หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องฤดูฝน (Teaching children about Rainy Season)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องฤดูฝน

การสอนลูกเรื่องฤดูฝน (Teaching children about Rainy Season) หมายถึง การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยให้เกิดประสบการณ์เรื่องฤดูฝน ซึ่งจะเกิดฝนตกมากที่สุดในช่วงรอบปี ในประเทศไทยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ฝนที่ตกมาเป็นน้ำที่มาจากฟ้า เมื่อฤดูฝนมาถึงสภาพสิ่งแวดล้อมตัวจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่ร้อนจะมีสภาพชื้นเย็น สิ่งมีชีวิตทั้งคน สัตว์ พืช จะปรับตัวให้อยู่อย่างปลอดภัยและเป็นปกติ การสอนเรื่องฤดูฝนเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ สาระการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติรอบตัวไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่กำหนดไว้ จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่และครูควรได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก

การสอนเรื่องฤดูฝนสำคัญอย่างไร?

เมื่อฝนตก หยาดน้ำฝนหล่นจากฟ้าอาจมีทั้งลักษณะเบาบ้าง ไม่เบาบ้าง หรืออาจจะกระหน่ำลงมาอย่างหนัก และจะมีบางครั้งที่เด็กๆ จะได้สัมผัสน้ำฝน รู้สึกได้ถึงความเย็น และตัวเขาเปียกฝนได้ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่ทุกชีวิตที่อยู่บนพื้นโลกสัมผัสได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง การเสริมสร้างประสบการณ์ให้เด็กเห็นถึงความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับตัวเรามีอยู่ตลอดชีวิต ในขณะเดียวกัน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแสดงถึงการมีเหตุมีผล จึงนำมาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กสนใจได้ สืบค้นเรื่องราวของการเกิดฤดูฝน และการเกิดฝน แม้กิจกรรมที่จัดขึ้นจะเป็นเรื่องราวขั้นพื้นฐาน แต่จะเป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดความรู้ให้แก่เด็กได้ การที่เด็กเกิดความตระหนักรู้ว่า ทุกอย่างมีที่เกิด คือ มีเหตุ เกิดผลตามเหตุ จะส่งเสริมให้เด็กรู้คิด ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ผู้ใหญ่ควรเสริมสร้างหรือปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยเช่นนั้น

การสอนเรื่องฤดูฝนมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

    เด็กจะเกิดการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ดังที่รู้จักสภาพของฤดูฝน ว่ามีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต เช่น เมื่อฝนตกเรามีความรู้สึกเย็นสบาย และอาจจะมีน้ำฝนสาดกระเซ็นถูกเสื้อผ้า หน้า และผมจนเปียก เพราะไม่มีร่มหรือเสื้อกันฝน หากไม่ต้องการเปียกชื้นเช่นนี้ เราต้องหลีกเลี่ยงเดินท่ามกลางสายฝน และต้องมีเครื่องกันฝน เช่น ร่ม หมวก เสื้อกันฝน บางครั้งเด็กจะเห็นต้นไม้ชุ่มฉ่ำน้ำแตกยอดเกิดใบอ่อน กบกระโดดไปมา และส่งเสียงร้องหาคู่ แม่น้ำลำคลองมีน้ำไหลหลากเต็มปริ่ม เป็นต้น ทุกอย่างจะสัมพันธ์กัน โดยให้เด็กได้สังเกต

    ในแต่ละฤดูกาลจะมีลักษณะเฉพาะ เช่น ฤดูหนาวอากาศจะเย็น ฤดูฝนมีน้ำฝนหล่นจากฟ้าจำนวนมากและติดต่อกันหลายวัน ฟ้าร้องคะนอง เสียงฟ้าร้อง ท้องฟ้ามีแสงฟ้าสว่าง เรียกว่า ฟ้าแลบ แต่ฤดูร้อนจะเห็นแสงแดดแผดกล้าตลอดวัน ดินแตกระแหงแห้ง ผ้าที่ตากไว้จะแห้งเร็ว ในฤดูฝน เราต้องเลือกใช้เครื่องใช้ป้องกันฝน รู้จักเลือกอาหารที่เกิดขึ้นในฤดูฝน รู้จักรักษาสุขภาพของตนเองให้ปลอดภัยจากสภาพอากาศ เป็นต้น

    จากกระบวนการสอนที่มุ่งหมายปลูกฝังปัญญาให้แก่เด็กผ่านเรื่องธรรมชาติของฤดูฝน สามารถส่งเสริมสติปัญญาให้เด็กช่างคิดอย่างมีเหตุผล ฝึกทักษะการตั้งคำถาม และการบรรยายความรู้สึกนึกคิดด้วยการใช้คำพูด เช่น คำถามที่น่าสนใจว่า เมฆเป็นที่เกิดของการเกิดฝน เด็กจะเห็นความจริงจากการทดลองการเกิดน้ำฝนจากการสัมผัส หรือจากการสังเกตได้ว่าขณะมีฝนกำลังจะตก มีเมฆในท้องฟ้าหรือไม่ หยาดฝนมีขนาดเท่ากันหรือไม่ หยาดฝนจะตกในที่เดียวกันหรือไม่ เป็นต้น ผลจากการสังเกต ให้เด็กนำมาสร้างสรรค์งานในกิจกรรมศิลปะ

    ความมั่นใจของเด็กจะเกิดขึ้นจากการได้รับการส่งเสริมให้รู้จักการสังเกต รู้คิด ลงมือทำ จึงทำให้เด็กเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี

    ความสุขของเด็กเกิดจากการที่ผู้ใหญ่รู้และเข้าใจเขา การตอบสนองความสนใจในสิ่งต่างๆรอบตัว เช่น การเกิดฝน ฝนเกิดขึ้นและมีสภาพอย่างไร จึงเป็นการส่งเสริมความเจริญทางจิตใจของเด็ก เกิดเจตคติที่ดีต่อธรรมชาติที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบตัวทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต

ครูสอนเรื่องฤดูฝนให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจเริ่มต้นเชื่อมโยงโดยให้เด็กสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เกิดทุกๆ วัน เช่น สภาพดิน ฟ้า อากาศประจำวัน เด็กๆ จะได้เห็นท้องฟ้า เมฆ และสายลมที่พัดผ่านผิวกาย เห็นแสงแดดและรู้สึกถึงความร้อน การที่เด็กจะเห็นสภาพดังกล่าวนั้นเป็นเวลาที่เด็กได้อยู่นอกห้องเรียน เขาจะได้สังเกตธรรมชาติในโลกนี้ ความคุ้นชินจะค่อยๆ เกิดขึ้น เป็นการเตรียมให้เด็กเริ่มรับรู้ว่าธรรมชาติที่กล่าวมานี้เปลี่ยนแปลงได้ บางครั้งเขาจะเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสี เมฆเปลี่ยนขนาด และเคลื่อนไปมา แสงแดดอ่อนในยามเช้าจะไม่ร้อน แต่หากมาเดินผ่านในเวลาเที่ยงวันจะรู้สึกร้อน บางขณะลมจะพัดกรู ต้นไม้ไหวเอน แต่บางขณะแทบจะไม่รู้สึกตัวว่ามีสายลมพัดผ่าน และบางวันสายฝนก็โปรยปรายลงมาเพียงเบาบางเท่านั้น เมื่อเด็กได้สัมผัสธรรมชาติที่กล่าวไปบ้างแล้ว เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝนในประเทศไทยจะเริ่มกลางเดือนพฤษภาภาคม และสิ้นสุดราวเดือนตุลาคม ระยะเวลาหลายเดือน และเด็กจะได้เรียนรู้การใช้สื่อประกอบการสอนเรื่องเวลา ครูมักเตรียมปฏิทินให้เด็กสังเกตชื่อเดือน หรือวาดภาพก้อนเมฆและสายฝนประกอบไว้ เด็กๆ จะเฝ้าคอยฝนตามที่ครูบอกเล่าไว้ การจัดกิจกรรมจะเริ่มอย่างจริงจังด้วยสถานการณ์ที่มีฝนตกลงมา ครูอาจให้เด็กทดลองเรื่องการเกิดฝน โดยถามจูงใจให้เด็กคิดและสงสัย เร้าให้ติดตามหาคำตอบ เช่น ฝนมาจากไหน ฝนอยู่ในอากาศได้อย่างไร หยาดฝนมีขนาดเท่ากันไหม ฝนที่กระเซ็นมาเกาที่กระจกห้องเรียนมีรูปร่างอย่างไร เสียงน้ำฝนกระทบหลังคาเป็นอย่างไร ทำไมคนต้องสวมเสื้อกันฝน สวมหมวก หรือถือร่มเดินท่ามกลางสายฝน เป็นต้น ทดลองการเปลี่ยนสถานะของน้ำเมื่อโดนความร้อนและสังเกตละอองน้ำ สังเกตท้องฟ้าด้วยการเฝ้ามองน้ำฝน ที่กระเซ็นมาเกาะที่กระจกหน้าต่าง ครูรองน้ำฝนที่ตกลงมาใส่ภาชนะ ให้เด็กจุ่มมือลงไป เด็กจะรู้สึกได้ถึงความเย็น เห็นน้ำฝนไม่มีสี ใส เหลว เช่นเดียวกับน้ำที่มาจากท่อน้ำ น้ำตก แม่น้ำ หลังฝนตก ครูอาจนำเด็กไปที่สนามหญ้า ให้เด็กจับยอดหญ้า ใบไม้ที่ยังคงมีละอองฝนเกาะอยู่ บางที่เป็นหลุมจะมีน้ำฝนขังอยู่ และลองให้สังเกตว่ามีสัตว์อะไรที่เราเห็นในช่วงฤดูฝน
  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ร้องเพลง ท่องบทคำคล้องจอง เช่น ฝน ฝน ฝน (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง)
    ฝน ฝน ฝน หล่นจากฟ้า ถูกหลังคาดังแปะแปะ
    หยาดน้ำฝนหล่นมาแยะ พื้นดินแฉะแพะวิ่งหนี
    ตาจูงยายมาขายถั่วแระ ต้องรีบแวะบ้านหนูมี
    ตาอึดอัด ร้อง ฮัด ฮัด ชี้ ยายร้อง ยี้ ตาเป็นหวัด

    เพลง กบ (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง) กบ กบ กบ มันร้องระงม เชิญมาชมไข่แพน้อย มีมากนับเป็นร้อย รอสักหน่อยจะเป็นลูกอ๊อด ฝนหยดต้องใบบัว กบสองตัว กระโดดไปมา กระโดดไปมา

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูอาจนำเนื้อเรื่องจากเพลงสำหรับเด็กมาให้เด็กวาดภาพระบายสีสิ่งที่เขารู้จักจากบทเพลง หรือให้เขาเล่นสีน้ำอย่างอิสระ ครูชักจูงให้เขานึกถึงเรื่องฤดูฝน หรืออาจติดกระดาษหนังสือพิมพ์ไว้ที่ผนังห้อง ให้เด็กหยดน้ำผสมสีลงบนกระดาษให้น้ำสีไหลย้อยลงมา เด็กก็สามารถสร้างจินตนาการอย่างสนุกสนาน

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องฤดูฝนอย่างไร?

  • เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป มีความเย็นที่มีพัดสบาย แต่ท้องฟ้าจะมีเมฆลอยต่ำ มีหยาดฝนหล่นจากท้องฟ้า พ่อแม่จำเป็นต้องช่วยดูแลสุขภาพให้ลูก ด้วยการจัดเสื้อผ้าที่อบอุ่นให้ลูกสวมใส่ มีเครื่องใช้ที่ใช้ป้องกันฝน ได้แก่ ร่ม หมวก รองเท้าพลาสติกที่ช่วยป้องกันน้ำ เป็นการป้องกันสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรคที่จะเกิดในช่วงฤดูฝน ในขณะเดียวกันการพูดคุยสนทนาให้ลูกเข้าใจ หรือรับรู้เหตุที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้ พ่อแม่เองก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับที่สอนลูก เพื่อให้ลูกเห็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
  • การเกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าจะมีในฤดูฝน เด็กๆ มักกลัวและรีบวิ่งมาขออยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่ควรให้เด็กทราบความจริง ดีกว่าใช้สิ่งที่เด็กกลัวนำมาเป็นเครื่องกดดันจิตใจเด็ก หรือขู่เด็ก
  • การเล่นกับลูกจะช่วยให้เกิดความรัก และผูกพันกันในครอบครัว กิจกรรมง่ายๆ ที่สัมพันธ์กับฤดูฝน เช่น การทำเรือของเล่นนำไปลอยในน้ำ เรือของเล่นด้วยกาบหมาก กาบมะพร้าว ปลีกล้วย เป็นวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย และย่อยสลายได้ ส่วนวัสดุจากพลาสติกที่ใช้ในปัจจุบัน ใช้แทนวัสดุธรรมชาติ และเหลือใช้จำนวนมาก พ่อแม่สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นของเล่นให้ลูกได้ เช่น ทำเรือจากขวดน้ำดื่มพลาสติก นำไปลอยเล่นในอ่างน้ำที่ใส่น้ำฝนไว้ ใช้ใบไม้ขนาดพอเหมาะมือทำกรวย ตักน้ำหยดลงมาจากรูกรวยเหมือนหยดน้ำฝน ร้องเพลงประกอบขณะน้ำหยด
  • เล่นเกมนับหยาดน้ำฝน เล่นสนุกด้วยการนำใบตองมาฉีกเป็นเส้นฝอยจากขอบใบถึงกลางใบ ม้วนแล้วมัดด้วยเชือกหรือใช้ยางวงเล็กๆ มัดเป็นพู่ พ่อแม่ลูกกำหนดข้อตกลงการเล่นไว้ดังนี้ เมื่อพ่อแม่นำไปจุ่มน้ำแล้วสลัดให้กระเซ็นเป็นฝอยถูกผิวกายและหน้าตาลูก พร้อมกับท่องกลอนร้องเล่น "เม็ดฝนกระเซ็นเป็นฝอย ถูกน้องน้อย เย็นกาย เย็นกาย" หรือ “เม็ดฝอยกระเซ็นถูกตัว เราจะกลัวเป็นหวัด ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว” เมื่อท่องถึงคำสุดท้าย เด็กๆจะต้องทำท่าตามข้อตกลง เช่น หมอบลง สวมหมวก หรืออื่นๆ
  • พ่อแม่ลองตัดเสื้อกันฝนจากถุงพลาสติกใบใหญ่ โดยนำถุงพลาสติกใบใหญ่มีความยาวพอเหมาะกับความสูงของลูก เจาะส่วนก้นถุง และกว้านพอให้ศีรษะของลูกสวมเข้าไปได้ เจาะด้านข้างของถุงให้แขนสองข้างของลูกสอดเข้าไปได้ หากจะออกแบบวาดระบายสีเพิ่มสีสันให้ใช้สีเขียนกระจกเขียนให้สวยงาม เมื่อทำเสร็จแล้ว ให้ลูกใช้เสื้อกันฝนจริงๆ เมื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ ขณะที่ฝนตกมา เด็กจะรู้สึกสนุกและยินดีที่จะใช้เสื้อกันฝนที่พ่อแม่ประดิษฐ์มาให้เขา กรณีนี้จำเป็นต้องหาหมวกกันฝนให้ลูกด้วย นอกจากนี้การแสดงความพอใจร่วมกันที่เราสามารถทำเครื่องใช้ด้วยฝีมือของเรา ได้ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นการปลูกฝังค่านิยมการประหยัด และอดออมให้แก่ลูก
  • ปลูกผักพืชสวนครัวที่เติบโตง่าย เช่น ตำลึง ผักหวาน ผักโสม ผักบุ้ง เป็นต้น เด็กรับประทานได้ในช่วงฤดูฝน เด็กๆ จะเห็นประโยชน์ของน้ำฝนที่มีต่อการเติบโตของพืช

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • เมฆที่ทำให้เกิดฝนคือ เมฆนิมบัส (nimbus clouds)
  • เมฆเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดฝนตก แต่มิใช่มูลเหตุเฉพาะ บางครั้งการไม่มีเมฆ ฝนก็ตกได้เช่นกัน

บรรณานุกรม

  1. ขัตติยดา ไชยโย. (2553). การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สาราเด็ก.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
  4. สรศักดิ์ พุ่มรัก. (2554). สยามสามฤดู. กรุงเทพมหานคร: นานามีบุ๊ค.
  5. ศิริลักษณ์ พุทธโคตร. (2555). ชุดวันแสนสุข ทุกฤดูกาล เรื่อง ฤดูฝน ชุ่มฉ่ำเบิกบาน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สานอักษร.
  6. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน: เล่มที่ 4 เรื่องที่ 5. (ม.ป.ป.). การเกิดฝน. เข้าถึงจาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=4&chap=5&page=t4-5-infodetail16.html. [ค้นคว้าเมื่อ 25 พฤษภาคม 2559].
  7. ฟิสิกส์ราชมงคล. (ม.ป.ป.). การเกิดฝนตก. เข้าถึงจาก http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1708&Itemid=0. [ค้นคว้าเมื่อ 25 พฤษภาคม 2559].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน