณคืนละ 10 – 12 ชั่วโมงถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ครูควรกระทำควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตตามปกติของเด็กและสอนให้เด็กเรียนรู้ไปทีละเล็กทีละน้อย โดยคำนึงถึงคุณลักษณะตามวัย พัฒนาการ และธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ด้วยการจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเด็ก ทั้งนี้ครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันให้กับเด็ก

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. ประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต . (2551). ประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย หน่วยที่ 7 – 11. นนทบุรี : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  3. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). การศึกษาปฐมวัย . กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  4. สมใจ ลักษณะ. (2539). การศึกษาความมุ่งหวังของอาจารย์ในการส่งเสริมการพัฒนาทางจริยธรรมที่แทรกในกิจกรรมการสอนและและคุณลักษณะด้านจริยธรรมของนักศึกษาในสถาบันราชภัฎส่วนกลาง ปีการศึกษา 2539. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.
  5. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ(2547). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน