หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องคุณหมอ (Teaching Children about Doctors)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องคุณหมอ

การสอนลูกเรื่องคุณหมอ (Teaching Children about Doctors)หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ที่ประกอบอาชีพให้บริการทางการแพทย์และอนามัยเพื่อเป็นการบำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพและป้องกันโรคทั่วไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ด้วยการวินิจฉัยโรคและให้การรักษาด้วยวิธีต่างๆบนพื้นฐานความรู้ทางการแพทย์ ผู้ประกอบอาชีพหมอหรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า “แพทย์” แพทย์จะปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล

อาชีพแพทย์เป็นอาชีพหนึ่งในสังคมไทยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาชีพที่ดี เมื่อสอบถามความต้องการของเด็กไทยว่าหากโตเป็นผู้ใหญ่จะประกอบอาชีพอะไร คำตอบที่ได้เป็นอันดับหนึ่งคืออาชีพแพทย์ เนื่องจากแพทย์ที่เราเรียกกันทั่วไปว่าคุณหมอจะต้องเป็นผู้มีความรู้ดี มีคุณธรรมสูง การตอบสนองความต้องการด้านอาชีพให้แก่เด็กจะต้องเตรียมตัวเด็กตั้งแต่ปฐมวัยด้วยการให้ความรู้ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการทำงานและฝึกทักษะพื้นฐานการใช้ร่างกาย เช่น การใช้มือหยิบจับสิ่งของ การทรงตัว การเดิน นั่ง ยืนที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานในอนาคตทั้งสิ้น สำหรับเด็กปฐมวัยการอบรมสั่งสอนเรื่องอาชีพแพทย์หรือคุณหมอจะเรียนรู้ผ่านลักษณะการจัดกิจกรรมเล่นปนเรียนที่เหมาะสมตามวัย เด็กจะรับรู้ได้ว่าคุณหมอคือใคร? ทำงานอย่างไร? เป็นคนดีที่เราควรรู้จักเพราะทำให้คนอื่นหายจากอาการเจ็บป่วย

การสอนเรื่องคุณหมอมีความสำคัญอย่างไร?

ชีวิตของคนเราจะประสบกับเรื่องของการเกิด แก่ เจ็บและตายเป็นธรรมดา แต่เราจะต้องดูแลสภาพร่างกายและจิตใจให้คงอยู่ในสภาพที่แข็งแรงทุกขณะ

เรื่องการกำเนิด มารดาคือผู้ตั้งครรภ์ ทารกที่อยู่ในครรภ์จะต้องได้รับการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เมื่อมารดาคลอดแล้ว เด็กจะเจริญเติบโตต่อไปอย่างแข็งแรงได้ตลอดอายุขัยของตนเอง

เรื่องความแก่คือสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปทุกระยะของการเจริญเติบโต คนเราต้องรู้จักดูแลสภาพร่างกายให้เหมาะกับวัยของตน เช่น เมื่อเราอยู่ในช่วงวัยแรกเกิด การกินอาหาร การป้องกันโรคในชีวิตวัยเด็กก็เป็นแบบหนึ่งและเมื่อเราเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็ต้องดูแลอีกแบบหนึ่ง ในยามชราก็มีวิธีการดูแลอีกแบบหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและจิตใจจะเกิดความแก่อยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เราไม่รู้ตัว เรื่องการเจ็บป่วยสามารถเกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่าจะอยู่วัยใด คนเราจะเจ็บป่วยด้วยสาเหตุที่มาจากสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม

สุดท้ายคือความตาย ทุกคนต้องตายแต่ต้องดูแลเตรียมการตายอย่างเหมาะควร ไม่ทำให้เป็นปัญหาถึงผู้อื่น เช่น การที่ใครสักคนเกิดติดเชื้อโรค จำเป็นต้องป้องกันมิให้สภาพร่างกายเป็นแหล่งแพร่เชื้อ ดังนั้นสภาพธรรมชาติของร่างกายที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงต้องได้รับการดูแลรักษาจากผู้เชี่ยวชาญคือแพทย์หรือคุณหมอ ซึ่งทำหน้าที่บริการทางการแพทย์และอนามัยแก่คนเพื่อเป็นการบำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพและป้องกันโรคทั่วไปให้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วยการวินิจฉัยโรคและให้การรักษาด้วยวิธีการต่างๆบนพื้นฐานความรู้ทางการแพทย์

การสอนเรื่องคุณหมอมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องคุณหมอมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กได้รู้จักคุณหมอและหน้าที่ของคุณหมอผ่านหลายเหตุการณ์ เช่น การที่คุณแม่ไปโรงพยาบาลและกลับบ้านมาพร้อมน้องแรกเกิด เป็นเรื่องที่ทำให้เด็กรู้สึกศรัทธาความกล้าหาญของคุณหมอที่สามารถนำน้องออกมาจากท้องของคุณแม่ เช่นเดียวกับตัวเด็กเองที่ออกจากท้องคุณแม่ได้เพราะคุณหมอ เมื่อเด็กเจริญเติบโตก็ต้องไปหาคุณหมอทั้งในยามป่วยไข้หรือในยามที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติแต่ต้องไปหาหมอเพื่อป้องกันตนเอง เช่น ฉีดวัคซีนตามกำหนดนัดหมายหรือดูแลรักษาฟัน เด็กก็จะพบกับคุณหมออีกเช่นกัน
  • เด็กได้เรียนรู้ว่าผู้ใหญ่สามารถทำงานแตกต่างกัน คุณหมอเป็นกลุ่มอาชีพอีกอาชีพหนึ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องทำเพื่อช่วยเหลือดูแลรักษาชีวิตของคน ผู้ใหญ่สามารถปลูกฝังทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับอาชีพในการช่วยเหลือคนคือ แพทย์หรือคุณหมอจะต้องเป็นทั้งคนดีและเสียสละ
  • เด็กจะได้รู้จักสถานที่ทำงานของคุณหมอคือโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ได้พบแพทย์เพื่อรักษาและดูแลป้องกันสุขภาพ การกระทำเช่นนี้จะถูกต้องและเหมาะสมกว่าการไปซื้อยามารับประทานเอง โรงพยาบาลและสถานพยาบาลเป็นสถานที่สาธารณะในชุมชน

การรู้จักคุณหมอหรือแพทย์ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบอาชีพหนึ่งในสังคม ซึ่งใช้ความรู้ความสามารถทำงานด้วยความดี เป็นการปลูกฝังความคิดที่ดีต่อการทำงานในหน้าที่ให้แก่เด็ก แม้จะเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิตแต่การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ต้องทำตั้งแต่เด็กจึงจะเกิดประโยชน์

ครูสอนเรื่องคุณหมอให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูอาจจัดกิจกรรมดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เมื่อครูให้เด็กได้เคลื่อนไหวและจังหวะพื้นฐานแล้ว ครูอาจจะเลือกกิจกรรมการเคลื่อนไหวให้เด็กได้ปฏิบัติ เช่น การเคลื่อนไหวประกอบคำบรรยายหรือคำคล้องจองที่มีสาระเกี่ยวกับอาชีพแพทย์ และให้เด็กเคลื่อนไหวท่าทางตามจังหวะ เช่น คำคล้องจองคุณหมอ (ผู้แต่ง:บุบผา เรืองรอง)

    ยามเจ็บยามไข้ เราไปหาหมอ

    อย่าช้ารีรอ โรคก่อเร็วไว

    หมอช่วยรักษา เจ็บป่วยหายได้

    หมอช่วยรักษา เจ็บป่วยหายได้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ได้แก่ การเชิญวิทยากรมาให้เด็กได้รับประสบการณ์หน้าที่ของหมอ เช่น หมอฟัน เป็นหมอที่เชิญมาเป็นวิทยากรได้ดีและสะดวกมาก เพราะโรงเรียนจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพฟันของเด็กอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง กิจกรรมนี้จะสัมพันธ์กับหน่วยอวัยวะของเราด้วย

    การแสดงบทบาทสมมติ เรื่องการไปหาหมอเมื่อเราไม่สบายหรือต้องป้องกันโรคต่างๆ เช่น เมื่อเด็กต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรค หรือป่วยเป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน ไอ

    การเล่านิทาน มีนิทานที่จัดพิมพ์เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของเด็กหลายเรื่องที่น่าสนใจ ที่ครูสามารถมาเล่าให้เด็กฟัง เช่น เรื่อง “คุณหมอฟันวิเศษกับเด็กพิเศษ” หรือครูอาจจะแต่งนิทานเองและจัดทำเป็นหนังสือทำมือ หรือเล่าข่าวหรือเหตุการณ์ที่หมอเข้าไปมีบทบาทดูแลสุขภาพให้เด็กได้ฟัง เช่นข่าวแพทย์อาสาร่วมงานบริการตรวจสุขภาพประชาชน

    เด็กเล่าประสบการณ์การเจ็บป่วยของตนเองให้เพื่อนทราบ ผลัดกันแสดงความรู้สึกเมื่อเจ็บป่วยและจำเป็นต้องไปหาหมอ เด็กได้รับการตรวจรักษา เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจอุณหภูมิด้วยปรอทวัดไข้ ฉีดยา รับยามารับประทาน ชนิดของยา เวลาที่รับประทานยาโดยหมอเป็นผู้แนะนำ

    การร้องเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของหมอ เช่น เพลง. “คุณหมอใจดี” (ผู้แต่ง:บุบผา เรืองรอง) ความว่า “ยามหนูเจ็บป่วย ปวดหัว ปวดหู ปวดฟัน เป็นหวัด ร้องไห้งอแง คุณหมอดูแลรักษา บางทีฉีดยาให้หนู เจ็บนิดเดียว เจ็บนิดเดียว กินยาเดี๋ยวเดียว หนูก็แข็งแรง ขอบคุณคุณหมอใจดี”

    นอกจากการจัดกิจกรมเชิงสังคมเรื่องบทบาทและหน้าที่ของหมอ ความสำคัญของหมอ สถานที่ทำงานของหมอแล้ว ครูสามารถสอดแทรกการจัดกิจกรรมภาษา กิจกรรมคณิตศาสตร์ กิจกรรมวิทยาศาสตร์เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ให้เด็กไปด้วย เช่น

    สังเกตทิศทางการไปโรงพยาบาล (วิทยาศาสตร์)

    การดูภาพเหมือน ภาพแตกต่าง การแต่งกายของหมอกับคนอื่นๆ (คณิตศาสตร์)

    การดูรูปทรงของเม็ดยา ขวดยา (คณิตศาสตร์)

    การอ่านชื่อของตนเองที่ขวดยา ถุงยา บัตรประจำตัวของเด็กที่ต้องใช้เมื่อไปโรงพยาบาล (ภาษา)

    การอ่านป้ายชื่อโรงพยาบาลในชุมชน (ภาษา )เป็นต้น

    การสอดแทรกกิจกรรมพัฒนาเด็กสามารถทำได้ไม่ยาก โดยการเชื่อมโยงสาระให้กลมกลืนกันผสมผสานการเล่าเรื่อง ร้องเพลง เกมฯ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้แบบมีความสุข

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูอาจให้เด็กระบายสีภาพหมอ โรงพยาบาล ขวดยา เครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง หูฟัง ให้ปั้นหุ่นคุณหมอตามจินตนาการ ให้ตัดกระดาษ พับกระดาษเป็นเสื้อคลุมของหมอ
  • กิจกรรมเสรี มุมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เรื่องหมอคือ มุมบทบาทสมมติ มุมหนังสือ มุมเชิดหุ่น เด็กจะนำสาระที่เรียนรู้จากกิจกรรมเสริมประสบการณ์ชีวิตมาเล่นและค้นคว้าต่อยอดความรู้
    • มุมบทบาทสมมติ : ครูจัดเครื่องมือแพทย์จำลองให้เด็กเล่นบทบาทสมมติ
    • มุมเชิดหุ่น : จัดหุ่นคนไว้ให้เด็กเล่นเชิด เล่าเรื่องประกอบการเชิด เด็กจะชอบเล่าสิ่งที่ตนรู้หรือบางทีเป็นเรื่องที่เด็กอัดอั้นไว้ในใจและต้องการเล่าระบายออก เช่น ความกลัวยามเจ็บป่วย ความไม่พึงพอใจเข็มฉีดยา ความเบื่อหน่ายที่จะกินยา เป็นต้น
  • กิจกรรมกลางแจ้ง ครูให้เด็กเล่นสนุกสนานกลางแจ้งเป็นการออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อใหญ่แข็งแรง เช่น เล่นเกมวิ่งเก็บเครื่องมือแพทย์โดยครูแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่มๆละเท่าๆกัน เมื่อมีสัญญาณจากครูให้เด็กคนแรกของกลุ่มทั้ง 2 วิ่งแข่งกันไปหยิบบัตรภาพเครื่องมือแพทย์ที่จัดไว้ในตะกร้าแล้วให้วิ่งกลับมาที่แถว จากนั้นผลัดให้เพื่อนคนต่อๆไปได้เล่น
  • เกมการศึกษา เล่นเกมภาพตัดต่อคุณหมอ เกมโดมิโนเครื่องมือแพทย์ เกมลอตโตโรงพยาบาล เกมจับคู่ภาพกับสัญลักษณ์ (ได้แก่ คำว่าแพทย์ คุณหมอ เทอร์โมมิเตอร์ หูฟัง คอมพิวเตอร์ ยา) เกมพื้นฐานการบวก (รวมจำนวนแพทย์หรือคุณหมอ เครื่องมือแพทย์ ขวดยา เม็ดยาไม่เกินจำนวน 10 )

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องคุณหมอให้ลูกที่บ้านอย่างไร?

พ่อแม่สอนลูกเรื่องคุณหมอหรืออาชีพแพทย์ที่บ้านได้ ดังนี้

  • พ่อแม่หาภาพคุณหมอในเครื่องแบบต่างๆจากสมุดภาพ หนังสือ วารสาร นิตยสารหรือภาพถ่ายให้ลูกดู พร้อมทั้งอธิบายความหมายและจุดสังเกต คือ ชุดกราวสีขาวและเครื่องหมายต่างๆ เช่น กากบาทสีแดงของหน่วยกาชาดสากล
  • พ่อแม่ชวนลูกเล่นบทบาทสมมติเป็นคุณหมอตรวจรักษาคนเจ็บป่วย โดยพ่อแม่จัดหาอุปกรณ์แพทย์จำลองอาจเป็นชุดของเล่นเครื่องมือแพทย์ที่มีขายตามท้องตลาดและชุดสีขาวเพื่อทำเป็นชุดกราว อาจยืมเสื้อเชิ้ตสีขาวของคุณพ่อมาประยุกต์ก็ได้ ลูกจะได้ทดลองสวมใส่เป็นคุณหมอ
  • เมื่อตัวเด็กหรือสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยไม่สบายเป็นโอกาสที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถพาลูกไปรู้จักที่ทำงานของคุณหมอ อาจจะเป็นโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนและลูกจะมีโอกาสเห็นลักษณะการทำงานของคุณหมอ ดังนี้
    • การซักประวัติคือการหาภูมิหลังของคนไข้โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานของคนไข้และอาการป่วย แม้คุณหมอจะพูดคุยกับพ่อแม่แต่เด็กจะได้เห็นคุณหมอถามอาการและบางครั้งเด็กก็เป็นผู้ตอบหรือเล่าให้หมอฟังด้วยว่า ปวดตรงนี้ เจ็บตรงนั้น
    • การตรวจสภาพร่างกายในปัจจุบันคือการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดอุณหภูมิร่างกายด้วยการใช้เทอร์โมมิเตอร์ เด็กทั่วไปมักหวาดกลัวเครื่องมือแพทย์เพราะเข้าใจว่าการมาหาหมอเป็นการทำให้ตนเองเจ็บ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปลี่ยนวิธีการพูดคุยใหม่โดยไม่ข่มขู่จนเด็กกลัวเข็มฉีดยา แต่ควรใช้โอกาสนี้แนะนำ เล่าถึงประโยชน์ของเครื่องมือแพทย์ให้เด็กรู้จัก
    • คุณหมอจะนำผลที่ได้จากการตรวจสภาพร่างกายมาวินิจฉัยโรคของคนไข้ พร้อมทั้งรักษาอาการเจ็บป่วย
    • คุณหมอจะเขียนข้อความคือการสั่งยา ให้พ่อแม่เด็กไปรับยาจากนางพยาบาลหรือผู้จ่ายยาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการ
    • คุณหมอจะนัดให้ผู้ป่วยมาหาอีกเพื่อติดตามผลอาการผู้ป่วยตามระยะเวลาที่กำหนด

    กระบวนการดังกล่าวเด็กจะสังเกตรู้แม้ไม่สามารถพูดเล่าตามลำดับขั้น แต่เมื่อเด็กนำมาแสดงบทบาทสมมติเราจะเห็นได้ว่าเด็กปฏิบัติตนเป็นคุณหมอหรือเป็นผู้ป่วยได้ถูกต้อง ดังนั้นการพาเด็กไปเรียนรู้ตามสภาพจริงจึงเป็นการสอนอย่างมีคุณค่า

  • พ่อแม่อธิบายและแนะนำการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง เพื่อให้ลูกใช้เครื่องชั่งน้ำหนักและที่วัดส่วนสูงไว้เป็นข้อมูลให้แพทย์ ยังเป็นการสอนให้ลูกอ่านมาตรวัดและการแปลงหน่วยทางคณิตศาสตร์อีกด้วย
  • พ่อแม่อาจพาลูกไปโรงพยาบาลด้วยเมื่อมีธุระจำเป็น เช่นการไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือตรวจสุขภาพประจำปีของตนเอง เด็กจะได้รู้จักสถานที่สาธารณะของชุมชนด้วย รวมทั้งเห็นการทำงานของคุณหมอ
  • พ่อแม่แนะนำให้ลูกรู้จักแพทย์เฉพาะทางที่เด็กมักไปพบเสมอคือ ทันตแพทย์หรือหมอฟัน เด็กจะได้คุ้นเคยกับภาษาเขียนและภาษาพูด การแนะนำไม่จำเป็นต้องทำอย่างเป็นทางการแต่สามารถทำโดยผ่านการสนทนาบอกเล่า เช่น “วันนี้คุณหมอฟันนัดลูกไปเคลือบฟัน” หรือ “ฟันแท้ลูกจะหลุดอีกซีก คุณหมอฟันนัดดูฟันค่ะ” หรือ “บางทีเราเรียกคุณหมอฟันว่าทันตแพทย์ ทั้ง 2 คำมีความหมายเหมือนกันค่ะ”
  • หากนำลูกไปตรวจรักษาที่คลินิก พ่อแม่อาจใช้โอกาสนี้แนะนำลูกอ่านป้ายชื่อร้าน มักจะเขียนสื่อความหมายให้ทราบว่าเป็นแพทย์ตรวจรักษาร่างกายส่วนไหน เช่น คลินิกฟันสวย คลินิกรักษาตา คลินิกรักษากระดูก เป็นต้น
  • พ่อแม่สามารถสร้างภาพความประทับใจจากการเรียนรู้อาชีพแพทย์ด้วยวิธีการต่างๆที่ลูกอยากนำเสนอ อาจเป็นการตัดแปะกระดาษ การวาดภาพ หรือการปั้นแป้งโดเพื่อให้ลูกสะท้อนความคิดออกมาเป็นรูปธรรม

กิจกรรมเหล่านี้พ่อแม่สามารถจัดให้ลูกได้อย่างสะดวก และอาจจะมีอีกหลายเหตุการณ์ที่พ่อแม่สามารถแนะนำให้ลูกรู้จักคุณหมอได้เป็นอย่างดี โดยคำนึงให้เด็กได้เห็นและมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆอย่างปลอดภัย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

คุณลักษณะของผู้ประกอบอาชีพแพทย์มีดังนี้

  • เป็นผู้สนใจและเสียสละต่อเพื่อนมนุษย์ มีมารยาทดีและปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้
  • มีความสนใจวิทยาการต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
  • มีความมั่นคงทางอารมณ์และร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีความอดทน
  • ซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตน ไม่นำความรู้ไปใช้หลอกลวงผู้อื่น
  • มีจิตใจเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีเหตุผล
  • ช่างสังเกตและละเอียดถี่ถ้วนแต่ฉับไว
  • ไม่รังเกียจสิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระ น้ำเหลือง อาเจียนเพราะต้องนำสิ่งเหล่านั้นไปตรวจ

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร:บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด.
  2. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร:เซเว่น พรินติ้ง กรุ๊ป.
  3. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร:กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.
  4. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2548). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร:สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
  5. สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ. ( 2554). คุณหมอฟันวิเศษกับเด็กพิเศษ. กรุงเทพหมานคร:สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ.
  6. อาชีพเสรีในกลุ่มอาเซียน:อาชีพแพทย์. Sitanggift.blogspot.com. [ค้นคว้าเมื่อ 10 ตุลาคม 2557].
  7. อาชีพแพทย์. th.wikipedia.org/wiki/. [ค้นคว้าเมื่อ 10 ตุลาคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน