หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องน้ำท่วม (Teaching Children about Floods)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนลูกเรื่องน้ำท่วม (Teaching Children about Floods) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการไหลล้นของน้ำ ซึ่งทำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ น้ำท่วมอาจเป็นผลจากปริมาตรน้ำภายในแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำหรือทะเลสาบ ซึ่งไหลล้นหรือทะลายคันดิน เป็นผลให้น้ำบางส่วน ออกจากขอบเขตตามปกติของมัน ในขณะที่ขนาดของทะเลสาบหรือแหล่งน้ำอื่นมีความแตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงของหยาดน้ำฟ้า และการละลายของหิมะตามฤดูกาล แต่น้ำนั้นไม่ใช่อุทกภัยที่สำคัญ เว้นแต่น้ำนั้นออกมาคุกคามพื้นที่ดินที่มนุษย์ใช้ เช่น หมู่บ้าน หรือพื้นที่อยู่อาศัยอื่น น้ำท่วมยังเกิดขึ้นในแม่น้ำได้ เมื่อการไหลนั้นเกินความจุของฝั่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หัวเลี้ยว (bend) หรือทางน้ำโค้งตวัด (meander) อุทกภัยมักทำความเสียหายแก่บ้านและธุรกิจ หากตั้งอยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงตามธรรมชาติ ขณะที่ความเสียหายอันเกิดจากอุทกภัยนั้นแท้จริงแล้วหมดไปได้ โดยการย้ายออกจากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำ ทั้งนี้ อุทกภัยหรือน้ำท่วม ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายให้กับคนไทยทุกปี สถานการณ์นี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การสอนเรื่องน้ำท่วมให้กับเด็กปฐมวัย ควรจัดการเรียนรู้ให้เด็กได้เข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดน้ำท่วม การร่วมกันแก้ปัญหาน้ำท่วม การเตรียมตัวและปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งควรปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้เกิดขึ้นกับเด็ก จากการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย

การสอนเรื่องน้ำท่วมสำคัญอย่างไร?

ภัยธรรมชาตินั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ทำให้เกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตก ต่างกันไป บางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมาก ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน อันจะมีผลกระทบต่อการดำ รงชีวิตปกติของมนุษย์ เช่น การเกิดพายุหรือวาตภัย การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม เป็นต้น ภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว จากการศึกษาและสถิติที่พบเกี่ยวกับการเกิดภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของประเทศไทยในแต่ละปีพบว่า ช่วงเวลาในแต่ละเดือนจะปรากฏภัยธรรมชาติที่แตกต่างกัน คือ

  • ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์มักจะเกิดไฟป่า
  • เดือนมีนาคม– เมษายนจะเป็นจากพายุฤดูร้อน ไฟป่า ฝนแล้ง
  • เดือนพฤษภาคมจะเกิดพายุฤดูร้อน อุทกภัย
  • เดือนมิถุนายนจะเกิดอุทกภัย ฝนทิ้งช่วง
  • เดือนกรกฎาคม – กันยายนจะเกิดฝนทิ้งช่วง พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน

อุทกภัย เหตุการณ์น้ำท่วมถือว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เกิดความไม่สมดุลและก่อให้เกิดภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถคาดเดาได้ และไม่สามารถรับได้อย่างทันท่วงที น้ำท่วมถือเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชาชนมีความเดือดร้อน ทั้งที่เป็นเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน การคมนาคมขนส่ง และปัญหาต่างๆที่ตามมาอีกมากมาย

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต สิ่งที่ไม่มีชีวิต รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล กลางวัน กลาง คืน ฯลฯ เป็นการจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กเรียนเหตุการณ์ที่เด็กได้ประสบจากชีวิตจริงในปัจจุบัน และถือได้ว่าปัญหาเรื่องน้ำท่วมหรืออุทกภัยเป็นภัยพิบัติที่คนไทยต้องประสบในทุกๆปี เด็กปฐมวัยจึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับภัยพิบัตินี้ เพื่อจะได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น เรียนรู้ว่าปัญหาน้ำท่วมเกิดจากปัจจัยใดบ้าง มีผลกระทบต่อชีวิตของคนที่ต้องประสบกับเหตุการณ์นี้อย่างไร มีวิธีการปรับตัวเพื่อให้อยู่กับสภาวการณ์ดังกล่าวอย่างไร และมีวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาเมื่อเกิดน้ำท่วมอย่างไร ซึ่งการเรียนรู้เรื่องน้ำท่วมเป็นการเรียนรู้ตามสภาพจริง สอดคล้องกับบริบทของเด็กไทยอย่างแท้จริง

การสอนเรื่องน้ำท่วมมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ปัญหาอุทกภัยหรือน้ำท่วมถือว่าเป็นปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คนไทยต้องประสบกันทุกๆปี ในช่วง 2 –3 ปีที่ผ่านมา ปัญหานี้เรียกกันว่ามหาอุทกภัยที่คร่าชีวิตผู้คน และส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งทางด้านทรัพย์สิน ความเสียหายด้านธุรกิจ ระบบการคมนาคมต่างๆ ตลอดจนปัญหาด้านการดำรงชีวิตของคนไทย ทั้งทางด้านการดำเนินชีวิตและปัญหาสุขภาพ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องน้ำท่วมมีประโยชน์และมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning) การเรียนรู้ตามสภาพจริงถือเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ตอบ สนองต่อการจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่เน้นการจัดการเรียนรู้ ให้คำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนการสอนที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของเด็ก ถือเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เด็กรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน และร่วมกันศึกษาค้นคว้าถึงสาเหตุแห่งปัญหานั้น และหาแนว ทางในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนหาวิธีที่จะปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสถานการณ์ปัญหานั้นๆได้อย่างมีความสุข
  • ส่งเสริมให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากหลายสาเหตุ และสาเหตุหลักๆที่เด็กควรเรียนรู้คือ การทำลายป่าไม้และต้นไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้เหลือน้อยลง เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุ บัน พื้นที่ป่าของประเทศไทยมีจำนวนน้อยลง จากการแผ้วถางทำลายและการบุกรุกของคน เพื่อปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนหรือการทำไร่ ทำสวน ทำให้เกิดป่าเสื่อมโทรมเป็นจำนวนมาก แม้จะมีการปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น ปาล์มน้ำมัน ยาง พารา แต่พืชเหล่านี้ไม่สามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าพืชที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อไม่มีต้นไม้ที่มีคุณภาพในการดูดซับน้ำได้ดี เมื่อเกิดฝนตกในปริมาณมากๆ ทำให้ดินไม่สามารถดูดซับน้ำได้ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลบนผิวดินในปริมาณเกินไป จนทำให้เกิดน้ำไหลบ่าและกระจายเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ ทั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของประชาชน การเรียนรู้เรื่องน้ำท่วม จึงควรเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการร่วมจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการร่วม กันอนุรักษ์ป่าไม้ตามธรรมชาติให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และเมื่อมีปริมาณป่าจำนวนมากพอ จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้ในระ ดับหนึ่งด้วย
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีการสังเกตเหตุการณ์สัมพัทธ์ของการเกิดน้ำท่วม การเรียนรู้ถึงเหตุการณ์ประกอบต่างๆที่บ่งชี้ถึงว่าต่อไปในไม่ช้าจะเกิดปัญหาน้ำท่วม จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาความสูญเสียที่เกิดจากอุทกภัยได้ เช่น การให้เด็กรู้จักสังเกตเหตุการณ์บ่งชี้ว่า ก่อนเกิดน้ำท่วมจะต้องมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า อาทิเช่น มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน มีสัตว์หรือแมลงที่อาศัยอยู่ใต้พื้นที่ดินหนีหรือย้ายที่อยู่อาศัย มีเสียงกบหรืออึ่งอ่างร้องติดต่อกันหลายวัน น้ำในแม่น้ำลำคลองมีสีขุ่นผิดปกติ ฯลฯ เหตุการณ์สัมพัทธ์เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่จะต้องเรียนรู้ว่า อีกไม่นานน้ำจะท่วม ให้ผู้อยู่อาศัยใกล้แหล่งน้ำหรือบริเวณพื้นที่ลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เตรียมขนย้ายข้าวของหรือทรัพย์สินขึ้นไว้ในที่สูงได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะแก้ปัญหาได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์อันส่งผลต่อความสูญเสียได้
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้วิธีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นำท่วม เช่น เมื่อเรียนรู้ว่าอีกไม่ช้าจะต้องประสบกับปัญ หาน้ำท่วม และมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตที่เป็นปกติ เราควรตระเตรียมสิ่งต่างๆให้พร้อมเพื่อรับสถานการณ์ การเตรียมกักตุนอาหาร น้ำดื่ม เครื่องใช้ต่างๆ ควรกระทำเป็นการล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงที่เกิดปัญหา จะได้ไม่เกิดความขัดข้องในช่วงวิกฤติที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้วิธีการรักษาสุขภาพและการเฝ้าระวังโรคที่มาพร้อมกับน้ำท่วม จากรายงานของกระทรวงสาธารณะสุขพบว่า ในช่วงน้ำท่วมผู้คนจำนวนมากสัมผัสน้ำที่สกปรก จนทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคน้ำกัดเท้า โรคฉี่หนู โรคตาแดง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก โรคอุจจาระร่วง เด็กควรได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาวะในช่วงน้ำท่วม เช่น การรักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การดื่มน้ำที่สะอาด การไม่เดินลุยน้ำสกปรก ทำความสะอาดมือและเท้าอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันไม่ให้ยุงหรือสัตว์เลื้อยคลานทำอันตรายต่อร่างกาย เป็นต้น
  • ปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เกิดกับเด็ก เมื่อเกิดปัญหานำท่วม ส่วนใหญ่คนไทยที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม จะมีการช่วยเหลือผู้ที่ได้ประสบปัญหาน้ำท่วม มีการบริจาคข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรคต่างๆให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงเป็นโอกาสที่ดีเมื่อเด็กได้เรียนรู้เรื่องน้ำท่วมแล้ว ควรมีการบูรณาการคุณธรรมสำคัญเข้ากับการเรียนรู้ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะหลักธรรมทางศาสนา เช่น การสอนให้เด็กมีความรัก ความเมตตาต่อผู้อื่น การสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะเสียสละข้าวของเครื่องใช้ หรือบริจาคทรัพย์สินให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นต้น

ครูสอนเรื่องน้ำท่วมให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องน้ำท่วม ควรเป็นการเรียนรู้ตามสภาพจริง นั่นคือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ครูอาจนำหัวเรื่องดังกล่าวนี้มาเป็นหน่วยการเรียนรู้ หรือการเลือกมาเป็นประเด็นในการศึกษาค้นคว้า และจัดทำเป็นโครงการเรียนการสอนก็ได้ การเรียนรู้แบบหัวเรื่องที่จัดทำเป็นโครงการ อาจใช้เวลานานเท่าไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเด็กสนใจที่จะศึกษาลุ่มลึกมากน้อยเพียงใด ลักษณะการเรียนรู้ควรให้เด็กได้รับประสบ การณ์ที่หลากหลาย เน้นให้เด็กมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การมีส่วนร่วมทางด้านร่าง กายนั้น ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • การทดลองวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม ให้เด็กได้เรียนรู้ว่าน้ำท่วมเกิดจากสาเหตุใด โดยครูให้เด็กสัง เกตการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบว่าถ้ามีต้นไม้จำนวนมากจะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้ และถ้าไม่มีต้นไม้จะทำให้เกิดน้ำท่วม ด้วยการให้เด็กทดลองนำน้ำในปริมาณเท่ากัน 1 ถังใหญ่ ไปรดตรงโคนต้นไม้ และอีกถังหนึ่งไปเทบนพื้นดินที่ไม่มีต้นไม้ แล้วให้เด็กสังเกตว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ผลการทดลองนี้จะพบว่า เมื่อนำน้ำไปรดต้นไม้ ต้นไม้จะดูดซับน้ำได้เร็วและแห้งภายในระยะเวลาที่ไม่นาน แต่เมื่อนำน้ำไปเทลงบนพื้นดินที่ไม่มีต้นไม้ น้ำจะดูดซับลงไปในผิวดินได้ช้ากว่า และยังมีน้ำที่ขังบนพื้นดินในปริมาณมากกว่า ผลการทดลองนี้จะชี้ให้เด็กเห็นว่า ประโยชน์จากการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติที่เป็นต้นไม้ จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้
  • การทดลองเพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า การมีจำนวนต้นไม้มากช่วยให้น้ำไหลเชี่ยวน้อยกว่าการที่ไม่มีต้นไม้ ด้วยการนำท่อพีวีซีขนาดใหญ่ผ่าซีก ท่อพีวีซีอันที่ 1 นำก้อนหินมาวางติดไว้เป็นระยะ กับท่อพีวีซีอันที่ 2 ไม่มีก้อนหินมาวาง แล้วนำท่อ พีวีซีทั้งสองวางให้เอียงประมาณ 25 องศา ให้เด็กทดลองเทน้ำลงในท่อพีวีซีสองอันในเวลาเดียวกัน แล้วให้สังเกตว่าการไหลของน้ำมีความแตกต่างกันอย่างไร จากการทดลองนี้ ควรร่วมกันสรุปว่า ถ้ามีต้นไม้จำนวนมากเป็นการช่วยลดการไหลเชี่ยวของน้ำเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม การที่น้ำไม่ไหลเชี่ยวกราก เป็นการช่วยลดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมได้ในระดับหนึ่ง นั่นหมายความว่า อาคารบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอาจเสียหายน้อยลง
  • การให้เด็กมีส่วนร่วมทางด้านอารมณ์ เป็นการปลูกฝังเจตคติที่ดีหรือการมีคุณธรรม จริยธรรมที่ดีให้กับเด็ก เช่น ในกรณีที่โรงเรียนต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยรับบริจาคอาหารหรือข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น โดยโรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการรับบริจาค ให้เด็กได้ร่วมจัดข้าวของหรือช่วยบรรจุสิ่งของเหล่านี้เป็นชุดๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าการช่วย เหลือผู้อื่นที่ได้รับความทุกข์มีความสำคัญ และทำให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง และส่งเสริมให้เด็กเป็นคนมีจิตใจเอื้อ เฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์อีกด้วย
  • การให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมทางด้านสังคมหมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องน้ำท่วมแล้ว ครูเปิดโอ กาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่ม การให้เด็กรับผิดชอบงานเป็นกลุ่ม จะทำให้เด็กได้มีส่วนร่วมทางด้านสังคม และการมีส่วนร่วมทางด้านสติปัญญา จะเกิดขึ้นในช่วงที่เด็กช่วยกันคิดแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การบอกวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วม การสรุปผลการทดลองเรื่องน้ำท่วม การทำงานกลุ่มให้สำเร็จ ฯลฯ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องน้ำท่วมอย่างไร?

การสอนเรื่องน้ำท่วมหรือจัดกิจกรรมที่บ้าน ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กมีจิตสำนึกต่อการรักและหวงแหนต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

  • พ่อแม่ควรสอนลูกให้เรียนรู้ที่จะอนุรักษ์ต้นไม้ เมื่อใดที่มีโอกาสพาลูกไปในพื้นที่ซึ่งมีต้นไม้หรือภูเขา อาจเป็นแหล่งท่องเที่ยว ควรกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ว่า ต้นไม้เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากรากของต้นไม้ช่วยดูดซับน้ำ ทำให้เมื่อมีฝนตกในปริมาณมาก รากของต้นไม้จะดูดซับไว้ได้ จึงไม่ทำให้มีปริมาณน้ำบนผิวดินมากจนทำให้น้ำท่วม
  • พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เมื่อผู้อื่นได้รับความทุกข์จากปัญหาต่างๆ เราควรให้ความช่วย เหลือและเอื้อเฟื้อในด้านต่างๆ อาจเป็นการบริจาคเงินทอง ของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ทั้งนี้พ่อแม่ควรไปบริจาคสิ่งของให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม และให้เด็กมีส่วนร่วมในการบริจาคนี้ด้วย จะเป็นการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้กับเด็กได้อย่างมั่นคงในอนาคต

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การเรียนรู้ตามสภาพจริงเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อเด็ก และเด็กจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ได้นาน ดังนั้น การสอนเรื่องน้ำท่วม ควรเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ควรเป็นการเรียนรู้แบบหัวเรื่อง เพื่อให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้าและทดลอง จนเด็กสามารถสรุปข้อความรู้ได้ด้วยตนเอง

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546.กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. ณัฐธิดา อุบล.( ม.ป.ป.). ผลกระทบหลักของภาวะโลกร้อน. http://www.energysawingmedia.com [สืบค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2556].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul