หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องพุทธศาสนา (Teaching Children about Buddhism)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องพุทธศาสนา

พุทธศาสนา (Buddhism) เป็นศาสนาแห่งการพัฒนาตน เป็นศาสนาแห่งการฝึกตน หรือเรียกว่า ศาสนาแห่งการ ศึกษา คำว่า พัฒนา หมายถึง เจริญ หรือ ทำให้เจริญ การพัฒนาตนในที่นี้จึงหมายถึง การพัฒนาคุณสมบัติที่มีอยู่ภายในตัวบุค คลให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ในทางพุทธศาสนามีความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ มีศักยภาพในตัวที่จะพัฒนาได้ และ คนจะประเสริฐด้วยการพัฒนาตน เพราะการพัฒนาตนหรือการฝึกฝนตน ก็เพื่อให้เกิดกุศลธรรม มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา หรือที่เรียกว่า ไตรสิกขา ผู้ที่พัฒนาตนแล้ว จึงจะเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น รู้จักข่มใจ ไม่ยอมตามกิเลสหรือสิ่งยั่วยุ แต่จะรู้จักปรับปรุงตัวเอง ฝึกฝนพัฒนาให้คุณความดีของตนเจริญยิ่งๆขึ้นไป จึงถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐสูงสุดในทางพุทธศาสนา

การสอนลูกเรื่องพุทธศาสนามีความสำคัญอย่างไร?

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการพัฒนาตน ถ้าเด็กไม่พัฒนาตน มีตัวตนอยู่อย่างเต็มที่ เด็กก็จะเอากิเลสออกมาเสริมตัวตน ออกรับการกระทบเรื่อยไป บางครั้งตัวตนนี้ก็พองขยายโตใหญ่ออกไป ก็ยิ่งเจ็บปวด มีความทุกข์มาก การพัฒนาตนจึงหมายถึงการทำตนให้เบาบาง ยึดมั่นพะวงกับตัวตนน้อยลง แต่มีปัญญารู้เข้าใจชีวิต ทำให้มีความสุขมากขึ้น มีความทุกข์น้อยลง คนที่มีลักษณะฝึกตนหรือพัฒนาตนจะมีคุณลักษณะดังนี้

  • จะมีใจมุ่งสู่เป้าหมาย มีนิสัยทำจริง แน่วแน่ ไม่วอกแวก ขยัน ตั้งใจ เอาใจใส่ รับผิดชอบ ไม่อยู่เฉย และพิจารณาหา ทางทำให้สำเร็จ จึงเป็นคนที่สามารถควบคุมตัวเอง ดูแลตัวเอง เอาชนะตัวเองได้ จะเป็นคนที่คอยแก้ไขปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
  • มองอะไรเป็นการเรียนรู้ มองเห็นประโยชน์ในการนำมาปรับปรุงตัวเองให้เกิดความดีงาม ความเจริญก้าวหน้า เป็นผู้ที่พูดกันง่าย พร้อมจะรับฟังผู้อื่น ชอบแสวงหาความรู้ และเน้นที่การแก้ไขตัวเอง จึงเป็นคนที่มีความอิ่มใจ มีความร่าเริง เบิกบาน มีความสุขกาย สบายใจ สุขภาพใจดี ไม่ถูกกระทบกระทั่ง

การสอนลูกเรื่องพุทธศาสนามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การฝึกฝน พัฒนา เรียกว่า สิกขา หรือ ศึกษา มี 3 ด้านของชีวิต รวมเรียกว่า “ไตรสิกขา”

1. ด้านศีล (ศีลสิกขา) การฝึกฝนให้มีศีลยิ่งๆขึ้นไป เป็นการฝึกชั้นนอก ชั้นกาย วาจา ความสัมพันธ์กับผู้อื่นและสิ่งแวด ล้อมทั่วไป การไม่เบียดเบียน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันด้วยดีกับผู้อื่นในสังคม และสามารถปฏิบัติต่อวัตถุทั้งหลายในทางไม่เกิดโทษ

2. ด้านจิต (จิตตสิกขา) เป็นการฝึกที่ลึกเข้าไปสู่ขั้นจิตใจ คือ การพัฒนาจิตใจของตนเองให้มีคุณภาพจิตดี สมรรถภาพจิตดี และสุขภาพจิตดี จะเกิดประโยชน์แก่เด็ก คือ

  • คุณภาพจิตดี คือ จิตใจที่มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีศรัทธา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเคารพ มีความกตัญญู
  • สมรรถภาพจิตดี มีขันติ มีความอดทน มีสมาธิ มีใจตั้งมั่น มีความเพียร เป็นจิตที่เข้มแข็ง มีความสามารถ มีความพร้อมที่จะทำงานได้ เป็นจิตที่ควรแก่งาน
  • สุขภาพจิตดี มีความสุข สดชื่น แจ่มใส เบิกบาน ผ่องใส สบายใจ

3. ด้านปัญญา (ปัญญาสิกขา) คือ ความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จิตใจเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจกิ เลส พ้นทุกข์ พ้นปัญหา

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นเรื่องปัญญา การสอนให้เด็กเป็นคนมีปัญญา คือ การรู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ควรพูดอะไร ไม่ควรพูดอะไร ควรคิดอะไร ไม่ควรคิดอะไร สอนเด็กให้รู้จักคิด พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะแท้จริงแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตคือการศึกษา ศึกษาและปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม

พุทธศาสนาจึงเป็นการศึกษาในเรื่องชีวิต หากเด็กๆต้องการมีชีวิตที่ดีงาม ต้องการชีวิตที่มีความสุข ต้องการชีวิตที่มีความเจริญ ต้องมีปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นสำหรับคนที่มีจิตสงบ ไม่วอกแวก วุ่นวาย ความสงบจะเกิดขึ้นกับคนที่มีศีล มีความระมัดระวังในการทำ ในการพูด มีความอดทน มีความพากเพียรพยายามในการทำความดี

ครูสอนลูกเรื่องพุทธศาสนาอย่างไร?

การสอนให้เด็กเข้าใจในพุทธศาสนา และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ให้มีชีวิตที่ถูกต้องดีงามนั้น ไม่เน้นที่การสอนให้เด็กท่องจำ แต่จะเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงในกิจวัตรประจำวัน ผ่านการเล่น การทำการงาน การเคลื่อนไหวร่างกาย การทำอาหาร ตลอดจนการสนทนาพูดคุย จากการตั้งคำถาม และการเชื่อมโยงของครูผู้สอน เด็กจะสามารถคิด พิจารณา ใคร่ครวญด้วยตนเอง และสามารถปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้ในที่สุด

ศีลสิกขา สอนให้เด็กมีความเมตตา อ่อนโยน มีระเบียบวินัย เคารพในกฎกติกา รู้จักมารยาท มีความประณีต มีความรับผิด ชอบต่อตนเองและผู้อื่น สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความตรงต่อเวลา รู้จักเวลา รู้จักหน้าที่ของตนเอง มีการแสดงออกอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ พูดจาไพเราะ รู้จักทำความเคารพผู้ใหญ่

กิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาศีล ได้แก่

  • การเคลื่อนไหวประกอบเพลง/จังหวะ ทำให้เด็กรู้จักอวัยวะของร่างกาย ได้ฝึกร้องเพลง ได้คิดท่าประกอบเพลง และได้สัมผัสร่างกายของตนเอง และร่างกายของเพื่อนอย่างอ่อนโยน
  • การเล่านิทานที่มีเนื้อหาสอดแทรกคุณธรรม ครูสามารถดึงให้เด็กมีส่วนร่วมด้วยการอ่านออกเสียง คิดและตอบแทนตัวละครในเรื่อง เคลื่อนไหวตามลักษณะของตัวละคร ฯลฯ
  • การแสดงบทบาทสมมติ เชื่อมโยงจากการเล่านิทาน ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้แสดงออกเอง และให้เด็กได้ช่วยกันสรุปประเด็น/ตั้งคำถาม ให้เด็กคิดในแง่บวกต่อไป
  • การเล่นแบบมีกติกา เช่น การละเล่นไทย ครูอาจให้เด็กเป็นผู้อธิบายกติกาการเล่นให้เด็กคนอื่นเข้าใจและปฏิบัติตาม โดยครูเป็นผู้เน้นย้ำการรักษากฎกติกามารยาทในระหว่างการเล่น เพื่อให้การเล่นสามารถดำเนินไปด้วยความสนุก สนานและเป็นระเบียบ
  • การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ด้วยความละเอียด ประณีต เรียบร้อย เช่น การจัดกระเป๋า การทำความสะอาดกล่องนม การพับเก็บเสื้อผ้า การเข้าแถวเคารพธงชาติ การสวดมนต์ เป็นต้น
  • การบริการผู้ใหญ่ด้วยความเต็มใจ และน้อมใจทำอย่างเรียบร้อย ให้เด็กเป็นผู้เสิร์ฟน้ำหรืออาหารแก่ครู หรือผู้ปก ครองที่มาเยี่ยมชมโรงเรียน
  • การกล่าวคำขอบคุณ-ขอโทษ ใช้ช่วงเวลาก่อนเลิกเรียน ให้เด็กมีโอกาสกล่าวคำขอบคุณแก่เพื่อนหรือครูที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ตน และกล่าวคำขอโทษหากตนได้กระทำล่วงเกินลงไปกับทุกคน และควรทำทุกวัน
  • การตั้งวงสนทนา ครูและเด็กนั่งล้อมวงพูดคุยถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียน โดยให้เด็กช่วยกันระบุปัญหา ยอมรับปัญหา สืบสาวหาเหตุ และหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

จิตตสิกขา สอนให้เด็กรู้จักกำกับกาย วาจา ใจ ให้สงบนิ่ง มองตัวเองในแง่บวก มีความภาคภูมิใจ มั่นใจในตัวเอง รู้จักอดทน เสียสละ รู้จักรอคอย มีความละเอียดอ่อน รอบคอบ ตั้งมั่นกับสิ่งที่ทำ มีสติ มีสมาธิ มีความผ่อนคลาย ไม่เครียด

กิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาจิต ได้แก่

  • การฟังนิทานชาดก ครูเลือกเนื้อหานิทานที่เหมาะกับเด็ก เมื่อเล่าจบ ตั้งคำถามให้เด็กได้ฝึกจับใจความ เรียงลำดับเหตุการณ์ จะทำให้เด็กมีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ฟัง
  • การทำงานศิลปะ ฝึกให้เด็กทำงานหัตถกรรมที่มีความประณีต ละเอียด รอบคอบ จดจ่อ และนำผลงานมาแสดงให้ผู้อื่นได้ชื่นชม
  • การสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา นั่งสมาธิ เดินจงกรม ครูอธิบายการทำสิ่งเหล่านี้ให้เด็กเข้าใจ นำปฏิบัติจนเด็กเคยชิน และเห็นคุณค่าที่เกิดจากความสงบที่ได้รับ
  • การเข้าร่วมพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ครูพาเด็กเข้าร่วมกิจกรรมในวันพระ วันสำคัญทางศาสนา ให้เด็กคุ้นเคย รู้ จักวิถีปฏิบัติของชาวพุทธ และสามารถน้อมใจตนเข้าสู่ความสงบ

ปัญญาสิกขา สอนให้เด็กฝึกคิดใคร่ครวญอย่างเป็นเหตุเป็นผล รับรู้สิ่งต่างๆตามความเป็นจริง สามารถคิดแก้ปัญหาตามเหตุปัจจัย รู้จักแยกแยะคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม รู้จักความพอดีในการทำสิ่งต่างๆ สามารถทำสิ่งที่สร้างประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น

กิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาปัญญา ได้แก่

  • การปลูกผัก ครูให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่เลือกผักที่จะปลูก ศึกษาประโยชน์ของผักชนิดนั้น ขั้นตอนการปลูก การดูแลรักษาให้มีสภาพสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้ประกอบอาหารรับประทานต่อไป
  • การทำอาหาร ครูให้เด็กคิดใคร่ครวญว่า จะทำอาหารที่มีประโยชน์ชนิดใดรับประทาน เมื่อรับประทานแล้วเกิดคุณค่าแท้ จากนั้นจึงพิจารณาส่วนประกอบ และจะหาได้จากที่ใด แล้วจึงแบ่งหน้าที่ในการทำอาหาร ให้ทุกคนได้ฝึกทำงานร่วมกัน รู้จักแก้ปัญหา ฝึกสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอาหาร ด้วยการชิม ดม สัมผัส ได้ยินเสียง จนเมื่อทำเสร็จ ก็นำ มารับประทานร่วมกัน และเก็บล้างภาชนะเข้าที่ด้วยความเรียบร้อย สุดท้ายเด็กๆได้เขียนหรือพูดสรุปขั้นตอนการทำอาหาร เพื่อฝึกสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ
  • การทำงานศิลปะ ครูให้เด็กฝึกสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานต่างๆ เช่น งานปั้น งานสีน้ำ งานปักผ้า ฯลฯ เด็กจะต้องฝึกคิดแก้ปัญหา เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องพุทธศาสนาได้อย่างไร?

พ่อแม่ทุกคนปรารถนาให้ลูกเป็นคนดี มีชีวิตที่มีความสุข การสอนให้ลูกเข้าใจพุทธศาสนา จึงมิใช่แค่การพาลูกไปวัด ไหว้พระ สวดมนต์ แต่พ่อแม่ต้องศึกษาให้เข้าใจ นำมาใช้ให้เกิดกับตัวเองก่อน แล้วจึงนำคำสอนนั้นมาปรับใช้ในการเลี้ยงลูก สอนให้ลูกเข้าใจ ให้เป็นคนมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ และสามารถนำคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทัน

  • การฝึกให้มีศีล คือ การฝึกพูดดี (สัมมาวาจา) ทำดี (สัมมากัมมันตะ) และดำรงชีวิตที่ดี (สัมมาอาชีวะ) พ่อแม่สา มารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ด้วยการควบคุมความประพฤติของตนเองเวลาอยู่กับผู้อื่น ฝึกตนให้เกิดวินัย มีความรับผิด ชอบ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งของต่างๆทั้งที่เป็นของตนและของส่วนรวม มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักควบคุมอารมณ์ พูดจาสุภาพ ถูกกาลเทศะ รักษากฎกติกา มารยาท ไม่ทำสิ่งที่จากคุณธรรม ผิดจากกฎระเบียบ ลูกสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ตลอดเวลาจากครอบครัว จากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน จากการดูแลตนเอง จากการช่วยเหลือผู้ ใหญ่ และแม้กระทั่งจากการเล่น ฯลฯ
  • การฝึกให้มีสมาธิ คือ การฝึกความตั้งใจ (สัมมาสติ) แน่วแน่ มั่นคง (สัมมาสมาธิ) และส่งเสริมให้ลูกมีความอด ทน เพียรพยายาม (สัมมาวายามะ) ในการทำหน้าที่ให้สำเร็จ ด้วยแรงสนับสนุนชื่นชมจากพ่อแม่ จัดสรรเวลาให้ลูกได้มีหน้า ที่รับผิดชอบทำงานบ้าน สวดมนต์ นั่งสมาธิ ศึกษาหลักธรรมคำสอนที่เหมาะกับวัย จะช่วยขัดเกลาจิตใจของลูก ให้เป็นผู้มีความละเอียดอ่อน น้อมนำใจตนเองให้คิดแต่สิ่งดีๆ มองเห็นคุณค่าความสามารถและความพยายามของตน เป็นการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับลูก จนลูกถึงพร้อมด้วยคุณภาพจิต สมรรถภาพจิต และสุขภาพจิต ที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาปัญญาต่อไป
  • การฝึกให้มีปัญญา คือ การฝึกคิดให้มีความถูกต้องดีงาม (สัมมาทิฏฐิ) คิดทำสิ่งต่างๆด้วยความสร้างสรรค์ และก่อให้เกิดประโยชน์สุข (สัมมาสังกัปปะ) เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นในขอบเขตที่เหมาะสม ส่งเสริมให้ลูกได้ศึกษาค้นคว้าสิ่งต่างๆ ฝึกคิดแก้ปัญหาด้วยการพิจารณาเหตุปัจจัยที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ฝึกให้ลูกช่วยเหลือผู้อื่น บริ การผู้ใหญ่ ปลูกผัก ทำสวน ทำอาหาร ด้วยจิตใจที่ผ่องใส เบิกบาน มีความสุขในการได้ทำงาน ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล ได้คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ในการดำเนินชีวิตทุกวัน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดปัญหา แนวคิดในทางพุทธศาสนาที่พ่อแม่สามารถนำมาช่วยแก้ ไขปัญหากับลูกก็คือ หลักอริยสัจ 4 (เรื่องของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)

  • เริ่มจากการที่พ่อแม่ลูกช่วยกันกำหนดว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร (กำหนดปัญหา = ทุกข์)
  • จากนั้นค่อยๆฝึกให้ลูกคิดหาสาเหตุของปัญหานั้นว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใดได้บ้าง (ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา = สมุทัย)
  • แล้วจึงให้ลูกกำหนดเป้าหมายของแก้ปัญหาว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น (เป้าหมายของการแก้ปัญหา = นิโรธ)
  • สุดท้ายจึงหาวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (ซึ่งก็คือ การแก้ไขปัญหา = มรรค) นั่นเอง

เมื่อลูกเรียนรู้ว่า ปัญหาคืออะไร อะไรเป็นสาเหตุของปัญหา เป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นคืออะไร แล้วจึงหาวิธี การเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น พร้อมทั้งกำลังใจและการสนับสนุนจากพ่อแม่ จะทำให้ลูกมีหลักการในการดำเนินชีวิตที่ดี เรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหามากกว่าจะเพ่งโทษสิ่งอื่น ทำให้ลูกเกิดความมั่นใจ และมีความคิดรู้สึกที่ดีทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

หลักไตรสิกขา คือ กระบวนการพัฒนาพฤติกรรม พัฒนาจิตใจ และพัฒนาปัญญา เพื่อให้แต่ละบุคคลมีการดำเนินชี วิตที่อยู่ด้วยปัญญา การดำเนินชีวิตที่มีการศึกษา พัฒนาชีวิตไปด้วยในตัว จึงจะเป็นชีวิตที่ดี ที่ประเสริฐ มีความเจริญงอกงาม แก้ไขปัญหา และดับทุกข์ได้ในที่สุด แบ่งเป็น 3 ขั้น ดังนี้

ศีลสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมด้านความประพฤติ ระเบียบวินัย ความสุจริตทางกาย ทางวาจา อาชีพ เรียกว่า ศีล ได้แก่

  • สัมมาวาจา คือ การพูด การแสดงออกทางวาจาที่สุจริต ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบคาย ไม่เพ้อเจ้อ แต่สุภาพนุ่มนวล มีเหตุผล ก่อให้เกิดความสามัคคี เป็นไปในทางสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์
  • สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำที่ดีงาม สุจริต ช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายกัน ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยดี มีความสงบสุข
  • สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบอาชีพสุจริต ไม่ก่อความเดือดร้อน เสียหายแก่ผู้อื่น ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองสมกับการเลี้ยงดูของพ่อแม่

    จิตตสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมทางจิตใจ การปลูกฝังคุณธรรม สร้างเสริมคุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพของจิต เรียกว่า สมาธิ ได้แก่

  • สัมมาวายามะ คือ การเพียรพยายามในทางที่ดีงาม หลีกเว้นป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่ยังไม่เกิดขึ้น ละเลิกกำจัดสิ่งที่ชั่วร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว สร้างสรรค์สิ่งดีงามที่ยังไม่เกิด และส่งเสริมสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นแล้วให้เพิ่มพูนงอกงามยิ่งขึ้นไป
  • สัมมาสติ คือ การมีสติกำกับตัว ให้ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ไม่เลื่อนลอย ไม่ละเลย
  • สัมมาสมาธิ คือ การมีจิตตั้งมั่น แน่วแน่ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก แต่บริสุทธิ์ ผ่องใส เข้มแข็ง ไม่หดหู่ท้อแท้ พร้อมที่จะใช้งานทางปัญญาอย่างได้ผลดี

    ปัญญาสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมทางปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง แก้ไขปัญหาตามแนวทางเหตุผล รู้เท่าทันโลกและชีวิต หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ สามารถดำรงชีวิตด้วยปัญญา ได้แก่

  • สัมมาทิฏฐิ คือ ทัศนะ ความคิดเห็น แนวความคิด ทัศนคติ ค่านิยมต่างๆ ที่ดีงาม ถูกต้อง
  • สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดในทางเสียสละ หวังดี มีไมตรี ช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นความคิดที่บริสุทธิ์ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มุ่งร้าย

การปฏิบัติในทางพุทธศาสนาก็คือ การฝึกฝนพัฒนาตนในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา 3 ข้อนี้ให้สามารถเป็นผู้กิน อยู่ ดู ฟัง เป็น พุทธศาสนายกย่องผู้ที่พัฒนาตนว่าเป็นบุคคลสูงสุด ความดีหรือความประเสริฐของมนุษย์ จึงอยู่ที่การฝึกฝนพัฒนาตนนั้นเอง

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2535). ดรุณธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). หลักแม่บทของการพัฒนาตน. (พิมพ์ครั้งที่ 13) กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จำกัด
  3. อดิศร จันทรสุข. (2548). รายงานการวิจัยการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน