หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องขนมไทย (Thai Dessert)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ขนมไทย หมายถึง ขนมหวานของไทยที่มีมาแต่ดั้งเดิมและสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน แสดงความเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมของไทยที่มีความละเอียดอ่อน ประณีต สวยงาม ทั้งรูป รส กลิ่น จากวัตถุดิบและ กรรมวิธี ขนมไทยเป็นอาหารที่คุณค่าทางโภชนาการและมีเอกลักษณ์คือ มีรสหวานมัน มีกลิ่นหอม มีสีสัน และรูปลักษณ์ที่สวยงาม ซึ่งส่วนประกอบของอาหารปรุงจากวัตถุดิบคือ พืชเป็นส่วนมาก เช่น ข้าว น้ำตาลจากมะพร้าวหรืออ้อย สีจากส่วนประกอบของพืช เช่น สีดอกอัญชัน สีเขียวของใบเตย ขนมบางชนิดทำจากไข่เป็ดจะมีสีเหลืองทองของไข่ พ่อแม่และครูควรฝึกให้เด็กรับประทานขนมไทย เพื่อเด็กจะได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยที่อร่อยและปลอดภัยเพราะส่วนผสมขนมไทยมาจากวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ได้สัมผัสความหอมหวานของกลิ่น ความงดงามของสี และ รูปลักษณ์ ตลอดจนได้รู้จักกรรมวิธีทำขนมไทยที่ประณีตบรรจง ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากขนมไทยให้แก่เด็กปฐมวัยจึงน่าสนใจยิ่งนัก

สอนลูกเรื่องขนมไทย

ขนมไทยมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

คำว่าขนมเป็นคำที่ใช้เรียกอาหารที่รับประทานได้มานานแล้ว คำว่าขนมปรากฏในพุทธประวัติครั้งที่นางสุชาดานำข้าวมธุปายาสมาถวายให้แก่พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ เป็นข้าวที่หุงผสมกับน้ำนม เมื่อเอ่ยคำว่าข้าวกับนมรวมเสียงเร็วๆ จะเป็นข้าวนม บางครั้งจะมีผู้เข้าใจว่าขนมมาจากคำสองคำผสมกันคือ ข้าวกับน้ำหวานจากน้ำอ้อย น้ำตาล ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของการทำขนม คำว่า หนม เรียกสั้นๆ เพี้ยนมาจากคำว่า หวาน และรวมกับคำว่าข้าว จึงเป็นคำว่า ขนม

ขนมไทยดั้งเดิมจะมีวัตถุที่เป็นส่วนประกอบหลักคือ ข้าว หรือแป้ง น้ำตาล มะพร้าวหรือกะทิ ถั่ว งา ผสม สี และ กลิ่นให้หอมน่ารับประทาน เดิมขนมไทยจะปรากฏใช้ในงานทำบุญหรือเทศกาลสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานตรุษสงกรานต์จะมีขนมกะละแม สารทไทยในทุกภาคจะใช้กระยาสารทเป็นขนมหลัก แต่ในแต่ละภาคใต้จะมีขนมประจำถิ่นของตนเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อถึงเทศกาลเดือนสิบจะมีขนมสำคัญ 5 ชนิดคือ ขนมพอง ขนมลา ขนมดีซำ ขนมบ้า และขนมกง และในเทศกาลออกพรรษา เดือน 11 ทุกภาคจะตักบาตรเทโว ทุกภาคจะนิยมตักบาตรด้วยข้าวต้มผัดห่อด้วยใบตองหรือใบอ้อย ส่วนภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีประเพณีลากพระหรือชักพระ จะตักบาตรหน้ารถพระ เรียกว่าตักบาตรหน้าล้อ จะทำขนมในเทศกาลนี้ตักบาตรคือ ขนมต้ม เรียกห่อต้ม ทำด้วยข้าวเหนียวผัดกะทิห่อด้วยใบพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยม อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ห่อมัด ทำเหมือนห่อต้มจะแตกต่างกันที่วัสดุที่ใช้ห่อและลักษณะการห่อ คือ ห่อด้วยใบจากหรือใบมะพร้าวอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมใช้เชือกมัด

ส่วนขนมไทยที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบนั้น เริ่มในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มาจากการคิดค้นของมารี กีมาร์ เดอ ปีนา หรือคนไทยเรียกว่า ท้าวทองกีบม้า หญิงชาวโปรตุเกสภรรยาเชื้อสายญี่ปุ่น-โปตุเกสของเจ้าพระยาวิชชาเยนทร์ กงสุลประจำไทยสมัยนั้น เธอได้คิดประดิษฐ์ทำทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขุน ฝอยทอง แล้วสอนให้คนไทยทำต่อไปอย่างแพร่หลาย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือ แม่ครัวหัวป่าก์ ปัจจุบันขนมไทยยังคงทำรับประทานทั้งในครัวเรือนและขายเป็นอาชีพ แต่ขณะเดียวกันขนมต่างประเทศโดยเฉพาะขนมของชาติตะวันตกจะมีมากในวิถีชีวิตประจำวัน ใช้เป็นอาหารว่างและใช้ในเทศกาลสำคัญเช่นวันปีใหม่ วันเกิด วันสำเร็จการศึกษา เป็นต้น

ขนมไทยสะท้อนถึงภูมิปัญญาไทยและสืบสานต่อมาถึงปัจจุบัน ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยสะท้อนถึงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของคนไทย ควรค่าแก่อนุรักษ์ขนมไทยไว้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบต่อไป ขนมไทยเป็นงานที่ใช้ฝีมือประดิษฐ์รูปแบบ ใช้ความคิดนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงแต่งเป็นขนมที่อร่อยและให้คุณค่าทางโภชนาการได้อย่างชาญฉลาด ได้ดังนี้

  • การเลี้ยงดูเด็กด้านโภชนาการ ขนมไทยเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะวัตถุดิบนำมาจากพืช เช่น ผลไม้ เมล็ดธัญพืช เช่น กล้วย ฟักทอง มะพร้าว เผือก มัน เป็นต้น นำมาทำเป็น ขนมหวานต่างที่สุกด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น ต้ม ทอด เชื่อม อบ ส่วนประกอบจากผลไม้ที่นำมาทำ จะมีใยอาหารหรือ Fiber ที่เป็นร่างกายต้องการ เมื่อรับประทานเข้าไปจะไม่ย่อยในน้ำย่อยของระบบอาหาร เมื่อผ่านลำไส้ใหญ่จะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีเทน โฮโดเจน น้ำ และกรดไขมันดูดเข้าสู่ร่างกาย มีผลดีต่อร่างกายที่เข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยลดการดูดซึมไขมันและคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด เด็กที่รับประทานขนมไทย เช่น กล้วยบวชชี ข้าวโพดเปียก เผือกกวน มันกวน ข้าวฟ่างกวน มันเชื่อม ถั่วเขียวต้มน้ำตาล เม็ดขนุน ( มีถั่วเขียวเป็นส่วนผสม ) ข้าวเหนียวเปียกมะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวเปียกลำไย ส้มลอยแก้ว เป็นต้น เด็กจะได้รับใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายละไม่เป็นโรคอ้วนที่เกิดจากการสะสมไขมันเหลวที่ร่างกายไม่ต้องการ แป้งขัดขาว น้ำตาลหรือเนยเทียม และสีผสมอาหารที่เป็นอันตรายจากสุขภาพ
  • ความประณีต/ศิลปะประดิษฐ์ ขนมไทยเป็นงานหัตกรรมที่มีรูปแบบ สีสัน กลิ่น และรสชาติจากการประดิษฐ์เน้นความสวยงาม ขนาดพอเหมาะกับคำที่ตักรับประทาน ลักษณะขนมไทยซึ่งเป็นขนมหวานสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของจิตใจคนไทย สังเกตจากการทำขนมแต่ละชนิดจะให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์เสมอ เช่น การใช้หอมเจียว เพื่อโรยหน้าขนมหม้อแกง หัวหอมควรซอยชิ้นให้เสมอกัน เพี่อเวลาจะเจียวจะสุกพร้อมกัน มีสีเหลืองสวย หรือขนมข้าวต้มมัดจะห่อด้วยใบตอง ต้องห่อให้สนิท ใบตองต้องไม่แตก การมัดข้าวเหนียวที่หุ้มกล้วยไว้ มัดเป็นท่อน 2 ช่วง หัวและท้าย มัดด้วยเชือกกล้วย (ทำจากก้านใบของต้นกล้วยตากแห้ง ฉีกตามทางยาว มีความเหนียว สะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ เหมาะกับการมัดห่ออาหารที่จะนำไปบริโภค)
  • การเรียนรู้ชีวิตแบบไทย ขนมไทยเป็นขนมที่แสดงถึงความอ่อนช้อยของความเป็นไทยตั้งแต่โบราณนานมาจนปัจจุบันที่ก่อเกิดภูมิปัญญาไทย แสดงความเป็นรากเหง้าของไทยที่มาจากสังคมเกษตรผูกพันกับธรรมชาติ วัตถุดิบทั้งปวงที่นำมาเป็นส่วนผสมของขนมล้วนมาจากธรรมชาติและอยู่ในท้องถิ่นของตน แต่ดั้งเดิมขนมไทยจะจัดทำในโอกาสเฉพาะที่สำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานเทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เป็นต้น เมื่อจัดทำขนมจะร่วมกันทำด้วยกำลังคนจำนวนมากเช่นการกวนข้าวยาคูที่ใช้ข้าวที่ไม่แก่จัด ข้าวอ่อนที่เป็นน้ำนม เมื่อกวนน้ำนมข้าว คนจะช่วยกันกวน การกวนกระยาสารทก็ทำเช่นเดียวกัน ส่วนในชีวิตประจำวัน จะทำขนมไทยที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไว้รับประทานหลายชนิด และในแต่ละท้องถิ่นหรือแต่ละภาค จะมีขนมที่สะท้อนถึงการคิดประดิษฐ์ขนมจากวัตถุดิบในท้องถิ่นของตน เช่น ขนมไทยภาคเหนือ ส่วนใหญ่ใช้ข้าวเหนียวและจะใช้วิธีการต้ม ได้แก่ ขนมเทียน ข้าวต้มหัวหงอก ฯลฯ ขนมไทยภาคกลาง จะใช้ข้าวเจ้า เช่น ขนมข้าวตัง ขนมกลีบลำดวน ลูกชุบฯลฯ ขนมไทยภาคอีสาน เป็นขนมทำง่าย ได้แก่ ข้าวจี่ ข้าวเหนียวนึ่งจิ้มน้ำผึ้ง ข้าวพอง (ทำจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ ) ขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน นำไปนึ่ง) ขนมพื้นบ้านภาคใต้ เช่น ขนมหน้าไข่ (ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำตาล นำไปนึ่ง หน้าขนมทำด้วยกะทิผสมไข่ น้ำตาล เกลือ ตะไคร้และหัวหอม ราดบนตัวขนม แล้วนำไปนึ่ง) ขนมจู้จุน (ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำเชื่อม แล้วเอาไปทอด มีลักษณะเหนียวและอมน้ำมัน) เป็นต้น

การสอนลูกเรื่องขนมไทยมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนลูกเรื่องขนมไทยมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้คือ

  • เด็กได้รู้คุณค่าขนมไทยเมื่อรับประทานขนมไทยแทนขนมถุง ร่างกายของตนเองจะเจริญเติบโตอย่างเป็นปกติ ไม่เป็นโรคอ้วน เมื่อเด็กได้หัดรับประทานขนมไทยจนคุ้นเคย จะส่งผลให้ร่างกายของเด็กได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ขนมไทยมีส่วนผสมของมะพร้าว ถั่ว งา กะทิ สิ่งเหล่านี้มีไขมันที่เป็นไขมันดีจากธรรมชาติจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • เด็กได้รู้ความหมายและที่มาที่ไปของขนมไทย ขนมพื้นบ้านแต่ละภาคที่เด็กอาศัยอยู่ และขนมที่ใช้ในเทศกาลที่สำคัญหรือ งานบุญต่างๆ เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่เป็นวิถีชีวิตทางสังคมของคนไทย เช่น ขนมในสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช ลุกหลานจะแสดงความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดที่ล่วงลับไปแล้วโดยนำขนมแต่ละชนิดจัดใส่ภาชนะนำไปถวายพระ ขนมแต่ละชนิดจะแสดงความหมายที่เกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ส่งไปให้ผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว เช่นขนมลา หมายถึงเสื้อผ้า ขนมพองหมายถึงแพใช้นั่งข้ามห้วงมหรรณพ ขนมกงหรือขนมไข่ปลาหมายถึงเครื่องประดับเป็นต้น
  • เด็กได้รับการส่งเสริมให้ชื่นชมงานทางศิลปะที่เกิดจาก การประดิษฐ์ขนมไทย ขนมไทยที่เป็นงานทางหัตถกรรมมีศิลปะ และกรรมวิธีที่แสดงภูมิปัญญาไทยในการทำให้ขนมไทยทำสุกจะทำได้หลายวิธีได้แก่
    • การต้ม ( ขนมต้มแดงขนมต้มขาว ขนมบัวลอย ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ขนมเรไรฯลฯ)
    • การนึ่ง ( ขนมสาลี่ ขนมชั้น ขนมกล้วย ขนมใส่ไส้ ฯลฯ )
    • การทอด ( ขนมข้าวเม่าทอด กล้วยทอด มันทอด ขนมจุ้นจุ่น ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมฝักบัวฯลฯ )
    • การจี่ ( ขนมแป้งจี่ ฯลฯ )
    • การผิงและอบ ( ขนมหม้อแกง ขนมสาลี่กรอบ ฯลฯ )
    • การปิ้ง ( ข้าวเหนียวปิ้ง )
    • การเชื่อม ( มันเชื่อม เผือกเชื่อม กล้วยเชื่อม สับปะรดเชื่อมฯลฯ )
    • การกวน (ขนมเปียกปูน ข้าวเหนียวแดง ขนมศิลาอ่อน มะม่วงกวนฯลฯ)

    นอกจากนี้ขนมไทยยังรวมถึงการนำผลไม้มาผสมกับน้ำเชื่อม น้ำกะทิและน้ำแข็ง เช่น เผือกนึ่ง ลอดช่องข้าวเหนียวดำนึ่งทานกับน้ำกะทิผสมน้ำตาลปึก หรือนำมะพร้าวกะทิหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กพอคำผสมน้ำเชื่อมใส่น้ำแข็ง

  • การลิ้มรสขนมไทยจะได้ทั้งรสชาติ รูปแบบ สีสัน กลิ่นหอม จึงเป็นการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสของเด็ก ขนมไทยจะมีรูปทรงที่ประดิดประดอยทำเลียนแบบธรรมชาติ สังเกตได้จากตัวแป้งของขนมลอดช่อง หรือขนมทองหยอด จะมีรูปคล้ายหยดน้ำ ส่วนหัวกลมและส่วนปลายหางค่อยๆ เรียวยาว สวยงาม ขนมใส่ไส้หรือ ขนมกล้วย จะห่อด้วยใบตองเป็นรูปสามเหลี่ยม ขนมตะโก้จะบรรจงในกระทงที่สานจากใบเตยทรงสี่เหลี่ยม ขนมบัวลอยไข่หวาน จะปั้นแป้งบัวลอยรูปกลม ขนมทองหยิบ เป็นขนมไทยที่ทำจากไข่หยอดลงในน้ำเชื่อมเป็นรูปกลมเมื่อไข่สุกตักขึ้นมาให้น้ำเชื่อมสะเด็ดจึงจับจีบด้วยปลายนิ้วมือที่รอบวงไข่คล้ายกลีบดอกไม้ ขนมไทยจะมีกลิ่นหอมจากน้ำเชื่อม น้ำตาล น้ำกะทิ กลิ่นของใบเตยหรือจากการอบกลิ่นดอกไม้ เช่น ขนมลอดช่อง ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ จะการผสมแป้งกับสีของใบเตยที่ให้สีเขียวและกลิ่นหอม ขนมอบ รสชาติหวานมันเช่นขนมผิง ขนมบ้าบิ่น ฯลฯ ผิวสัมผัสที่ให้ความรู้สึก นิ่ม แข็ง เหลว หยาบ กรอบ ร่วน เช่น ขนมข้าวเหนียวแดงกวน จะเหนียว นิ่มจากน้ำตาลที่ใช้วิธีการกวน หรือ ความนิ่มของสังขยามะพร้าวอ่อนที่สุกจากการนึ่ง จะนิ่มแตกต่างจากข้าวเหนียวแดง ขนมกล้วยฉาบ จะแข็งกรอบเพราะกล้วยทอดในน้ำมัน คลุกด้วยน้ำตาลที่กวนสุกนำมาคลุกกับกล้วยที่ทอดน้ำมันแล้ว เช่นเดียวกับขนมมันฉาบ เผือกฉาบ ส่วนเรื่องของกลิ่นหอมจะได้จากกรรมวิธีหลายวิธี เช่นกลิ่นน้ำลอยดอกมะลิ เพราะใช้ดอกมะลิที่เก็บในตอนเช้า แช่ลงในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้ก้านจุ่มอยู่ในน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงกรอง นำนำไปใช้ทำขนม หรือกลิ่นดอกกระดังงาได้จากเด็ดกลีบดอกกระดังงามาลนเทียนอบให้หอม ใส่ขวดขนมไว้ปิดฝาให้สนิท ขนมไทยจึงใช้เป็นสื่อส่งเสริมการสังเกตให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี
  • ที่มาของชื่อขนมไทยมีทั้งความไพเราะทางภาษา แสดงถึงจินตนาการที่เทียบเคียงธรรมชาติ และสื่อความหมายถึงที่มาของวัตถุดิบ หรือกรรมวิธีที่ทำ เมื่อนำมาส่งเสริมทักษะทางภาษาโดยการเชื่อมโยงจากรูปธรรมคือขนมต่างๆ ไปสู่การใช้ภาษาจึงทำให้เด็กมีความสนใจ สนุกสนานที่จะใช้ภาษา และเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็วเช่น
    • ขนมบัวลอยไข่หวาน เป็นชื่อของขนมไทยชนิดหนึ่งที่ใช้แป้งผสมสีที่ได้จากพืชเช่น สีเขียวจากใบเตย สีเหลืองจากฟักทอง สีม่วงจากดอกอัญชัน ปั้นแป้งรูปกลมๆขนาดเล็กๆ ใส่ลงในน้ำกระทีที่ปรุงสุกผสมกับน้ำตาล ตอกไข่ไก่ใส่ลงไปน้ำกะทิทั้งฟอง ไข่ขาวจะแผ่เป็นวงกลมไข่แดงสุกอยู่กลางวง ตักรับประทานทั้งแป้งและไข่สุก
    • ขนมดอกจอก ทำจากแป้ง หยอดลงในพิมพ์ที่ประดิษฐ์คล้ายดอกจอก กลีบดอกทรงกลมหยักๆประมาณ 5 วง ทอดในน้ำมัน เมื่อสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นมาวางให้สะเด็ดน้ำมัน
    • ขนมกล้วยตาก ส่วนมากใช้กล้วยน้ำว้าสุก ตากแสงแดดที่ร้อนจัดกลางวันจนกล้วยแห้งและคงน้ำหวานจากกล้วยสุกเกาะเนื้อกล้วย แต่ในท้องถิ่นที่มีกล้วยเล็บมือมือเช่นภาคใต้ โดยเฉพาะ จังหวัดชุมพร และนครศรีธรรมราช มีกล้วยชนิดนี้มากจะนำมาตากเป็นขนม เก็บไว้รับประทานได้นาน
    • ขนมที่ทำจากไข่และจะใช้ในงานมงคล ได้แก่ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เมล็ดขนุน จะประดิษฐ์รูปร่างได้คล้ายชื่อที่เรียก
  • เด็กจะเรียนรู้คณิตศาสตร์จากขนมไทยได้ เช่นรูปร่างเรขาคณิต สี่เหลี่ยม จากการตัดขนมเป็นชิ้นเล็กๆส่วนมากรูปร่างสี่เหลี่ยม การตัดผัก ผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบเป็นชิ้นๆ หมายถึงการแบ่งเป็นส่วนๆ เช่นกล้วย 1 ผล ตัดแบ่งครึ่ง และแบ่งครึ่งของส่วนที่แบ่งไว้ ดังนั้น หนึ่งผลจึ่งแบ่งเป็น สี่ชิ้นย่อย การห่อขนมกล้วย ขนมใส่ไส้จะใช้ใบตองห่อกล้วยที่กวนรวมแป้ง น้ำตาลและมะพร้าวขูดแล้วนำไปนึ่ง เมื่อสุกแกะห่ออกมาจะเห็นว่าขนมกล้วยมีรูปทรงปีรามิด เช่นเดียวกับขนมใส่ไส้ และหากให้เด็กมีโอกาสร่วมการตัก ตวง ชั่ง ปริมาณของวัตถุดิบทำขนมไทย เด็กก็จะได้เรียนรู้ เรื่องจำนวน ตัวเลข การคิดคำนวณหรือการดำเนินเกี่ยวกับจำนวน การวัด
  • เด็กได้เห็นการใช้เครื่องมือหรือกรรมวิธีทำขนมไทยที่เป็นเครื่องมือจากวัตถุพื้นบ้าน เช่น กระต่ายขุดมะพร้าว เครื่องโม่แป้ง เล็บแมวขูดมะพร้าว กระชอนกรองกะทิ กระทะทองเหลือง รางขนมครกจากดินเผา หรือจากเหล็ก หม้อดินเผาที่ยังนิยมใส่ขนมปะกริมไข่ ใช้ใบตองห่อขนม หรือทำเป็นกระทงใส่ขนม และเครื่องมือที่เป็นการพัฒนาในยุคปัจจุบัน เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นประโยชน์ เช่นเครื่องตีไข่ เครื่องแยกไข่ขาว ไข่แดง เป็นต้น
  • เด็กได้ใช้มือทำงาน เช่น ปอกกล้วย ฉีก พับ เช็ด ใบตอง ใบมะพร้าว สำหรับห่อขนม ตำใบเตย คั้นน้ำใบเตย ปั้นแป้ง ฯลฯ การปฏิบัติเหล่านี้จะทำให้สมองของเด็กได้ทำงานเพราะ เกิดเส้นใยสมองเชื่อมโยงมากมายเมื่อเซลล์ได้ทำงานจะเป็นเซลล์ที่มีชีวิตเป็นคลังข้อมูลที่ทำให้สมองของเด็กเจริญเติบโต
  • การทำงานด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก ตลอดจนเครื่องเทคโนโลยีประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบัน เช่นเครื่องอบขนม เตาไฟฟ้านึ่งขนม เป็นต้น สิ่งเหล่านนี้เป็นพื้นฐานให้เด็กคุณค่าของการคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆ อย่างสร้างสรรค์

ครูจัดกิจกรรมให้ลูกสอนลูกเรื่องขนมไทยที่โรงเรียนอย่างไร?

เมื่อได้กำหนดหน่วยการสอนเรื่องขนมไทย แล้ว ครูอาจจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลักตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 เช่น

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กทำท่าทางประกอบการพูดคำคล้องจองง่ายๆ ให้รู้จักชื่อขนมไทย เช่น
    			ชื่อขนมไทย ( ผู้แต่ง : บุบผา  เรืองรอง )
    	ขนมครกรูปกลม กลม            เรานิยมกินร้อนร้อน
    	สังขยามะพร้าวอ่อน                แผ่นแป้งซ้อนขนมชั้น
    	ขนมค้างคาวข้าวเม่าหมี่          ขนมแป้งจี่รสหวานมัน
    	ข้าวต้มผัดมัดคู่กัน                  หม้อแกงนั้นชื่อขนม
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจใช้วิธีการสนทนา อภิปราย (จากความรู้เดิมเรื่องขนมไทยที่เขารู้จัก) เด็กได้ไปพูดคุยกับพ่อแม่เกี่ยวกับขนมไทยที่เด็กมีความรู้/ประสบการณ์มาก่อน แล้วนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มเพื่อน เด็กอาจทดลองทำขนมไทยตามความสนใจ เช่น ทำกล้วยเชื่อมจากกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ แต่ละชนิดน้ำมาต้มใส่น้ำตาล เคี่ยวจนน้ำตาลข้นติดเนื้อกล้วย ได้ลองชิมขนมไทยชนิดต่างๆ
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ การวาดรูปขนมไทย ปั้นแป้งทำขนม ผสมสีจากพืช เช่น ดอกอัญชัน ใบเตย ฟักทอง
  • เกมการศึกษา อาจเล่นจับคู่ภาพขนมไทยชนิดต่างๆ ต่อภาพตัดต่อขนมไทย ภาพต่อปลายรูปขนมไทย ฯลฯ
  • กิจกรรมเสรี ครูอาจจัดมุมบทบาทสมมุติให้เด็กเล่นขายขนมไทย

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องขนมไทยให้ลูกอย่างไร?

สิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง จัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องขนมไทยได้ ดังนี้

  • จัดหาขนมไทยให้ลูกรับประทานจนคุ้นเคย ขนมไทยที่เด็กรับประทานตั้งแต่วัยทารก ฟันเริ่มงอกก็ทานได้เช่น สาคูเปียก ขนมกวนขาว ขนมข้าวฟ่าง ขนมครก ฯลฯ ขนมดังกล่าวจะเป็นขนมเนื้อนิ่มๆ นอกจากนี้สัปดาห์หนึ่งพ่อแม่ทำขนมไทยทานเองที่บ้านให้เด็กกิน เป็นขนมง่ายๆ ที่เด็กสามารถช่วยได้เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำเป็นการสร้างความผูกพันพ่อแม่ลูก และการที่เด็กช่วยทำงานเป็นการสอนการสังเกตและการใช้อวัยวะทำงานเช่นการให้เด็กได้ใช้มือทำงาน เด็กได้ใช้ตามองวัตถุเห็นรูปร่าง ผิวสัมผัส เช่นการปั้นแป้ง การทำสีจากดอกอัญชัน การทำกลิ่นหอมจากดอกอัญชัน ดอกมะลิ การปลอกกล้วย การทับกล้วย การตากกล้วย การตวงน้ำ น้ำตาล การหยิบจับภาชนะ ส่งให้พ่อแม่ เป็นต้น ขณะที่เด็กช่วยเด็กเห็นกระบวนการปรุง ผสม การเปลี่ยนแปลงรูปร่างวัตถุดิบ ได้ทราบเหตุที่มา (พ่อแม่ชวนสนทนา ซักถาม ชี้ให้สังเกต ) เช่น การเปลี่ยนสีของกล้วยน้ำว้าเชื่อม กลิ่นหอมของน้ำเชื่อม แป้งบัวลอยสุกนิ่ม เป็นต้น
  • นำลูกไปเที่ยวแหล่งวัตถุดิบเพื่อนำมาทำขนม เช่น ไปสวนผักและ ผลไม้แล้วนำ ส้ม สับปะรด กล้วย เผือก มัน ฟักทอง มะพร้าว ฯลฯ มาทำขนมไทย เพื่อให้เด็กรู้แหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่าในท้องถิ่น
  • ให้ลูกมีโอกาสร่วมกิจกรรมงานเทศกาลหรือ งานทำบุญต่างๆ เพราะงานเหล่านี้จะมีผู้คนมาทำขนมร่วมกันและแบ่งขนมกลับมารับประทาน เช่น ขนมกะละแม ขนมชั้น ข้าวต้มมัด ข้าวต้มลูกโยน กระยาสารท ขนมเทียน ขนมลา ขนมพอง ขนมกง ขนมดีซำ ขนมบ้า หรือขนมตระกูลทองที่ทำจากไข่ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ฯลฯ
  • ใช้ขนมไทยในวันเฉลิมฉลอง เช่น วันเกิดของพ่อแม่ลูก หรือญาติผู้ใหญ่ วันปีใหม่ หรือวันปิดภาคเรียน เพื่อให้ลูกเห็นความสำคัญของขนมไทย และเป็นการปลูกฝังค่านิยมขนมไทย
  • ไปร้านหนังสือ เลือกซื้อหนังสือที่มีภาพขนมไทยพร้อมวิธีทำ ให้ลูกดูภาพ ขนมไทย หากพ่อแม่มีโอกาสทำขนมไทย ควรให้ลูกมีส่วนร่วมในสิ่งที่เด็กทำได้
  • ไปตลาดหรือร้านขายขนมไทย ให้ลูกได้รู้จักขนมไทยเหล่านั้น เพิ่มเติมข้อความรู้ให้ลูกได้ทราบว่า การขายขนมไทยเป็นอาชีพในชุมชนเราด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนเรื่องขนมไทยให้กับเด็กมีเกร็ดความรู้ที่ครูควรทราบพอสังเขปดังนี้คือ

  • ขนมไทยมีกรรมวิธีทำหลายวิธีตามที่เสนอมาข้างต้น ครูควรจัดประสบการณ์ให้เด็กอย่างหลากหลายจึงต้องใช้เวลาดังนั้น หากจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นแบบบูรณาการหรือแบบโครงการ ควรใช้เวลายืดหยุ่นได้จนกว่าเด็กจะหมดความสนใจ แต่ควรให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้การทำขนมไทยหลายๆ วิธี
  • ครูควรเชิญวิทยากรทำขนมไทยที่เป็นพ่อแม่ และผู้ประกอบการค้าขายมาให้ความรู้เด็ก เพราะบุคคลดังกล่าวจะมีอุปกรณ์การทำขนมครบทุกอย่างและเป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว เด็กจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้รู้สึกสนุกด้วย

บรรณานุกรม

  • กุลยา ตันติผลาชีวะ (2550) . ครัวห้องเรียนของเจ้าตัวเล็ก .กรุงเทพมหานคร : เพื่อนอักษร.
  • กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2545). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา . กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอดิสัน เพรสโปรดักส์ จำกัด.
  • จิรภรณ์ วสุวัต. (2540). การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมจริยธรรมทางสังคมของเด็กวัยอนุบาลตามแนวคิดคอนสตรัคติวิส โดยการใช้ประสบการณ์แบบโครงการ วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • พัชรี ผลโยธิน (2544). เด็กปฐมวัยกับการเรียนรู้ . กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช .
  • วัฒนา สมัคสมัน (2539) การพัฒนารูปแบบการสอนตามหลักการสอนแบบโครงการเพื่อสร้างเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กวัยอนุบาล วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .
  • วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2556). ขนมไทย http://th.wikipedia.org/wiki/ [ค้นคว้าเมื่อ 14 พฤษภาคม 2556] .
  • ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภา ลาดพร้าว.
  • สมสุดา มัธยมจันทร์ (2544). การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการใช้การสอนแบบโครงการในโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาเอกชน วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ .( 2549). แนวการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสมองของเด็กปฐมวัย . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
  • อีสานยิ้ม คนรักขนมไทย. (2556). ความหมายของขนมไทย http://www.isaansmile.com [ค้นคว้าเมื่อ 12 พฤษภาคม 2556].
  • Sattaporn. (2555). คนไทยกับขนมไทย http://sattaporn.wordpress.com [ค้นคว้าเมื่อ 12 พฤษภาคม 2556].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน