หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องพืชที่มีพิษ (Teaching children about poisonous plants)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องพืชที่มีพิษ

การสอนลูกเรื่องพืชที่มีพิษ (Teaching children about poisonous plants) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ ความเข้าใจเรื่องของพืชบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อคนเราและสัตว์ พืชเหล่านี้เป็นพืชที่ประกอบด้วยสารพิษ เมื่อไปสัมผัสหรือบริโภคเข้าไป จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ได้ โดยแสดงอาการต่างๆ ได้แก่ ระคายเคือง เจ็บปวด หรืออาจจะพิการ เป็นโรค และเสียชีวิตได้ สิ่งที่น่าสังเกตคือ พืชมีพิษอยู่ปะปนกับพืชทั่วไป บางชนิดเรานำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กินผล เช่น ขนุน มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ หนุมานนั่งแท่น ต้นคริสต์มาส ชวนชม โป้ยเซียน บอนสี เงินไหลมา เขียวหมื่นปี สาวน้อยประแป้ง โกสน จามจุรี ชวนชม ดาวเรือง ตีนเป็ด เทียนหยด บานบุรี บานเย็น บอนสี ยี่โถ รัก ลิ้นมังกร เป็นต้น การที่มีพืชลักษณะดังกล่าวอยู่ใกล้เด็ก หรือบางทีเด็กไปสัมผัสเข้า ด้วยความรู้ไม่เท่าทัน อันตรายจะเกิดขึ้นตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นเสียชีวิต จึงควรดูแลป้องกันเด็กด้วยการสอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัย

การสอนเรื่องพืชที่มีพิษสำคัญอย่างไร?

การสอนเรื่องพืชที่มีพิษมีความสำคัญ ด้วยเหตุผลดังนี้คือ

  • พืชมีพิษ เป็นพืชที่เจริญเติบโตอยู่รอบๆ ตัวเด็กมีจำนวนมาก จะมีทั้งที่เกิดขึ้นเองเพราะแพร่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืชปลิวมากับสายลม เกิดจากนกกินเมล็ดพืชแล้วถ่ายมูลเมล็ดพันธุ์ เมื่อได้ปัจจัยที่เหมาะสมคือ ดิน น้ำ แสงแดด ที่เหมาะแก่การงอกก็จะเจริญเติบโต หรือเกิดจากคนนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นปักชำ ตอนกิ่ง ฝังเมล็ด เสียบยอด เราจึงเห็นได้ว่า รอบๆ ตัวเรามีพืชมากมาย แต่เรารู้จักพืชไม่หมด การเรียนจะช่วยให้เด็กมีความรู้และความเข้าใจเพิ่มขึ้น
  • พืชมีทั้งคุณประโยชน์ และมีโทษ ในต้นเดียวกัน บางส่วนใช้ประโยชน์ แต่บางส่วนใช้ไม่ได้เพราะเป็นโทษ บางชนิดเป็นโทษโดยตรงไม่เหมาะที่จะใช้ แต่คนเราฉลาดรู้จักค้นคิดศึกษาจะพบว่า นำส่วนที่เป็นโทษทำให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น การใช้ยางน่อง (Antiaris toxicaria) ยางจากต้นเป็นพิษมาก ชาวพื้นเมืองหลายกลุ่มใช้ชุบปลายลูกศร ยิงสัตว์ใหญ่ ยิงศัตรู หรือล่าสัตว์ให้เป็นอาหาร แต่กรณีการสอนเด็ก จะมุ่งให้เด็กรู้จักประโยชน์และโทษของพืชเป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันตนเองก่อน โดยการสอนให้สังเกต และจำแนกประเภท
  • ธรรมชาติของเด็กสนใจอยากรู้เห็น และเด็กจะทดลองด้วยการลิ้มลอง โอกาสได้รับอันตรายจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็ว พืชหลายชนิด จะมีรูปร่าง ลักษณะ และชื่อพ้องกัน ควรให้เด็กรู้จักอย่างชัดเจน แยกแยะพืชมีพิษให้ได้
  • การสอนเรื่องพืชมีพิษ จัดไว้เป็นสาระการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องธรรมชาติรอบตัว ตามโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ให้ครูนำสาระการเรียนรู้ที่กำหนดมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง ให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ในสภาพจริง แต่กรณีเรียนเรื่องพืชมีพิษ ไม่เหมาะที่จะให้เด็กไปสัมผัสจับต้องโดยตรง แต่จะเรียนด้วยการเห็นและฟัง ซึ่งเด็กสามารถที่จะเรียนผ่านสื่อประเภทอื่นเช่น โทรทัศน์และภาพยนตร์ (Television and Motion Picture) แผ่นภาพ เป็นต้น

การสอนเรื่องพืชที่มีพิษมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องพืชมีพิษมีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้

  • เด็กจะได้รับความรู้เรื่องพืชที่มีพิษตามความเหมาะสมกับวัย และนำไปใช้ประโยชน์ คือ รู้จักลักษณะพืชที่เป็นอันตราย และควรหลีกเลี่ยง เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักดูแลตนเองให้เป็น โดยเริ่มตั้งแต่ปฐมวัยไปจนเป็นนิสัยที่ดีที่ต้องช่างสังเกต จดจำ และแก้ปัญหาได้
  • เด็กจะได้รับการฝึกคิดผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือเด็กจะได้เป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้น โดยได้คิด ได้ค้นคว้า ได้ทดลองเรื่องเกี่ยวพืชมีพิษ เช่น ในโรงเรียนที่บ้านของเรามีต้นไม้มากมาย แต่มีบางชนิดยางเป็นอันตรายแก่เรา ต้นอะไรบ้างที่มียาง (ขนุน มะม่วง) ยางของขนุนและมะม่วงเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่นำมาให้เด็กรู้จัก บอกเล่า หาภาพถ่ายของเพื่อนที่เกิดผื่นแพ้มาให้ดู เด็กปฐมวัยควรจำเรื่องอันตราย ดีกว่านำยางไปหยด หรือเช็ดบนผิวของเด็ก การให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้าเช่นนี้ จะทำให้เด็กเป็นคนรักการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเยาวชนไทย
  • เด็กจะรู้แหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมที่จัด นั่นคือพืชที่อยู่รอบตัวเป็นห้องเรียนธรรมชาติ การเรียนจากพืชจริง โดยการสังเกต จะทำให้เรามีความรู้ได้ สิ่งที่ปฏิบัติผ่านเรื่องราวพืชมีพิษ จะเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ต่อไปว่า สถานที่เรียนมีได้มากกว่าที่ห้องเรียน
  • เด็กจะเป็นผู้มีความสุข เนื่องจากการได้รับการตอบสนองความต้องการที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยธรรมชาติเด็กปฐมวัยต้องการที่จะรู้ สนใจที่จะสัมผัสทุกอย่าง ภายใต้การเอาใจใส่ของครูและผู้ปกครอง
  • เด็กจะได้สังคมของเพื่อนในขณะที่ทำกิจกรรมพร้อมกับมีโอกาสรู้ความสามารถของตนเองไปด้วย
  • เด็กจะเป็นผู้รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้พืชที่เรียนจะมีพิษกับคนและสัตว์ แต่พืชยังให้ประโยชน์แก่เราในด้านอื่นอีกด้วย

ครูสอนเรื่องพืชที่มีพิษให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

กิจกรรมเสริมประสบการณ์

  • สำรวจทำบัญชีชื่อต้นไม้ ลักษณะ และส่วนที่เป็นอันตราย บริเวณโรงเรียนที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ ให้ความรู้แก่เด็กโดยพิมพ์ลงแผ่นไวนิล หรือแผ่นกระดานไว้ที่ต้นไม้ เช่น ต้นมะม่วง (ยางเป็นพิษต่อผิวหนัง) ต้นกำลังกระบือหรือลิ้นกระบือ ต้นโกสน ต้นกระดาษเป็นต้นสำหรับเด็กปฐมวัย ครูมักทำเป็นภาพสัญลักษณ์ X ที่แสดงว่า ไม่ควรแตะต้องส่วนใดของพืช
  • ช่วงปฐมนิเทศเข้าเรียนของเด็ก ครูวางกฎกติกาง่ายๆ ให้เด็กปฏิบัติ คือ เราจะดูต้นไม้ ดอกไม้ อยู่ใต้ร่มไม้เท่านั้น ไม่เด็ด ดม ชิม นอกจากที่ผู้ใหญ่แนะนำ เพื่อเราจะปลอดภัยจากส่วนที่เป็นอันตราย

กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นเกมที่มีชื่อพืชมีพิษ และให้เด็กได้วิ่งออกกำลังกายเน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยกำหนดกติกาง่ายๆ คือ เมื่อครูท่องคำร้องประกอบการเล่น ให้เด็กทุกคนเดินอย่างอิสระในเขตที่ครูกำหนด เมื่อบทคำร้องมีชื่อพืชมีพิษ ให้เด็กวิ่งออกจากบริเวณที่ขีดไว้ไปยังเสาหลักที่ปักไว้ มีระยะห่างประมาณ 50 เมตร แล้วร้องไชโย คำร้องเล่น พืชมีพิษ (บุบผา เรืองรอง แต่ง) เด็กๆ ได้ยินได้ฟัง ระวังพืชมีพิษ ต้นนิดต้นน้อย ถูกหน่อยก็คัน ต้นอะไรบ้างนะ (ชวนชม มะกล่ำตาหนุ ตีนเป็ด)

เกมการศึกษา ฝึกทักษะการสังเกต (รูปร่างและลักษณะพืชมีพิษที่เราควรรู้จัก) ทักษะจำแนกประเภท (พืชไม่มีพิษกับพืชที่มีพิษ) ให้เด็กเล่นในกิจกรรมเกมการศึกษาจากบัตรภาพของพืชชนิดต่างๆ

กิจกรรมเสรี ครูจัดทำสมุด หรือหนังสือภาพ พืชมีพิษที่มีในโรงเรียนและในท้องถิ่น จัดไว้ที่มุมห้อง หรือห้องสมุด มาใช้สนทนาเล่าเรื่องให้เด็กฟังพร้อมกับแนะนำต้นไม้จริงที่มีอยู่ให้เด็กรู้จัก (ต้นไม้บางชนิด ปลูกเป็นไม้ผล และไม้ประดับสวยงามยังคงมีประโยชน์ จึงควรสอนให้ระมัดระวังตัว มิใช่งดเว้นการปลูกไปเลย)

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องพืชที่มีพิษอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องพืชที่มีพิษลูกที่บ้านได้ ดังนี้

  • ในเวลาที่สมาชิกในครอบครัวทำกิจกรรมกลางแจ้งบริเวณนอกบ้าน เช่น การเล่นกีฬาในสนามหน้าบ้าน ทำสวน หรือรดน้ำต้นไม้ ทำให้ลูกมีโอกาสสัมผัสกับพืชหลากหลายชนิด พ่อแม่สอนลูกว่าทุกสิ่งรอบตัวมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นลูกต้องเรียนรู้ที่จะสังเกต และหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเข้าใกล้พืชที่เป็นอันตราย พืชหลายชนิดที่อยู่มักปลูกเป็นพืชที่นิยมในบ้าน เช่น ขนุน มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ หนุมานนั่งแท่น ต้นคริสต์มาส ชวนชม โป้ยเซียน บอนสี เงินไหลมา เขียวหมื่นปี สาวน้อยประแป้ง โกสน จามจุรี ชวนชม ดาวเรือง ตีนเป็ด เทียนหยด บานบุรี บานเย็น บอนสี ยี่โถ รัก ลิ้นมังกร แม้แต่หญ้าคาที่มักขึ้นรอบรั้ว หรือในสวน ก็เป็นพืชที่เป็นพิษเช่นกัน
  • พ่อแม่ชวนลุกอ่านหนังสือที่มีภาพประกอบเรื่องพืชมีพิษ ให้ลูกดูพืชที่เป็นอันตรายจากการสัมผัสที่ลูกควรรู้จัก จากหนังสือสารานุกรม หรือสมุดภาพเนื้อหาเกี่ยวกับพืชมีพิษ โดยให้ลูกอ่านภาพ หรือพ่อแม่อ่านให้ฟัง
  • พ่อแม่ถ่ายภาพพืชที่มีพิษ หรือหาภาพจากคอมพิวเตอร์ สำเนาอัดภาพมาให้ลูกดู แล้วช่วยพ่อแม่จัดทำเป็นสมุดภาพแยกชุด ภาพเหล่านี้สามารถนำไปทำบัตรภาพเกมพืชมีพิษที่มีในบ้าน ชุมชน หรือท้องถิ่น ให้ลูกเล่นเพื่อได้จดจำพืชที่เป็นพิษ เช่น เกมจับคู่ภาพเหมือน เกมภาพตัดต่อ เกมทายชื่อภาพพืชอะไรเอ่ย เกมจำแนกประเภทพืช
  • พ่อแม่ชวนลูกเล่นเกมทายภาพพืชที่เป็นอันตรายจากการสัมผัส โดยพ่อแม่จัดหาภาพพืชที่เป็นอันตรายจากการสัมผัสต่างๆ เตรียมไว้ให้ลูกเล่นทายว่าภาพใดบ้างคือพืชที่เป็นอันตราย หรือเล่นเกมภาพตัดต่อ หรือเล่นตัดติดภาพ พืชที่เป็นอันตรายจากการสัมผัส เป็นการเสริมประสบการณ์ให้แก่ลูก ให้ลูกสามารถแยกแยะพืชที่เป็นอันตรายจากการสัมผัสออกจากพืชทั่วไป บางครั้งพ่อแม่เล่นกับลูกด้วยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ พ่อ แม่ ลูก เช่น พ่อแม่ยกภาพขึ้นมา 2 ภาพ แล้วตั้งคำถามภาพใดคือต้นตำแย หากลูกตอบถูกจะได้คะแนนเป็นการสอนลูกให้รู้จักลักษณะเฉพาะของพืชที่เป็นอันตรายจากการสัมผัสที่ต้องระวังห้ามเข้าใกล้
  • สอนลูกว่าหากบังเอิญไปสัมผัสพืชใดๆ แล้วเกิดอาการระคายผิว เจ็บตา รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาลาย ให้รีบร้องเรียกผู้ใหญ่ และบอกเล่าให้ผู้ใหญ่ทราบโดยทันที
  • ปัจจุบันมีไม้ดอกไม้ประดับประดิษฐ์ของพืชหลายชนิด จำหน่ายให้เรานำมาใช้ประดับจัดแต่งบ้านเรือน ของประดิษฐ์เหล่านี้มีพืชมีพิษที่กล่าวมา บางชนิดเป็นไม้ดอกไม้ใบที่สวยงาม เช่น ดอกคริสต์มาส ชวนชม บานบุรีสีเหลือง เป็นต้น พ่อแม่ไม่ควรนำพืชประดิษฐ์มาใช้ในการสอนเด็ก เพราะพืชประดิษฐ์ไม่ใช่ของจริง ไม่มีส่วนที่เป็นพิษให้เกิดอันตรายแก่เด็กได้ เด็กจะสับสนเมื่อจับต้องไม่เป็นอะไร ซึ่งในความเป็นจริงหากเด็กพบพืชของจริง เด็กจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชิม ดม จับต้อง จะเป็นอันตรายทันที

กิจกรรมสอนลูกเรื่องที่เกี่ยวกับอันตรายต่างๆ ควรจัดการป้องกัน และดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่สุด เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของเด็ก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

วิธีการปฐมพยาบาลก่อนนำลูกส่งโรงพยาบาล ได้แก่ หากเด็กได้รับพิษที่ผิว รู้สึกระคายคันที่ผิวหนัง ให้ถูด้วยทรายสะอาดบริเวณนั้น แล้วทาคาลาไมด์ ห้ามถูด้วยสบู่ เพราะจะทำให้ขนพิษเข้าไปในผิวลึกมากขึ้น

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. มันต์ กาญจนกุล. (2552). ร้อยพรรณพฤกษา ไม้มีพิษ. กรุงเทพมหานคร : เศรษฐศิลป.
  3. รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล. (2537). พรรณไม้มีพิษ. กรุงเทพมหานคร : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. สมจิตร พงศ์พงัน และสุภาพ ภู่ประเสริฐ (2534). พืชกินได้ และพืชมีพิษในป่า. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนโตร์.
  5. ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา: จำลอง เพ็งคล้าย. (ม.ป.ป.). พืชมีพิษในประเทศไทย. เข้าถึงได้จาก webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=86. [ค้นคว้าเมื่อ 2 พฤษภาคม 2558].
  6. เครือข่ายกาญจนาภิเษก: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21 เรื่องที่ 7. (ม.ป.ป.). พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน พืชมีพิษ. เข้าถึงได้จาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK21/chapter7/book.php?book=21&chap=7&page=t21-7-infodetail05.html. [ค้นคว้าเมื่อ 8 พฤษภาคม 2558].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน