หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องขนมขบเคี้ยว (Teaching Children about Snacks)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องขนมขบเคี้ยว

สอนลูกเรื่องขนมขบเคี้ยว (Teaching Children about Snacks) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารที่ใช้รับประทานเล่นระหว่างมื้อหลัก ขนมขบเคี้ยวจะมีลักษณะเบา เก็บรักษาง่าย มีสีสันชวนหยิบ ชวนกิน มีหน้าตาและรสชาติหลากหลาย ขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการน้อยหรือแทบไม่มีเลย เพราะส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของแป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกกระหายและกินได้เยอะมีผลให้ทานอาหารมื้อหลักได้น้อยและส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนอาจทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาได้ด้วย เช่น โรคฟันผุ โรคอ้วน โรคผิวหนัง โรคไขมันในเลือดสูง ฯลฯ ตัวอย่างขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่ง ปลาเส้น ถั่ว ข้าวเกรียบกุ้ง ไรซ์แคร็กเกอร์ ปลาหมึก ป๊อปคอร์น ฯลฯ

การสอนเรื่องขนมขบเคี้ยวมีความสำคัญอย่างไร?

อาหารและโภชนาการเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านร่างกายที่ควรได้รับการดูแลอย่างถูกต้องสำหรับเด็กช่วงปฐมวัย เนื่องจากการดูแลให้เด็กได้รับอาหารที่มีปริมาณที่เหมาะสมและได้สัดส่วนจะส่งผลต่อน้ำหนักและส่วนสูง แต่ก็ยังมีเด็กไทยในวัยเรียนไม่น้อยที่เป็นโรคขาดสารอาหารและภาวะทุพโภชนาการ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กไม่ได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบกับสภาวะเร่งรีบในสังคมปัจจุบันการกินอาหารของเด็กเปลี่ยนไป อาหารที่เด็กกินเป็นอาหารง่ายๆ บางครั้งก็เป็นอะไรก็ได้ที่สามารถกินอิ่ม ทำให้ได้สารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถ้าขาดการดูแลทางโภชนาการที่ดีพอแล้วเด็กจะขาดสารอาหารได้ เช่นเดียวกับเด็กที่กินขนมอย่างเดียวก็ทำให้ขาดสารอาหารเช่นกัน ขนมส่วนใหญ่มักมีแป้ง น้ำตาล ไขมัน ผงชูรส เกลือ โดยเฉพาะเกลือกินเข้าไปจะทำให้รู้สึกกระหาย ทำให้กินไม่หยุด โดยทั่วไปร่างกายควรได้รับปริมาณโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัม แต่พบว่าในขนมขบเคี้ยวมีโซเดียมอยู่ระหว่าง 2,244 – 1,715 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม เมื่อถึงเวลาอาหารจะไม่รู้สึกหิว เบื่ออาหาร กินได้น้อย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ผอมหรือไม่เจริญเติบโต นอกจากนี้การกินขนมทำให้ฟันผุ โดยเฉพาะในช่วงอายุต่ำกว่า 3 ปี เพราะขนมขบเคี้ยวมีการผลิตที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายหลายขั้นตอนและมีสารเคมีสังเคราะห์หลายชนิด ซึ่งย่อยสลายทันทีในปากทำให้เกิดกรด เกิดฟันผุได้ง่าย

ขนมกับเด็กเป็นของคู่กัน เด็กจะชอบรับประทานขนมเพราะร่างกายต้องการน้ำตาลเพื่อนำไปสร้างพลังงานให้กับร่างกาย รสหวานของขนมเป็นสิ่งจูงใจเด็ก เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้สดชื่นจึงทำให้เด็กชอบกินขนมมากกว่าอาหารอย่างอื่น จากงานวิจัยของคณะกรรมการอาหารและยา (2539) พบว่าปัจจุบันเด็กกินขนมประจำประมาณ 70% อายุที่เริ่มกินครั้งแรกเฉลี่ย 8.5 เดือน นอกจากนี้การสัมมนาระดับชาติเรื่อง “เด็กไทยรู้ทัน” พูดถึงเด็กและเยาวชนอายุ 5 – 24 ปี ประมาณ 21 ล้านคนได้รับเงินไปโรงเรียนตกปีละ 354,911 ล้านบาท ในจำนวนนี้คิดเป็นเงินที่เด็กๆจ่ายเพื่อซื้อขนมตกปีละ 161,580 ล้านบาท เงินค่าขนมจำนวนนี้เท่ากับ 15.7 % ของงบประมาณแผ่นดินในปี พ.ศ. 2547 สูงกว่างบประมาณของกระทรวงถึง 6 กระทรวง ซึ่งบทความเรื่อง “กินขนมมาก จนทรัพย์ จนปัญญา” รายงานการศึกษาเกี่ยวกับไอคิวของเด็กไทยว่า ไอคิวที่เป็นตัววัดความสามารถทางสติปัญญาของเด็กลดลงจาก 92 ในปี 2539 เป็น 89 ในปี 2545 สาเหตุส่วนหนึ่งพบว่า การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสมองมีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ ป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนได้ง่าย สอดคล้องกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาจูเสตต์ สหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าอาหารที่กินมีคาร์โบไฮเดรตซึ่งผ่านกระบวนการขัดขาวมากเท่าใด จะยิ่งทำให้ไอคิวต่ำลง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่กินขนมเหล่านี้กับเด็กปกติจะมีความแตกต่างด้านไอคิว 25 แต้ม และอดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ได้เก็บผลการสอบของนักเรียนเทียบกับน้ำหนักตัวพบว่า เด็กที่สอบได้เกรดต่ำจะมีน้ำหนักตัวเกินมากกว่าเด็กที่สอบได้เกรดดี

ขนมขบเคี้ยวมีส่วนประกอบของแป้ง น้ำตาลและไขมัน นอกจากนี้ยังมีผงชูรส เกลือ กลิ่นและสีปรุงแต่งอาหาร ขนมขบเคี้ยวถือว่าเป็นอาหารขยะ (Junk food) เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยหรือแทบไม่มีเลย ส่วนสารอาหารประเภทโปรตีน วิตามิน เกลือแร่มีน้อยมาก เมื่อกินเข้าไปแล้วจะอิ่มง่าย แป้งและน้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วนและอาจทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาหรืออาจเกิดโรคขาดสารอาหาร ขนมขบเคี้ยวมีอยู่มากมายหลายชนิดตามแต่ลักษณะของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น ขนมขึ้นรูป มันฝรั่ง ปลาเส้น ถั่ว ข้าวเกรียบกุ้ง ไรซ์แคร็กเกอร์ ปลาหมึก ป๊อปคอร์น ภาวะการณ์แข่งขันของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวถือได้ว่ามีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงระหว่างผู้ประกอบการหลายยี่ห้อ จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความชำนาญของผู้ประกอบการเพื่อทำให้สินค้าของตนอยู่ในตลาดได้เป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ผู้ผลิตสร้างจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ด้วยการโฆษณา ตลอดจนการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่จูงใจผู้บริโภค รวมทั้งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมส่งเสริมการขายควบคู่ทั้งลด แลก แจก แถม เมื่อผู้ผลิตวางแผนการตลาดได้เหมาะสมจะทำให้ผู้บริโภคมีแรงกระตุ้นในการบริโภคมากขึ้น

ธุรกิจขนมถุงเหล่านี้สามารถสร้างกระแสแต่งรสทำให้เด็กติดกับรสชาติ รวมถึงการโฆษณาที่อวดอ้างถึงคุณค่าของอาหาร ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าขนมเหล่านี้มีประโยชน์จริง ถ้าเป็นเด็กที่มีอายุน้อยยังขาดประสบการณ์ การวิเคราะห์และแยกแยะที่ดี ก็อาจตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาได้ ขนมกับเด็กเป็นของคู่กันเด็กจะชอบหรือติดใจขนมเพราะพ่อแม่ซื้อให้เป็นรางวัล รวมทั้งมีรสชาติอร่อย หาซื้อง่าย ราคาถูก ขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ไม่มีประโยชน์และขาดสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ หากบริโภคจำนวนมาก อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวแก่เด็กได้

การสอนเรื่องขนมขบเคี้ยวมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเด็กเรื่องขนมขบเคี้ยวเป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของเด็กให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในสัดส่วนที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย และยังเป็นการปรับเปลี่ยนเจตคติที่ดีในเรื่องการรับประทานอาหาร ดังนั้นจึงมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • เด็กจะได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ได้รับอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ การที่เด็กหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเลิกกินขนมขบเคี้ยวจะเป็นการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยและพัฒนาการด้านร่างกายให้เป็นไปตามวัย
  • เป็นการลดภาวะโรคอ้วนที่อาจเกิดกับเด็ก ขนมขบเคี้ยวจะประกอบด้วยแป้ง น้ำตาล ไขมันและเกลือ ซึ่งการรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นประจำจะส่งผลให้เด็กเป็นโรคอ้วนจนอาจนำไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงต่อไปในอนาคต
  • ลดภาวะทุพโภชนาการและการขาดสารอาหาร ขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนประกอบของแป้ง เกลือและน้ำตาลถ้ากินเข้าไปต้องดื่มน้ำมากๆจนทำให้อิ่ม เมื่อถึงเวลาอาหารจะไม่รู้สึกหิว เกิดการเบื่ออาหารและรับประทานได้น้อยลงทำให้ขาดสารอาหาร ร่างกายอ่อนแอ ผอมหรือไม่เจริญเติบโต ส่งผลให้เกิดภาวะทุพโภชนาการในเด็กได้
  • ช่วยป้องกันโรคฟันผุการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีสารอาหารที่ครบถ้วนเป็นการลดการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ทำให้เด็กไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคฟันผุ ทั้งนี้เนื่องจากขนมขบเคี้ยวผลิตโดยผ่านกระบวนการย่อยสลายหลายขั้นตอนและมีสารเคมีสังเคราะห์หลายชนิด ซึ่งย่อยสลายทันทีในปากจึงทำให้เกิดกรดและทำให้ฟันผุได้ง่าย
  • ป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารโดยเฉพาะโรคท้องผูก เนื่องจากลักษณะของขนมขบเคี้ยวไม่มีส่วนประกอบของกากหรือใยอาหาร ประกอบกับเด็กที่เคยชินกับการกินขนมมักไม่ชอบการรับประทานผัก ซึ่งถ้ากินขนมขบเคี้ยวเป็นประจำจะทำให้มีอาการท้องผูกเสมอ
  • ช่วยลดปัญหาการมีระดับสติปัญญาลดลงหรือการมีไอคิวต่ำ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงนอกจากจะช่วยให้มีร่างกายเจริญเติบโตตามวัยแล้ว ยังทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาอยู่ในระดับสูงด้วย ในทางกลับกันการกินขนมขบเคี้ยวซึ่งเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้เซลล์ของร่างกายขาดวิตามิน ทำให้สมองทำงานไม่เต็มที่จนส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กได้
  • เด็กได้รู้ถึงโทษและหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมขบเคี้ยว โดยให้หันมารับประทานขนมไทยซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เป็นการส่งเสริมการกินแบบไทยๆให้กับเด็ก

ครูจัดกิจกรรมการสอนเรื่องขนมขบเคี้ยวให้เด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดประสบการณ์และกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ ยึดหลักการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือกระทำด้วยตนเอง ให้เด็กได้มีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย มีส่วนร่วมด้านอารมณ์ สังคมและมีส่วนร่วมในการคิดที่จะกระทำต่างๆผ่านเรียนรู้แบบเล่นปนเรียนเพื่อพัฒนาเด็กทั้งในด้านความรู้ความคิด ทักษะและเจตคติในเรื่องนั้นๆ การสอนให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับขนมขบเคี้ยวเป็นวิธีการที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมที่ไม่มีประโยชน์หรือขนมขบเคี้ยว ดังนั้นครูปฐมวัยจึงมักจัดกิจกรรม ดังนี้

  • ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เด็กปฐมวัยเรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมของบุคคลที่เด็กยอมรับและเคารพนับถือ ครูเป็นบุคคลที่เด็กรักและให้การยอมรับด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทาง พฤติกรรมการแสดงออกหรือพฤติกรรมใดที่ครูปฏิบัติให้เด็กเห็นเด็กก็จะนำพฤติกรรมนั้นๆไปปฏิบัติด้วย ดังนั้นครูจึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานขนมไทยเพื่อให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมที่เหมาะสม
  • ให้เด็กเลียนพฤติกรรมของตัวละครในนิทานหรือเรื่องเล่า เด็กปฐมวัยชอบดูหนังสือภาพ ชอบฟังนิทานที่ครูเล่าหรือแม้แต่เรื่องเล่าที่ครูแต่งขึ้นเอง เด็กจะมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มักคิดว่าตัวละครที่เป็นนางฟ้า เทวดามีจริง คิดว่าสัตว์ต่างๆในนิทานพูดได้เหมือนคน จึงมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในนิทาน ดังนั้นครูจึงจัดหาหนังสือนิทาน หนังสือภาพมาเล่าให้เด็กฟังหรือมีหนังสือนิทานให้เด็กได้เปิดอ่านเพื่อจุดประสงค์ตามที่ครูต้องการในด้านต่างๆได้
  • จัดมุมประสบการณ์ในห้องเรียนที่ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะมุมบทบาทสมมติ จัดให้มีชุดเครื่องครัว หม้อ กระทะ เตา จาน ช้อน มีดพลาสติก ผักผลไม้ทั้งที่เป็นของจริงและของจำลองเพื่อให้เด็กเล่นประกอบอาหารสมมติ ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กเข้าเล่นในมุมนี้ครูก็สร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมให้เด็กเล่นการปรุงอาหารที่มีประโยชน์ ถามให้เด็กเรียนรู้ว่าอาหารชนิดใดมีประโยชน์ อาหารใดบ้างที่กินแล้วให้โทษต่อร่างกาย เป็นต้น
  • การจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนมไทย ซึ่งสามารถจัดให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมการประกอบอาหารในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ขนมไทยที่นำมาจัดให้เด็กได้ปรุง เช่น
    • ขนมประเภทไข่ เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ขนมหม้อแกง ฯลฯ
    • ขนมประเภทนึ่ง เช่น ขนมถ้วยฟู ขนมใส่ไส้ ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมถ้วย ฯลฯ
    • ขนมประเภทต้ม เช่น ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ขนมต้มน้ำตาล ฯลฯ
    • ขนมประเภทกวน เช่น ลูกชุบ กะละแม ข้าวเหนียวแก้ว ฯลฯ
    • ขนมประเภทอบและผิง เช่น ขนมบ้าบิ่น ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ฯลฯ
    • ขนมประเภททอด เช่น กล้วยแขก ขนมดอกจอก ขนมฝักบัว ฯลฯ
    • ขนมประเภทปิ้งและย่าง เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง ขนมจาก กล้วยปิ้ง มันปิ้ง ฯลฯ
    • ขนมประเภทเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม มันสำปะหลังเชื่อม ลูกตาลเชื่อม สาเกเชื่อม ฯลฯ
    • ขนมประเภทฉาบ เช่น มันฉาบ กล้วยฉาบ เผือกฉาบ ฯลฯ
    • ขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น เผือกน้ำกะทิ ลอดช่องน้ำกะทิ ฯลฯ
    • ขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด
    • ขนมประเภทแช่อิ่ม เช่น มะม่วงแช่อิ่ม มะเขือเทศแช่อิ่ม มะขามแช่อิ่ม กะท้อนแช่อิ่ม ฯลฯ

    ในการจัดประสบการณ์ประกอบอาหารครูจะให้เด็กได้ร่วมปฏิบัติกิจกรรม โดยจัดให้เด็กประกอบอาหารเป็นกลุ่มเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม และถ้าอาหารชนิดนั้นมีขั้นตอนการปรุงที่ซับซ้อนครูอาจทำเองหรือเตรียมมาก่อนล่วงหน้า ให้เด็กปฏิบัติเฉพาะขั้นตอนง่ายที่เขาสามารถทำได้เท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูหรือบางครั้งครูอาจจัดประสบการณ์แบบสาธิตการปรุงอาหารก็ได้ ซึ่งการประกอบอาหารประเภทขนมไทยทุกครั้งจะให้เด็กทุกคนได้ชิมหรือรับประทานร่วมกัน นอกจากนี้การประกอบอาหารที่เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมทำให้เด็กมีความรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการรับประทานอาหารได้มากกว่าการนำอาหารมารับประทาน ซึ่งเด็กจะไม่ได้เรียนรู้ขั้นตอนการปรุงอาหารและไม่เกิดความภาคภูมิใจ อีกทั้งการปรุงอาหารประเภทขนมไทยยังทำให้เด็กได้รับประทานอาหารแบบไทย รู้จักการกินอยู่อย่างพอเพียง เด็กได้รับประโยชน์จากอาหาร เช่น อาหารที่มีกากหรือใยอาหาร (Fiber) นั่นคือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ใช่แป้งซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของพืชและผัก ใยอาหารนี้จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยดูดซับสารก่อมะเร็ง ช่วยลดการดูดซึมไขมันและโคเลสเตอรอล นอกจากนี้เด็กยังได้รับสารเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสารสีส้มแดง สีเหลืองในพืชผัก ผลไม้ ร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนูมูลอิสระทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดี

  • จัดให้มีอาหารกลางวันที่มีรายการอาหารที่มีประโยชน์ ได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เน้นอาหารประเภทผักและผลไม้ มีรายการอาหารว่างในแต่ละวันเป็นขนมไทยหรือผลไม้เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แทนการกินขนมขบเคี้ยว
  • ไม่นำขนมขบเคี้ยวมาวางจำหน่ายที่ร้านสหกรณ์ของโรงเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กซื้อมารับประทาน ถ้าเป็นการจำหน่ายขนมจะเน้นที่มีประโยชน์หรืออาจเป็นขนมไทย
  • จัดกิจกรรมสนทนายามเช้าที่เน้นการพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับรายการอาหารที่เด็กรับประทานในมื้อเช้าเพื่อสอนให้เด็กแยกแยะว่าอาหารชนิดใดมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ และส่งเสริมการรับประทานอาหารที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการ
  • ให้การเสริมแรงกับเด็กทุกครั้งเมื่อเด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยการชมเชย ให้กำลังใจกับเด็ก เนื่องจากการเสริมแรงทางบวกจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น
  • จัดโครงการของโรงเรียนหรือโครงการของห้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ควรฝึกนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหารอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนเกิดเป็นนิสัยและค่านิยมต่อไป
  • ส่งเสริมให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมในงานเทศกาลต่างๆของไทยที่นิยมใช้ขนมในการทำบุญหรือเป็นส่วนประกอบของงานนั้น เช่น เทศกาลสงกรานต์ที่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องมาร่วมกันกวนข้าวเหนียวแดงและกะละแม เมื่อทำเสร็จแล้วนำไปทำบุญที่วัดร่วมกัน เทศกาลสารทไทยทางภาคเหนือนิยมกวนกระยาสารทไปทำบุญถวายพระ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับโดยมีกล้วยไข่เคียงคู่กัน ทางภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชจะจัดประเพณีงานสารทเดือนสิบ ขนมในงานบุญมีหลายชนิด เช่น ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมไข่ปลา ขนมโค ขนมแดง ฯลฯ งานบุญออกพรรษาหรืองานตักบาตรเทโวจะจัดทำข้าวต้มมัดหรือข้าวต้มผัดทางภาคกลาง ซึ่งห่อและมัดเป็นกลีบโดยใช้ใบตองและเชือกกล้วย ส่วนทางใต้ห่อเป็นทรงกรวยโดยใช้ใบกะพ้อแต่ไม่มัด บางท้องถิ่นห่อเป็นก้อนด้วยใบเตยหรือใบอ้อยแล้วไว้หางยาวเรียกว่า “ข้าวต้มลูกโยน” งานมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส งานอุปสมบท งานขึ้นบ้านใหม่จะใช้ขนมตระกูลทองเป็นของหวานที่นิยมทำบุญเลี้ยงพระ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น การให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมงานเทศกาลดังกล่าวจะทำให้เด็กได้รับประทานขนมไทยๆเกิดเป็นค่านิยมในการกิน ทำให้หลีกเลี่ยงการกินขนมขบเคี้ยวได้

พ่อแม่ผู้ปกครองสอนเรื่องขนมขบเคี้ยวให้ลูกที่บ้านได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก เด็กเองก็จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าการอยู่ที่โรงเรียน และระยะเวลาก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบโรงเรียนเด็กจะได้รับการอบรมเลี้ยงดู การฝึกฝนและได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นผู้ฝึกฝนหรือหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆให้เกิดกับเด็ก

สำหรับการสอนเรื่องขนมขบเคี้ยวเป็นวิธีการสอนให้เด็กรับประทานขนมหรืออาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงการกินขนมขบเคี้ยว ซึ่งพ่อแม่จึงควรปฏิบัติ ดังนี้

  • เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สอนให้ลูกเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการทั้งอาหารมื้อหลักและอาหารว่าง เนื่องจากลูกจะรักและเชื่อฟังพ่อแม่ เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่เด็กรัก ศรัทธาและมีอำนาจเหนือเด็ก
  • ขณะรับประทานอาหารในแต่ละมื้อพ่อแม่ควรสนทนากับลูกเกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารที่รับประทานเพื่อให้เด็กเห็นว่ามีคุณค่าและควรเลือกรับประทาน ซึ่งบางครั้งควรให้ลูกได้มีโอกาสในการเลือกรายการอาหารที่จะปรุงในแต่ละมื้อด้วย
  • ให้เด็กมีส่วนร่วมในการประกอบอาหาร เมื่อพ่อแม่เข้าปรุงอาหารในครัวควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรุงด้วย เช่น การให้ลูกช่วยหั่นผัก ล้างผัก เติมเครื่องปรุงลงในกระทะ การที่ลูกได้มีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆของการประกอบอาหารจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาเกิดความรู้สึกว่าอาหารนั้นๆมีคุณค่า เขาได้มีส่วนร่วมและจะเลือกรับประทานโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบังคับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารมื้อหลักหรืออาหารว่างควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ
  • พาลูกออกไปรับประทานอาหารข้างนอกบ้านบ้าง พ่อแม่ควรสั่งอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการให้ได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้เด็กเลือกรายการอาหารที่มีประโยชน์มารับประทานด้วย ดังนั้นพ่อแม่จึงควรอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์ของรายการอาหารต่างๆเพื่อให้เด็กสามารถเลือกและสั่งมารับประทานได้
  • สอนให้ลูกเห็นโทษที่เกิดจากการกินขนมขบเคี้ยว ซึ่งพ่อแม่สามารถหาวิธีการต่างๆมาสอน เช่น การใช้วิธีการเล่านิทานที่ตัวละครในนิทานชอบกินขนมขบเคี้ยวแล้วทำให้เป็นโรคฟันผุ โรคอ้วน โรคผิวหนัง ความดันโลหิตสูงและระดับสติปัญญาต่ำ หรือการให้ดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์และเกิดผลเสียต่อสุขภาพ
  • สอนให้ลูกรู้เท่าทันเกี่ยวกับการโฆษณาทางสื่อต่างๆทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่มีการโฆษณาเกี่ยวกับขนมขบเคี้ยว เนื่องจากการโฆษณาบางอย่างจะเป็นการโฆษณาที่บอกคุณค่าของขนมเกินความจริง เด็กที่มีประสบการณ์น้อยอาจหลงเชื่อได้ ดังนั้นเมื่อลูกดูโทรทัศน์และมีการโฆษณาขนมขบเคี้ยว พ่อแม่ควรชี้แนะให้เห็นผลดีผลเสียของสินค้านั้นๆและไม่ควรปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์ตามลำพัง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนให้เด็กเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ครูปฐมวัยควรเสริมสร้างให้เกิดกับเด็ก โดยการจัดกิจกรรมประจำวันตามตารางกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมเสริมประสบการณ์ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มุ่งสอนให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนรู้ จากการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ การจัดประสบการณ์ประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงและเด็กจะชอบมาก ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์ครูปฐมวัยควรจัดให้มีกิจกรรมประกอบอาหารอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งที่เป็นอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง ทั้งนี้การจัดกิจกรรมการประกอบอาหารจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของเด็กปฐมวัย

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2541). สนทนากับผู้ปกครอง:เด็กปฏิเสธอาหาร. วารสารการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. อย่าปล่อยให้เด็กเป็นเหยื่อขนม. http://dental.anamai.moph.go.th. 1 มิ.ย. 48[ค้นคว้าเมื่อ 18 ตุลาคม 2557].
  3. ธิติมา องค์วุฒเวทย์. (2548, พฤษภาคม – มิถุนายน). ของฝากจากกอย. จารพา Food & Health.12(84):22.
  4. บุปผา ไตรรัตน์. (2547,กันยายน). สุขภาพคุณหนู. รักลูก. 22(260):149.
  5. สุดสาคร ธนะมิตย์. (2548,สิงหาคม). เด็กไทย ไฉนโง่ พุงป่อง สมองแฟบ. ไทยรัฐ หน้า 5.
  6. สุริเดว ทรีปาตี. (2547). ขนมเด็ก. หมอชาวบ้าน. 26(303).
  7. สุริยเดว ทรีปาตี. (2548, 7 มกราคม). กระตุ้นคุมขนมเด็ก ยิ่งกินยิ่งอ้วนยิ่งโง่. ไทยรัฐ. หน้า 17.
  8. อรวินท์ โทรกี. (2537). เรื่องต้องรู้เพื่อชีวิต อาหารกับโรค. กรุงเทพฯ:หอรัตนชัยการพิมพ์.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน