หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องคนแปลกหน้า (Stranger)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

คนแปลกหน้า หมายถึง คนที่เด็กไม่เคยรู้จักมาก่อนในฐานะญาติพี่น้อง ครู เพื่อนเล่น เพื่อนบ้าน และอาจจะเป็นคนต่างประ เทศที่มีความแตกต่างจากคนไทยทั้งลักษณะรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ภาษาและกิริยาท่าทาง ทั้งนี้ สภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากการพัฒนาของนวัตกรรมและเทคโนโลยี มีผลให้ผู้คนในสังคมโลกติดต่อ สื่อสารและเดินทางไปมาระหว่างประเทศกันอย่างสะดวกและรวดเร็ว ในแต่ละวัน เด็กปฐมวัยจึงได้พบปะผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก หรือคนแปลกหน้าเสมอ บุคคลเหล่านี้อาจจะเป็นทั้งมิตรและไม่ใช่มิตรก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ต้องสอนเด็กให้รู้จักแยกแยะคนแปลกหน้า

การสอนเรื่องคนแปลกหน้ามีความสำคัญอย่างไร?

เด็กๆอาจจะพบเห็นผู้คนที่เป็นคนแปลกหน้าในขณะที่เด็กเดินทางสัญจรไปมาในที่สาธารณะด้วยกัน เช่น ในรถโดยสาร รถ ไฟ เครื่องบิน เรือ หรือขณะที่ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ในร้านค้า ในห้างสรรพสินค้า เด็กๆอาจจะเดินสวนทางกับบุคคลเหล่านั้น ได้เห็นรูปร่างลักษณะ หน้าตา ผิวพรรณของคนบางคนไม่เหมือนคนไทย ได้ยินเขาพูดคุยกันด้วยภาษาอื่นๆที่ไม่ใช่ภาษาไทย แม้แต่ในกลุ่มคนไทยเหมือนกัน แต่หากเด็กไม่รู้จักกับคนเหล่านั้นเพราะไม่เคยมีความสัมพันธ์มาก่อน เพราะไม่ใช่ญาติ ไม่ ใช่เพื่อนหรือเพื่อนบ้าน (ที่ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ) หรือครู เราจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า “คนแปลกหน้า” เช่นกัน

ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะความเจริญของเทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นผลให้การเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนแนวคิดทางการเมือง การปกครอง การต่างประเทศ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ต่างๆ ในปี 2558 ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย 10 ประเทศ จะรวมตัวกันเข้าเป็นสมาชิก “สมาคมประชา ชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้“ หรือ “อาเซียน” (ASEAN : Association of South East Asian Nations) คือประเทศไทย พม่า ลาว เขมร สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม บูรไน ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย ด้วยจุดประสงค์เพื่อร่วมกันสร้างความแข็ง แกร่งให้แก่ประเทศสมาชิก พลเมืองของสิบประเทศนี้จะเดินทางไประหว่างประเทศได้อย่างเสรี หมายถึงการตรวจสอบบุคคลในฐานะการเป็นพลเมืองของประเทศหนึ่งก่อนเดินทางเข้าอีกประเทศหนึ่งไม่เคร่งครัดเหมือนเดิม ดังนั้นในแต่ละประเทศจะเห็นผู้คนแปลกหน้าที่เป็นชาวต่างประเทศจะมีมากขึ้น และในขณะเดียวกันประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีสัม พันธไมตรีกับประเทศต่างทั่วโลก พลเมืองของประเทศเหล่านั้นสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ตามระเบียบข้อตก ลงระหว่างประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะมีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกันสภาพสังคมไทยที่เจริญทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มีผลให้คนเกิดความชื่นชมทางวัตถุ ความต้อง การดำรงชีวิตให้อยู่รอดของคนโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักศีลธรรมก็มีมากขึ้น เป็นเหตุของปัญหาทางสังคม เช่น การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การขโมยทรัพย์สิน ปล้น จี้ ฆ่า ฉกชิง วิ่งราว เป็นต้น เราจะได้ยินข่าวเด็กหาย ข่าวหลอกลวงเด็ก ข่าวผู้ร้ายใช้เด็กเป็นเครื่องมือขนย้ายยาเสพติดและขายยาเสพติด การลวนลามเด็กหรือล่วงเกินทางเพศเด็ก พ่อแม่และครูจึงต้องระมัดระวังเด็กให้ปลอดภัยจากคนร้ายเหล่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งคือคนแปลกหน้า แม้ในกลุ่มของคนที่เด็กไม่รู้จักเป็นคนแปลกหน้านั้นก็มีคนดีอยู่ด้วย แต่โดยทั่วไป การจะรู้ว่าคนไหนดีหรือไม่ดี ( ผู้ร้าย) ไม่อาจจะดูจากการแต่งกายสุภาพ ผิว พรรณผ่องใส ร่างกายสะอาด พูดจาไพเราะเท่านั้น เพราะลักษณะดังกล่าวอาจจะเป็นผู้ร้ายได้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรสอนให้เด็กรู้จักแยกแยะคนแปลกหน้า

การสอนเรื่องการแยกแยะคนแปลกหน้ามีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การสอนเด็กเรื่องการแยกแยะคนแปลกหน้า ทำให้เด็กรับประโยชน์ดังนี้

  • เด็กได้ฝึกกระบวนการคิด กระบวนการคิดที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ กระบวนการคิดเชิงเหตุผลและกระบวนการคิดแก้ปัญหา
    • กระบวนการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย จะแตกต่างจากความคิดของผู้ใหญ่ เด็กอาจจะใช้เหตุผลในทิศทางที่ถูกต้องหรือ ไม่ก็ได้ เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยพัฒนาที่อยู่ในขั้นก่อนปฏิบัติการ ดังนั้น การใช้เหตุผลของเด็กจะให้เหตุผลจากสิ่งที่พบเห็น หรือมีประสบการณ์ที่เกี่ยวโยงกับการรับรู้ การสังเกต การเปรียบเทียบ และความคิดรวบยอดตามระดับของเขา กระ บวนการแรกของการฝึกคิดเชิงเหตุผล คือ การทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัญหา ให้เด็กสังเกตการณ์สิ่งแวดล้อมและทำความเข้าใจกับสภาพการณ์นั้น
    • กระบวนการคิดแก้ปัญหาของเด็ก จะเป็นไปในรูปแบบของการลองถูกลองผิด จะทำให้เด็กได้สั่งสมประสบการณ์ความมีเหตุผล และนำประสบการณ์ความมีเหตุผลมาตัดสินปัญหา กระบวนการคิดแก้ปัญหาจะเริ่มจากการสังเกต การฝึกฝนการสัง เกตให้แก่เด็ก จะทำให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต การสังเกตจะต้องอาศัยตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นสัมผัส และผิวกาย คือประ สาทสัมผัสทั้งห้า เมื่อเด็กสังเกต จะรับรู้สิ่งต่างๆและเหตุการณ์ ทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสิ่งต่างๆ หรือลักษณะเด่นของสิ่งนั้นๆได้ และเมื่อได้มีการเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันและสิ่งที่แตกต่างกัน จะสามารถบอกความเหมือนและความแตกต่างได้ เช่น คนแปลกหน้าสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศ (อาจจะเป็นพม่า หรือ เขมร) หรือภาษาท้องถิ่นอื่นที่แตกต่างจากที่เด็กในถิ่นนั้นหรือในชุมชนนั้นใช้อยู่ (อาจจะเป็นภาษาไทย ปักษ์ใต้) ส่วนเด็กใช้ภาษาไทยของภาคต่างๆของประเทศหรือภาษาถิ่น เด็กจะสังเกตจากการฟังจึงจำแนกได้ว่า สำเนียงที่ได้ยิน สำนวนที่ได้ฟังไม่เหมือนกับเสียงที่เขารู้จัก เป็นข้อสัง เกตความแตกต่างจากสิ่งที่คุ้นเคย ดังนั้น บุคคลนี้จึงเป็นคนอื่นที่เขาไม่รู้จัก
  • เด็กจะได้รับประสบการณ์สำคัญ (ด้านสังคม) เด็กจะมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัว จากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เพื่อฝึกการแก้ปัญหา เช่น การทำงานร่วมกัน การเล่น กิจวัตรประจำวัน เป็นต้น
  • เด็กได้ฝึกให้เป็นคนเฉลียว ความเฉลียวหมายถึงเป็นการคิดขึ้นได้ นึกขึ้นได้ เด็กๆควรมีทั้งความฉลาดและความเฉลียว จึงจะทำให้เด็กแก้ปัญหาได้

ครูสอนเรื่องคนแปลกหน้าให้ลูกที่โรงเรียนได้อย่างไร?

ครูมีบทบาทหน้าที่สอนเรื่องการแยกแยะคนแปลกหน้าให้เด็กที่โรงเรียน จากตัวอย่างกิจกรรมหลักดังนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูกำหนดหน่วยการสอนเรื่องความปลอดภัย หรือ หน่วยคนแปลกหน้า ในสาระที่ควรเรียนรู้ เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ครูอาจจัดสถานการณ์จำลองให้มีคนแปลกหน้า ที่ไม่เป็นมิตรกับเด็ก มาทำทีว่ารู้จักเด็ก แต่เขาตั้งใจจะล่อลวงเด็ก ครูตั้งคำถามให้เด็กคิดแก้ปัญหา และร่วมกันเสนอแนะการป้องกันตัวให้ปลอด ภัย เป็นต้น หรือนำเด็กไปศึกษานอกสถานที่ เช่น สถานีตำรวจ ห้างสรรพสินค้า สวนสัตว์ สถานที่เหล่านี้เด็กจะได้พบเห็นคนแปลกหน้าที่เป็นคนดีทำหน้าที่รับผิดชอบสังคม กิจกรรมนี้ที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรง หลังจากศึกษานอกสถานที่แล้วครูต้องมีประเด็นให้เด็กได้สนทนา แสดงความคิดเห็นสิ่งที่ไปเรียนรู้มา
  • กิจกรรมฟังข่าวยามเช้า โดยปกติครูจะฝึกให้เด็กเล่าข่าวที่เด็กพบเห็นหรือรู้เรื่องจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ที่ผู้ปกครองเล่าให้ฟัง หรือเหตุการณ์ในชุมชนที่นักเรียนอยู่ เรื่องเล่านั้นจะเน้นเรื่องดีๆ ให้เด็กคิดในเชิงบวก แต่สภาพจริงในโลกนี้ เด็กจะพบทั้งเรื่องราวไม่ดีด้วย ดังนั้น ข่าวเด็กหายไปซึ่งคาดการณ์ว่าคนแปลกหน้าขโมยไป ก็ควรเล่าสู่กันฟังได้ รวมทั้งข่าวเกี่ยวกับคนต่างชาติในชีวิตประจำวันจากแหล่งข่าวต่างๆที่เด็กได้ทราบ นำมาแลกเปลี่ยนกัน
  • กิจกรรมเสรี การเล่นละคร การเล่นสมมติ การเล่นเลียนแบบ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 4-6 ปี เพราะเด็กเรียนรู้กฎระเบียบสังคม การเล่นตามกติกา และการเข้ากลุ่มแล้ว ครูจะให้เด็กเล่นอย่างอิสระ และให้เด็กได้สะท้อนความคิดเรื่องการแยกแยะคนแปลกหน้า โดยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องคนแปลกหน้าจากกิจกรรมเสริมประสบการณ์ก่อน และครูจัดหาสื่ออุปกรณ์มาไว้ที่มุมการเรียนรู้ เช่น ชุดแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆ ชุดเครื่องแบบยามรักษาความปลอดภัย ชุดตำรวจ ชุดพนักงานขายของร้านสะดวกซื้อ ชุดเสื้อผ้าผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชาย ของเล่นที่หลากหลาย เช่นโทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร เพื่อให้เด็กได้เลือกใช้ตามจินตนาการ
  • กิจกรรมฟังนิทาน ยามบ่ายก่อนกลับบ้าน เช่น เรื่องหนูน้อยหมวกแดง หนูน้อยเชื่อหมาป่าที่หลอกให้หนูน้อยเดินชมสวนดอกไม้จนเพลิดเพลิน หมาป่าจึงได้แอบไปปลอมตัวเป็นหนูน้อยหมวกแดงไปเยี่ยมคุณย่า แล้วหมาป่าก็กินย่าไป เมื่อหนูน้อยหมวกแดงมาหาย่า พบหมาป่าปลอมตัวเป็นย่า และจะกินหนูน้อยหมวกแดงอีกคน แต่นายพรานมาช่วยหนูน้อยไว้ได้ทันและยิงหมาป่าตาย อีกเรื่องคือ ลูกแพะทั้งเจ็ด เมื่อแม่แพะต้องไปธุระ จึงให้ลูกแพะเจ็ดตัวอยู่ลำพัง แม่แพะเตือนไม่ให้ลูกเปิดประตูรับคนแปลกหน้า แต่ลูกแพะหลงเชื่อคำหลอกลวงของหมาป่าที่ปลอมตัวเป็นแม่แพะ ลูกแพะจึงเปิดประตูให้หมาป่าเข้าบ้านแล้วกินลูกแพะไปหกตัว เหลือน้องแพะตัวสุดท้องที่วิ่งเข้าไปแอบหลังตู้นาฬิกา เมื่อแม่แพะกลับบ้านมาพบลูกแพะตัวที่เหลือและเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง แม่แพะจึงรีบไปช่วยลูก ไปที่ป่าพบหมาป่านอนหลับสนิทเพราะกินอิ่ม แม่แพะจึงผ่าท้องหมาป่าช่วยลูกแพะทุกตัวได้ ตัวอย่างนิทานทั้งสองเรื่องนำมาสอนเรื่องการระวังคนแปลกหน้าได้ เมื่อเล่านิทานแล้ว ครูจะตั้งคำถามให้เด็กคิด
  • กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นเกมการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญา จะมีกติกาง่ายๆ ช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่/ระยะ เกมการศึกษามีหลายลักษณะ ในที่นี้เสนอให้เด็กเล่นเกมการศึกษาที่เกี่ยวกับการรู้จักสังเกตภาพเหมือนและแตกต่างกัน สัมพันธ์กับหน่วยการสอนเรื่องคนแปลกหน้า ได้แก่ จับคู่ชุดแต่งกายชาติต่างๆที่เหมือนกัน เครื่องแต่งกายอาชีพต่างๆ จำแนกภาพคนที่แสดงกิริยาท่าทางต่างๆ เป็นต้น
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ประดิษฐ์หน้ากากชนชาติต่างๆ วาดภาพคนที่ฉันรู้จัก เป็นต้น

พ่อแม่สอนเรื่องคนแปลกหน้าให้ลูกได้อย่างไร?

แนวทางการจัดกิจกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมหรือเพิ่มเติมให้ลูกมีดังนี้

  • พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจเรื่องคนแปลกหน้า ทั้งเรื่องที่เด็กควรเรียนรู้ สังคมรอบตัว และภัยที่อาจจะได้รับจากคนแปลกหน้า สังคมรอบตัวที่เด็กจะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้น ควรเกี่ยวกับการมีบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในชุมชนเรามากขึ้น เพราะสังคมไทยเปลี่ยนแปลงมีการติดต่อกับคนทั่วโลก เด็กจะต้องรู้จักคนอื่นเพิ่มขึ้นซึ่งมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เด็กต้องเรียนรู้จากการสอนของผู้ใหญ่ ให้สังเกตที่จะแยกแยะคนแปลกหน้า
  • เด็กปฐมวัยยังปกป้องตนเองไม่ได้ดี เขาจำเป็นต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ดูแลความปลอดภัย บางสถานการณ์เด็กรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เช่น หลงทางจากพ่อแม่ หรือเด็กถูกทำร้าย คนแปลกหน้าที่เป็นคนดีที่เด็กจำเป็นต้องพึ่งยามคับขันเช่นนั้นก็มี เช่น ตำรวจ ยามรักษาความปลอดภัย พนักงานขายของ เป็นต้น จึงมีหลักว่าให้เด็กขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าที่สวมเครื่องแบบและเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม พ่อแม่จึงควรแนะนำให้เด็กสังเกตบุคคลและสถานที่ที่เขาเข้าไปขอความช่วยเหลือได้ เช่น ร้านค้าสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วไปในชุมชนเมือง สถานีตำรวจ ป้อมยาม และกรณีที่เด็กพบอันตรายจากคนแปลกหน้า เด็กไม่ต้องกังวลกับการเสียมารยาท แต่ให้คำนึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุด เช่น การตะโกนเสียงดังๆเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ
  • การสอนเด็กให้ระวังคนแปลกหน้า พ่อแม่ต้องพูดแบบจริงจัง หนักแน่น แต่มีท่าทีที่สงบ เพื่อให้เด็กตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องภัยจากคนที่ไม่ประสงค์ดีต่อเด็กหรือเป็นผู้ร้ายได้ สอนตั้งแต่เด็กยังเล็ก โดยการพูดจาสนทนาเหมือนเราสอนเรื่องการระมัดระวังภัยอื่นๆ สอนโดยการตั้งคำถามให้เด็กคิดมากกว่าการให้เด็กเชื่อแบบจดจำแต่คิดแก้ปัญหาไม่ได้ ควรสอนให้รู้จักระวังตัว ไม่ขู่เด็ก เพราะจะทำให้เด็กหวาดกลัวกับการอยู่ในสังคม
  • สอนให้เด็กจำชื่อ นามสกุลของตนเอง ของพ่อแม่ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ของพ่อแม่
  • การดูแลเด็กเล็กๆอย่างใกล้ชิด เช่น การอุ้มเด็กเล็ก การดูแลเด็กที่หลับสนิทต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ควรฝากคนที่ไม่รู้จักหรือรู้จักผิวเผินอุ้มเด็ก เพราะเคยมีกรณีที่คนไม่รู้จักอุ้มเด็กหนีหายไปเลย
  • ฝึกเด็กในสถานการณ์คับขันที่พบคนแปลกหน้าล่อลวงหรือบังคับนำตัวเด็กไป ให้เด็กรู้จักร้องดังๆว่า ไม่ใช่พ่อแม่หนู หนูไม่รู้จักคนนี้ การสร้างสถานการณ์สมมติและชี้แนะทางแก้ปัญหาให้เด็ก จะเป็นแบบฝึกหัดให้เด็ก
  • ฝีกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต ด้วยวิธีการเล่นเกม ให้เด็กบรรยายรายละเอียดของคน เช่น คนนี้มีผม ผิว สีอะไร สวมเสื้อสีอะไร ฯลฯ จะเป็นพื้นฐานให้จดจำรายละเอียดของคนแปลกหน้าได้
  • ฝึกสถานการณ์สมมติที่มีคนแปลกหน้ามาแสดงท่าทีที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่น พยายามล่อลวง ลวนลาม ชักชวนเด็กไปที่ลับตาคน ให้เด็กพยายามจดจำลักษณะท่าทางและสถานที่ที่เด็กเคยพบเห็นคนแปลกหน้า และรายละเอียดอื่นๆ เช่น ขับรถสีอะไร ขับรถอะไร หมายเลขรถอะไร โดยหัดให้ลูกอ่านหมายเลขรถทั่วไปไว้บ่อยๆ การฝึกเช่นนี้เหมือนฝึกให้เด็กหนีภัยธรรมชาติ เป็นการเตรียมพร้อมให้เด็กรับเหตุการณ์ได้
  • ฝีกลูกในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอยู่บ้านตามลำพัง หากมีคนมาเคาะประตูบ้าน เด็กต้องไม่พูดโต้ตอบ ไม่เปิดประตู ให้คนแปลกหน้าเข้าใจว่าบ้านไม่มีคนอยู่ ดีกว่ารู้ว่าเด็กอยู่ตามลำพัง
  • ฝึกให้ลูกรู้จักการขออนุญาตก่อนไปเล่นบ้านคนอื่น สิ่งสำคัญพ่อแม่ต้องรู้จักคนที่บ้านนั้นเป็นอย่างดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนเรื่องการแยกแยะคนแปลกหน้า นอกเหนือจากการสอนให้รู้จักรูปร่างลักษณะ กิริยาท่าทางของผู้ที่เด็กไม่รู้จักแล้ว ครูควรสอนกฎแห่งความปลอดภัยสำหรับเด็ก เน้นเรื่องข้อควรระวังด้วย ได้แก่

  • เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่ผู้ปกครองและครูเสมอ
  • ระมัดระวังการรับของขวัญหรือของฝากจากคนแปลกหน้า เพราะอาจเป็นสิ่งที่ไม่ดี หรือผิดกฎหมาย หรือมีเจตนาล่อ ลวง
  • เด็กต้องรู้จักพูดปฏิเสธข้อเสนอของคนแปลกหน้าที่จะให้โดยสารรถไปด้วย เพราะอาจจะนำไปทำมิดีมิร้าย ให้เสียหาย หรืออาจถูกพาไปขายหรือเรียกค่าไถ่
  • เด็กอยู่ห่างจากรถคนที่เราไม่รู้จัก หากเข้าไปอยู่ใกล้รถเพื่อพุดจากับคนในรถอาจถูกจับตัวไปได้
  • เด็กจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดจากับคนแปลกหน้า เพราะอาจจะถูกหลอกและถูกล่อลวงไปในทางที่ไม่ดีได้
  • เด็กต้องบอกผู้ปกครองทันทีที่มีคนแปลกหน้ามาติดต่อ
  • เด็กจดจำและจดหมายเลขทะเบียนรถของคนแปลกหน้าที่พยายามเข้ามาติดต่อ
  • เด็กจะเล่นอยู่ใกล้ๆผู้ปกครอง คุณครู และเพื่อนๆ การอยู่ไกลๆและตามลำพัง อาจจะเกิดอันตรายจากคนแปลกหน้า
  • เด็กไปเล่นที่ใด เราต้องบอกให้ผู้ปกครองและคุณครูทราบ
  • กฎระเบียบเหล่านี้ ครูสามารถปรับเป็นภาษาง่ายๆ วาดภาพประกอบเป็นเรื่องราว จัดทำเป็นป้ายประกาศในห้องเรียนให้เด็กอ่านและทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติร่วมกัน

บรรณานุกรม

  1. กนก จันทร์ขจร ( 2525). ความรู้และจริยธรรมเพื่อชีวิต. กรุงเทพมหานคร : เพชรสยามการพิมพ์.
  2. กุลยา ตันติผลาชีวะ ( 2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพ บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด .
  3. ศึกษาธิการ,กระทรวง.(2551). การจักการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาการทางสมอง. กรุงเทพมหานคร: สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
  4. ศึกษาธิการ,กระทรวง. คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์คุรุสภา.
  5. อรรถพล อนันตวรกุล .การสอนสังคมศึกษา .social.obec.go.th/library/document/sumrit/.ค้นคว้าเมื่อ 18 มกราคม 2556
  6. อรศรี และจินตนา งามวิทยาพงษ์ (ม.ป.ป.) . คู่มือป้องกันอุบัติภัยให้ลูกรัก .กรุงเทพมหานคร :บริษัท แปลนพับลิชชิ่ง จำกัด .

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน