หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องวันหยุด (Holiday)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

วันหยุด หมายถึง วันที่คนเราได้พักจากงานที่ทำโดยปกติ เป็นวันที่ผู้ใหญ่หยุดพักจากการทำงาน เด็กหยุดพักจากการเรียนที่โรง เรียน ปัจจุบันวันหยุดของคนทั่วไปในสังคมโลกมีวันหยุดสุดสัปดาห์ คือ วันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนและเพื่อให้แต่ละคนได้ทำกิจกรรมส่วนตัว สำหรับเด็กๆเมื่อมาโรงเรียนแล้ว จะเรียนที่โรงเรียนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และหยุดวันเสาร์และอาทิตย์ เป็นเวลา 2 วันเต็ม นอกจากวันหยุดสุดสัปดาห์ตามปกติแล้ว โรงเรียนจะมีวันหยุดระยะเวลานานคือ วันปิดภาคเรียนสังคมหรือในชุมชนแต่ละแห่งจะมีวันหยุดในวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อีกด้วย เพื่อให้คนได้ปฏิบัติตนตามจริยธรรมและค่านิยมของสังคม

การสอนลูกเรื่องวันหยุดมีความสำคัญอย่างไร?

สังคมไทยจะมีวันหยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาทำ งานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2502 ให้วันเสาร์และวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ ดังนั้น สถานศึกษาจึงมีวันหยุดเสาร์และวันอาทิตย์ที่สอดคล้องกับการปฏิบัติทางราชการ ปรากฏตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา พ.ศ. 2547 (ฉบับปัจจุบัน) ความว่า “.....ให้สถานศึกษาเริ่มทำงานตั้งแต่ 8.30 นาฬิกาถึง16.30 นาฬิกา หยุดพักเวลา 12.00 นาฬิกาถึง 13.00 นาฬิกา เป็นเวลาทำงานปกติ โดยมีวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ หยุดราชการเต็มวันสองวัน.......” นอกจากวันหยุดราชการประจำสัปดาห์แล้ว ราชการยังกำหนดวันหยุดราชการประจำปี ได้แก่ วันขึ้นปีใหม่ วันมาฆบูชา วันจักรี วันสงกรานต์ หรือวันผู้สูงอายุแห่งชาติ วันครอบครัว วันฉัตรมงคล วันพืชมง คล วันวิสาขบูชา วันอาสาฬบูชา วันเข้าพรรษา วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ วันออกพรรษา วันปิยมหาราช วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สำหรับการหยุดของสถานศึกษาจะมีวันสำคัญที่หยุดตามวัฒนธรรมประเพณีอีกคือ วันครู ตรงกับวันที่ 16 มกราคมของทุกปี วันทำบุญสารทตามประเพณีของแต่ละชุมชน จะเป็นวัน หยุดที่สถานศึกษาแต่ละแห่งประกาศปิดพิเศษ เพื่อให้นักเรียนไปทำบุญกับครอบครัวตามประเพณี ส่วนวันเด็กจะตรงกับวันเสาร์ที่ 2 เดือนมกราคมซึ่งตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่แล้ว วันหยุดมีความสำคัญสำหรับเด็กดังนี้

  • เป็นวันที่ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนจากการเรียน ในหนึ่งสัปดาห์เด็กจะต้องออกจากบ้านเดินทางไปโรงเรียน การเดินทางทั้งไปและกลับย่อมเสียพลังกาย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบกับปัญหา จราจรติดขัด การเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ห่าง ไกลจากบ้าน และเร่งรีบตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเดินทาง ทำให้เด็กมีภาวะความเครียด
  • เป็นวันที่เด็กได้ทำกิจกรรมครอบครัว พ่อแม่ลูกอยู่พร้อมหน้าในวันหยุด จึงมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น งานบ้าน การไปท่องเที่ยว การไปเยี่ยมญาติ การไปแหล่งเรียนรู้ การไปจับจ่ายใช้สอยสิ่งของที่จำเป็นในชีวิต
  • เป็นวันที่ครอบครัวและชุมชนได้ทำกิจกรรมตามประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เด็กจะได้เรียนรู้กิจกรรมเหล่านี้ผ่านการปฏิบัติจากครอบครัวและชุมขน เป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ในโครงสร้างได้กล่าวถึง ประสบการณ์สำคัญด้านอารมณ์และจิตใจ ที่ส่งเสริมเด็กทางด้านคุณธรรมจริยธรรม ที่เน้นให้เด็กได้ปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ และประสบการณ์สำคัญด้านสังคม ให้เด็กเรียนรู้ทางสังคม ที่เด็กจะได้ปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อยู่อาศัย
  • เด็กได้มีความเข้าใจในประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ได้แก่ วันหยุดที่เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เกี่ยวกับประวัติของพระพุทธองค์ เช่น วันวิสาขบูชา เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพานของพระพุทธเจ้า หรือวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา จะเป็นเรื่องราวการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ประวัติศาสตร์เหล่านี้สืบเนื่องเป็นประเพณีจนถึงทุกวันนี้
  • เด็กจะเกิดความเข้าใจว่า คนเรามีชีวิตอยู่ตามค่านิยมและขนบธรรมเนียม เช่น การทำกิจกรรมในวันหยุดที่แต่ละครอบครัวปฏิบัติจะแตกต่างกันไป แต่จะปฏิบัติเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี

การสอนลูกเรื่องวันหยุดมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องวันหยุด ทั้งจากการบอกเล่าและการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันนั้น จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กจะมีความเข้าใจเรื่องของตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจที่รู้สึกสบาย วันหยุดเด็กไม่จำเป็นต้องเร่งรีบที่ต้องออกจากบ้านไปโรงเรียน การเป็นอิสระจากเวลาที่เร่งรัด ทำให้ร่างกายและจิตใจของคนเราหายเหนื่อยหรือเครียด เราจึงมักจะได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กในวันหยุด และการบอกเล่าด้วยภาษาง่ายๆว่า หนูชอบวันหยุด หนูได้นอนเล่นสบายๆที่บ้าน หนูได้ไปเที่ยวกับพ่อแม่ แสดงถึงความสุขที่เด็กได้รับในวันหยุด
  • เด็กได้มีโอกาสปฏิบัติจริง ในวันหยุดเด็กได้ไปเห็นและร่วมกิจกรรม เช่น ไปทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ทั้งตักบาตร ฟังธรรม เวียนเทียน แม้เด็กจะไม่ได้เข้าใจทุกกิจกรรม แต่เป็นประโยชน์พื้นฐานทางสังคมสำหรับเด็ก
  • เด็กได้เรียนรู้ระเบียบทางสังคมที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับวันและเวลา เรื่องเวลาที่กำหนดตามปฏิทินมีความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นธรรมชาติ หรือความเป็นวิทยาศาสตร์ และสังคม เมื่อถึงวันที่สังคมตกลงกัน การปฏิบัติก็เกิดขึ้น แสดงถึงความมีระ เบียบทางสังคม เช่น เด็กๆไปโรงเรียน 5 วันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันต่อมาคือวันเสาร์และวันอาทิตย์เป็นวันหยุด เด็กได้อยู่กับครอบครัวทั้งวัน เมื่อถึงวันจันทร์เด็กจะไปโรงเรียนอีกครั้ง
  • เด็กได้เรียนรู้บทบาทของคนในสังคม ในวันหยุดมีกิจกรรมที่ต้องกระทำเพียงแต่แตกต่างจากวันปกติ ในวันปกติเด็กไปโรง เรียน มีครูดูแล มีกิจกรรมทำร่วมกับเด็ก ตั้งแต่เด็กไปถึงโรงเรียนจนกลับบ้าน แต่ในวันหยุด พ่อแม่คือผู้มีบทบาทดูแล เมื่อเด็กได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับวันหยุด เด็กจะเห็นผู้ใหญ่ทำงานหน้าที่ต่างๆ
  • เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของชุมชนตนเอง วันหยุดทางราชการจะเกี่ยวข้องกับวันชาติ ศาสนา พระ มหากษัตริย์ หรือบุคคลสำคัญ เช่น วันครูจะระลึกถึงครูผู้อบรมสอนสั่งเรามา วันสารท วันสงกรานต์จะระลึกถึงญาติผู้ใหญ่
  • เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวทั้งที่เป็นการเรียนรู้แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ กิจกรรมที่ได้ทำในวันหยุดเป็นการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้เด็กได้รู้เห็น หากโรงเรียนจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับเด็กในวันหยุด เป็นการเรียนที่เป็นทางการ อาจ จะมีหลักสูตรหรือโปรแกรมพิเศษ เช่น กิจกรรมอยู่ค่ายในวันหยุดปิดภาคเรียน เพื่อเสริมทักษะต่างๆให้แก่เด็ก เช่น ดนตรีสำหรับเด็ก ภาษาสำหรับเด็ก ศิลปะสำหรับเด็ก เป็นต้น ส่วนการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ เด็กจะเรียนรู้ผ่านชีวิตประจำวัน

ครูจัดกิจกรรมเรื่องวันหยุดให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมเรื่องวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดภาคเรียน และวันหยุดราชการประจำปี ครูสามารถทำได้เนื่องจากหลักสูตรการ ศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดสาระที่ควรเรียนรู้และประสบการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับวันหยุดไว้ ดังที่ปรากฏในคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ความว่า “สาระควรเรียนรู้ เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรมีโอกาสเรียนรู้แล้วเกิดแนวคิดเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องท้องถิ่นของฉันมีวันสำคัญของตนเอง ซึ่งจะปฏิบัติกิจกรรมแตกต่างกันไป และ ฉันเป็นคนไทย มีวันสำคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีวัฒนธรรมประเพณีหลายอย่าง ฉันและเพื่อนนับถือศาสนา หรือมีความเชื่อที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันไป”

ครูจึงจัดกิจกรรมวันหยุดทั้ง 3 ลักษณะ คือ วันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดราชการประจำปี วันหยุดปิดภาคเรียน และวันหยุดตามระ เบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านกิจกรรมสำหรับเด็กได้ ในกิจกรรมหลักทั้งหกกิจกรรมตามปกติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ใช้เพลงหรือคำบรรยายที่สอดคล้องกับเรื่องที่สอน เช่น เรื่องวันหยุดสุดสัปดาห์ เรามี 2 วัน และ หรืออุปกรณ์วัสดุตามสีประจำวัน เป็นต้น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูใช้วิธีการสนทนา สาธิต อภิปราย ทดลอง เล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติ ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ หรือนำเด็กไปศึกษานอกสถานที่ เช่น สาธิตการกราบพระเมื่อเราไปวัดในวันหยุด ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันออกพรรษา วันเข้าพรรษา สาธิตการกราบพ่อกราบแม่ สาธิตการไหว้ครู ร้องเพลงวันปีใหม่ เพลงในหลวงพระราชินี อ่านคำว่า วันเสาร์วันอาทิตย์ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ท่องคำคล้องจองเกี่ยวกับวันหยุดนั้นๆ อ่านวัน ที่ที่ตรงกับวันหยุดจากปฏิทิน เล่านิทานเรื่องวันหยุดแสนสนุก เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี ครูจัดมุมเรียนรู้ ได้แก่
    • มุมหนังสือ เรื่องวันสำคัญที่ตรงวันหยุดราชการ วันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งสารคดีสำหรับเด็กและบันเทิงคดี ครูสามารถทำหนังสือสำหรับเด็กได้เอง เน้นให้มีภาพประกอบสวยงาม เพื่อสร้างความเข้าใจให้เด็ก
    • มุมบทบาทสมมุติ มีเครื่องแต่งกายที่เด็กสวมให้สอดคล้องกับกิจกรรมวันหยุดนั้นๆ เช่น ชุดผู้ใหญ่สวมไปวัด ชุดแต่งในขบวนแห่เทียนพรรษา ชุดกลองยาว เป็นต้น
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ วาดภาพระบายสีเรื่องราวเกี่ยวกับวันหยุดนั้นๆ ตัด ฉีกกระดาษ เพื่อใช้ประดับสิ่งของที่ใช้ในวันหยุดเช่น ออกแบบกระดาษห่อของขวัญ ตัดริ้วกระดาษเป็นสายรุ้งใช้ในวันหยุดปีใหม่ ร้อยดอกไม้ตกแต่งต้นเทียนพรรษา แต่งพุ่มกฐินที่ใช้วันออกพรรษา ปั้นหุ่นกระดาษเป็นเปรตใช้ในขบวนแห่วันสารทเดือนสิบ วาดภาพระบายสีคุณครูที่รัก ประดิษฐ์พับใบพ้อใส่ข้าวเหนียวทำเป็นขนมต้ม (ข้าวเหนียวผสมกะทิและน้ำตาล ห่อด้วยใบพ้อและนำไปนึ่ง)
  • กิจกรรมกลางแจ้ง จัดการละเล่นแบบไทยที่สอดคล้องกับวันหยุด เช่น วันพ่อ วันแม่ ให้เด็กเล่นเกมมาซื้อดอกไม้ มีดอกมะลิ (วันแม่) ดอกพุทธรักษา (วันพ่อ) หรือเกมกลางแจ้งที่สนุกสนานทั่วไป เช่น เกมกระโดดในตารางวันทั้งเจ็ด (กระโดดสองขาในตารางวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เมื่อถึงตารางวันเสาร์และวันอาทิตย์ให้กระโดดแล้วนั่งยองๆ) เกมไล่จับเงา เกมไม่จับคนที่หมอบ
  • เกมการศึกษา จัดเกมกระดาษประเภทต่างๆ เช่น เกมจับคู่ เกมลอตโตฯลฯ ซึ่งมีภาพสัมพันธ์กับวันหยุดนั้น เช่น เกมภาพตัดต่อเทียนพรรษา เกมจับคู่ภาพส่วนเต็มกับส่วยย่อยของดอกมะลิ (วันแม่) ดอกพุทธรักษา (วันพ่อ)

ส่วนวันหยุดภาคเรียนที่เป็นระยะเวลานาน โรงเรียนอาจทำเป็นโครงการพิเศษ จัดกิจกรรมเชิงวิชาการเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ผ่านกิจกรรมเรียนปนเล่นให้แก่เด็ก เพื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมการเรียนรู้ของเด็ก เช่น กิจกรรมดนตรี กิจกรรมร้องเพลง กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้โรงเรียนอาจสอบถามความสนใจจากผู้ปกครองก่อน เพื่อจัดให้ตรงตามความต้องการของเด็ก ซึ่งกิจกรรมสำหรับเด็กจะมุ่งให้เด็กปฏิบัติผ่านการเล่น พ่อแม่จึงควรสำ รวจความสนใจของลูกด้วย

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องวันหยุดอย่างไร?

พ่อแม่สามารถจัดกิจกรรมในครอบครัว เพื่อส่งเสริมให้ลูกรู้เรื่องวันหยุดได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • มีปฏิทินสำหรับครอบครัวแขวนให้ลูกเห็น เลือกปฏิทินแบบที่มีบันทึกวันสำคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ บัน ทึกไว้ตรงวันหยุดด้วย สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ ปฏิทินทุกแบบจะแสดงสีแดงตรงวันที่อยู่แล้ว แต่พ่อแม่เพิ่มลักษณะพิเศษที่ปฏิทินให้เห็นเด่นชัด เช่น ภาพติดกระดาษกาว ตัดเป็นชิ้นเล็ก ติดไว้ที่วันที่ที่ต้องหยุด ก่อนวันหยุดนั้น พ่อแม่สนทนานำให้ลูกเห็นความสำคัญของการหยุดวันนั้นๆก่อน แนะให้ลูกนับวันที่อีกกี่วัน จะถึงวันที่หยุด เช่น อีก 2 วันจะถึงวันปีใหม่ (ให้ลูกรอวันหรือสองวัน เด็กจะสนใจได้ดีกว่านานๆ) พ่อแม่สามารถเพิ่มพูนความรู้เรื่องความสำคัญของวันหยุดเหล่านั้นให้ลูก ด้วยวิธีการเล่าจากหนังสือนิทาน เปิดวีดิทัศน์ หรืออื่นๆให้ลูกดู พ่อแม่จัดกิจกรรมร่วมกับทางโรงเรียนได้ เพราะทางโรงเรียนจะกำหนดสอนเรื่องวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นวันสำคัญตามปฏิทินอยู่แล้ว เช่น เรื่องวันพ่อ วันแม่ วันปีใหม่ วันวิสาขบูชา เป็นต้น
  • วันหยุดสุดสัปดาห์ควรมีกิจกรรมครอบครัวที่พ่อแม่ลูกได้ทำร่วมกัน ดังนี้
    • ชวนลูกทำงานบ้านร่วมกัน เช่น พาลูกไปช่วยจ่ายกับข้าวครอบครัว ในสังคมเมืองมักจะไปจ่ายอาหารที่ศูนย์การค้า และเก็บอาหารสดไว้ปริมาณมากเพียงพอที่จะปรุงภายในหนึ่งสัปดาห์ ส่วนครอบครัวในสังคมชนบทจะมีตลาดสดที่จัดจำหน่ายสิน ค้าตามวันกำหนด เรียกว่า ตลาดนัด ทั้งสองรูปแบบมีประโยชน์สำหรับเด็กเหมือนกันที่จะได้เห็นสิ่งของต่างๆ ที่เป็นทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค เช่น อาหารสด ทั้งผัก เนื้อสัตว์ ผลิตผลจากพืชและสัตว์ หรือของใช้ทั้งเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ จะมีจำ หน่ายที่ตลาด การชี้ชวนให้เด็กเห็นของจริง เด็กได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร ได้สัมผัส นอกจากนี้ มีงานบ้านง่ายๆสำหรับเด็กได้ทำร่วมกับพ่อแม่ เช่น ส่งผ้าให้พ่อแม่ซัก (ปัจจุบันจะมีเครื่องซักผ้าอัตโนมัติใช้ทุกครอบครัว) ตากผ้า เก็บผ้า จัดบ้าน มอบหมายให้ลูกจัดตู้ใส่ของของเขาเองได้ ช่วยรดน้ำต้นไม้
    • พาลูกไปวัดหรือโบสถ์ตามศาสนาที่ครอบครัวนับถือ
    • พาลูกไปเที่ยวรอบๆท้องถิ่นที่พ่อแม่อาศัยอยู่ ปัจจุบันในแต่ละท้องถิ่นมีแหล่งเรียนรู้ที่ควรนำเด็กไป เช่น พิพิธภัณฑ์ อุทยานการเรียนรู้ สวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ เป็นต้น
    • พาลูกไปแหล่งธรรมชาติใกล้ๆบ้าน เช่น เที่ยวชายทะเล ภูเขา น้ำตก ถ้ำ สวน ฯลฯ
    • พาลูกไปออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ โยคะเด็ก เต้นรำ ฯลฯ
    • พาลูกไปเยี่ยมปู่ย่าตายาย ครอบครัวปัจจุบันจะเป็นครอบครัวเดี่ยวเพราะแยกออกมาจากครอบครัวเดิม การเดินทางไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ของเด็กกับปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่ไว้ได้ดี
  • วันหยุดราชการประจำปี วันหยุดเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งมักจะมีพิธีกรรมของแต่ละชุมชนจัดขึ้น เช่น
    • วันเข้าพรรษา จะมีขบวนรถแห่เทียนพรรษา
    • วันมาฆบูชา มีขบวนแห่ผ้าขึ้นธาตุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช (เป็นขบวนแห่ผ้าพระบฏที่เขียนภาพพุทธประวัติ แห่ไปห่มเจดีย์ที่วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช)
    • วันสงกรานต์ จะมีขบวนแห่นางสงกรานต์และพระพุทธสิหิงค์หรือพระพุทธรูปประจำเมืองของแต่ละท้องถิ่น เป็นต้น
      พ่อแม่พาลูกไปดูขบวนแห่ เห็นความสวยงามจากเครื่องแต่งกายของผู้ร่วมขบวน และความงดงามของริ้วขบวน เห็นวัฒนธรรมประเพณีที่สะท้อนความเป็นไทย ส่วนมากงานประจำปีเหล่านี้ มักจะมีงานสนุกรื่นเริงประจำปี พ่อแม่ที่อยู่ในสังคมต่างจังหวัดสามารถนำลูกไปเที่ยวได้
    • วันหยุดทางศาสนาพ่อแม่เล่าประวัติของศาสดาแต่ละศาสนาผ่านภาพให้ลุกฟัง เช่น ภาพพุทธประวัติ ภาพทศชาติ
  • วันหยุดภาคเรียนประจำปี การหยุดภาคเรียนจะมีเวลาที่ยาวนาน พ่อแม่จึงต้องวางแผนจัดกิจกรรมสำหรับลูก เพราะพ่อแม่จะไม่ได้หยุดงานเช่นเดียวกับลูก แต่เมื่อลูกหยุดเทอม เด็กควรมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัย ให้ลูกได้ปฏิบัติอย่างมีความหมายและมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ เช่น
    • การเข้าค่ายในโครงการพิเศษของโรงเรียน หรือสถานส่งเสริมพัฒนาการเด็กของเอกชน แต่ละแห่งจะจัดกิจกรรมพิเศษแตกต่างกัน เช่น จัดกิจกรรมนาฏศิลป์สำหรับเด็ก วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ภาษาสำหรับเด็ก ดนตรีสำหรับเด็ก ว่ายน้ำ ศิลปะสำ หรับเด็กเป็นต้น พ่อแม่ควรพิจารณาความชอบ ความถนัด และ ความสามารถที่จะส่งเสริมให้ลูก
    • ครอบครัวท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ จะใช้วันหยุดระยะยาว อาจจะ 5-7 วัน กิจกรรมเช่นนี้ พ่อแม่จะต้องวาง แผนหยุดงานตรงกับวันที่ลูกหยุดเทอม กิจกรรมการท่องเที่ยวเช่นนี้พ่อแม่จะต้องมีบทบาทเป็นครูทำหน้าที่วางแผนการสอนร่วม กับลูกแบบไม่เป็นทางการ แต่จะต้องมีจุดมุ่งหมายของการสอน เนื้อหาหรือสาระการเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ การท่องเที่ยวเด็กจะได้เรียนรู้สิ่งต่อไปนี้ เช่น การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การปฏิบัติตัวตามระเบียบเวลาการเดินทาง การเดินทางด้วยยานพาหนะต่างๆ ทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ หรือเรือ การระวังรักษาความปลอดภัยจากการเดินทาง การเห็นภูมิประเทศ และภูมิอากาศ ผู้คน บ้านเรือนที่แตกต่างจากท้องถิ่นที่เราอยู่ ได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร
    • ให้เด็กได้ทำกิจกรรมพิเศษ เช่น ปลูกต้นไม้สัก 1 ต้น เฝ้าดูการเจริญเติบโต หากเด็กเขียนได้ให้เพิ่มบันทึกไว้ด้วย เด็กจัดตู้เก็บของใช้ของตนเองใหม่ ลองทำโมบายง่ายๆแขวน ฯลฯ งานเหล่านี้เลือกทำที่เด็กสนใจ หรือหาได้จากหนังสือแนะนำการทำของเล่นของใช้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดกิจกรรมเรื่องวันหยุดนั้น ครูจัดได้ทั้งก่อนวันหยุดและหลังวันหยุด โดยมีจุดประสงค์การเรียนรู้ที่แตกต่างกันกล่าวคือ หากจัดกิจกรรมก่อนวันหยุด มีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กเตรียมนำความรู้ไปใช้ แต่จัดกิจกรรมหลังวันหยุด หลังจากเด็กมีประสบการณ์จากการร่วมกิจกรรมกับครอบครัวแล้ว ครูควรให้เด็กสะท้อนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

บรรณานุกรม

  1. ณัฐวรรธ์ กิจรัตนไพศาล. (2552). สร้างสุขให้ลูกรัก. แปลจาก Valinejad, Carol. (2006). How to Have A Happy Toddler. กรุงเทพมหานคร : สมารท์คิดพับลิชชิ่ง
  2. นิตยา ประพฤติกิจ. (2536). การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ.
  3. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (2550). จิตวิทยาครอบครัว. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์.
  5. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 .กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา
  6. Brophy, J.E., Good, T.L. and Nedler, S. E. (1975). Teaching in the Preshool .New York: Harper – Row.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน