หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงออกถึงการรับรู้เกี่ยวกับตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อม การแสดงพฤติกรรมอย่างเหมาะสมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ทางสังคมควรเริ่มจากเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวไปสู่เรื่องราวที่ไกลตัวออกไป และควรเน้นการเรียนรู้จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่ การเรียนรู้ความสัมพันธ์กับบ้าน ความสัมพันธ์กับโรงเรียน ความสัมพันธ์กับชุมชน และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

สอนลูกเรื่องความตระหนักรู้ทางสังคม

การสอนเรื่องความตระหนักรู้ทางสังคมมีความสำคัญอย่างไร?

พัฒนาการทางสังคมในระดับปฐมวัย (Social Development) เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น มีทักษะในการปรับตัวอยู่ในสังคม รวมทั้งความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ตลอดจนคุณธรรม จริยธรรม ความตระหนักรู้ทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางด้านสังคม ซึ่งเป็นการพัฒนาความเข้าใจขั้นพื้นฐานด้านความรู้สึก ความต้องการ และความปรารถนา ความคาดหวังและเป็นทัศนคติที่บริสุทธิ์ ในการมองความเป็นมนุษย์ การแบ่งปันความคิด ความคาดหวัง ความต้องการ โดยผ่านกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และกระบวนการคิด อันจะนำไปสู่การบรรลุจุดมุ่งหมาย นั่นคือ การสร้างความเข้าใจในตนเอง และการยอมรับตนเอง ตลอดจนการยอมรับและเข้าใจ ความคิด ความต้องการ และลักษณะต่างๆของบุคคลอื่น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและทำงานร่วมกับเพื่อนในสังคมได้ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านพัฒนาการทางสังคมว่า เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมจากการจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นและทำงานร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียน จากกิจกรรมที่เด็กร่วมกันทำเป็นกลุ่ม การแลกเปลี่ยนความคิดและยอมรับความคิดของผู้อื่นจากการทำกิจกรรมการสนทนาและอภิปรายร่วมกับเพื่อน ทั้งนี้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เช่น ครอบครัว โรงเรียน สถาบันต่างๆ ทางสังคม ชุมชน ล้วนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาด้านสังคมของเด็ก โดยเฉพาะการพัฒนาพฤติกรรมความตระหนักรู้ทางสังคม ด้วยการให้ประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสม เนื่องจากบุคคลจะมีความตระหนักรู้ทางสังคมได้ต้องเกิดจากความเข้าใจ รับรู้ทางสังคม และสิ่งต่างๆ รอบตัว อันก่อให้เกิดความคิดรวบยอดทางสังคมที่นำไปสู่ความตระหนักรู้ทางสังคม

ความตระหนักรู้ทางสังคมจะมุ่งเน้นการทำความเข้าใจคนในสังคม และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ บุคคลที่มีความตระหนักรู้ทางสังคมจะมีความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดจากสังคม สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของสังคม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติ ในทางตรงข้าม บุคคลที่มีความบกพร่องในด้านความตระหนักรู้ทางสังคม พฤติกรรมอาจไม่แตกต่างจากบุคคลทั่วๆ ไป แต่จะขาดทักษะการเข้าใจทางสังคม ทักษะความรู้สึกไวต่อสังคม และทักษะการสื่อสาร ทำให้ขาดการไตร่ตรองพิจารณารอบคอบก่อนแสดงพฤติกรรม รวมทั้งไม่สามารถเข้าใจปฏิกิริยาการแสดงออกหรือพฤติกรรมของผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีความตั้งใจที่ดีในการแสดงออกทางพฤติกรรมนั้นๆ นอกจากนี้ บุคคลที่ไม่สามารถรับรู้หรือขาดความตระหนักรู้ทางสังคม จะไม่ค่อยมีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ขาดทักษะและไหวพริบ (Tact) ในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งแตกต่างจากบุคคลที่มีความตระหนักรู้ทางสังคมที่มีการแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างเหมาะสม ในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม และบุคคลที่ขาดความตระหนักรู้ทางสังคมจะกระทำสิ่งต่างๆ โดยขาดการยั้งคิดอันเป็นผลให้เกิดปัญหาในสังคมตามมาอีกมากมาย

การสอนเรื่องเครื่องความตระหนักรู้ทางสังคมมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยมีความตระหนักรู้ทางสังคมมีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้

  • เด็กเพิ่มความตระหนักในความต้องการของตนเองและของแต่ละบุคคล และเข้าใจความต้องการเหล่านั้นโดยผ่านการประสานและร่วมมือจากบ้าน โรงเรียน และชุมชน
  • ทำให้เด็กตระหนักรู้ว่าทุกคนในโลกนี้มีความต้องการคล้ายคลึงกัน
  • ได้พัฒนาความคิด จินตนาการ และความสามารถของตนเอง
  • ได้พัฒนาความตระหนักรู้และยอมรับความสามารถของผู้อื่น พัฒนาความรู้ ความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น
  • สังคม ชุมชน และครอบครัวได้เห็นคุณค่าของการพัฒนาเด็ก ทั้งในด้านความรับผิดชอบ การเลือกและการตัดสินใจ ตลอดจนการสร้างทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะสม
  • ทำให้เด็กรู้บทบาทและหน้าที่ของการอยู่ร่วมกันในสังคม
  • พัฒนาความตระหนักรู้ด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา กฎหมาย ลักษณะนิสัยและเงื่อนไขต่างๆ ของสังคม
  • พัฒนาความสามารถในการคิดและรับผิดชอบในความเห็นของตน
  • สร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้

ครูจัดกิจกรรมการสอนเรื่องความตระหนักรู้ทางสังคมให้ลูกอย่างไร?

การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ทางสังคม ครูจะใช้ยุทธวิธีโครงสร้างแบบเปิด คือ ทดสอบความคิดรวบยอดทางสังคม โดยผ่านกิจกรรมที่เด็กสนใจ เหมาะสมกับวัยของเด็ก เช่น กิจกรรมกลุ่ม กิจกรรมที่ประกอบไปด้วยสื่อ วัสดุอุปกรณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย เด็กจะมีอิสระในการใช้ความคิด ความรู้สึกและการตอบสนองต่อกัน เพื่อสร้างพฤติกรรมของเด็กได้ในขณะที่มีการเรียนรู้ความคิดรวบยอดทางสังคม เด็กจะได้พัฒนาทัศนคติในทางบวก ได้ตั้งความหวังให้กับตนเองและมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้น ครูจึงใช้กิจกรรมที่เด็กมีโอกาสวางแผน มีการบูรณาการทักษะเนื้อหาเข้าไปในวิชาที่เรียน เช่น ทักษะการใช้เหตุผล ความรับผิดชอบ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ และความสามารถในการตัดสินใจ โครงสร้างการสอนแบบเปิดเป็นการสอนความสัมพันธ์ และสัมพันธภาพระหว่างกัน รวมทั้งการช่วยให้เด็กเข้าใจความเป็นอยู่และเชื่อมโยงชีวิตครอบครัว และสังคมในชุมชน ในช่วงแรกของการสอน เด็กจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มีความหลากหลายของกลุ่ม เช่น ความแตกต่างของแต่ละบุคคล เขาจะสามารถตระหนักและเข้าใจได้ว่า ลักษณะของสังคมมีความแตกต่างกัน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจในข้อจำกัดเหล่านั้น ทำให้เกิดการยอมรับและเข้าใจซึ่งกันและกัน อันนำไปสู่ความตระหนักรู้ทางสังคม โดยใช้วัสดุการสอนที่หลากหลาย เร้าให้เด็กสนใจในเนื้อหา ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด และพัฒนาสติปัญญา และพัฒนาอารมณ์ ส่งเสริมการคิดและจินตนาการ ผ่านการเรียนรู้ด้วยสาระและประสบการณ์ที่มีความหมายโดยใช้คำถาม สะท้อนความคิด และการแสดงออกของแต่ละบุคคล เริ่มกิจกรรมด้วยการให้มีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ได้ใช้ความคิดและมีการสื่อสารถ่ายทอดความคิด เรียนรู้แบบร่วมมือและรับผิดชอบร่วมกัน

สำหรับเนื้อหาและกิจกรรมการสอนเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ทางสังคม ฟอร์ตสัน และรีฟ (Fortson & Reiff) ได้เสนอแนะว่า เนื้อหาและกิจกรรมที่นำมาสอนในการส่งเสริมความตระหนักรู้ทางสังคมมีหลากหลายวิธี เช่น สภาวะการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สภาวะสังคมโลกในปัจจุบัน เป็นกระบวนการโลกาภิวัตน์ ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพากันและกันมากขึ้น การส่งเสริมให้เด็กพัฒนาตนเองเพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกทักษะและความคิดรวบยอดทางสังคม ควรพัฒนาตั้งแต่อายุ 5 – 8 ปี ส่วนบรูเนอร์ (Bruner) กล่าวว่า เด็กในช่วงนี้ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง มองทุกอย่างตามที่เขาได้เห็นและรับรู้ ไม่สามารถเข้าใจความต้องการของคนอื่นจากการปฏิสัมพันธ์ได้ ดังนั้น การจัดกิจกรรม เนื้อหาที่ส่งเสริมให้เด็กได้กระทำร่วมกันจึงส่งผลต่อความเข้าใจตนเองและผู้อื่น เนื้อหาของความตระหนักรู้ทางสังคมควรมีอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับเด็กและลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละกลุ่ม ตลอดจนการได้แสดงออกจากประสบการณ์การเรียนรู้อย่างแท้จริง เหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องทำเป็นกลุ่มร่วมกัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน อาจใช้สื่อหรือเทคโนโลยีใหม่ๆเข้าช่วย ในการจัดประสบการณ์เด็กควรได้รับการส่งเสริมในลักษณะของการสร้างทัศนคติและความรู้สึกต่อผู้อื่น ซึ่งมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเน้นการยอมรับความแตกต่างด้านวัฒนธรรมของแต่ละคน นอกจากจัดกิจกรรมให้กับเด็กในห้องเรียนแล้ว เด็กสามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น จากการร่วมอภิปรายในชุมชน นอกจากนี้เนื้อหาวิชาเกี่ยวกับความตระหนักรู้ทางสังคมประกอบด้วยเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • ความสัมพันธ์กับบ้าน หมายถึง สถานที่ที่สมาชิกภายในครอบครัวอาศัยอยู่ สมาชิกในครอบครัวเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์กัน ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ตนในฐานะที่เป็นสมาชิกของครอบครัว การรู้จักช่วยเหลือกัน จะทำให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
  • ความสัมพันธ์กับโรงเรียน หมายถึง สถานที่ที่เด็กทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองทุกด้าน สถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียนควรได้รับการดูแลรักษา และเป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ และปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานที่ รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้มีบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่ดี
  • ความสัมพันธ์กับชุมชน หมายถึง บุคคลที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมีกิจกรรมที่สมาชิกในชุมชนร่วมกันทำ เพื่อให้ชุมชนน่าอยู่น่าอาศัย เช่น การรักษาความสะอาดสถานที่ต่างๆ ในชุมชน การอนุรักษ์สาธารณะสมบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกในชุมชนควรรับผิดชอบร่วมกัน การปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชน ทำให้สถานที่ต่างๆ ภายในชุมชน มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขเกิดขึ้นภายในชุมชน รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานที่ต่างๆ ภายในชุมชน และรู้จักอาชีพ ความสำคัญ ตลอดจนความแตกต่างของแต่ละอาชีพภายในชุมชน
  • ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา มีทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต เวลาและฤดูกาลที่มีความแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมีผลกระทบต่อคน สัตว์ และพืช การช่วยกันบำรุงรักษา ไม่ทำลาย จะทำให้เกิดภาวะสมดุลของสิ่งมีชีวิตและความเป็นอยู่
  • ความสัมพันธ์กับวัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่เป็นแบบเหมาะสมและปฏิบัติสืบทอดกันมา การที่กลุ่มชนแต่ละเชื้อชาติจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดจากการที่เขาได้มีปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารกัน โดยเฉพาะการเล่นหรือการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์เป็นการทำให้เด็กแต่ละเชื้อชาติ แต่ละท้องถิ่น เรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ นำไปสู่การอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในส่วนของกิจกรรมที่นำมาจัดเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาด้านสังคมซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนักรู้ทางสังคมนั้น ได้แก่
  • บทบาทสมมติ (Role - Playing) เป็นการสมมติบทบาทและจัดสภาพการณ์ให้เด็กได้แสดงความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ จากสภาพการณ์ที่สมมติขึ้น ซึ่งอาจเตรียมการณ์มาก่อนที่จะแสดง หรือไม่ได้เตรียมมาก่อน ภายหลังของการแสดงบทบาทสมมติจะต้องมีการอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงบทบาทตามความรู้สึกนึกคิดของเด็กผู้แสดง ผู้ดู และมีการสรุปผลของการแสดงบทบาทนั้นด้วย จากความรู้สึก อารมณ์ และเหตุผลของบุคคล ที่ตนสวมบทบาท บทบาทสมมติบางครั้งเป็นวิธีการให้ผู้แสดงมีบทบาทในการแก้ปัญหา การตัดสินใจภายใต้สภาพการณ์ที่สมมติ โดยอาศัยเทคนิคต่างๆ ในการแสดงบทบาทสมมตินั้นๆ
  • สถานการณ์จำลอง (Simulations) เป็นกิจกรรมประเภทหนึ่งที่ครูนำสถานการณ์จำลอง มาช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การเรียนรู้จากสถานการณ์จำลองที่จำลองสถานการณ์จริงมาใช้ และประกอบความเข้าใจในบทเรียน เพื่อช่วยให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียน ร่วมกันคิดและแก้ปัญหาจากสถานการณ์นั้นๆ เด็กจะรู้จักคิด วิจารณ์ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และกล้าเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการเรียนรู้ด้วยการกระทำ
  • เกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Games) เป็นกิจกรรมการสอนอีกแบบหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนเพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้เด็กเรียนโดยการกระทำ ต้องแสดงบทบาท เลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่เรียนโดยความพยายามใช้สิ่งที่เรียนในห้องเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน
  • กรณีศึกษา (Case Study) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนอีกวิธีหนึ่ง ที่ช่วยในการดำเนินการสอนให้ได้ผลดี ทำให้การสอนมีชีวิตชีวา สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของเด็ก ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • กิจกรรมสนทนาปฏิสัมพันธ์ (Interactive Talking Activity) เป็นกิจกรรมที่จะในช่วงสนทนายามเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กำหนดให้เด็กนั่งล้อมวงเพื่อสนทนาถึงประเด็นหรือเรื่องเกี่ยวกับความตระหนักรู้ทางสังคมที่ต้องเรียน โดยเด็กจะต้องฟัง พูด สังเกต คิดแล้วนำประเด็นมาสนทนาต่อเนื่องทีละคนเป็นวงกลม ซึ่งจะวนจากทางซ้ายหรือขวาและสิ้นสุดแต่ละประเด็นเมื่อครบเป็นวงกลม เช่น การพัฒนาความตระหนักรู้ทางสังคมด้านความสัมพันธ์กับชุมชนการรักษาสาธารณสมบัติ เรื่องการรักษาอาคารเรียน เด็กอาจดูภาพอาคารเรียนลักษณะต่างๆ สนทนา บอกประโยชน์และวิธีการดูแลรักษาอาคารเรียน ครูอาจนำเด็กไปดูอาคารเรียนแต่ละอาคาร แล้วให้เด็กเปรียบเทียบความสะอาดแต่ละอาคาร จากนั้นให้เด็กวาดภาพอาคารที่เด็กได้เห็น แล้วออกมานำเสนอผลงาน เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมเพื่อสอนลูกเรื่องความตระหนักรู้ทางสังคมได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถจัดกิจกรรมให้กับเด็กที่บ้านเพื่อการส่งเสริมความตระหนักรู้ทางสังคมให้กับเด็ก ดังนี้

  • ความสัมพันธ์กับบ้าน พ่อแม่ควรสอนให้เด็กช่วยเหลืองานบ้านตามความสามารถของเด็ก เช่น ถูบ้าน กวาดบ้าน ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ ดูแลสัตว์เลี้ยงและให้อาหาร เป็นต้น
  • ความสัมพันธ์กับโรงเรียน พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักการปฏิบัติและแสดงความเคารพต่อบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในโรงเรียน เช่น การไหว้ครู พูดจาไพเราะ แสดงมารยาทที่ดี เป็นต้น
  • ความสัมพันธ์กับชุมชน พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักหวงแหน ดูแลรักษาสาธารณสมบัติในชุมชน เช่น การรักษาความสะอาดของถนน แม่น้ำลำคลอง อาคารเรียน หรือวัด เป็นต้น
  • ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ควรสอนในเรื่องสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เช่น การไม่ทำลายต้นไม้ ป่าไม้ รักษาแม่น้ำ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กมีความตระหนักรู้ทางสังคม ครูควรนำประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนั้นมาเป็นหัวเรื่องเพื่อให้เด็กตระหนักถึงความสำคัญที่จำเป็นในการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และควรให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันหาวิธีการแก้ปัญหา โดยการเรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัวไปสู้รื่องที่กว้างขึ้น และควรให้เด็กได้รับประสบการณ์จากสถานการณ์จริง เช่น การพาเด็กไปดูแม่น้ำลำคลองที่มีคนทิ่งขยะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ การพาเด็กไปสำรวจขยะตามท้องถนน เป็นต้น ทั้งนี้การที่เด็กได้พบเห็นปัญหาจากสถานการณ์จริงจะนำไปสู่การสร้างความตระหนักรู้ทางสังคมในประเด็นอื่นๆ ที่ซับซ้อนต่อไป

บรรณานุกรม

  1. นิตยา คชภัคดี. (2543). ขั้นตอนการพัฒนาของเด็กปฐมวัยตั้งแต่ปฏิสนธิ – 5 ปี สถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์. (2534). “ทักษะการให้บริการปรึกษาการผ่อนคลายและการลดการหวาดวิตกอย่างเป็นระบบ”เทคนิคการปรึกษาเบื้องต้น. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  3. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2555). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่11 (พ.ศ. 2555 - 2559) .กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี.
  4. Fortson, Laura R. and Reiff, Juddith C. (1995). Early Childhood Curriculum : Open Structure for IntegrativeLearning. United Stage : Allyn & Bacon.
  5. Langone, John. & Black , Phonda S. (1997). “Social Awareness and Transition to Employment for Adolescents With Mental Retardation” Remedial and Special Education. 18: 214 – 222. Retrieved September .01,2005.
  6. Melissa, Spafford M. (1984). A Test of Social Awareness for Junior High School Student. unpublished doctoral Dissertation. IndianaUniversity.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน