หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องบ้าน (Home)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

บ้านคือสถานที่อยู่ของคนเรา มีบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันมาอยู่รวมกัน แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ตามฐานะของตน บ้านจึงเป็นสังคมพื้นฐานขนาดเล็กและสำคัญให้เด็กเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิต พ่อแม่และบุคคลภายในบ้านจึงมีหน้าที่ที่ต้องอบรมสั่งสอนเด็กให้รู้จักบ้านของตน

การสอนเรื่องบ้านมีความสำคัญอย่างไร?

บ้านเป็นสถานที่สำคัญที่เด็กควรรู้จักทั้งลักษณะ ส่วนประกอบ ที่ตั้ง และประโยชน์ของบ้านซึ่งเป็นที่อยู่ให้ความปลอดภัย และให้ความสุขที่เกิดจากความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัว และการปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ที่ดีและเหมาะสม การสอนเรื่องบ้านมีความสำคัญต่อเด็กดังนี้

  • บ้านคือที่อยู่ของคนเรา เป็นปัจจัยหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นของคนเรา เป็นที่เราได้ทำกิจกรรมจำเป็นในชีวิตของคนเรา ได้แก่ กิน นอน ขับถ่าย ชำระร่างกาย เล่น ใช้ฝึกทักษะ การทำงานบ้าน เป็นต้น
  • บ้านเป็นที่อยู่ที่ให้ความปลอดภัย บ้านจะช่วยป้องกันแสงแดด ฝน อากาศ สัตว์ร้าย หรือบุคคลที่แปลกหน้าที่เราไม่ต้อง การให้มาเกี่ยวข้องเรา
  • บ้านเป็นศูนย์รวมของสมาชิกทุกคน มีบุคคลสำคัญสำหรับเด็กมาอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์กันคือ พ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิท และบางครอบครัวอาจจะมีบุคคลอื่นมาอยู่ด้วยเพื่อช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กและทำงานบ้าน บุคคลเหล่านั้นจะให้ความรักและเป็นผู้อบรม สั่งสอนให้เด็กเพราะต้องทำหน้าที่ ถ่ายทอดประสบการณ์ วัฒนธรรมและค่านิยมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
  • บ้านเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน มีรูปร่าง ลักษณะ สถานที่ตั้ง บ้านทุกหลังที่ก่อสร้างมานั้น จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วย งานภาครัฐ เพื่อความเป็นระเบียบของชุมชน และทุกบ้านจะมีทะเบียนบ้านที่ระบุ เลขที่บ้านและสถานที่ตั้ง ตามกฎหมาย ตามระเบียบ ซึ่งเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของชีวิตในฐานะเป็นพลเมืองดี และเสริมสร้างความดีงามแก่จิตใจ

การสอนเรื่องบ้านมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การที่เด็กได้รับการสอนเรื่องบ้าน บนพื้นฐานของการมีบ้าน จะทำให้เด็กได้รับประโยชน์ดังนี้

  • เด็กได้เกิดความรู้สึกมั่นคงอบอุ่นใจ เพราะได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนเรา ได้แก่ ปัจจัยสี่ และความรัก ปัจจัยสี่คือ บ้านหรือที่อยู่อาศัย ส่วนอีกสามปัจจัยคือเครื่องนุ่งห่ม อาหาร และยารักษาโรคนั้น จะเก็บรักษาไว้ในบ้าน ทุกครัวเรือนจะมีสิ่งเหล่านี้เพราะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับทุกคน ด้านความรักเกิดจากพ่อแม่ได้ทำหน้าที่ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจและเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีงามให้แก่ลูก เพราะภายในบ้านมีความสัมพันธ์อันดีงามของพ่อแม่ลูก
  • เด็กได้รับขัดเกลาทางสังคม (Socialization ) การขัดเกลาทางสังคมเป็นการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมของสังคมหนึ่งไปยังสังคมยุคหนึ่ง เป็นกระบวนการที่สมาชิกแรกเกิดถูกจำกัดอยู่ในกรอบสังคมที่เป็นระเบียบ เพื่อให้เรียนรู้บทบาทของสังคมและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เด็กจะได้รับการขัดเกลาทางสังคมทั้งทางตรงคือการสอนจากพ่อแม่ และทางอ้อมคือการสังเกตเลียนแบบ การขัดเกลาทางสังคมเพื่อให้เด็กเป็นไปตามความมุ่งหวังดังนี้
    • เด็กจะเป็นผู้มีระเบียบ วินัย มีผลต่อบุคลิกภาพและความประพฤติของคนเรา จนเกิดความเคยชินและจะกระ ทำไปโดยไม่รู้ตัว
    • เด็กจะเป็นคนที่มีความมุ่งหวัง ที่ช่วยให้เกิดกำลังใจทำตามระเบียบวินัย
    • เด็กได้รู้จักบทบาทและทัศนคติต่างๆ สามารถแสดงบทบาทของตนเองอย่างเหมาะสมตามวาระและโอกาสต่างๆ เริ่มจากบทบาทของลูกต่อพ่อแม่ คือลูกควรเชื่อฟังพ่อแม่ ต่อมาเด็กไปโรงเรียน เด็กจะเรียนรู้บทบาทที่เปลี่ยนไป เป็นบทบาทของนักเรียนกับครู เป็นนักเรียนจะต้องตั้งใจเรียน

ประโยชน์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีส่วนสำคัญในการสร้างความรู้สึกที่ดีในแก่เด็ก และหล่อหลอมบุคลิกภาพของเด็กตามที่สังคมต้องการเพื่อให้เด็กเจริญเติบโตเป็นผู้มีความสามารถที่จะพัฒนาสังคมต่อไป

ครูสอนเรื่องบ้านให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เรื่องบ้าน และเข้าใจความหมายของบ้านที่แสดงถึงความผูกพันของสมาชิกในบ้าน จากตัวอย่างกิจกรรมดังนี้

  • เล่าเรื่องเกี่ยวกับบ้าน ที่ตั้ง ลักษณะรูปร่างของบ้านให้เด็กฟัง อาจให้เด็กถามข้อมูลจากผู้ปกครอง และเล่าให้เพื่อนฟังว่า บ้านของเด็กปลูกเมื่อไหร่ หรือใครอยู่มาก่อน (หากเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯมาก่อน) อยู่ในชุมชนอะไร หรือบอกรายละ เอียดของสถานที่ตั้งบ้าน
  • เล่านิทานให้เด็กได้รู้จักความสำคัญของบ้านและลักษณะของบ้าน เช่น เรื่องลูกหมูสามตัว ความว่า ลูกหมูสามตัวโตแล้ว แม่ให้ลุกหมูไปสร้างบ้านของตนเอง หมูตัวที่ 1 ปลุกบ้านด้วยฟางข้าว ไม่แข็งแรง เมื่อหมาป่ามาจะจับหมูกินก็พังบ้านได้ง่ายดาย หมูตัวที่ 1 จึงหนีไปขออยู่กับหมูตัวที่สองที่สร้างบ้านด้วยไม้ หมาป่าก็ตามมาพังบ้านหมูตัวที่สองอีก บ้านก็พังลง หมูทั้งสองตัวหนีหมาป่าไปขออยู่ที่บ้านหมูตัวที่สามที่สร้างบ้านด้วยอิฐแข็งแรง หมาป่าตามมาจะจับกินอีก หมูทั้งสามตัว ต้มน้ำร้อนไว้ เมื่อหมาป่าปีนลงมาทางปล่องไฟ แล้วพลาดตกลงมาในหม้อน้ำร้อน หมาตกใจกลัววิ่งหนีเข้าป่าหายไป
  • ให้เด็กวาดภาพบ้านและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในบ้านและรอบบ้าน ระบายสี ปั้นดิน พับกระดาษเป็นบ้าน ประดิษฐ์วัสดุง่ายๆเป็นบ้าน ทำหนังสือทำมือเรื่องบ้านของเรา แล้วให้เด็กเล่าเรื่องและบอกสิ่งต่างๆที่มีอยู่ปัจจุบันที่สังเกตเห็น และสิ่งที่มีความเป็นมา เช่น ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้พ่อปลูกไว้ให้เราไว้กินผล เล้าไก่บ้านเรามีไก่หลายตัว ตู้หนังสือนี้หนูช่วยแม่จัดให้เรียบ ร้อย ฯลฯ
  • เล่นบทบาทสมมุติเป็นพ่อ แม่ ลูก ในมุมบ้านเมื่อทำกิจกรรมเสรี
  • เด็กต่อไม้บล็อกหรือกล่องกระดาษยาสีฟัน กล่องสบู่หรือกล่องอื่นๆที่เป็นของเหลือใช้ มาแทนบล็อกไม้ โดยอัดกระ ดาษหนังสือพิมพ์ลงในกล่องให้แน่น แล้วห่อหรือปะติดด้วยเศษกระดาษสีต่างๆ เป็นบ้าน ในกิจกรรมสร้างสรรค์
  • ร้องเพลง หรือท่องคำคล้องจอง เกี่ยวกับบ้านและความผูกพันระหว่างคนในบ้านในกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
    		คำคล้องจอง เรารักกัน (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง)
    		พ่อแม่น้องและฉัน อยู่ร่วมกันในบ้าน
    		ทุกคนช่างเบิกบาน ทำงานแสนสนุก
    		ฉันดูแลน้องรัก แม่ช่วยตักข้าวสุก
    		พ่อนำเอาปลาดุก มาคลุกให้เรากิน 
    

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องบ้านได้อย่างไร?

การที่ลูกจะรู้จักบ้านอย่างมีความหมาย เพราะเด็กอยู่บ้านด้วยความสุขที่มีพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่เป็นผู้ให้ความรัก อบรมสั่งสอนเด็กอย่างเหมาะสม จากการเห็นการปฏิบัติต่อกันในชีวิตประจำวัน แนวทางการจัดกิจกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมหรือเพิ่มเติมให้ลูกมีดังนี้

  • สร้างความมั่นใจให้ลูกว่าการมีบ้านคือสิ่งที่ดีงาม พ่อแม่ควรแสดงความสุขเมื่ออยู่บ้าน มีลูกอยู่ด้วย มีเรื่องราวสนทนาบอกเล่ากันและกันเสมอ ถ่ายรูปคนในครอบครัวที่บ้านในบรรยากาศต่างๆ แล้วนำมาประดับ ตกแต่งบ้าน หรือนำภาพของบุคคลต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะเครือญาติ ภาพพ่อแม่ลูก ภาพปู่ย่าตายาย ภาพลูกตั้งแต่แรกเกิด ฯลฯ ภาพจะแสดงเรื่องราวและให้ความหมายถึงความรัก ความผูกพันที่มีต่อกันของคนในบ้าน
  • มอบหน้าที่ให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านง่ายๆที่เด็กสามารถทำได้ตามวัย เช่น ปัดฝุ่น พับผ้า ตากเสื้อ นำเสื้อผ้าไปใส่ถังซักผ้า เป็นต้น
  • บ้านจะมีความหมายเมื่อทุกคนในบ้านมีกิจกรรมร่วมกัน เช่น รับประทานอาหารร่วมกัน สนทนา ดูแลทุกข์สุขของคนในบ้าน ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน พี่ช่วยป้อนข้าวหรือเล่นกับน้อง ไปจ่ายอาหารหรือซื้อของใช้ด้วยกัน ร้องเพลงและเล่นเกมด้วยกัน พ่อเล่านิทานให้ลูกๆฟัง ปู่ย่าเห่กล่อมหลานนอน ชวนลูกทำสิ่งของเครื่องเล่น เครื่องใช้ง่ายๆ เช่น ผูกชิงช้าให้ลูก เล่น ทำกรงไก่ ทำรังให้แม่ไก่ออกไข่ ทำไม้กวาดจากทางมะพร้าว ฯลฯ จัดแต่งบ้านร่วมกัน เช่น เปลี่ยนดอกไม้ในแจกัน สวมปลอกหมอนอิง จัดโต๊ะ วางรูปภาพ จัดสวน เปลี่ยนดินปลูกต้นไม้ ฯลฯ
  • บ้านแต่ละหลังจะมีบุคคลที่อยู่ร่วมกันอย่างน้อยที่สุดมีพ่อแม่ลูก และอาจจะมีลูกสองคน เป็นพี่ น้องกัน นั่นคือในบ้านจะมีบุคคลหลายวัย สำหรับในสังคมไทยจะมีวัฒนธรรมการยกย่องนับถือผู้อาวุโสกว่า โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เพราะการที่เราดำรงชีวิตอยู่ได้ เราต่างเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นและสิ่งของมากมาย เราจึงควรกตัญญูคนที่อุปการะเรา เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ดังนั้น การอบรมเรื่องนี้ด้วยการสั่งสอนทางวาจาและการประพฤติต่อกันให้เด็กเรียนรู้ เป็นการขัดเกลาทางสังคมให้แก่เด็ก
  • แต่ละบ้านจะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเสมอ แต่การแสดงออกความสนิทสนมมากน้อยนั้น จะเป็นไปตามสภาพ แวดล้อมของที่ตั้ง ตลอดจนวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ แต่คุณธรรมพื้นฐานที่แต่ละบ้านควรมี คือความเกรงใจและความเอื้อ เฟื้อที่ควรมีต่อกัน บ้านทุกบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันจึงอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องบ้านเป็นเรื่องที่กำหนดในสาระที่ควรรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ที่ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 เรื่องบ้าน เป็นประสบการณ์ตรงที่เด็กเรียนรู้จากชีวิตประจำวัน จึงเป็นเรื่องที่เด็กจะเรียนด้วยความสนใจและสนุก โดยปกติเด็กจะชอบเล่นสมมติที่มุมการเรียนรู้ เล่นเป็นพ่อ แม่ ลูก ในบ้าน เขาจะสนทนาเหมือนเขาเป็นพ่อแม่เสียเอง นั่นคือเด็กเล่นเลียนแบบ เป็นการเรียนรู้บท บาททางสังคมของเด็กปฐมวัย และ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กล่าวถึงความหมายของครูและบทบาทหน้าที่ของครูไว้ประการหนึ่งว่า ครูทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยวิธีการต่างๆ ดังนั้นครูปฐมวัยจึงมีหน้าที่จัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นสุขให้แก่เด็ก โดยจัดหาสื่อ ให้ที่มุมการเรียนรู้โดยความร่วมมือกับผู้ปกครอง สื่อที่หาได้ง่ายๆและมีเกือบทุกครอบครัว เช่น ชุดเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของผู้ใหญ่ ตุ๊กตาใช้สมมติเป็นลูก มีเครื่องนอนให้ตุ๊กตา มีชุดเครื่องครัว เป็นต้น ที่มุมหนังสือ ควรมีหนังสือสำหรับเด็กเรื่องเกี่ยวกับบ้านไว้ให้เด็กอ่าน นอกจากนี้การเรียนเรื่องบ้านในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เทคนิคที่ครูใช้ได้ ได้แก่ การเล่านิทาน การร้องเพลง การเล่นเกม การเล่าประสบการณ์ เกี่ยวกับบ้าน การบันทึกเรื่องบ้าน การจัดรูปแบบการเรียนรู้แบบโครงการ เรื่องบ้าน ก็เป็นนวัตกรรมการสอนที่น่าสนใจ

บรรณานุกรม

  1. กนก มัธยมจันทร์ . ความรู้และจริยธรรมเพื่อชีวิต . กรุงเทพมหานคร : เพชรสยามการพิมพ์ . กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย . กรุงเทพมหานคร : เอดิสัน เพรส โปดักชั่น จำกัด .
  2. ประไพพรรณ ภูมิวุฒิสาร ( 2530 ) .ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็ก .ในเอกสารการสอนชุดวิชาพฤติกรรมวัยเด็ก หน่วยที่ 2 .นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  3. ปาริชาติ สุขุม ( 2536 ) . รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทยในเมือง . ในเอกสารการสอนชุดวิชาครอบครัวและสิ่งแวดล้อม. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช .
  4. พระมหาวุฒิชัย (ว. วชิรเมธี ). ที่สุดแห่งความดี . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิพ์ดีเอ็มจี.
  5. สุพัตร สุภาพ . ( 2537 ) . “การขัดเกลาทางสังคม” ใน สังคมและวัฒนธรรม . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  6. สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ,สำนักงาน (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 .กรุงเทพมหานคร บริษัทพริกหวานกราฟฟิคจำกัด.
  7. ศึกษาธิการ,กระทรวง. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546.กรุงเทพมหานคร : โรงพมพ์คุรุสภา. ศูนย์ทนายความทั่วไทย. พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. 2543. http://www.thailandlawyercenter.com/index.phpค้นคว้าเมื่อ 2 มกราคม 2556 .

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน