หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องฤดูหนาว (Teaching children about winter)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องฤดูหนาว

การสอนลูกเรื่องฤดูหนาว (Teaching children about winter) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับฤดูหนึ่งในรอบปีที่อากาศจะหนาวเย็นที่สุด พิจารณาจากอุณหภูมิต่ำสุดของแต่ละวัน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ อากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำกว่า 8.0 องศาเซลเซียส อากาศหนาว อุณหภูมิระหว่าง 8.0 - 15.9 องศาเซลเซียส และอากาศเย็น อุณหภูมิระหว่าง 16.0 - 22.9 องศาเซลเซียส ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในระยะนี้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลง อากาศจะหนาวเย็น ยกเว้นภาคใต้ของประเทศไทยอุณหภูมิจะลดลงได้บ้าง ฤดูหนาวเป็นฤดูหนึ่งในรอบปี ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติบนโลก เกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์ การหมุนรอบตัวเองของโลก การระเหยของน้ำบนผิวโลก และการเคลื่อนที่ของอากาศ เมื่อเกิดฤดูหนาว อากาศจะเย็นลง กลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน พืชบางชนิดใบเปลี่ยนสี สัตว์บางชนิดเปลี่ยนความเป็นอยู่ของตนเอง เช่นเดียวกับคนที่สามารถรับรู้ความร้อนเย็นของอากาศ และความหนาวเย็นมีผลต่อสุขภาพด้วย ดังนั้นการสอนให้เด็กรู้จักความเป็นธรรมชาติของฤดูกาลเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้รู้จักธรรมชาติรอบตัว และฝึกการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลให้ตนเองได้ตามวัย

การสอนเรื่องฤดูหนาวสำคัญอย่างไร?

ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยจะมีฤดูกาลที่คล้ายๆ กัน คือ มีฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว มีเพียงภาคใต้ของประเทศไทยที่มีเพียงฤดูฝน และฤดูร้อนเท่านั้น เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นที่เกิดฤดูหนาวก็ควรรู้จักฤดูหนาว เพื่ออยู่ในสภาพอากาศหนาวได้อย่างปลอดภัย ความแตกต่างของฤดูกาลส่งผลให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย พืชบางชนิดจะออกดอกผล สัตว์บางชนิดจะอยู่หากิน เก็บตัวในที่อยู่นานตลอดฤดูหนาว อุณหภูมิจะลดต่ำลง บางพื้นที่จะลดต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ความแตกต่างดังกล่าวเป็นสิ่งที่คนต้องเรียนรู้ที่จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นของชีวิต เพื่อป้องกันตนเองมิให้เกิดอันตรายต่อชีวิต เช่น เตรียมเครื่องนุ่งห่มให้ร่างกายอบอุ่น เตรียมที่อยู่อาศัยป้องกันลมหนาวมิให้เข้ามาจนอาศัยอยู่ไม่ได้ เตรียมอาหารที่ให้พลังและความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเตรียมยารักษาหากเกิดการเจ็บป่วย เมื่อผู้ใหญ่นำความรู้เหล่านี้มาปฏิบัติในชีวิต เช่น สวมเสื้อผ้าที่มีความหนาให้ความอบอุ่นแกร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ร่างกายมีพลังงาน เป็นการสอนทางตรงให้เด็กเกิดประสบการณ์ชีวิตได้ และสอนทางอ้อมคือ บอกเล่า ชี้แนะ เด็กก็สามารถเกิดความรู้ได้เป็นพื้นฐานก่อน ดังนั้น การสอนเรื่องฤดูหนาวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สอนให้เด็กเกิดความรู้ได้ตามวัย เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตน

การสอนเรื่องฤดูหนาวมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กจะเกิดการเรียนรู้ในการเตรียมตนเองให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพของอากาศในช่วงฤดูหนาว ผู้ใหญ่เตรียมเรื่องจำเป็นสำหรับเด็กก่อน และเป็นเรื่องที่เด็กเกิดความเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น เรื่องการสวมใส่เสื้อผ้า และใช้เครื่องนุ่งห่มกันหนาว บางพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทยจะเย็นยะเยือก ร่างกายอาจเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ ไอ จาม เมื่อเด็กเจ็บป่วยเกิดขึ้นจะมีผลต่ออารมณ์ ของเขา เด็กจะหงุดหงิด งอแง ร้องไห้
  • เด็กจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว สภาพอากาศที่เด็กรับรู้ได้ผ่านผิวได้ก่อน และจะค่อยๆ เกิดความรู้สึกจากการเปรียบเทียบกับสภาพฤดูอื่นที่เด็กมีประสบการณ์ เช่น ฤดูร้อน ฤดูฝน
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาการที่สำคัญด้านต่างๆ จากกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งทางตรง และทางอ้อม พัฒนาทางสติปัญญาของเด็กที่เกิดจากการสังเกต เห็นสภาพอากาศจากประสาทสัมผัส รู้ร้อนหนาว เห็นละอองหมอกจากความหนาวเย็น บางทีบนยอดเขาสูงในภาคเหนือ อาจเกิดแม่คะนิ้ง การให้เด็กเห็นความสวยงามของธรรมชาติฤดูหนาว ทั้งสีสันของท้องฟ้า ดอกไม้ที่บานอย่างงดงาม ใบไม้ที่เปลี่ยนสี ความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติย่อมเป็นการพัฒนาจิตของเด็กเช่นกัน การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูกาลเช่นนี้ เป็นความจำเป็นที่ต้องฝึกฝนให้เด็กรู้ และดูแลสุขภาพของตนเอง ตลอดจนการฝึกการอยู่ร่วมกันด้วยหลักธรรมที่สำคัญของสังคม การจัดกิจกรรมเรียนรู้เรื่องฤดูหนาวจึงเกิดประโยชน์ต่อเด็กเสมอ
  • เด็กจะได้รับการฝึกเรื่องความเป็นผู้มีเหตุผลที่ดีจากธรรมชาติของฤดูหนาว การเกิดฤดูกาล เกิดตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ไม่มีใครทำให้เกิด มีเหตุที่เกิดจากโลกที่เราอยู่หมุนรอบตัว โคจรรอบดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมายังพื้นโลกไม่เสมอกัน บางที่แสงส่องถึงน้อยก็จะเป็นช่วงฤดูหนาว การที่เด็กได้รับการฝึกให้ช่างคิด มีเหตุผล จะเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี
  • เรื่องของฤดูหนาวจะเชื่อมโยงสัมพันธ์ไปถึงเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ จะทำให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกันในธรรมชาติ เมื่อเด็กได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมทั้งที่โรงเรียนและบ้าน เด็กย่อมได้รับประโยชน์ในการพัฒนาการองค์รวมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อไป

ครูสอนเรื่องฤดูหนาวให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องฤดูหนาว เป็นเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ครูอาจกำหนดหน่วยฤดูหนาว จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลักทั้งหก ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูให้เด็กเคลื่อนไหวและจังหวะ ด้วยการทำท่าทางกายบริหารตามจังหวะ และทำนองเพลง หรือคำคล้องจอง ซึ่งเหมาะสมมากในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้เด็กเกิดความอบอุ่น สบายตัว เมื่อเด็กกายบริหารที่สนามหญ้าในวันที่มีแสงแดดอ่อนๆ ครูชวนเด็กร้องเล่นเต้นระบำเพลงเกี่ยวกับฤดูหนาว ท่องคำคล้องจอง เล่นสมมติเรื่องที่ต้องปฏิบัติในช่วงฤดูหนาว เช่น เพลงหนาวจริง ของเตือนใจ ศรีมารุต ความว่า

    หนาวจริง หนาวจริง หนาวจริง
    หนาวจริง ผิงไฟก็อุ่น ออกกำลังวิ่งกันชุลมุน
    ออกกำลังวิ่งกันชุลมุน หยุดวิ่งก็อุ่น หายหนาวแล้วเอ่ย

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ วาดภาพระบายสี เสื้อหนาว ถุงเท้า หมวก พับกระดาษ ตัดกระดาษ เป็นต้นไม้ พืชผักในฤดูหนาว ปั้นแป้งโด เป็นสิ่งต่างๆ เช่น พืช สัตว์ ในฤดูหนาว
  • กิจกรรมเสรี ครูอาจจัดมุมประสบการณ์ให้เด็ก เรียนรู้ โดยปรับสื่ออุปกรณ์ให้เชื่อมโยงการเรียนรู้ มุมหนังสือ มีหนังสือเรื่องฤดูกาล และฤดูหนาว นิทานที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับฤดูหนาว เช่น เรื่องชุดวันแสนสุข ทุกฤดูกาล เรื่องฤดูหนาวสำราญลมเย็น ครูอาจตัดข่าว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนมาให้เด็กอ่าน เช่น ข่าวนกบางชนิดย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยในฤดูหนาวอพยพมาอยู่ในชุมชน เช่น นกชายเลนปากกว้าง หรือกลุ่มนกเป็ดน้ำ เป็นต้น หากในท้องถิ่นมีนก อพยพมา ครูอาจนำเด็กไปดูนก หรือถ่ายภาพนกมาให้เด็กดู แล้วเด็กอาจจะสะท้อนความรู้ผ่านงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้อีก มุมบทบาทสมมติ มีเสื้อผ้า เครื่องใช้ในฤดูหนาว ให้เด็กเล่นสวมใส่เล่น และทำกิจวัตรประจำวัน
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจนำเด็กไปเรียนรู้นอกห้องเรียนในวันที่อากาศสดใส ในบริเวณโรงเรียนมีสิ่งที่เด็กควรได้สำรวจ ตรวจสภาพต้นหญ้า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลานี้ อากาศที่มากระทบผิวของเด็กบอกความรู้สึกหนาวเย็น หากเขาสวมเสื้อกันหนาว สวมหมวก ถุงมือ เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นไหม ลองดูเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ ปรอทสีที่กระเปาะไหลขึ้นหรือลงแตกต่างจากเมื่อวานอย่างไร ลองจดตัวเลขไว้ และระดับอุณหภูมิมาสัมพันธ์กับความหนาวเย็นอย่างไร บางครั้งที่เด็กอาจจะเห็นเกล็ดน้ำค้าง หรือแม่คะนิ้ง อาจให้เด็กกากบาทวันที่ที่เขารู้สึกหนาวเย็นลงในปฏิทินไว้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเปลี่ยนไปสู่ฤดูร้อนอีกครั้ง นับจำนวนเดือน และจดชื่อเดือน หรือทำเครื่องหมายไว้ที่เดือนในปฏิทินนั้น การออกมานอกห้องเรียนทำให้พบธรรมชาติรอบตัวที่เด็กจะได้สังเกตเห็น คือ สัตว์อะไรบ้างที่อยู่ในกลางลานกว้างได้ แต่สัตว์อีกหลายชนิดหายไปไหน นกบางชนิดบินร่อนไปมา ดอกไม้บานเต็มท้องทุ่ง เช่น ดอกพญาเสือโคร่ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดอกบัวตองบานเต็มท้องทุ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอกหงอนนาคที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ดอกทานตะวันที่จังหวัดลพบุรี เป็นต้น ในท้องถิ่นของแต่ละที่ที่เกิดฤดูหนาวย่อมมีพืช และสัตว์เปลี่ยนแปลงให้ศึกษาอย่างน่าสนใจ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย คือการบูรณาการความรู้อื่นๆ ให้เด็กไปด้วย เช่น ขณะที่เด็กเรียนรู้เรื่องอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์ เด็กมิใช่รู้จักลักษณะเทอร์โมมิเตอร์เท่านั้น แต่ตัวเลขกับความหนาวเย็นจะเป็นเรื่องสัมพันธ์กัน หรือการมองทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม ก็เป็นจังหวะเหมาะสมที่ครูจะเอ่ยชื่อดอกไม้ นับจำนวนดอกไม้ บอกปริมาณของดอกไม้ ที่อยู่เต็มท้องทุ่ง คำว่า มาก เต็ม มากมาย ล้วนเป็นคำที่เสริมสร้างทักษะคณิตศาสตร์ให้แก่เด็กได้อย่างสนุกสนาน
  • กิจกรรมกลางแจ้ง การเล่นกลางแจ้งท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของช่วงฤดูกาลนี้เป็นความจำเป็น ร่างกายของเด็กเมื่อได้เคลื่อนไหวออกกำลังจะทำให้เด็กอบอุ่น แต่ขอเพียงให้สภาพอากาศเหมาะสม ไม่มีลมพัดอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้เด็กเจ็บป่วยอย่างง่าย หากอากาศไม่ดี ครูจำเป็นต้องให้เด็กได้วิ่งเล่นในอาคารที่จัดเป็นห้องโถงโล่ง กิจกรรมที่เลือกมาใช้อาจจะเป็นการเล่นเป็นกลุ่ม วิ่งเหยาะๆ ตามกันไป หากเพิ่มกติกา ก็จะเป็นเกมการแข่งขัน เช่น กลิ้งลูกบอลไปในช่องทางให้ถึงปลายทางที่กำหนดไว้
  • เกมการศึกษา ตัวอย่างเกมที่น่าเล่น เช่น เกมต่อภาพทิศทัศน์ฤดูหนาว อาจจะเป็นภาพของท้องถิ่นที่เด็กอยู่ ที่ครูสะสมภาพเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ฤดูหนาวคราวก่อน ภาพดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์ในท้องถิ่น เป็นเรื่องที่เด็กได้ดูและเรียนรู้ย้ำทวนจากกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เกมจับคู่ภาพกับคำที่เด็กควรอ่าน เช่น คำว่า หนาว ฤดูหนาว เย็น เสื้อหนาว ชื่ออาหารที่แนะนำให้เด็กรับประทานและจัดให้รับประทานจริงจัดทำเป็นภาพถ่ายแล้วนำมาจัดเป็นภาพคู่กับคำ อาจจะเพิ่มประสบการณ์เรียนคำต่างประเทศ ที่ควรเรียนในยุคนี้ คือภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องฤดูหนาวอย่างไร?

  • เมื่อถึงฤดูหนาว ลมเย็นที่พัดผ่านผิวจะเป็นจังหวะที่พ่อแม่ เอ่ยชื่อ ฤดูหนาวให้ลูกได้ยิน และคำที่เกี่ยวข้องหรือเกิดในฤดูหนาว เช่น เสื้ออุ่นๆ อาหารร้อนๆ
  • จัดหาเครื่องนุ่งห่มที่อบอุ่นให้ลูกแต่เนิ่นๆ สำหรับเด็กเล็กกี่สวมเสื้อปกปิดร่างกาย ด้วยใยฝ้ายนิ่ม หนา จะปลอดภัยต่อสุขภาพ สวมเสื้อ กางเกงขายาว หมวก ถุงเท้า และเครื่องนอนที่อบอุ่น
  • การนำลูกออกไปนอกบ้านจะทำให้ลูกเห็นสภาพสิ่งแวดล้อมของฤดูหนาว เลือกสถานที่ เช่น สนามหน้าบ้าน ท้องทุ่ง ใกล้บ้าน มองดูต้นไม้ที่มีเกร็ดน้ำแข็งบนยอดหญ้า บางท้องที่ จะมีต้นสนสวยงามขึ้นเต็มท้องทุ่ง ดอกไม้ฤดูหนาว เด็กๆ จะเห็นดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้ที่สัมพันธ์กับฤดูหนาว บางสถานที่มีเมฆ หมอก ให้เห็น
  • ให้เด็กเห็นท้องฟ้า ฟ้าในฤดูหนาว สว่าง แต่แสงแดดไม่จัด ให้ลูกสนุกกับการถ่ายภาพท้องฟ้า วาดภาพระบายสี ลองให้เด็กเล่นสีน้ำผสมสีคล้ายสีท้องฟ้า
  • เล่านิทานที่มีเรื่องฤดูหนาวให้ลูกฟัง นิทานต่างประเทศจะแสดงภาพ และเรื่องราวได้มากกว่า นิทานเพื่อนบ้านของประเทศไทยและมีฤดูหนาว เช่น ลาว ญี่ปุ่น เกาหลี จีน พม่าตอนบน เป็นต้น ในนิทานของแต่ละประเทศ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนในฤดูหนาว เช่น เครื่องแต่งกาย อาหารการกิน บ้านที่อยู่อาศัย การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง ดังเช่นนิทานเรื่อง สโนท์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด เป็นนิทานที่แสดงภาพธรรมชาติของฤดูหนาว เด็กๆสวมเสื้อหนา อุ่น ต้นไม้ในป่า มีเกร็ดหิมะ หรือเรื่องเกี่ยวกับวันคริส์ตมาส นักบุญซานตาคลอสนั่งรถเทียมกวางเดินทางผ่านหิมะ ออกไปแจกของขวัญให้แก่เด็กๆ
  • จัดทำอาหารที่มีวัตถุดิบในฤดูหนาวให้ลูกรับประทาน ผักในฤดูหนาวจะสดชื่นและมีจำนวนมาก สำหรับในประเทศไทย สวนผักที่ปลูกพืชฤดูหนาวมีหลายแห่ง นอกจากจะไปซื้อจากไร่ที่ปลูกแล้ว ยังมีจำหน่ายที่ร้านซุปเปอร์มาเกตเกือบทุกแห่ง ครอบรัวนำลูกไปเลือกซื้อมาปรุง และรับประทานได้ เป็นการเลือกวัตถุดิบที่มีตามฤดูกาลให้ลูกรับประทาน ได้ราคาถูก เพราะผลิตผลตามฤดูกาลจะมีมาก เช่น กะหล่ำดอก มะเขือเทศ
  • ชวนลูกเพาะต้นไม้ที่เจริญในช่วงฤดูหนาว เช่น ถั่วพูม่วง ตำลึง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และพริกขี้หนูสวน พ่อแม่ควรเตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้ให้เรียบร้อยก่อน แนะนำให้ลูกรู้จักชื่อพืชที่จะปลูกจากภาพก่อน ให้ลูกมีส่วนร่วม เตรียมวัสดุปลูก เช่น กระถาง กระป่อง ดิน เศษหญ้า
  • การท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว เป็นการจัดประสบการณ์ที่มีความสุข และสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง ครอบครัวที่อยู่ภาคใต้ จะไม่มีฤดูหนาว พ่อแม่ควรหาโอกาสพาลูกไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ ในช่วงหน้าหนาวปลายปี นอกเหนือจากความสุขที่ได้ถ่ายภาพร่วมกันในครอบครัวแล้ว การถ่ายภาพอุทยาน และแหล่งเรียนรู้ นำกลับมาทบทวนประสบการณ์ ภาพถ่ายจะเป็นสื่อการสอนที่ดี แหล่งเรียนรู้ในประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดอยอ่างขางเป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและ ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตก และหน้าผาชมทิวทัศน์ เป็นต้น
  • หลังจากท่องเที่ยวควรให้ลูกบันทึกประสบการณ์ที่ได้ผ่านงานศิลปะรูปแบบต่างๆ เช่น การวาดภาพระบายสี การพับ หรือตัดปะกระดาษ พับเป็นดอกไม้ ดอกหญ้า หรือต้นสน ง่ายๆ สำหรับเด็ก
  • ให้ลูกดูสารคดีเกี่ยวกับภูมิอากาศของประเทศอื่นๆ นอกจากประเทศไทย เพื่อให้เห็นสภาพการดำรงชีวิตของคนในแต่ละฤดูกาล ตั้งแต่สภาพสิ่งแวดล้อม บ้านที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งกาย อาหาร เช่น ในช่วงเดือนธันวาคม ประเทศในแถบยุโรปจะอยู่ในช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกขาวโพลนเต็มกิ่งไม้ใบหญ้า หลังคาบ้านเรือน ผู้คนจะสวมชุดกันหนาวหนา บางประเทศมีฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ผลิ เป็นอย่างไร เป็นต้น หรือเด็กๆ ได้ดูภาพยนตร์การ์ตูนจากประเทศต่างๆ จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกผ่านเรื่องราวของการ์ตูน

การจัดประสบการณ์จริงจากครอบครัวจะส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้เป็นอย่างดี เด็กได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้น ฤดูหนาวจะเวียนมาเพียงปีละหน แต่จะคงทนในความจำของเด็กเมื่อเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

โรคที่เกิดขี้นและระบาดในช่วงฤดูหนาวคือ 1. โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ 2. โรคปอดบวม 3.โรคหัด 4.โรคหัดเยอรมัน 5.โรคอีสุกอีใส 6.โรคอุจจาระร่วง กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคคือ เด็ก ผู้สูงวัย และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เนื่องจากมีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยป้องกันโรคไ

บรรณานุกรม

  1. นภเนตร ธรรมบวร. (2544). การพัฒนากระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี). กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
  4. สรศักดิ์ พุ่มรัก. (2554). สยามสามฤดู. กรุงเทพมหานคร: นานามีบุ๊ค.
  5. ศิริลักษณ์ พุทธโคตร. (2555). ชุดวันแสนสุข ทุกฤดูกาล. เรื่องฤดูหนาว สำราญลมเย็น. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์สานอักษร.
  6. guru.sanook.com: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 4. (2556). ฤดูกาล. เข้าถึงจาก http://guru.sanook.com/152/. [ค้นคว้าเมื่อ 6 ธันวาคม 2556].
  7. Abruscato, J. (2004). Teaching Children Science : A Discovery Approach. (6 ed ). U.S.A.: Pearson Education.
  8. www.dnp.go.th: วัลยา ชนิตตาวงศ์ และมงคล ไชยภักดี. นกอพยพในประเทศไทย. เข้าถึงจาก http://www.dnp.go.th/Wildlife/Wildlifeyearbook/abstract/2548%20(full)/3.1.pdf. [ค้นคว้าเมื่อ 24 ตุลาคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน