หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องความร่วมมือ (Cooperation)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความร่วมมือ (Cooperation) หมายถึง การทำงานร่วมกับคนอื่น ช่วยเหลือกันและกันด้วยความเต็มใจเพื่อให้งานนั้นๆ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้ ความสำเร็จในการทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่นของคนเรา จะอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งคือ ความร่วมมือ เนื่องจากคนเราจะอยู่ร่วมกันเป็นสังคม แต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงมีความสัมพันธ์กันและกัน ทั้งความเป็นบุคคล ครอบครัว ชุมชน การกระทำของคนเรามีผลต่อตนเองและต่อสังคม เมื่อคนเรามีความร่วมมือกันย่อมมีประโยชน์แก่สังคม ที่จะเกื้อกูลให้เกิดความสงบสุขในสังคม จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องอบรมสั่งสอนให้เด็กมีพื้นฐานความประพฤติกรรมเรื่องความร่วมมือตั้งแต่เด็ก

สอนลูกเรื่องความร่วมมือ

การสอนลูกเรื่องความร่วมมือมีความสำคัญอย่างไร?

นักการศึกษาปฐมวัยต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ควรส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมความร่วมมือตั้งแต่ปฐมวัย เนื่องจากช่วงวัยนี้เป็นระยะเวลาของการพัฒนาการทุกด้าน คือ ด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา และทุกด้านที่พัฒนาจะเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตในอนาคต การกระทำเรื่องความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาการทางสังคมทางบวก คือการเป็นผู้มีนิสัยที่ดี การส่งเสริมนิสัยความร่วมมือสามารถสอนได้ตั้งแต่เด็กวัยขวบครึ่งแล้ว เด็กจะพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องจากพ่อแม่และครู ถ้าสิ่งแวดล้อมในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเหมาะสม เด็กจะเจริญเติบโตดี โดยเฉพาะเมื่อเด็กวัย 6 ปี เป็นวัยของการมีสังคมกับเพื่อน จะเกิดความร่วมมือ รู้จักที่รอคอย สามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ประมาณ 2-5 คน เด็กจะเริ่มลดตนเองจากการเป็นศูนย์กลาง เริ่มให้ความเป็นมิตรกับเพื่อน รู้จักปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานศึกษา ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ พัฒนาจากเด็กปฐมวัยแต่ละวัยดังนี้ คือวัย 3 ปี ที่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนลักษณะ ทางบวกและลบ ปฏิบัติตามกฎกติกาง่ายๆ รู้จักที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมาย วัย 4 ปี ที่มีปฏิสัมพันธ์ทางบวกเพิ่มขึ้น ร่วมกันเล่นกับเพื่อนแต่ไม่มีกฎกติกากรการเล่นที่ชัดเจน เริ่มที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ดี มีความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย

นิสัยที่ดีด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่แสดงออกได้ตามวัยเป็นสิ่งที่พ่อแม่และครูควรตระหนักว่า ในแต่ละช่วงวัยเด็กมีความสามารถแตกต่างกัน ความเข้าใจธรรมชาติของเด็กจะช่วยให้การอบรมเลี้ยงดูง่ายขึ้น เด็กสามารถพัฒนาตนเองได้จากการเล่นหรือปฏิบัติกิจกรรมที่มีเด็กมากกว่า 1 คน และใช้ข้อตกลงที่จะใช้ของร่วมกัน เช่น เล่นของเล่นที่มุมการเรียนรู้ในห้องเรียน เล่นเครื่องเล่นสนาม ฯลฯ ซึ่งมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกันใช้ หรือการผลัดเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ เช่น การเป็นผู้นำการบริหารร่างกาย การผลัดกันชักธงชาติ การผลัดกันเป็นผู้บริการตักอาหารหรือรินนมให้เพื่อน การผลัดกันเป็นผู้นำการเล่นเกม

ความร่วมมือของเด็กปฐมวัย เช่น การช่วยเหลือ การยอมรับคนอื่น การเป็นผู้นำผู้ตาม การรับผิดชอบ ฯ ลฯ เป็นพฤติกรรมที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ดังนั้นการส่งเสริมความร่วมมือให้แก่เด็กปฐมวัยต้องอาศัยระยะเวลา ให้เด็กมีการปรับตัว เรียนรู้ที่จะทำกิจกรรมกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ยิ่งเด็กมีโอกาสใช้เวลาเช้ากลุ่มกับเพื่อนมากเท่าไหร่จะมีพฤติกรรมความร่วมมือสูงมากขึ้นและ เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีการกระทำซ้ำๆด้วย

การปลูกฝังนิสัยทางสังคมด้านความร่วมมือเป็นบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่และครู พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูกที่บ้าน ใช้ชีวิตประจำวันเป็นบทเรียนให้แก่ลูก ส่วนสถานศึกษาปฐมวัยดำเนินการจัดประสบการณ์ให้เด็กโดยยึดหลักสูตรเป็นแนวทาง หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ ข้อ 8 ว่า “อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

ดังนั้น การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ความร่วมมือจะส่งเสริมให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี ด้วยการเอาใจใส่ผู้อื่น รู้จักการช่วยเหลือ การพูดจาสื่อสารอย่างไพเราะเพื่อสร้างความเป็นมิตรกับผู้อื่น ส่งผลให้เด็กสามารถดำรงชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพและมีความสุข การสอนเรื่องความร่วมมือจึงมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • วัยของเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมความร่วมมือได้ เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนการเข้ากลุ่มกับผู้อื่นเด็กจะปรับตัว เรียนรู้ที่จะทำให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและจะเรียนรู้ความรู้สึกของคนอื่น
  • ความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม การสอนสิ่งที่ดีเพื่อให้เด็กมีนิสัยทางสังคมที่ดีเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ต้องสอนเด็ก
  • การพัฒนาการแต่ละด้านของเด็กจะมีความสัมพันธ์กัน การพัฒนาการทางสังคมด้านความร่วมมือจะมีผลให้พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์และสติปัญญาของเด็กเจริญไปด้วย
  • เด็กเป็นสมาชิกของสังคมและจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้า การสอนให้เด็กมีนิสัยทางสังคมที่ดีจึงเป็นที่คาดหวังได้ว่าสังคมจะมีผู้ใหญ่ที่ดี
  • การจัดประสบการณ์ทางสังคมมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของคนเรา
  • สังคมจะเข้มแข็งเพราะทุกคนในสังคมร่วมมือกันทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม

การสอนลูกเรื่องความร่วมมือมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเด็กปฐมวัยเรื่องความร่วมมือจะเกิดประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กจะเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี ได้แก่ รู้จักเป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่น รู้จักการเป็นผู้นำผู้ตาม รู้จักความรับผิดชอบ รู้จักการยอมรับผู้อื่น รู้จักการสื่อสาร เป็นต้น
  • เด็กจะมีเพื่อนที่เกิดจาการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการเรียน กิจกรรมการเล่น การมีเพื่อนทำให้เด็กมีความสุขเพราะเป็นความต้องการของคนเราที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย
  • เด็กจะมีพัฒนาการทางสังคมและนำไปสู่การพัฒนาการด้านอื่นๆ คือ ด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
  • เด็กจะเรียนรู้ที่จะรู้จักตนเองและผู้อื่น ตลอดจนการเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนานิสัยที่ดีของตนเอง
  • การสอนที่เหมาะสมย่อมเกิดประโยชน์เสมอ การอบรมสั่งสอนเรื่องความร่วมมือ จะสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ระหว่างเด็กและผู้อื่น จากครอบครัวเป็นพื้นฐาน สืบเนื่องไป โรงเรียนและชุมชน ที่เป็นสังคมแห่งความสุข

ครูจัดกิจกรรมเรื่องความร่วมมือให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความร่วมมือของเด็กปฐมวัย ครูจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังเด็ก ดังนี้

การเรียนปนเล่น การเล่นเป็นสื่อกลางที่สอนให้เด็กเรียนรู้ความร่วมมือ เพราะการเล่นสร้างอารมณ์สนุกเบิกบาน ความพอใจให้แก่เด็ก การเล่นจะสร้างบรรยากาศความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้ที่เล่น เราจะสังเกตเห็นว่าเมื่อเด็กเล่นกันนั้น เขาจะแสดงความเอาใจใส่กัน ยินดีที่จะแบ่งปัน ช่วยเหลือ ฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การจัดกิจกรรมการเล่นเด็กจะได้เรียนรู้ไปด้วยอย่างแนบเนียน โดยการจัดกิจกรรมหลักทั้งหกที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้ดังนี้

  • กิจกรรมเสรี เด็กๆจะเล่นที่มุมบทบาทสมมติ เล่นเลียนแบบคนในครอบครัว เป็นพ่อแม่ ลูก เล่นเป็นคุณหมอ พยาบาลรักษาผู้ป่วย เล่นเป็นตำรวจใจดีช่วยนำเด็กข้ามถนน มุมบล็อก เด็กจะได้เล่นตามจินตนาการและสร้างสรรค์ มีเครื่องเล่น เช่น ไม้บล็อก หรือ ตัวต่อพลาสติกสร้างสรรค์ เด็กจะมีเพื่อนมาร่วมเล่นด้วย การรู้จักแบ่งปันจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากการที่เด็กปรับตัว และเกิดจากกติกาข้อตกลงของห้องเรียนหรือ มุมหนังสือ จะฝึกให้เด็กเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น รู้จักเกรงใจเพื่อนจึงอ่านหนังสือเงียบๆ เพื่อไม่รบกวนเพื่อน ขณะที่เด็กเล่นครูจะดูแลการเล่นอยู่ห่างๆ พร้อมที่จะช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ ใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กเล่นกันอย่างโอบอ้อมอารี ให้แบ่งปันกัน
  • เกมการศึกษา เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเล่นจากสื่อที่เป็นรูปธรรมใช้เป็นของเล่น มุ่งฝึกให้เด็กเกิดทักษะการคิดและแก้ปัญหาโดยส่งเสริมให้เด็กเล่นเป็นรายบุคคลและเล่นเป็นกลุ่ม การเล่นเป็นกลุ่มทำให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เด็กได้มีโอกาสแสดงการแบ่งปัน ความช่วยเหลือและการยอมรับความเป็นตัวตนของเพื่อน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูจะให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผนกิจกรรมกับกลุ่ม ทำกิจกรรมพร้อมกับกลุ่ม แม้เด็กจะสร้างงานของตนเองก็ตาม เช่น ทำหยดสี เทสี ระบายสีอิสระ ปั้นดินน้ำมัน ปั้นแป้ง ส่วนงานประดิษฐ์ อาจจะสร้างงานร่วมกัน ฯลฯ งานเหล่านี้ครูจะจัดเตรียมวัสดุให้เด็กอย่างเพียงพอ บางชนิดใช้เฉพาะคน เช่น กรรไกรตัดกระดาษ แต่บางชนิดใช้ร่วมกัน แบ่งกันใช้ หรือผลัดกันใช้ เช่น สี พู่กัน กระดาษสี กาว เป็นต้น เมื่อเสร็จกิจกรรมเด็กๆ จะต้องร่วมกันจัดเก็บอุปกรณ์ และมีเวลาสำหรับการแสดงความชื่นชมผลงานของตนเองและผู้อื่น
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสไปเล่นนอกห้องเรียน เพื่อเคลื่อนไหวร่างกายและแสดงออกอย่างอิสระ กิจกรรมกลางแจ้งที่ครูจัดให้เด็ก ได้แก่ การเล่นเครื่องเล่นสนาม เล่นสมมติในบ้านจำลอง การเล่นมุมช่างไม้ การเล่นกับอุปกรณ์กีฬาและการละเล่นแบบไทย การเล่นทราย การเล่นน้ำ กิจกรรมกลางแจ้งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะร่วมมือกับเพื่อน นอกเหนือจากจุดประสงค์หลักคือ การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่แล้ว การที่เด็กได้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งที่กล่าวมานั้น เด็กจะพบเพื่อน มีข้อตกลงการเล่น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้าน ด้านสังคมจะช่วยให้เด็กเข้าใจตนเองและผู้อื่น รู้จักจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นอย่างมีเหตุผล ความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างมีความสุข ครูสามารถจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ได้แก่ การเล่านิทานที่เกี่ยวกับความร่วมคิด ร่วมทำจนงานสำเร็จ เช่น นิทานเรื่อง ลูกกระต่ายเจ็ดตัว ( ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง ) ความว่า “ลูกกระต่ายเจ็ดตัวเป็นพี่น้องกัน ตัวที่เจ็ดเล่นซุกซนผูกชิงช้ากับดวงจันทร์ในคืนเดือนแรม เล่นโหนชิงช้าไปมา ดวงจันทร์ไม่ชอบใจจึงจับกระต่ายน้อยขังไว้ พี่ๆ ทั้งหกตัวช่วยกันนำบันไดมาพาดให้ถึงดวงจันทร์ กระต่ายห้าตัวช่วยกันจับบันไดไว้ แล้วให้พี่ตัวที่หนึ่ง ปีนขึ้นไปช่วยนำน้องลงมา พี่ขอโทษดวงจันทร์ที่น้องซุกซนและขอนำน้องกลับบ้าน ดวงจันทร์ให้น้องถูพื้นดวงจันทร์ให้สะอาดก่อนกลับลงมาที่พื้นดิน น้องขอบคุณที่พี่ๆ ช่วยหาวิธีช่วยน้องจนสำเร็จ” ครูใช้สื่อประกอบการนิทาน เช่น รูปภาพ หนังสือ หุ่น การแสดงท่าทางประกอบ จะทำให้เด็กเข้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้กิจกรรมการทดลองปฏิบัติการเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กทดลองปฏิบัติด้วยตนเองจากของจริง เช่น การทดลองประกอบอาหารเป็นกลุ่ม จากกระบวนการประกอบอาหารจะส่งเสริมให้เด็กได้ร่วมมือและสื่อสารกันและกัน เริ่มจากการซักถามหรือบอกความต้องการของตนเอง ขณะทำอาหารเด็กจะรู้หน้าที่ของตนเอง รู้ความสามารถของเพื่อนที่แตกต่างกัน เกิดการยอมรับนับถือกันและกัน พบว่างานสำเร็จเพราะช่วยกันทำ เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมครูและเด็กจะร่วมสนทนาสรุปประเด็นความร่วมมือด้วย
  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อดนตรีและจังหวะ ใช้อวัยวะในการเคลื่อนไหวตามจินตนาการ ความคิดริเริ่ม ครูส่งเสริมการพัฒนาการด้านสังคมด้านความร่วมมือได้จากการจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กได้มีส่วนร่วม เช่นการร่วมสร้างตกลงจากกิจกรรมการทำท่าตามคำสั่ง และ ข้อตกลง การทำท่าทางเป็นผู้นำผู้ตาม การเคลื่อนไหวพร้อมอุปกรณ์โดยให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมอุปกรณ์ เด็กๆ ร่วมคิดวิธีการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์

การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้อยู่ร่วมกับเพื่อนและต้องอาศัยความร่วมมือจึงจะทำให้ปฏิบัติกิจกรรมประสบความสำเร็จ เช่น กิจกรรมยามเช้า เด็กจะเข้าแถวเคารพธงชาติ จะต้องจัดระเบียบการยืนตามลำดับความสูงต่ำของตนเอง การเดินตามกันไปล้างหน้า อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายก่อนนอน การเข้าแถวเรียงตามลำดับก่อนหลังรับถาดอาหาร การนั่งรับประทานอาหารเป็นกลุ่ม การจัดนอนที่นอนของตนเองและพักผ่อนอย่างสงบ เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าวต้องฝึกความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติข้อตกลงเดียวกันเพื่อความเป็นระเบียบ จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือจะอยู่ในชีวิตเราแทบตลอดเวลาจึงเป็นโอกาสดีที่ครูจะจัดกิจกรรมทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน และการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยจะเน้นให้เด็กเล่นจึงสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือให้แก่เด็กได้อย่างดี

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องความร่วมมือได้อย่างไร?

  • เล่นกับลูก การเล่นด้วยกันทำให้เด็กเรียนรู้ว่านอกจากตัวเขาแล้ว จะมีคนอื่นที่มีความรู้สึก มีภาษาสื่อสาร การเล่นเริ่มตั้งแต่วัยทารก การเล่นจะเปลี่ยนแปลงลักษณะการเล่นไปตามวัย พ่อแม่ยังคงเป็นเพื่อนของลูกและค่อยลดบทบาทลงเมื่อลูกรู้จักเล่นกับเพื่อน
  • จัดของเล่นให้ลูกตามวัย ของเล่นควรมีที่เก็บ และวิธีเก็บเพื่อความมีระเบียบ ดังคำกล่าวว่า “หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา” โดยที่พ่อแม่ทำให้ดูเป็นแบบอย่างและค่อยๆ มอบหมายให้เด็กปฏิบัติ เด็กจะได้ฝึกนิสัยที่ดี ทั้งเรื่องร่วมมือตามข้อตกลง และความมีระเบียบเรียบร้อย สวยงาม
  • พาลูกไปในสถานที่ต่างๆ นอกบ้าน ให้เด็กเห็นการปฏิบัติตนที่ดีแสดงถึงความร่วมมือ เช่น การปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสถานที่ต่างๆ ได้แก่ การใช้บันไดเลื่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะมีข้อแนะนำไว้ ว่า โปรดยืนในเส้นสีเหลือง พ่อแม่ควรปฏิบัติให้ลูกเห็น การจอดรถเมื่อไฟสีแดง การจอดรถริมทางตามเวลา การเข้าแถวซื้อตั๋วรถไฟฟ้า ซื้ออาหาร จ่ายค่าสินค้าต่างๆ ฯลฯ การกระทำดังกล่าวเด็กจะเห็นความร่วมมือของผู้ใหญ่และทุกคนในสังคม จึงจะมีความสงบสุขเรียบร้อย
  • เล่นเกมง่ายๆ โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ สนับสนุนให้เด็กเล่นกับผู้อื่นตามข้อตกลง และเกิดความสนุก ตัวอย่างเกมโยนลูกบอลใส่ตะกร้า หรือกล่องที่สามารถใส่ลูกบอลได้ พ่อแม่เป็นผู้ถือตะกร้าไว้คอยรับลูกบอลที่ลูกโยนมาให้ ลูกเป็นผู้โยนลูกบอล เมื่อโยนได้ 3 ครั้ง ก็ผลัดกันให้พ่อแม่เป็นผู้โยนและลูกเป็นผู้ถือตะกร้าบ้าง หากให้โยนลุกบอลลงตะกร้าได้ให้แสดงความชื่นชม พ่อแม่แสดงความชื่นชมที่ลูกเล่นตามข้อตกลง เล่นสนุก (อารมณ์ดี) ลองให้ลูกคิดวิธีเล่นแบบอื่นบ้างจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อให้เขาเกิดความคิดด้วยตนเองได้ ว่า คนเราสามารถคิดวิธีเล่นได้หลายวิธี การเล่นที่จะสนุกนั้น เราต้องปฏิบัติตามข้อตกลง หากจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องพูดคุยกันกับผู้ร่วมเล่น และการมีเพื่อนเล่นจะสนุกมาก
  • ชวนลูกทำกิจกรรมครอบครัวง่ายๆตามวัย เช่น การทำอาหารรับประทานเอง การจัดแต่งบ้าน การทำงานบ้านร่วมกัน (ซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารสัตว์เลี้ยง) ลูกมีส่วนร่วม คิดวางแผน หยิบของ เก็บของ เมื่องานเสร็จเสร็จเรียบร้อยแล้วพ่อแม่สนทนากับลูกว่า สรุปได้ว่า การทำงานสำเร็จเพราะเราช่วยกัน ร่วมมือกัน การกระทำเช่นนี้เป็น การกระทำที่ถูกต้อง
  • ร้องเพลงสนุกๆ เล่านิทาน ท่องคำกลอน เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริงจากข่าว หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความร่วมมือ ให้เด็กได้ยิน ชวนสนทนาเกี่ยวเนื้อเรื่องความร่วมมือ

ความร่วมมือเป็นการกระทำที่เกิดในชีวิตของคนเราตลอดเวลาเพราะเราอยู่กันเป็นสังคม พ่อแม่จะเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กได้กระทำโดยการเป็นแบบอย่างที่ดีและจัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ทีโอกาสปฏิบัติจริง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมนิสัยดีด้านความร่วมมือให้เกิดกับเด็ก การจัดกิจกรรมบูรณาการเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ อย่างเป็นระบบ ขยายการรับรู้ให้เกิดกับเด็กจนทำให้เด็กปฏิบัติตนได้และพัฒนาต่อเนื่องไปตามวัย จะสามารถสร้างความสุขที่แท้จริงให้แก่เด็ก คือความสุขที่ได้จากเพื่อนมนุษย์ เกิดจากความสัมพันธ์กับผู้อื่น

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, สำนักงาน. (2540). คู่มือครูเพื่อพัฒนาจิตพิสัยในระบบการเรียนการสอนระดับก่อนประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
  2. บุบผา เรืองรอง (2548) . นิทานชุดกระต่าย : ลูกกระต่ายน้อยเจ็ดตัว. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เอเธนส์.
  3. พัชรี ผลโยธิน. (2540). เด็กอนุบาลกับพฤติกรรมความร่วมมือ. การศึกษาปฐมวัย 1 ( 1) : 59-62.
  4. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว.
  5. อารีรัตน์ ญานะศร . (2545) . รายงานการวิจัยเรื่อง พฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารเป็นกลุ่ม. ในวารสารการศึกษาปฐมวัย . 6: 52 – 61 ตุลาคม.
  6. อ้อมเดือน ธงเธียร (2540). การสร้างสื่อเพื่อพัฒนาจิตพิสัย. ในเอกสารการประชุมปฏิบัติการโครงการพัฒนาจิตพิสัยในระบบการเรียนการสอน . กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน