หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องพ่อแม่และครอบครัว (Parents and family)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พ่อแม่ หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูกและอบรมเลี้ยงดูลูก ครอบครัว หมายถึง ญาติ พี่น้องที่ผูกพันกัน สืบสายโลหิตเดียวกัน ในครอบ ครัวหนึ่งๆ จะมีพ่อแม่ลูกอยู่ร่วมกัน บางครอบครัวอาจจะมีญาติผู้ใหญ่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เป็นสังคมครอบครัวที่เด็กควรเรียนรู้ความสำคัญและวิธีการปฏิบัติตนต่อบุคคลเหล่านั้น จากการอบรมสั่งสอนของผู้ใหญ่

การสอนเรื่องพ่อแม่และครอบครัวมีความสำคัญอย่างไร?

การสอนให้ลูกรู้จักพ่อแม่และคนในครอบครัวมีความสำคัญคือ เพื่อสอนให้เด็กรู้จักบุคคลและหน้าที่ของบุคคลเหล่านั้น บุคคลในครอบครัวได้แก่ พ่อแม่ พี่ น้อง ญาติผู้ใหญ่ และบุคคลอื่นที่อยู่ด้วยกันในบ้าน ทุกคนต่างมีบทบาทหน้าที่ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพ่อแม่มีหน้าที่หล่อหลอมลูกให้ปฏิบัติตนตามฐานะของลูกอย่างเหมาะสมและเป็นไปตามที่สังคมคาดหวังได้ ครอบครัวเป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด เป็นที่รวมกลุ่มของบุคคลต่างๆมาอยู่รวมกัน มีความผูกพันกันโดยการแต่งงาน และมีการสืบสายโลหิต ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก และสมาชิกอื่นๆในครอบครัว ครอบครัวจะทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่สมาชิก โดยผู้เป็นพ่อแม่จะมีหน้าที่หลักคือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่ตนมีอยู่ไปสู่ลูก ประสบการณ์เหล่านั้นพ่อแม่เคยได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่ย่าตายายเช่นกัน เป็นการเรียนรู้ที่ได้ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่งเรียกว่า สังคมประกิต (Socialization) หรือการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น เด็กจะเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ต่างๆเกี่ยวกับแบบแผนของสังคมโดยผ่านบุคคลสำคัญในครอบ ครัวคือ พ่อแม่ ที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนลูกให้เรียนรู้เรื่องการระวังรักษาตนให้อยู่รอดปลอดภัย เช่น สอนกิน นอน ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย ฯลฯ ฝึกฝนการเข้าสังคม พัฒนาบุคลิกภาพและปลุกฝังจริยธรรมให้ลูก

ปัจจุบันครอบครัวไทยมีสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ส่งผลให้การดำเนินชีวิตในครอบครัวเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นคือการออกไปประกอบอาชีพนอกบ้าน ดังนั้น เมื่อพ่อแม่ออกจากบ้านไป การงานในครอบครัวได้แก่ งานเลี้ยงลูก งานครัว และงานอื่นๆ จึงต้องจ้างบุคคลอื่นมาช่วยทำ นอกเหนือจากการมีญาติผู้ใหญ่และญาติสนิทช่วยเหลือแล้ว วัฒนธรรมไทยจะแสดงความสัมพันธ์กับบุคคลที่เข้ามาอยู่ในครอบครัวเสมือนญาติ จะเห็นได้จากการเรียกคำนำหน้าชื่อว่า พี่ ป้า น้า อา ลุง เป็นต้น บุคคลเหล่านี้จะช่วยอบรมสั่งสอนเด็กแทนพ่อแม่ และการที่ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ร่วม กัน จึงทำให้เด็กได้เรียนรู้จากการสังเกตเกี่ยวกับความประพฤติ การปฏิบัติต่อกัน จึงเป็นการเรียนรู้สังคมจากบุคคลภายในครอบ ครัว

การสอนเรื่องพ่อแม่และครอบครัวมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การอบรมสั่งสอนให้เด็กรู้จักพ่อแม่ เป็นการส่งเสริมเด็กให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เด็กจะเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติการกำเนิดของตนเอง และช่วยบ่มเพาะความเจริญทางจิตใจให้ตระหนักรู้ถึงบุญคุณของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด การมีพ่อแม่ย่อมส่งผลให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวที่เป็นสังคมที่เล็กที่สุดและสำคัญที่สุด ซึ่งมีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้

  • เด็กได้รู้จักผู้ให้กำเนิด คือ ได้เรียนรู้ความเป็นธรรมชาติสิ่งมีชีวิตจะก่อเกิดจากผู้เป็นพ่อแม่ คนทุกคนเกิดมาได้เพราะมีผู้ให้กำเนิด เป็นเรื่องธรรมชาติ
  • เด็กได้ตระหนักรู้ว่าพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ เป็นผู้ให้กำเนิด และอบรมเลี้ยงดูเขา พ่อแม่เป็นบุคคลที่ควรแก่บูชา หมายถึงลูกจะแสดงให้พ่อแม่ทราบว่า ลูกมีความเคารพและตระหนักในคุณธรรมความดีของพ่อแม่อย่างจริงใจ อีกทั้งเป็นการเตือนใจลูกเองให้ยึดมั่นในคุณธรรมของพ่อแม่ ก่อให้เกิดความรู้สึกอยากกระทำตาม ทำให้จิตใจของลูกยกสูงขึ้น ไม่ทำความชั่ว การบูชาเป็นกุศโลบายให้ฝึกใจที่หยาบให้ละเอียดอ่อนลง การตระหนักรู้ว่าตัวตนอยู่ในฐานะลูก และรู้คุณธรรม จะทำให้จิตใจเด็กอ่อนโยน อ่อนน้อม เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ที่พัฒนาให้เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จึงควรปลูกฝังให้แก่เด็ก จริยธรรมที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น คือเรื่องความกตัญญูต่อพ่อแม่
  • เด็กได้รู้จักญาติผู้ใหญ่ในฐานะผู้มีพระคุณ ปู่ย่า เป็นผู้ให้กำเนิด พ่อ ตายาย เป็นผู้ให้กำเนิดแม่ และพ่อแม่มีพี่น้อง ทั้งหมดนี้เป็นเครือญาติ เรียกว่าญาติสนิท ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ของพ่อแม่ ให้การอบรมเลี้ยงดู ปกป้องคุ้มครองพ่อแม่ของเรามาแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน แม้พ่อแม่เราจะเป็นผู้ใหญ่และมีเราเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ญาติผู้ใหญ่และเครือญาติของเรายังมีความผูกพันช่วยเหลือกันเสมอ ในสังคมไทยจะให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กยังเป็นที่รวมความสน ใจของคนในครอบครัว เป็นความหวังที่จะเห็นเด็กเจริญเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของครอบครัวและสังคม ญาติจึงมีส่วนร่วมอบรมเลี้ยงดูเด็กเสมอมา
  • เด็กได้รู้จักผู้ที่ช่วยเหลือครอบครัวในบทบาทต่างๆ โดยปกติเด็กจะมีพ่อแม่เป็นผู้ขัดเกลานิสัย แต่ด้วยเหตุที่สังคมปัจจุบัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาพทางสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมเมือง ทำให้พ่อแม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ไปประกอบอาชีพนอกบ้าน การอบรมเลี้ยงดูลูกและการดูแลครอบครัวจึงเปลี่ยนแปลงสภาพ ให้เป็นภาระหน้าที่ของบุคคลอื่น เช่น ญาติผู้ใหญ่ ญาติสนิทและบุคคลอื่นที่เข้ามามีบทบาทหน้าที่แทนพ่อแม่ เช่นผู้ที่มาเลี้ยงดูเด็กระหว่างพ่อแม่ไปทำงาน เรียกกันโดยทั่วไปว่า พี่เลี้ยง และบางครอบครัวจะมีผู้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลบ้านในหน้าที่ต่างๆ เช่น คนสวน คนขับรถ คนครัว เป็นต้น สภาพสังคมไทยจะมีความผูกพันกับบุคคลเหล่านี้เสมือนญาติ บุคคลเหล่านี้มีความใกล้ชิดเด็ก และ ให้ความรักเด็ก ช่วยกันอบรม เลี้ยงดูเด็กแทนพ่อแม่ไปด้วย เด็กจึงเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่มีคนอื่นนอกเหนือจากพ่อแม่
  • เด็กได้เรียนรู้ความเป็นสังคมขนาดเล็กจากสถาบันครอบครัว แต่ละคนมีบทบาทและหน้าที่ เด็กแรกเกิดจะเริ่มมีสังคมอย่างน้อยก็มีแม่หนึ่งคน และเรียนรู้ที่ปรับตัวเข้าสังคม ในช่วง 6 เดือนแรกเด็กมีแสดงความต้องการเพื่อบำบัดความหิวหรือการอยู่รอดของตนเท่านั้น หลังจากนั้นเริ่มจำแนกภาพหน้าคนและสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น เขาจะเริ่มมีความผูกพันกับผู้เลี้ยงดูเป็นสังคมและค่อยพัฒนาการตามลำดับ จากชีวิตประจำวันเด็กจะเห็นการปฏิบัติต่อกันทั้งที่ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเองและปฏิบัติต่อกันและกัน สิ่งเหล่า นั้นเป็นการแสดงบทบาทของผู้ที่อยู่ร่วมกันในครอบครัว ซึ่งเป็นสังคมขนาดเล็กและมีความสำคัญต่อเด็กเป็นอย่างยิ่ง

ครูสอนเรื่องพ่อแม่และครอบครัวให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

กิจกรรมที่ครูจัดเพื่อให้เด็กรู้จักพ่อแม่และคนในครอบครัวจะอยู่ในกิจกรรมประจำวัน ดังต่อไปนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูจะพูดคุยสนทนากับเด็ก ถึงพ่อ แม่และบุคคลในครอบครัว จะทำให้เด็กเข้าใจได้ เพราะการพูดคุยเป็นการสื่อสาร การสื่อสารมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะส่งและรับสารมีผลต่อความเข้าใจ โดยปกติแล้วการสื่อสารจะเป็นไปเพื่อเพิ่มสาระที่ผู้อื่นมีอยู่แล้ว และในขณะเดียวกันก็เพิ่มสาระและความเข้าใจที่เรามีอยู่ด้วย จากนั้นอาจเล่านิทานเกี่ยวกับครอบครัว เรื่อง การกำเนิดลูก เช่น
    • เรื่องมหัศจรรย์วันเกิดของหนู (เป็นหนังสือเด็กที่เล่าเรื่องว่า เด็กอยู่ในท้องแม่ตั้งเดือนแรกจนครบเก้าเดือนคลอดออกมา )
    • นิทานกระต่าย (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง เป็นหนังสือเด็กเล่าเรื่องว่า กระต่ายหนุ่มสาวอยู่บ้านใกล้กัน ต่างเห็นความดีของกันและกัน จึงมาอยู่เป็นครอบครัว มีลูกกระต่ายน่ารักสามตัว)
  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กจะได้ท่องคำคล้องจองง่ายๆเกี่ยวกับพ่อแม่ เช่น บทคำคล้องจอง แม่ แม่ ( ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง ) ความว่า แม่ฉัน รักฉัน มั่นนัก ฟูมฟัก ด้วยใจ ห่วงหา อบรม ลูก ด้วย เมตตา สอนว่า ให้ลูก ทำดี ...( เปลี่ยน แม่ฉัน เป็น พ่อฉัน ) หรือร้องเพลงเกี่ยวกับครอบครัว เช่น เพลงบ้านนี้มีความรัก เพลงการเจริญเติบโต
    • เพลงบ้านนี้มีความรัก ( ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง ทำนองเพลงหัวแม่มืออยู่ไหน)
      “นี่คือพ่อของฉัน (ซ้ำ) ท่านใจดี (ซ้ำ) เล่นกับฉันทุกวัน โยกเยกเอย โยกเยกเอย นี่คือแม่ของฉัน (ซ้ำ) ท่านใจดี (ซ้ำ) ร้องเพลงกับฉันทุกวัน ลั้น ลั่นล้า ลั้น ลั่นล้า นี่คือปู่ของฉัน (ซ้ำ) ท่านใจดี (ซ้ำ) ทำของเล่นให้เรา เล่น ปู๊นปุ่นปู๊น ปู๊นปุ่นปู๊น นี่คือย่าของฉัน (ซ้ำ) ท่านใจดี (ซ้ำ) เล่านิทานให้ฉันฟัง ฮ่าฮะฮ่า ฮ่าฮะฮ่า นี่คือตัวของฉัน (ซ้ำ) เป็นเด็กดี (ซ้ำ) รักทุกๆคนเอย ลั้น ลั่นล้า ลั้น ลั่นล้า (เปลี่ยนญาติ เป็น ตา ยาย ลุง ป้า ฯลฯ เด็กจะชูนิ้วมือ ทำท่าทางประกอบเพลง ทีละนิ้วสลับกันไป และใส่ท่าทางประกอบอิสระให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง สวมหุ่นนิ้วมือสมมติเป็น พ่อ แม่ ฯลฯ หรือวาดภาพพ่อแม่ ง่ายๆ ตกแต่ง ด้วยวัสดุ เป็นหมวก ผ้าคลุมผม)
    • เพลงการเจริญเติบโต (ผู้แต่ง นางอิทราพร กาญจันดา)
      แม่จ๊ะ แม่จ๋า บอกหนูหน่อยหนาหนูเกิดได้อย่างไร แม่จงเฉลยความใน (ซ้ำ) บอกหนูได้ไหมแม่จ๊ะแม่จ๋า (ซ้ำ) ลูกนี้เกิดในตัวแม่ รักจริงแท้พ่อแม่สร้างมา 9 เดือนจึงเคลื่อนไคลคลา (ซ้ำ) ออกจากครรภ์มารดาเป็นเด็กทารก (ซ้ำ) ดื่มนมจากอกของแม่ รักจริงแท้เหมือนดังแก้วตา ป้อนข้าวป้อนน้ำทุกครา (ซ้ำ) พ่อแม่สรรหาอาหารดีมากมาย (ซ้ำ) พอ 1 ปี ผ่านมาโอ้ลูกจ๋า พลิกคว่ำ คืบคลาน หนูเดินเตาะแตะรอบบ้าน (ซ้ำ) ร้องเรียกเสียงหวานพ่อแม่อยู่ไหน (ซ้ำ) อายุได้ 3 ปี หนูน้อยคนดีเข้าเรียนปฐมวัย เริ่มต้นวัยเด็กนั้นไง (ซ้ำ) หนูจึงได้เรียน ข ก กา (ซ้ำ) บุญคุณพ่อแม่ใหญ่ยิ่งนัก ที่ฟูมฟักเลี้ยงหนูโตมา ตอบแทนพระคุณท่านหนา (ซ้ำ) หมั่นศึกษา ขยันอ่านเรียน (ซ้ำ) (ซ้ำ)
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ทำบัตรอวยพรวันพ่อและวันแม่ หรือวาดภาพครอบครัวของฉัน เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องพ่อแม่และครอบครัวได้อย่างไร?

กิจกรรมที่จะทำให้เด็กรู้และเข้าใจความเป็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง และคนในครอบครัว ไม่เพียงเฉพาะแต่การรู้จักรูปร่าง ลักษณะและชื่อเท่านั้น แต่จะรู้จักถึงการกำเนิดของตนเอง ความสัมพันธ์ ทัศนคติ การปฏิบัติต่อกันในครอบครัวบนพื้นฐานของศีลธรรม พ่อแม่สามารถสอนลูกในชีวิตประจำวันได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • ร่วมทำกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม วันเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และวันแม่แห่ง ชาติ วันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนม์พรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
  • ชวนลูกทำบุญให้บรรพบุรุษตามประเพณีของชุมชนที่อยู่ เช่น วันสงกรานต์ วันตรุษจีน วันสารทเดือนสิบ เป็นต้น
  • เล่าเรื่องความรักและการมีครอบครัวของพ่อแม่ให้ลูกฟัง นำภาพงานหมั้น งานแต่งงานของพ่อแม่ ให้ลูกดู
  • นำลูกไปเยี่ยมปู่ย่า ตายาย ญาติผู้ใหญ่อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับเด็ก ให้ลูกได้รู้เห็นความสัมพันธ์ช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ที่เป็นครอบครัวเดียวกัน
  • ชวนลูกทำบุญตักบาตรในวันเกิดของพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ และฟังพระเทศน์หัวข้อง่ายๆ เช่น พ่อแม่ของเราเป็นพระในบ้าน การทำความดีให้พ่อแม่ และถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น
  • ชวนลูกทำงานกับพ่อแม่เพื่อให้ลูกได้เห็นบทบาทหน้าที่การทำงานของพ่อแม่ และบทบาทของลูกที่ควรปฏิบัติต่อพ่อแม่ด้วย พ่อแม่ถามลูกว่า วันนี้ลูกทำอะไรให้กับพ่อแม่บ้าง เป็นการปลูกจิตสำนึกให้ลูก
  • ชวนลูกเขียนชื่อพ่อและแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือบุคคลต่างๆที่อยู่ในครอบครัว เขียนใต้ภาพ และเล่าเรื่องเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้นตลอดจน แสดงความชื่นชมอย่างจริงใจ เป็นการสอนให้ลูกมองมุมดีๆของสิ่งต่างๆรอบตัวเสมอ

การจัดกิจกรรมให้เด็กรู้จักพ่อ แม่และคนในครอบครัว มีประเด็นที่สำคัญที่พ่อแม่ควรคำนึงถึงดังนี้

  • การมีพ่อแม่ที่เป็นตัวตน สำคัญกว่าการเห็นพ่อแม่จากสื่อ วัสดุ เพราะเด็กๆจะมีความสุขจากการเรียนรู้โดยมีพ่อแม่ดูแล ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
  • การแสดงปฏิสัมพันธ์ต่อกันในครอบครัวควรอยู่บนพื้นฐานของความรักและวัฒนธรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ดีงามจากครอบครัวก่อนที่เขาจะออกไปสู่สังคมนอกบ้าน
  • การพูดคุยสนทนากับเด็กต้องคำนึงการใช้ภาษาที่ง่ายๆ เหมาะสมตามวัย สร้างความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีด้วย โดยเฉพาะเรื่องการกำเนิดของเด็กที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เด็กไม่ต้องการรู้ถึงการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อเด็กสงสัยการเกิดของเขา เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ใหญ่มีวิธีการอธิบายเขาผ่านการเล่าเรื่อง นิทาน เพลง ได้เป็นอย่างดี
  • การสอนศีลธรรมและจริยธรรมเป็นเรื่องจำเป็น สอนควบคู่ไปกับการให้ความรู้
  • พ่อแม่ต้องมีบทบาทในการร่วมมือกับโรงเรียน ส่งเสริมการทำกิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว เพราะเรื่องราวของครอบครัวย่อมอยู่ที่ครอบครัวมากกว่าที่โรงเรียน
  • พ่อแม่และคนในครอบครัวควรมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการสอนเด็กให้รู้จักพ่อแม่และคนในครอบครัว ให้ความร่วมมือกันและกัน ตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความรู้ไปพร้อมๆกับการปลูกฝังคุณธรรม

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูคือผู้จัดประสบการณ์ให้กับเด็กที่โรงเรียน เรื่องการสอนให้เด็กรู้จักพ่อแม่และคนในครอบครัวเป็นสาระที่ควรรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ที่ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 (กระทรวงศึกษาธิการ 2546 : 24) การจัดกิจกรรมที่ดี ครูควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงให้มากที่สุด เพราะเด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี เรื่องของครอบครัวมีพ่อแม่ญาติพี่น้องใกล้ตัวที่เด็กมีประสบการณ์เดิมอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่เด็กเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว ครูสามารถให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดทำสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องราวของครอบครัว ครูอาจ จะให้พ่อแม่ถ่ายภาพตนเองหรือพร้อมลูก ให้ลูกนำมาเล่า เป็นการสอนความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว สอนการใช้ภาษาได้ แต่สิ่งที่ครูต้องระมัดระวังคือ ครูต้องรู้ภูมิหลังของเด็กให้ชัดเจน เพราะเด็กบางคนอาจอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก หรือเป็นเด็กกำพร้าพ่อหรือแม่ หรือครอบครัวมีปัญหา เป็นต้น ครูต้องใช้วิธีการสอนให้เด็กเหล่านั้น โดยไม่ทำให้เด็กมีปัญหาทางจิตใจเพิ่มขึ้น

บรรณานุกรม

  1. กาญจนา ลุศนันทน์ . บทบาทหน้าที่ของครอบครัว.ค้นคว้าเมื่อ ธันวาคม 21, 2555 จาก http://pirun.ku.ac.th/~agrpct/lesson4/role2.html
  2. กมลา แสงสีทอง และปาริชาติ สุขุม (2536 ) .ครอบครัวไทยในเมือง . ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ครอบครัวและสิ่งแวดล้อม . หน่วยที่ 1-7 . นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  3. น้านกฮูก (2546 ). มหัศจรรย์วันของหนู. กรุงเทพมหานคร: แปลนฟอร์คิดส์
  4. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี ) ( 2554). ที่สุดแห่งความดี .กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ดี เอ็ม จี .
  5. พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ. ( 2551 ).มงคลชีวิต ฉบับก้าวหน้า. กรุงเทพมหานคร :รุ่งศิลป์การพิมพ์ จำกัด.
  6. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (/2531 ) . การศึกษาและและสังคมประกิต . ใน มนุษย์กับสังคม .กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  7. ศึกษาธิการ,กระทรวง. ( 2546 ). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 .กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา .
  8. สุจิต บุญบงการ ( 2531 ) .มนุษย์กับสังคม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  9. สุชาติ โสมประยูร ( 2548). สุขภาพเพื่อชีวิต. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์.
  10. สุพัตรา สุภาพร. ( 2542 ) . สังคมวิทยา . กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
  11. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , สำนักนายกรัฐมนตรี.(2543). การจัดการศึกษาโดยครอบครัว.กรุงเทพมหานคร :เซน พริ้งติ้ง กรุ๊ป .
  12. อมรา พงศาพิชญ์ .( 2531) .สังคมและวัฒนธรรม ใน มนุษย์กับสังคม .กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  13. อินราพร กาญจันดา .( 2555). เนื้อเพลงประกอบวิชาสุขศึกษา .ค้นคว้าเมื่อ ธันวาคม, 2555 จาก http://juniorscout.org/index.php/2010-08-11-11-14-04

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
jang.aikachange