หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องข้าว (Teaching Children about Rice)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องข้าว

การสอนลูกเรื่องข้าว (Teaching Children about Rice) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องเมล็ดของพืชในสกุลข้าวที่พบมากในเอเชีย ข้าวจัดเป็นอาหารประจำชาติไทยที่มีตำนานประวัติศาสตร์มายาวนาน คนไทยรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักมาเป็นระยะเวลานานมากแล้ว หากดูหลักฐานที่แสดงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ จะพบแกลบซึ่งเป็นเปลือกที่หุ้มห่อเมล็ดข้าว เป็นส่วนผสมของวัสดุนั้น แสดงให้เห็นว่า คนไทยเพาะปลูกข้าวแล้วนำข้าวมาเป็นอาหารมานานจนถึงปัจจุบัน การจัดสาระการเรียนรู้เรื่องข้าวให้เด็กได้รู้จัก เป็นการจัดกิจกรรมที่เพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่เด็ก เรื่องธรรมชาติของพืช และวัฒนธรรมประเพณีไทยที่มีข้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการจัดการศึกษาปฐมวัยที่ควรส่งเสริมพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก การบูรณาการที่หนึ่งกิจกรรม เด็กสามารถเรียนรู้ได้หลายทักษะ และหลายประสบการณ์สำคัญ

การสอนเรื่องข้าวสำคัญอย่างไร?

การสอนเรื่องข้าวมีความสำคัญ เพราะข้าวเป็นอาหารที่คนไทยทุกภาคกินเป็นอาหารหลัก และข้าวถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารคาวหวานนานาชนิด ในชีวิตประจำวันของเด็กจะมีข้าวกินพร้อมกับข้าว หรือใช้ข้าวผสมกับพืชผัก หรือเนื้อสัตว์เป็นเมนูอาหารต่างๆ เด็กๆ จะกินข้าวอย่างน้อย 2 มื้อในแต่ละวัน แม้แต่การให้อาหารสัตว์เลี้ยงหลายชนิด คนไทยจะใช้ข้าวเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้น เช่น ไก่ เป็ด หมู นก แมว สุนัข เป็นต้น คนไทยจึงปลูกข้าวไว้เพื่อบริโภคเอง ใช้เลี้ยงสัตว์ และขายเป็นสินค้า ซึ่งนับได้ว่าข้าวเป็นสินค้าส่งออกในลำดับต้นๆ ที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศชาติ ข้าวสายพันธุ์มะลิหอม เป็นข้าวที่มีชื่อเสียงในเรื่องกลิ่นหอม และมีรสชาติอร่อย เราจะทราบได้ว่าคนไทยให้ความสำคัญเรื่องข้าวเป็นอย่างมาก สะท้อนผ่านประเพณีและวัฒนธรรมของทุกภูมิภาคของประเทศไทย เช่น การกราบไหว้ข้าวก่อนรับประทาน การไม่เหยียบย่ำข้าวสาร ข้าวสุก เรียกข้าวอย่างยกย่องด้วยนามว่า พระแม่โพสพ การจัดพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือพิธีแรกนาขวัญ (วันพืชมงคล) และบูชาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาจากพิธีแรกนาขวัญนี้ เป็นต้น

กล่าวได้ว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิตคนไทยที่ใช้รับประทานเป็นอาหารหลักทั้งอาหารคาว หวาน และสะท้อนความคิดความเชื่อเกี่ยวกับข้าวในวิถีชีวิตที่แสดงให้เห็นจากประเพณี และวัฒนธรรมทุกภาคในประเทศไทย

การสอนเรื่องข้าวมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กได้รู้จักเรื่องเกี่ยวกับข้าวที่เป็นพืช และเรานำข้าวมาใช้เป็นอาหารหลักรับประทานทุกวัน เช่น ลักษณะของข้าว ชนิดของข้าว การเพาะปลูกข้าว ประโยชน์ของข้าว และการนำข้าวไปเป็นอาหาร
  • เด็กได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของข้าวที่นำมาใช้เป็นอาหารทั้งของคน และสัตว์ แสดงความสัมพันธ์ของคนกับพืช คุณค่าเช่นนี้ จึงควรการส่งเสริมให้เด็กอนุรักษ์ข้าว ด้วยการสืบสานภูมิปัญญาไทยเรื่องข้าวสืบต่อไป
  • เด็กได้เรียนรู้ทางสังคม ที่จะได้รู้เห็น และปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีไทยจากเรื่องข้าว เช่น การทำบุญตักบาตรด้วยข้าว การทำขวัญแม่โพสพ พิธีแรกนาขวัญ เป็นต้น
  • เด็กจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้วยการจัดกิจกรรมเรื่องข้าวเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์สำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาเด็ก

ครูสอนเรื่องข้าวให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กจะได้เลียนแบบท่าทางของรถยนต์ไถนา ท่าทางชาวนาขับรถไถนา หรือรถเกี่ยวข้าว ชาวนาเกี่ยวข้าวด้วยเคียว ท่าทางชาวนาดำนา หรือให้เด็กเคลื่อนไหวตามเพลง และแสดงท่าทางประกอบเพลงอย่างอิสระ เช่น เพลงข้าว (บุบผา เรืองรอง ผู้แต่ง)

ข้าวเอย ข้าว หว่านเมล็ดไปในท้องนา
ฝนตกลงในไม่ช้า กอต้นกล้าเขียวขจี
แสง แดดส่อง ต้องรวงข้าว สีเหลืองพราวดั่งทองดี
ชาวนาไทยแสนเปรมปรีดิ์ ถิ่นไทยนี้มีข้าวเอย
กิจกรรมเสริมประสบการณ์ จะเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กได้พัฒนาทักษะความรู้ ฝึกการทำงาน ได้กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยครูหรือเด็กสนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์เดิม และความรู้ที่เด็กมีอยู่ขณะนั้นเกี่ยวกับข้าว ขณะเดียวกันฝึกให้เด็กตั้งคำถามที่สนใจนำไปสู่การสืบค้นหาคำตอบต่อไป อาจวาดภาพ เล่าเรื่อง นำภาพ หรือของจริงมาให้ดู เช่น เจ้าที่เป็นข้าวสาร ข้าวสุก หรือข้าวเหนียวทั้งดิบและสุก ที่ใช้ทำเป็นอาหารคาวหวานลักษณะต่างๆ กิจกรรมนี้เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู้ของเด็กแต่ละคน เมื่อเด็กได้สะท้อนประสบการณ์เดิมของตนเรื่องข้าวที่เขารู้จักแล้ว เด็กจะได้ร่วมกันตั้งคำถามที่เกี่ยวกับข้าว ไปดูที่ร้านขายข้าวสารใกล้ๆ สถานศึกษา หรือโรงสีข้าวขนาดเล็ก

เกมการศึกษา การเรียงลำดับภาพเหตุการณ์การปลูกข้าว

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ การร้องเพลงเกี่ยวข้าวที่แต่งเลียนแบบเพลงเก่า

กิจกรรมกลางแจ้ง การแสดงการตักตวงข้าว ชั่งข้าว ด้วยเครื่องมือต่างๆ

กิจกรรมสร้างสรรค์ การนำเมล็ดข้าวเปลือกมาปะติดสร้างสรรค์บนแผ่นภาพ การประดิษฐ์หุ่นไล่กาจากฟางข้าวอย่างง่าย เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องข้าวอย่างไร?

  • บ้านคนไทยทุกครอบครัว มีข้าวเป็นอาหารหลัก จะมีข้าวสารเตรียมไว้หุงประกอบอาหารเสมอ พ่อแม่ให้ลูกได้เห็น และสัมผัสข้าวสารได้ เด็กอนุบาล 3 วัยย่างเข้า 6 ขวบแล้ว จะทำงานบางประเภทได้ เช่น ตัก ตวงข้าวสารตามปริมาณที่ต้องการ ภาชนะที่ตัก ตวง มีขนาดไม่ใหญ่ พอเหมาะมือของเด็ก เด็กทำได้ การตักตวงข้าวสาร เด็กจะได้เห็นรูปร่าง ลักษณะ สี กลิ่นข้าวสาร และได้ทดลองใช้เครื่องมือกะปริมาณข้าว แสดงขั้นตอนการล้างหรือซาวข้าวให้ลูกดู เด็กทำตามด้วย สิ่งที่เป็นประสบการณ์ของเด็กจะเกิดขึ้น น้ำใสๆ ที่ใช้ซาวข้าวจะเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำขุ่น น้ำผสมข้าวสารเมื่อใส่ภาชนะ เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เด็กจะเห็นไอความร้อนพุ่งผ่านช่องระบายที่หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ความร้อนทำให้เมล็ดข้าวสารที่แข็ง เป็นข้าวนิ่มๆ ที่เราเรียกว่า ข้าวสวย ปริมาณน้ำที่ใส่ในข้าวมาก หรือน้อย มีผลให้เมล็ดข้าวสุกแตกต่างกัน ที่เราเรียกว่า ข้าวต้ม และข้าวสวยนั่นเอง การปฏิบัติเช่นนี้ เสมือนให้เด็กทำงานเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เป็นงานที่เด็กสามารถทำได้ เด็กจะสังเกตเรื่องข้าวได้จากกิจกรรมนี้ ทั้งในเรื่องธรรมชาติของพืชชนิดหนึ่ง ที่มีเมล็ดเล็ก ๆ เรียกว่าข้าว เรื่องเทคโนโลยี คนเราสร้างเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับหุงต้มข้าว เพื่อเป็นอาหารสุกสำหรับคนเรา เป็นต้น
  • จัดหาข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุก ให้ลูกนำไปเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น ไก่ นก แมว สุนัข ปลา หมู เป็นต้น เด็กจะรู้จักประโยชน์ของข้าวที่นำมาเลี้ยงสัตว์ด้วย นอกจากคนเราที่รับประทานข้าวเป็นอาหารแล้ว ให้เด็กสังเกตธรรมชาติการกินอาหารของสัตว์แต่ละชนิดที่แตกต่างกัน แมว หมู สุนัข กินข้าวสุก เป็ด ไก่ นก กินได้ทั้ง ข้าวเปลือก ข้าวสาร และข้าวสุก
  • นำลูกไปที่ร้านขายข้าวใกล้บ้าน ลูกจะได้เห็นข้าวเจ้าพันธุ์ต่างๆ หลากหลายลักษณะ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมนิล ข้าวเหลืองอ่อน ข้าวกล้อง และข้าวเหนียวขาว ข้าวเหนียวดำ เป็นต้น อีกประการหนึ่ง ได้รู้จักว่าข้าวเป็นสินค้าที่เรานำมาขายได้อีกด้วย
  • มีเวลานำลูกไปชนบท ให้เห็นท้องทุ่งในฤดูกาลต่างๆ ข้าวจะเติบโตที่นี่ แต่จะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไปในฤดูกาลหนึ่งๆ ของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ต้นฤดูฝน ชาวนาจะหว่านข้าว มีต้นกล้างอกขึ้นเขียวขจี แต่ผ่านไประยะหนึ่ง ข้าวออกรวง ในฤดูหนาวราวเดือนตุลาคม และต้นฤดูร้อน ข้าวเหลืองเต็มรวง เป็นฤดูเก็บเกี่ยว พ่อแม่ลองบันทึกภาพแต่ละฤดูกาลไว้ให้ลูกดูภาพประกอบไปด้วย ฤดูกาลหนึ่งๆ มีระยะเวลา 3-4 เดือน นานสำหรับเด็ก การมีภาพประกอบด้วยจะเป็นการช่วยต่อเนื่องความจำให้ลูก
  • ที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ต้อนรับคณะจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีการจัดนิทรรศการเรื่องข้าวไว้ให้คนเข้าชม จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ จัดวงจรการเจริญเติบโตของข้าว ด้วยเครื่องเทคโนโลยีทันสมัย มีภาพประกอบด้วยแสง สี สวยงาม เด็กในปัจจุบันที่อยู่ในสังคมเมืองแทบจะไม่ได้เห็นท้องทุ่งนา และการเพาะปลูกข้าว น่าสนใจพาลูกไปชม
  • ให้รู้จักสัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็นแรงงานของคนเราใช้ไถนาเพื่อปลูกข้าว คือ ควาย แม้ปัจจุบันจะใช้น้อยเนื่องจากคนเรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น รถไถนา รถหว่านข้าว และเกี่ยวข้าว ก็ตาม แต่ควายเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์สำหรับงานปลูกข้าว เนื่องจากควายไม่ต้องใช้น้ำมัน และมูลของควายเป็นปุ๋ยสำหรับข้าวอย่างดี
  • ให้ลูกได้รับประทานอาหารคาวหวานที่ทำจากข้าว และใช้ในประเพณีในรอบปีของคนไทย เช่น ประเพณีบุญข้าวจี่ บุญประเพณีของชาวอีสาน ทำกันในเดือนสาม หรือเรียกว่า บุญเดือนสาม เนื่องจากหมดภาระการทำนา ข้าวจี่ คือข้าวเหนียวที่นำมานึ่งให้สุก ปั้นเป็นก้อนใส่น้ำตาลอ้อย เกลือ นำไปปิ้งให้สุก ทาด้วยไข่ ปิ้งซ้ำ เรียกว่าข้าวจี่ จะนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ประเพณีออกพรรษา ทางถิ่นใต้จะทำขนมต้มโยน คือข้าวเหนียวมูลด้วยน้ำกะทิ ห่อใบพ้อแล้วนำไปนึ่ง เสร็จแล้วจะนำไปถวายพระสงฆ์ด้วยการโยนลงบาตรในขบวนรถแห่พระพุทธรูป

กิจกรรมครอบครัวเพื่อการเรียนรู้เรื่องข้าว เป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ ที่สามารถให้เด็กได้มีส่วนร่วมหลากหลายลักษณะ เพราะนอกจากเด็กได้สัมผัสข้าวด้วยตนเอง มีความปลอดภัย หาง่ายเพราะมีอยู่ทุกครัวเรือนแล้ว ในท้องถิ่นทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพของคนไทยแต่ดั้งเดิม และยังคงเป็นอาชีพที่เหมาะกับคนไทยสืบต่อไป ครอบครัวที่ทำอาชีพนี้ควรได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาในการเพาะปลูกข้าวไว้ให้ลูกหลานต่อไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การตั้งคำถามเป็นเรื่องสำคัญของการสอน คำถามจะเป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้เด็กใช้ความคิด และสนใจที่สืบค้นเรื่องราวต่างๆ เพียงครูเลือกใช้คำถามให้เหมาะกับวัย ความสามารถของเด็ก และท้าทายให้เด็กสนใจใคร่เรียน ครูควรฝึกใช้คำถามที่ดี คือ รู้จักใช้คำถามง่ายปนยากกับเด็ก ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาความคิดของเด็กให้ก้าวเข้าสู่การคิด อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เพื่อที่จะสามารถตัดสิน ใจและแก้ปัญหาเป็น

บรรณานุกรม

  1. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2545). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอดิสัน เพรสโปรดักส์ จำกัด.
  3. นภเนตร ธรรมบวร. (2551). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
  5. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน: เล่มที่ 3 เรื่องที่ 1. (ม.ป.ป.). ลักษณะของข้าวที่สำคัญทางการเกษตร. เข้าถึงจาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=3&chap=1&page=t3-1-infodetail05.html. [ค้นคว้าเมื่อ 10 มิถุนายน 2558].
  6. สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน): (ม.ป.ป.). นวัตกรรมเกษตร /เกษตรตามรอยพ่อ. เข้าถึงจาก http://www.wisdomking.or.th/พิพิธภัณฑ์ของเรา/นวัตกรรมเกษตร-เกษตรตามรอยพ่อ.html. [ค้นคว้าเมื่อ 13 มิถุนายน 2558].
  7. คลังข้อมูลสารสนเทศข้าวเชิงลึก: (ม.ป.ป.). ประวัติความเป็นมาของข้าว. เข้าถึงจาก http://www.arda.or.th/kasetinfo/rice/rice-histories.html. [ค้นคว้าเมื่อ 10 มิถุนายน 2558].
  8. ถามครู.com: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุบผา เรืองรอง. (2557). โครงงาน/ การสอนแบบโครงการ (Project Approach). เข้าถึงจาก http://taamkru.com/th/โครงงาน/. [ค้นคว้าเมื่อ 11 มิถุนายน 2558].
  9. thaieditorial.com: (ม.ป.ป.). การพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิจากภูมิปัญญาและเทคโนโลยี. สืบค้นภาพจาก http://www.thaieditorial.com/ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ/. [ค้นคว้าเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2559].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน