หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องชื่อ (Name)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

คนทุกคนมีชื่อโดยเฉพาะเจาะจงไว้เรียกขานและสื่อสารสัมพันธ์ในสังคม ชื่อยังแสดงความหมายที่ต้องทำความเข้าใจหลายประการ นับตั้งแต่เด็กเกิดมาก็ต้องมีชื่อประจำตัวพร้อมทั้งนามสกุล เด็กจึงควรรู้จักชื่อของตนเองโดยพ่อแม่มีหน้าที่เป็นผู้ สอน

การสอนเรื่องชื่อมีความสำคัญอย่างไร?

การสอนเรื่องชื่อมีความสำคัญดังนี้คือ

  • คนไทยทุกคนต้องมีชื่อตามกฏหมายที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.2505 ที่ระบุไว้ว่า บุคคลสัญชาติไทย ต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล และอาจจะมีชื่อรองด้วยก็ได้ ชื่อของคนทุกคนจะถูกระบุไว้ในสำมะโนครัว มีทะเบียนชื่อด้วยตัวเลข 13 หลัก เป็นคนไทยจะได้รับสิทธิตามสัญชาติไทยของกฎหมายไทย เช่น สิทธิการเข้าเรียนในโรงเรียนของประเทศไทย และสิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิที่จะอยู่บนแผ่นดินไทยฯลฯ
  • ใช้เรียกขานในสังคม นับตั้งแต่เด็กเกิดมาก็ต้องมีชื่อเรียกกันในครอบครัว ให้ทราบว่าคนนี้ชื่ออะไร ในครอบครัวจะมีชื่อเล่น เรียกขานกันโดยไม่ต้องจดทะเบียน และมีชื่อในสำมะโนครัวหรือทะเบียนราษฏร์ เรียกว่า ชื่อจริง เมื่อเด็กปฐมวัยไปโรงเรียน ครูจะเรียกชื่อเด็กทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง แต่ส่วนมากจะนิยมเรียกชื่อเล่น เพราะเด็กจะรู้สึกสนิทและใกล้ชิดกับครูเหมือนพ่อแม่ที่เรียกชื่อเล่นลูก
  • เป็นการสร้างความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและตระกูล ชื่อมิได้ตั้งขึ้นเพื่อการเรียกขานเท่านั้น แต่ความหมายของชื่อเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความผูกพันในฐานะของสมาชิกในครอบครัวได้ด้วย เราจะเห็นว่า ในครอบครัวการตั้งชื่อลูกอาจจะพ้องกับพ่อ แม่ หรือ ญาติผู้ใหญ่
  • เป็นการสะท้อนถึงความเชื่อและเป็นค่านิยมที่จะเรียกชื่อผู้หญิง ผู้ชายสัมพันธ์กับเพศของเจ้าของชื่อ กล่าวคือ หากเป็นชื่อผู้ชายจะเรียกชื่อที่แสดงความแข็งแกร่ง เช่น เก่งกาจ กล้าหาญ ก้องฤทธิ์ เกียรติยศ สุริยา เทวัญ ส่วนผู้หญิงจะแสดงความนุ่มนวล อ่อนหวาน เช่น ฟ้าใส จันทรา เด่นดาว ขวัญกมล สุธิดา กาญจนี เป็นต้น นอกจากนี้การมีชื่อจะเลือกถ้อยคำที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จะไม่ตั้งชื่อให้เกิดความไม่สบายใจ หรือเป็นความทุกข์ จึงไม่มีชื่อคนว่า สูญสิ้น มลาย ทรัพย์หาย แต่ตรงข้ามจะมีชื่อว่า เพิ่มทรัพย์ ทองแท่ง ชื่นชีวี ชื่นจิต สมบูรณ์ เป็นต้น
  • ชื่อมีความสัมพันธ์กับสภาพสังคมที่นิยมตามยุคสมัย แต่เดิมคนไทยจะมีชื่อเรียกกันตามพยางค์เดียวง่ายๆ เช่น แจ่ม เอิบ อาบ พิม พลอย ฯ ส่วนชื่อเรียกไพเราะยาวๆ จะเป็นชื่อที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต ตั้งชื่อในหมู่ผู้เรียนหนังสือ เช่น เปรมศิริ อภิวันท์ จันทิมา เป็นต้น ปัจจุบัน การติดต่อในสังคมโลกสะดวกสบายเพราะมีเครื่องมือสื่อสาร สามารถออนไลน์ได้ทั่วโลก การตั้งชื่อเปลี่ยนไป ใช้ชื่อของต่างชาติมาตั้งชื่อเด็กไทยมากมาย ทั้งอังกฤษ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี จึงมีเด็กไทยชื่อ ญี่ปุ่น ว่า ซากุระ เอมิ อากาเนะ ไคโต ยูตะ หรือชื่อ อังกฤษว่า ไมเคิล จาค็อบ ซาร่า เอมม่า เอมิลี่ เป็นต้น แสดงถึงความนิยมตามยุคสมัย
  • คนทุกคนและทุกสังคมทั่วโลกจำเป็นต้องมีชื่อ ทั้งในแง่ของสังคมความเป็นอยู่เพื่อไว้เรียกขานกันอย่างถูกต้อง และในแง่กฎหมาย การที่รัฐของแต่ละประเทศมีชื่อของประชากรที่มีสัญชาติเดียวกันเพื่อใช้เป็นข้อมูลแสดงจำนวนประชากรที่มีสิทธิและหน้าที่ต่อประเทศ ตลอดจนการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก แต่ละคนจำเป็นต้องมีชื่อประจำตนเพื่อแสดงความมีตัวตนและสิทธิที่พึงได้ตามระเบียบของแต่ละสถานที่ แต่ละประเทศกำหนดไว้

การสอนเรื่องชื่อมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การสอนให้เด็กรู้จักชื่อจะเกิดประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • การเอ่ยชื่อเด็กเป็นการสอนภาษาให้แก่เด็ก เด็กจะได้เรียนรู้ภาษา เด็กเรียนรู้ภาษามาตั้งแต่วัยแรกเกิด และพัฒนาการภาษาต่อไปตามธรรมชาติ แต่ต้องจัดสิ่งแวดล้อมทางภาษาให้เด็กได้ยินเสียงก่อน สมองของทารกสามารถซึมซับภาษาได้รวดเร็ว เมื่อเขาอายุสองขวบเต็ม เด็กจะมีศักยภาพในการรับภาษาที่เขาจะใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันต่อไปอีกตลอดชีวิต การพูดคุยกับลูกในวัยหัดพูดมีความสำคัญยิ่ง
  • ชื่อเป็นสัญลักษณ์ที่เด็กใช้สื่อสารเมื่อเข้าสังคม เมื่อเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป จะมีพัฒนาการเข้าสังคมกับเพื่อนมากขึ้น เด็กจะเล่นด้วยกัน สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้และความคิด เขาจะใช้ชื่อของตนเองเพื่อการสื่อสารด้วย
  • พัฒนาความรู้สึกที่ดีของเด็ก เนื่องจากการที่เด็กมีชื่อ แสดงถึงการที่เด็กได้รับการยอมรับว่า เขาเป็นคนหนึ่งในสังคม ของครอบครัวและโรงเรียนเป็นเบื้องต้น หากเราพิจารณาจากแนวคิดที่จะตั้งชื่อเด็กมีหลากหลาย แต่ทุกแนวคิดมีจุด ประสงค์ที่ดี ต้องการให้เด็กได้รับสิ่งดีงาม แนวคิดหนึ่งคือแสดงความผูกพันระหว่างครอบครัว คือ ชื่อพ่อ หรือแม่ กับลูกจะพ้องกัน เช่น แม่ชื่อ เดือน อาจจะตั้งชื่อลูกสาวว่า ดาว ตั้งชื่อลูกชายว่า เด่น หรือ ดวง เป็นต้น ลักษณะการตั้งชื่อดังกล่าวแสดงลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ดี มีผลให้แด็กเจริญเติบโตด้วยความรู้สึกมั่นคง เพราะพ่อแม่ยอมรับเด็ก ได้แสดงความรัก ความผูกพัน
  • เด็กจะได้รับสิทธิของตนเมื่อมีชื่อ ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 คนไทยทุกคนที่ได้รับการระบุชื่อในทะเบียนราษฎร์ของคนไทย เป็นประชาชนคนไทย จะได้รับสิทธิต่างๆที่กฎหมายกำหนด ในช่วงปฐมวัย เด็กยังไม่สามารถรับรู้สิทธิดังกล่าวโดยตรง แต่โดยอ้อมเด็กสามารถรับรู้สิทธิได้จากการปฏิบัติของผู้ใหญ่เมื่อจำเป็นต้องใช้สิทธิเช่น การนำบุตรที่มีอายุถึงเกณฑ์บังคับเข้าเรียนระดับประถมศึกษา หรือการนำเด็กไปโรงพยาบาล เพื่อรักษาตน เป็นต้น พ่อแม่จะต้องนำทะเบียนราษฏร์แสดงเป็นหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล พ่อแม่อาจจะให้เด็กเริ่มรับรู้ได้ว่า เอกสารนี้เกี่ยวข้องกับเขาด้วย เรียกว่าอะไร และต่อไปเมื่อเขาโตเพียงพอ เขาจะเข้าใจและเห็นความสำคัญของเอกสารที่ต้องมี ต้องใช้ตามระเบียบกฎหมายบ้านเมือง
  • การที่เด็กมีชื่อและสอนให้เด็กรู้จักชื่อมีประโยชน์ต่อเด็กในการเตรียมพร้อมเด็กเข้าสังคม ชื่อจะเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารแทนตัวตนของเด็ก ชื่อที่ระบุไว้ในทะเบียนราษฏร์จะแสดงถึงเหล่าวงศ์ตระกูลของบุคคลแต่ละคน ตลอดจนสิทธิที่บุคคลนั้นพึงได้ในฐานะประชาชนที่มีสัญชาติของประเทศนั้นๆ ส่วนในแง่จิตใจผู้ที่มีชื่อในครอบครัวเป็นการแสดงถึงการได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกในครอบครัว

ครูสอนเรื่องชื่อให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ตัวอย่างกิจกรรมที่ครูจัดในโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้รู้จักชื่อของตนเองผ่านกิจกรรมประจำวันมีดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กเคลื่อนไหวและร้องเพลงเกี่ยวกับชื่อ เช่น เพลงชื่อฉัน ชื่อเธอ (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง) ดังนี้ “สวัสดีครับ ฉันชื่อ โน้ต สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ นัท ฉันและเธอมีชื่อเรียกกัน ล้าลา ล้าลา” ( เปลี่ยนชื่อเด็ก ตามความจริง)
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูสนทนาพูดคุยกับเด็ก ถึงชื่อ ที่มา และความหมายของชื่อเด็ก ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น เพราะชื่อของตนแต่ละคนมีที่มา ตามคติความเชื่อและค่านิยม อาจชวนเด็กเขียนชื่อจริงหรือชื่อเล่นเป็นภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาไทย อ่านชื่อที่เขียนหรือติดอยู่บนของใช้ของเด็ก
  • เกมการศึกษา เล่นเกมเกี่ยวกับชื่อ เช่น เกมจับคู่บัตรชื่อกับบัตรรูปถ่าย เกมตัดต่อชื่อ ( jigsaw puzzles) เกมหาพยัญชนะที่มีในชื่อของตน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ชื่อของตนเองด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ปั้นดินน้ำมัน ปั้นแป้ง ระบายสี ชื่อ ตัดกระดาษ ชื่อของตนเอง ปะติดชื่อด้วยเมล็ดพืช จัดเรียงก้านไม้เป็นชื่อตนเอง ทำโมบายชื่อตนเองและเพื่อนในกลุ่ม
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เล่นโมราเรียกชื่อ โดยให้เด็กโยนลูกบอลขึ้นไปพร้อมกับเรียกชื่อเพื่อน คนที่ถูกเรียกชื่อต้องวิ่งมารับลูกบอลที่กระดอนจากพื้นให้ทัน เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี เด็กจะเลือกทำกิจกรรมเกี่ยวกับชื่อที่ครูจัดไว้ให้ตามความสนใจ เช่น เล่นโทรศัพท์ถึงกันหรือเรียกชื่อเล่นกันในมุมบทบาทสมมุติ หรือเมื่อเชิดหุ่น ปั้นแป้งเป็นเส้นแล้วขดเป็นชื่อ ฯลฯ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องชื่อได้อย่างไร?

ตัวอย่างกิจกรรมสอนลูกให้รู้จักชื่อของตนเอง จะเป็นกิจกรรมที่สัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน เป็นกิจกรรมที่ควรให้เด็กมีส่วนร่วม เน้นให้เด็กปฏิบัติด้วยตนเอง มีวัสดุอุปกรณ์ที่สนับสนุนกิจกรรม ราคาประหยัดและให้เกิดประโยชน์ตรงตามจุดมุ่ง หมาย พ่อแม่สามารถจัดกิจกรรมในครอบครัวเพื่อส่งเสริมให้ลูกรู้จักชื่อของตนเองได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • เรียกชื่อลูกตั้งแต่แรกเกิด ถึงแม้ในระยะแรกเกิดลูกจะยังไม่เข้าใจคำที่พ่อแม่เรียก แต่การที่พ่อแม่พูดคุยกับลูก จะทำให้ลูกเริ่มคุ้นเคยเสียงแต่จะพัฒนาไปสู่การเข้าใจคำที่เรียกชื่อของตน
  • เล่นเรียกชื่อลูก ตั้งแต่วัย 6 เดือน เด็กชอบเล่นซ่อนหา วิธีเล่นดังนี้ พ่อหรือแม่เอามือปิดหน้าตนเอง แล้วเปิดหน้า ชะโงกหน้าล้อเลียนลูกพร้อมออกเสียงดังๆ ว่า จ๊ะเอ๋ แล้วเอ่ยชื่อลูก
  • ติดป้ายชื่อลูกที่ของใช้ต่างๆ เช่น ที่ตู้ใส่เสื้อผ้า หนังสือ แปรงสีฟัน แต่ถ้าลูกเขียนหนังสือได้บ้าง ชวนลูกเขียนป้ายชื่อแล้วติดที่ของใช้เหล่านั้น แต่ให้ติดชื่อลูกที่สิ่งของอยู่แต่ภายในบ้าน พ่อแม่ไม่ควรติดไว้ที่เปิดเผย เช่น ที่กระเป๋าหนังสือหรือกระเป๋าสัมภาระ เพราะอาจจะมีคนไม่หวังดี เข้ามาตีสนิทกับเด็ก พูดคุยกับเด็ก เรียกชื่อเด็กถูกต้อง เพราะอ่านชื่อเด็กจากกระเป๋า เด็กจะเข้าใจว่าเป็นคนที่เด็กรู้จักมาก่อนและหลงเชื่อตามเขาไป
  • ติดชื่อลูกที่หน้าห้องนอนของเขา สำหรับครอบครัวที่มีห้องนอนส่วนตัวของลูก แต่หากบางครอบครัวไม่ได้จัดห้อง นอนของลูกเป็นส่วนตัวเช่นนั้น แนะนำให้เขียนชื่อของลูกติดที่มุมที่นอนของลูกก็เหมาะสม
  • ติดชื่อที่รูปภาพของลูก เมื่อถ่ายรูปลูกวัยต่างๆหรือท่าต่างๆ หรือ ชวนลูกเขียนชื่อของเขาไว้ที่รูปของเขา
  • อ่านชื่อลูกในใบสูติบัตรหรือชื่อในทะเบียนราษฏร์ ให้ลูกฟัง กิจกรรมนี้ควรใช้เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงที่พ่อแม่จะต้องใช้เอกสารดังกล่าว เช่น การนำลูกไปโรงเรียนเพื่อส่งมอบตัวลูกให้กับโรงเรียน หรือ นำลูกเดินทางและต้องโดยสารเครื่อง บิน ตามระเบียบของสายการบินทุกสาย พ่อแม่จะต้องแสดงหลักฐานของบุตรที่เดินทางร่วมด้วย คือ สูติบัตรและทะเบียนราษฏร์ พ่อแม่ให้ลูกอ่านชื่อของเขา เป็นการแนะนำให้เขาเห็นความสำคัญของการมีชื่อในเอกสาร กิจกรรมนี้เหมาะกับเด็กวัย ตั้งแต่ 4-5 ปีขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี้จะสนใจเรื่องราวรอบตัวมากกว่าเด็กวัย 3 ขวบ
  • วันเกิดลูกแนะนำให้ลูกเขียนการ์ดเชิญเพื่อน ลงชื่อลูกคือผู้เชิญ พ่อแม่ทำเค้กวันเกิดและชวนลูกหยอดครีมชื่อลูกไว้ที่หน้าขนม บริเวณที่จัดงานวันเกิด มีป้ายชื่อแสดงความยินดีพร้อมเขียนชื่อลูกไว้ด้วย เช่น สุขสันต์วันเกิดของน้อง กรีน (ชื่อลูก)
  • เมื่อไปเที่ยวทะเล ชวนลูกเขียนชื่อที่หาดทราย ก่อทรายเป็นชื่อลูก เรียงเปลือกหอยเป็นชื่อลูก
  • ติดแผ่นเหล็กชื่อของลูกที่ตู้เย็นหรือ ป้ายติดข้อความที่บ้าน
  • เขียนจดหมายหรือข้อความง่ายๆถึงลูก
  • เมื่อพูดโทรศัพท์กับลูก ทักทายเอ่ยชื่อลูกเช่น สวัสดี ลูกแป้งจี่ (ชื่อเล่นของลูก)

พ่อแม่คือผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการส่งเสริมการรู้จักชื่อของลูก ทั้งที่พ่อแม่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ พ่อแม่มีความสำคัญในแง่ของเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้ตั้งชื่อของลูก และเป็นผู้สร้างสังคมให้ลูกที่ลูกจะต้องเรียนรู้ ที่จะอยู่ในสังคมโดยมีชื่อเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในสังคม พ่อแม่จึงต้องปฏิบัติตนให้เป็นผู้รอบรู้และเข้าใจวิธีการส่งเสริมการรู้จักชื่อให้แก่ลูก การจัดกิจกรรมสอนลุกให้รู้จักชื่อของตนเอง พ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดี รวมทั้งชื่อของตนเองนั้น เกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีความสุข โดยเฉพาะความสุขจากครอบ ครัว การสร้างบรรยากาศที่ดีจะต้องเป็นลักษณะผ่อนคลาย พ่อแม่ควรใช้หลักปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ คือการสร้างความ รู้สึกที่ไว้วางใจและเกิดความมั่นใจ ดังนี้คือ สบตาเด็ก แสดงการถ่ายทอดความรัก ความเมตตา ให้เด็กรับรู้ถึงความปรารถนาดีของพ่อแม่ ใช้คำพูดที่อ่อนโยนนุ่มนวล ก่อให้เกิดกำลังใจและสัมผัสที่อ่อนโยนเพื่อช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่น
  • พ่อแม่ควรเข้าใจพัฒนาการทางภาษาเด็กตามวัย เด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ภาษา นับตั้งแต่แรกเกิดเด็กมีความ สามารถใช้ภาษาด้วยการแสดงออกทางสัมผัส สีหน้า ท่าทางและจะพัฒนาขึ้นตามวัย การเรียนรู้ภาษาของเด็กเกิดจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและการสอนของผู้ใหญ่ เมื่อเด็กได้รับการสอนที่ดี เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาที่มีคุณภาพ
  • จัดหาอุปกรณ์ ของใช้ ของเล่นประกอบการจัดกิจกรรม เด็กจะเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า เช่น สอนให้เขียนชื่อของตนเอง ควรมีกระดาษ ดินสอ ดินสอสี เป็นต้น
  • การสอนให้รู้จักชื่อ ใช้วิธีการสอนแบบธรรมชาติโดยการจัดกิจกรรมให้เด็กใช้ภาษาแบบองค์รวม คือเด็กจะได้ ฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น เขียนชื่อของเด็ก ให้เด็กอ่านชื่อของเขา เล่าเกี่ยวตัวเขาที่ต้องเอ่ยชื่อเขาด้วย หรือเด็กได้ฟังคนอื่นเรียกชื่อเขา เป็นต้น
  • พ่อแม่ต้องตั้งใจฟังลูก มีทัศนคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมลูกและแสดงความเต็มใจให้ลูกเห็น
  • พ่อแม่และครูต้องสนับสนุนการเรียนรู้เด็กร่วมกัน เพื่อการเรียนรู้ของเด็กจะได้ต่อเนื่อง
  • ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง มีความหมายที่จะทำให้เด็กเรียนรู้จักชื่อของตนเองและตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการมีชื่อ และการใช้ชื่อที่เหมาะสมในสังคม เพราะบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดเด็ก มีโอกาสพูดคุยสนทนาและเรียกชื่อเด็ก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องสอนให้เด็กรู้จักชื่อของตนเองนับตั้งแต่เด็กมาโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้เข้าสังคมอย่างมีความสุขและมั่นใจ ชื่อจะทำให้เด็กรู้ว่าเขาเป็นสมาชิกของสังคมเพื่อน หรือโรงเรียน การจัดกิจกรรมเรียนรู้ชื่อของตนเองให้แก่เด็ก ครูสามารถสอนให้แก่เด็กตั้งแต่วัย 3 ขวบ ได้ เพราะเด็กวัยนี้มีคุณลักษณะตามวัยด้านสติปัญญา ที่จะบอกชื่อตนเองได้ เด็กวัย 4 ปี บอกชื่อและนามสกุลได้ และเด็กวัย 5 ปี บอกชื่อ นามสกุลและอายุของตนเองได้ ครูจัดทำเป็นหน่วยการสอนในหลักสูตรสถานศึกษา ให้สอดคล้องตามสาระที่ควรเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่กำหนดสาระที่เด็กอายุ 3-5 ปี ควรเรียนรู้ คือ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็กว่า เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย . กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด.
  2. บุบผา เรืองรอง (2550). ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย . นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
  3. ศึกษาธิการ,กระทรวง. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 .กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
  4. ------------. (2547). คู่มือพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ ศีลธรรม และจริยธรรมระดับก่อนประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
  5. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ (2550). จิตวิทยาครอบครัว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  6. Valinejad, Carol (2552). ณัฐวรรธ์ กิจรัตนไพศาล (แปล). สร้างสุขให้ลูกรัก. กรุงเทพมหานคร : สมารท์คิดสืพับลิชชิ่ง

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน