หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ (Natural Phenomena)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (Natural phenomena) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้น แต่มีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า รุ้งกินน้ำ กลางวัน กลางคืน ภาวะโลกร้อน รวมไปถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่างที่นานๆครั้งจะปรากฎให้เห็น เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ฝนดาวตก การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นเรื่องหนึ่งที่เด็กควรเรียนรู้ในสาระธรรมชาติรอบตัว ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 เพื่อฝึกทักษะการคิดแบบวิทยาศาสตร์โดยผ่านกิจกรรมการทดลอง การปฏิบัติจริงจากสถานการณ์จริง หรือสถานการณ์ที่สร้างขึ้นทั้งภายในห้องเรียน และขณะอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน

การสอนเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติมีความสำคัญอย่างไร?

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (Natural phenomena) มีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน เช่น การเกิดภาวะโลกร้อน วิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสภาวการณ์ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้เกิดภาวะนั้นๆ เช่น มนุษย์ทำลายธรรมชาติ ตัดไม้ทำลายป่า แหล่งน้ำ บุกรุกผืนป่า ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และเมื่อมีปริมาณฝนมากส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วม เนื่องจากขาดต้นไม้ที่จะดูดซับหรือกักเก็บน้ำ อีกทั้งการเกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น ลักษณะดังกล่าวนี้เกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและยานยนต์เครื่องจักรกลต่างๆที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ได้ใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงและอำนวยความสะดวก เช่น รถยนต์ รถบรรทุก รถไถนา เครื่องจักรกลที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเครื่องจักรกลต่างๆเหล่านี้ต้องใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรื่องราวอันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันที่มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะแต่บุคคลทั่วไป แต่ยังกระทบต่อเด็กและเยาวชนของชาติที่เป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ดังนั้นการปลูกฝังหรือเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ให้กับเด็กในช่วงปฐมวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะทำให้เด็กได้ตระหนักถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในทางลบที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เป็นเบื้องต้น การที่เด็กได้เรียนรู้สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ย่อมทำให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถดำรงชีวิตแบบพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลในอนาคต ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวเป็นสาระที่เด็กควรเรียนรู้เกี่ยว กับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล กลางวัน กลางคืน เป็นต้น สาระที่ควรเพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย เป็นการส่งเสริมให้เด็กสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นความคิดรวบยอดทางกายภาพ เด็กจะได้ใช้ทักษะการสังเกต การตั้งคำถาม และการหาคำตอบ ช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในลำดับขั้นสูงต่อไป ดังที่ Robert Craig ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ไว้ 5 ประการ ที่เรียกว่า “5 Craig’s Basic Concepts” ว่าทุกสิ่งในโลกนี้จะมีลักษณะสำคัญร่วม 5 ประการ คือ

  • ความเปลี่ยนแปลง (Change) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงควรให้เด็กเรียนถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ
  • ความหลากหลาย (Variety) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกัน จึงควรให้เด็กเรียนรู้ความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งต่างๆ
  • การปรับตัว (Adjustment) ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ครูจึงควรสอนให้เด็กได้สังเกตลักษณะของสิ่งนี้ เช่น จิ้งจกจะเปลี่ยนสีตามผนังที่เกาะ เป็นต้น
  • การพึ่งพาอาศัยกัน (Mutuality) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น นกเอี้ยงกับควาย ดังนั้น ครูจึงต้องให้เด็กเห็นธรรมชาติของสิ่งนี้
  • ความสมดุล (Equilibrium) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะต้องต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต และปรับตัวเพื่อให้ได้สมดุล และมีการผสานกลมกลืนกันเช่น ปลาอยู่ในน้ำ นกบินได้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก สัตว์แข็งแรงย่อมกินสัตว์ที่อ่อนแอ สัตว์ที่อ่อนแอต้องมีอาวุธพิเศษบางอย่างไว้ป้องกันตัว เป็นต้น เด็กควรมีความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งนี้ เพื่อให้ตนเองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติสามารถรักษาสมดุลไว้ได้

การสอนเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเป็นสาระที่ควรรู้สำหรับเด็กปฐมวัย จัดอยู่ในสาระทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความเหมาะสมในการนำมาจัดให้เด็กได้เรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้ประโยชน์ ดังนี้

  • การเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติช่วยฝึกฝนทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก เช่น
    • ทักษะการสังเกต
    • ทักษะการจำแนกเปรียบเทียบ
    • ทักษะการรับฟัง
    • ทักษะความตั้งใจ
    • ทักษะการค้นพบ
    • ทักษะการสรุปข้อมูล
    • ทักษะการอธิบาย
    • และทักษะการปฏิบัติ
  • ทำให้เด็กได้พัฒนาและสร้างความคิดรวบยอดในสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ เป็นคนที่มีความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อสิ่งใดง่ายๆ ทุกอย่างที่ต้องการรู้จะเกิดจากการลงมือกระทำและพิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นจาก
    • การศึกษาปัญหา
    • การตั้งสมมติฐาน
    • การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุป
    • และการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ทำให้เด็กมีเหตุผลในการกระทำสิ่งต่างๆ และสามารถใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาทั้งในส่วนตนและส่วนรวมได้ เช่น การจัดกิจกรรมที่ทำให้เด็กมีความเข้าใจและมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการเกิดรุ้งกินน้ำจากการเป่าฟองสบู่ การเกิดฝนจากการต้มน้ำ การต้มไข่ การซักผ้าและนำไปผึ่งแดด การเกิดกลางวัน กลางคืนจากการส่องแสงจากไฟฉายให้ไปกระทบกับพื้นผิวของลูกบอล เป็นต้น ซึ่งลักษณะการทดลองการเกิดปรากฏการณ์ง่ายๆดังกล่าว ทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจและมีความคิดรวบยอดได้ และที่สำคัญเป็นการเรียนรู้ที่ผ่านประสบการณ์ตรง เด็กได้ลงมือปฏิบัติและค้นพบองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

ครูสอนเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดประสบการณ์เพื่อให้เด็กรู้จักปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในระดับปฐมวัยนั้น ครูจะจัดกิจกรรมง่ายๆ ไม่มีความซับ ซ้อน และให้เด็กได้เห็น สังเกต และลงมือปฏิบัติจริง จนสามารถสรุปองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆได้ด้วยตนเอง โดยครูจัดให้เด็กได้ทดลองทางวิทยาศาสตร์ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ อาจให้เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรืออาจจัดอุปกรณ์ทดลองไว้ในมุมวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมเสรี ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • การเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เรื่อง ฝนตก โดยครูต้มน้ำให้เดือด ให้เด็กสังเกตลักษณะของน้ำที่ได้รับความร้อน ปริมาณของน้ำในภาชนะที่ลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากได้รับความร้อนจนกลายเป็นไอน้ำ และระเหยไปในอากาศ เมื่อไอน้ำรวมตัวกันมากเข้าก็จะกลายเป็นก้อนเมฆ เมื่อมีน้ำหนักมากอากาศไม่สามารถพยุงไอน้ำเหล่านี้ได้ก็จะตกลงมาบนพื้น ผิวโลกที่เรียกว่าฝน การทดลองดังกล่าวนี้จะทำให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดฝนได้อย่างชัดเจน
  • ปรากฏการณ์เรื่อง การเกิดรุ้งกินน้ำ จากการเป่าฟองสบู่ โดยนำสบู่เหลวผสมกับน้ำเปล่า และให้เด็กใช้หลอดกาแฟเป่าให้กลายเป็นฟองและล่องลอยไปในอากาศ ให้เด็กสังเกตสีที่เกิดขึ้นบนผิวของฟองสบู่ที่ลอยในอากาศ ครูใช้คำถามให้เด็กคิดว่า ทำไมฟองสบู่ที่เป่าไปในอากาศจึงเกิดเป็นสีต่างๆ พร้อมทั้งอธิบายให้เด็กเข้าใจว่า การเกิดรุ้งกินน้ำจะเกิดหลังจากฝนตก จากการที่แสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำในอากาศทำให้เห็นเป็นแสงสีต่างๆ ที่เรียกว่า รุ้งกินน้ำ เช่นเดียวกันกับการทดลองเป่าฟองสบู่ เมื่อเด็กเป่าฟองสบู่ลอยไปในอากาศ ทำให้กระทบกับแสงจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้เด็กเห็นฟองสบู่เป็นสีต่างๆ ดูคล้ายกับสีของรุ้งกินน้ำ
  • ปรากฏการณ์การเกิดกลางวัน กลางคืน โดยทดลองส่องแสงจากไฟฉายให้ไปกระทบการผิวของลูกบอลด้านใดด้านหนึ่ง ผิวของลูกบอลที่ถูกแสงมากระทบจะมองดูสว่างก็จะเป็นเวลากลางวัน ส่วนอีกด้านหนึ่งที่ไม่ได้รับแสงจะเป็นเวลากลางคืน กิจกรรมนี้ครูจะทำให้บรรยากาศในห้องมืด เพื่อให้เด็กเห็นผลการทดลองได้ชัดเจน โดยครูอาจปิดไฟ ปิดประตู และม่านหน้าต่างให้มิดชิดก่อนการทดลอง
  • ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเรื่อง การเกิดภาวะโลกร้อน กิจกรรมนี้เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากในปัจจุบันนี้อากาศที่ทุกคนรับรู้และรู้สึกได้ คือ จะรู้สึกว่าอากาศร้อนมากขึ้นทั้งตอนกลางวันและกลางคืน ครูควรใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กช่วยกันคิดหาคำตอบว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยให้เด็กไปสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น ไปถามพ่อแม่ ผู้ปกครอง การค้นหาหนังสือนิทานเกี่ยวกับเรื่องการเกิดภาวะโลกร้อน การค้นหาข้อมูลจากระบบอินเตอร์เน็ต การไปศึกษานอกสถานที่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การเผาผลาญเชื้อเพลิง และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์บนท้องถนน การทำลายขยะมูลที่ผิดวิธี การใช้วัสดุที่ทำมาจากโฟม เป็นต้น จากการที่เด็กได้สำรวจข้อมูลที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเช่นนี้ อาจจะนำมาอภิปรายกันระหว่างเด็กกับครู เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยผ่านการเรียนรู้จัดทำเป็นโครงการ (project) เช่น โครงการแยกขยะ โครงการการรณรงค์เพื่อลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากโฟม โครงการโลกสวยด้วยมือเรา โครงการตาวิเศษ เป็นต้น การเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมโครง การเหล่านี้ นอกจากเด็กจะช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในสังคมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้แล้ว ยังส่งผลให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อันเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เกิดกับเด็กปฐมวัยได้

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติได้อย่างไร?

Johann Heinrich Pestalozzi เป็นนักการศึกษาชาวอิตาเลี่ยน มีแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยเน้นการให้ความ สำคัญกับพ่อแม่ในการสอนให้ลูกเรียนรู้ได้ขณะอยู่ที่บ้าน และการเตรียมความพร้อมทางด้านพัฒนาการเริ่มจากบ้านก่อนเข้าโรงเรียน การเรียนรู้จะเน้นให้เด็กสามารถแก้ปัญหาและเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม เช่นเดียวกับการสอนลูกให้เรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พ่อแม่สามารถสอนลูกได้ที่บ้านจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยการสนทนา พูดคุย หรือตั้งคำถามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น เมื่อเกิดฝนตก เมื่อเห็นรุ้งกินน้ำ เมื่อเกิดพายุหรือลมพัดทำให้ต้นไม้โค่นล้ม ภาวะโลกร้อน การสอนลูกให้รู้จักปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้น พ่อแม่ควรมีขั้นตอนการสอนที่สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ

  • การสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ให้เกิดขึ้น หรือการนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาใช้เป็นประเด็นในการสอน เช่น การสอนลูกให้เรียนรู้การเกิดฝนตกจากกิจกรรมประกอบอาหารในครัว ในขณะทำกับข้าวเด็กจะสังเกตเห็นไอน้ำที่ระเหยจากกระทะลอยไปในอากาศ
  • การใช้คำถามปลายเปิดเพื่อให้เด็กคิดหาคำตอบ พ่อแม่สามารถใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคิดให้หลากหลาย ทำให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านกระบวนการคิด และความสามารถในเชิงการคิดสร้างสรรค์ได้ เช่น แม่อาจจะใช้คำถามว่า ไอน้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร ไอน้ำลอยไปที่ไหน เพื่อให้เด็กสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ครูสอนจากโรงเรียนไปสู่การเรียนรู้ขณะอยู่ที่บ้าน
  • การให้เวลาเด็กคิดหรือค้นหาคำตอบจากแหล่งต่างๆ
  • การให้เด็กสรุปสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองก่อนที่จะอธิบายให้ลูกเข้าใจ เทียบเคียงกับการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ พ่อแม่อาจจะอธิบายกฎต่างๆเกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้ลูกเข้าใจ
  • เน้นให้เด็กเรียนรู้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การฝึกให้เด็กรู้จัดคัดแยกขยะ และรู้วิธีการทำลายขยะเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ นอกจากการสอนจากหน่วยการเรียนรู้เพื่อให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเด็กให้เข้าใจได้ยิ่งขึ้นจากการจัดมุมประสบการณ์ เช่น การจัดมุมวิทยาศาสตร์ให้เด็กเข้าไปเรียนรู้และทดลอง เช่น การนำอุปกรณ์การทดลองเรื่อง กลางวันกลางคืน โดยใช้ไฟฉาย ลูกบอล วัสดุทึบแสง เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ได้ดีอีกวิธีการหนึ่งด้วย

บรรณานุกรม

  1. กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์แม็ค จำกัด.
  3. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  4. Craig, R.L. (Ed.). (1976). Training and development handbook (2nd ed.). New York: McGraw-Hill.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน