หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องวันออกพรรษา (Teaching Children about Buddhist Lent)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องวันออกพรรษา

การสอนลูกเรื่องวันออกพรรษา (Teaching Children about Buddhist Lent) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่พระภิกษุสงฆ์สิ้นสุดการเข้าจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน ตั้ง แต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางพระวินัยที่ต้องประจำอยู่ที่ในวัดแห่งเดียว และมาออกจากพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากวันนี้แล้วพระภิกษุสงฆ์จะไปจาริกค้างแรมที่อื่นก็ได้ ทั้งนี้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติตนตามประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามในวันสำคัญๆทางศาสนาพุทธ ซึ่งจะมีวันออกพรรษาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในรอบปี จึงมีการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรม ได้แก่ การตักบาตรเทโว ฟังเทศน์ สวดมนต์ไหว้พระ ลากเรือพระ ทำบุญบั้งไฟพญานาค ทอดกฐิน เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสะท้อนถึงความเจริญของสังคมไทย เราจึงเห็นความสามัคคีของคนในชุมชนด้วยการมารวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความรู้สึกของการผูกพันที่ตั้งใจจะอุทิศตนให้กับสังคมหรือถิ่นที่อยู่อาศัย กลุ่มคนจะมาปฏิบัติกิจกรรมที่มีรูปแบบหรือเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่สร้างขึ้นมาจากความคิด ความเชื่อ และค่านิยม เมื่อมาปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันนั้น ความมีวัฒนธรรมได้แสดงออกด้วยการทำดีต่อกัน สร้าง สรรค์งานด้วยปัญญาด้วยการนำทรัพยากรในชุมชนมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นให้แก่ลูกหลานที่เป็นสมาชิกของสังคมต่อไป ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเรื่องกิจกรรมออกพรรษา จึงเป็นที่คาดหวังว่าเด็กจะได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะให้เด็กเป็นคนดีมีคุณภาพของสังคมได้อย่างเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

การสอนเรื่องวันออกพรรษาสำคัญอย่างไร?

ในวันออกพรรษา พระภิกษุสงฆ์จะปฏิบัติตามหลักธรรมคือ การปวารณา หมายถึง การยอมให้ การเปิดโอกาสให้เพื่อนพระ ภิกษุสงฆ์ตักเตือนกันได้ด้วยเมตตาจิต เมื่อได้เห็นหรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน หลักธรรมนี้เป็นแนวปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนพึงนำไปปฏิบัติได้เช่นกันที่จะให้ผู้อื่นอบรมสั่งสอนตนได้ โดยเฉพาะเด็กควรอ่อนน้อมฟังผู้ใหญ่สั่งสอน ด้วยท่านปรารถนาจะให้เราเป็นคนดี ผู้ใหญ่พึงสอนให้เด็กมีจิตยอมรับการสอนเช่นนี้ได้เพราะพ่อแม่และครูจะสอนด้วยความเมตตา หวังดีให้เขาปฏิบัติถูกต้องครองธรรม การให้เด็กตระหนักรู้แนวปฏิบัติของพระพุทธองค์ด้วยวิธีสอนเหมาะตามวัยของเด็ก เป็นเรื่องของการบ่มเพาะจิตใจให้ใฝ่ดีเป็นเรื่องสำคัญ การอ่อนน้อมถ่อมตนจะช่วยให้ทำการสิ่งใดได้สะดวก เพราะมีผู้เมตตา การรู้จักพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ย่อมทำให้เด็กมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เห็นความสำคัญ และใจพร้อมที่จะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนได้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มปฏิบัติได้ตั้ง แต่เป็นเด็กเล็ก ดังที่หลักสูตรได้กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยไว้คือ การมีคุณธรรม จริยธรรมและจิตใจที่ดีงาม รักวัฒนธรรมและความเป็นไทย

การสอนเรื่องวันออกพรรษามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กจะเกิดข้อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม (เบื้องต้นสำหรับเด็กคือ การอ่อนน้อม เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่)
  • เด็กจะมีการพัฒนาทางจิตใจ ปฏิบัติชอบตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ โดยมีพ่อแม่ ครูและพระสงฆ์เป็นผู้อบรมสั่งสอน
  • เด็กจะเป็นผู้เห็นประโยชน์และความสำคัญของพระพุทธศาสนา เนื่องจากการปฏิบัติดี เป็นผู้อ่อนน้อมเชื่อฟังคำสอน (พระธรรม) เขาก็เป็นที่รักของคนอื่น และอยู่ในบ้าน โรงเรียน และอื่นๆได้เป็นปกติสุข
  • เด็กจะเป็นผู้ปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี แม้จะเป็นการปฏิบัติธรรมได้ตามวัยเด็ก แต่คือการเริ่มต้นของการทำดี ตามหน้าที่ของชาวพุทธได้แก่ การทำบุญตักบาตรเป็นการฝึกจิตให้เป็นผู้ให้ กระทำด้วยบุญกิริยา ขณะตักบาตรสวดมนต์ไหว้พระ การประพฤติตามธรรมคือเบญจศีลและเบญจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ และพ่อแม่ครูพระสงฆ์ได้เมตตานำมาอบรมสั่งสอน

การอบรมสั่งสอนเด็กจากกิจกรรมต่างๆตามประเพณีและวัฒนธรรมที่มีแก่นจากหลักธรรม ย่อมเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป

ครูสอนเรื่องวันออกพรรษาให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

จัดกิจกรรมในสภาพจริงเกี่ยวกับการทำบุญในวันออกพรรษา สำหรับโรงเรียนในต่างจังหวัด โรงเรียนและวัดคือศูนย์กลางของชุมชน ดังนั้นกิจกรรมทำบุญวันออกพรรษาจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่โรงเรียนทำร่วมกับวัดได้ ได้แก่ ร่วมกันทำความสะอาดโรงเรียน ประดับธงชาติแสดงถึงวันสำคัญที่ประชาชนทุกคนพึงปฏิบัติดี การตั้งโต๊ะหมู่บูชา ไปวัด บำเพ็ญกุศล ทำ บุญตักบาตร ทำบุญทอดกฐิน บริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรม ที่วัดเด็กๆจะเห็นผู้ใหญ่มาปฏิบัติธรรมและสนทนาธรรม สำ หรับกิจกรรมของครูด้านการเรียนการสอนอีกประการหนึ่งคือ การจัดป้ายนิเทศเรื่อง วันออกพรรษา เพื่อให้ความรู้แก่เด็กอีกทางหนึ่ง ครูนำเด็กมาร่วมจัดได้เช่น ส่งแผ่นภาพให้ครู เช่นแผ่นภาพ พระพุทธเจ้า ภาพพระสงฆ์เทศนา ภาพพุ่มกฐิน ภาพกิจ กรรมลากเรือพระ (สำหรับภาคใต้จะลากเรือพระทางบกและทางน้ำด้วย) จัดโต๊ะหมู่บูชาได้แก่ จัดแจกันดอกไม้ จัดกระถางธูปเทียน นำไปวางที่ที่กำหนด จัดถาดอาหารคาวหวานร่วมกับครูเพื่อที่จะนำไปทำบุญที่วัด เป็นต้น นอกจากนี้ต้องแนะนำเด็กให้หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ชุมชนที่บางคนเล่นดอกไม้ไฟเนื่องจากอันตรายจากการจุด และเด็กต้องไม่นำมาเล่นเองด้วย

ครูปฐมวัยจัดกิจกรรมเรื่องวันออกพรรษาในกิจกรรมหลักทั้งหกตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เมื่อครูเคาะเครื่องดนตรี ให้เด็กเคลื่อนไหวตามจังหวะประกอบอุปกรณ์คือ ดอกบัวประดิษฐ์ที่ครูแจกให้แก่เด็กคนละดอก ให้เด็กเคลื่อนไหวตามจินตนาการอย่างอิสระ
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กดูปฏิทินประจำปี ดูวันที่และสัญลักษณ์ในปฏิทินที่จะเขียนเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงและภาพพระพุทธรูป แสดงว่า วันนั้นเป็นวันพระ ฝึกอ่าน เลขวันที่ ข้างขึ้น 15 ค่ำ เดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน เป็นเดือนใดเดือนหนึ่งที่ตรงตามการนับเดือนทางจันทรคติของไทยคือ เดือน 11 พร้อมกับให้เด็กดูภาพทำบุญตักบาตร ฟังธรรม เล่าเรื่องประกอบภาพ เกี่ยวกับประวัติและกิจกรรมการออกพรรษาสั้นๆ ฟังง่ายสำหรับเด็ก ครูอาจนำเด็กไปร่วมกิจกรรมวันออกพรรษา เช่น ทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ ร่วมจัดพุ่มกฐิน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ หัดห่อขนมต้มด้วยใบพ้อ การประดิษฐ์พุ่มกฐินหรือจัดแจกันดอกไม้ การวาดลวดลายแต่งเรือพระ ระบายสีภาพขนมอาหารตักบาตร ภาพทำบุญ เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี ที่มุมหนังสือให้อ่านหนังสือภาพเรื่องราวของพระพุทธเจ้าโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรื่อง เด็กเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ เรื่องบั้งไฟพญานาค (นิทานท้องถิ่นภาคอีสาน) มุมบทบาทสมมติ ครูอาจหาเครื่องตักบาตร ชุดโต๊ะหมู่บูชา ให้เด็กได้เล่นบทบาทสมมติ
  • เกมการศึกษา เล่นเกมลอตโตจากบัตรภาพกิจกรรมวันเข้าพรรษา ภาพตัดต่อทำบุญตักบาตร หรือภาพโต๊ะหมู่บูชา เกมจับคู่ภาพเหมือน: ดอกบัว ธูป เทียน พระภิกษุสงฆ์ พุ่มกฐิน เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องวันออกพรรษาได้อย่างไร?

การฝึกหัดหรือการปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีให้แก่ลูกตั้งแต่เด็กเล็กๆ โดยปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีของวันออกพรรษาซึ่งเป็นวันสำคัญหนึ่งในศาสนาพุทธ เป็นหน้าที่ของครอบครัวที่จะเอาใจใส่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และให้การอบรมสั่งสอนลูก เด็กจึงจะมีแนวทางปฏิบัติและเกิดเป็นนิสัยดีที่พร้อมจะปฏิบัติสิ่งที่ดีงามต่อไป พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสอนลูกเรื่องวันออกพรรษาได้ดังนี้

  • พ่อแม่เล่าเรื่องความเป็นมาของวันออกพรรษาจากหนังสือสำหรับเด็กที่มีภาพประกอบ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย พร้อมกับให้เด็กดูภาพกิจกรรมวันออกพรรษาที่ชุมชนจัดให้ หรือพ่อแม่ค้นคว้าจาก internet เอกสารประเภท อีบุ๊ค (e-book) ที่น่าสนใจเช่น ธรรมนิพนธ์ของพระพรหมคุณาภรณ์ เรื่องวัดของหนู
  • จัดปฏิทินประจำปีไว้ที่บ้าน ให้พ่อแม่เลือกปฏิทินฉบับใหญ่ๆ ติดสัญลักษณ์รูปพระพุทธรูปตรงวันที่ที่ตรงกับวันออกพรรษา แล้วชวนลูกมาอ่านวันที่ เดือน โดยเชื่อมโยงเรื่องราวกับกิจกรรมวันออกพรรษา
  • จัดโต๊ะหมู่บูชาในบ้าน ให้ลูกช่วยหยิบธูป เทียน จัดดอกไม้ นำเครื่องบูชาพระไปจัดที่โต๊ะหมู่บูชา
  • หัดลูกสวดมนต์ไหว้พระพร้อมผู้ใหญ่ด้วยบทสวดมนต์สั้นๆว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ พูดว่า กราบพระพุทธ (กราบ 1 ครั้ง) สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ พูดว่า กราบพระธรรม (กราบ 1 ครั้ง) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ พูดว่า กราบพระสงฆ์ (กราบ 1 ครั้ง)
  • เมื่อชุมชนหรือโรงเรียนจัดกิจกรรมวันออกพรรษา พ่อแม่นำลูกไปร่วมด้วยหรือให้เด็กได้ดูกิจกรรมเช่น การตักบาตรเทโว ดูประเพณีลากเรือพระ (ภาคใต้จะมีประเพณีลากพระหรือชักพระ บางครั้งเรียกว่า แห่พระ การลากเรือพระจะลากรถหรือเรือที่จัดตกแต่งลวดลายไทย กลางเรือพระจะเป็นที่มีพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรประดิษฐานบนบุษบกที่เรียกว่า นมพระ มาจากคำว่า พนมพระ จำลองเรื่องราวของพระพุทธเจ้าเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาโปรดพุทธมารดา จนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จึงเสด็จกลับลงมาที่โลกมนุษย์ ชาวพุทธเตรียมถวายภัตตาหาร และอัญเชิญพระองค์ท่านประ ทับบุษบกที่เตรียมไว้แห่พระพุทธเจ้ากลับที่ประทับ) เป็นขบวนแห่ที่สวยงาม บางชุมชนจะจัดประกวดความสวยงามของเรือพระ และประชาชนจะช่วยกันลากเรือพระกลับวัดทั้งทางน้ำและทางบก ระหว่างทางประชาชนจะนำขนมต้มมาใส่ที่บาตร(ในรถพระ) ส่วนถิ่นอีสานจะมีทำบุญบั้งไฟพญานาค และประชาชนจะนั่งที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง (ที่จังหวัดหนองคายโดยเฉพาะอำเภอโพนพิสัย) เพื่อชมคลื่นน้ำที่เชื่อว่าเป็นพญานาคผุดว่ายในแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา
  • ให้ลูกช่วยจัดขนมต้มเพื่อนำไปทำบุญตักบาตรเทโวและกินขนมต้มซึ่งเป็นขนมที่จัดทำในวันออกพรรษา ในถิ่นใต้จะใช้ใบพ้อห่อขนมต้ม นอกจากนี้ยังนำไปประดิษฐ์เป็นพัดใบพ้อ อาจนำมาพัดโบกให้ลูกรู้จัก หากบางบ้านมีพื้นที่เพียงพอ ลองปลูกต้นพ้อเป็นไม้ประดับในบ้าน เพื่อให้ลูกได้รู้จักรูปร่างลักษณะของพืชชนิดนี้
  • นำลูกไปเที่ยวที่วัด จะเห็นภาพปั้นตามบันไดเป็นรูปพญานาค บอกเล่าให้ลูกรู้จักเพียงว่า นี่คือพญานาคที่เขาปั้นขึ้น มาเป็นสัตว์ในเทพนิยาย พ่อแม่อาจจะผูกเรื่องราวเป็นนิทานสั้นๆเกี่ยวกับพญานาคทำความดีเช่น พญานาคแปลงกายมาขอบวช แต่ไม่ได้รับการอนุญาตจากพระพุทธเจ้าเนื่องจากเป็นสัตว์ จะเรียนทางธรรมวินัยไม่เจริญ ดังนั้นเราจะเรียกพญางู (งูใหญ่) ที่ตั้งใจทำความดีอันประเสริฐ (ธรรมแห่งพระพุทธเจ้า) ว่า พญานาค และเรียกพิธีก่อนบวชว่า บวชนาค

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ข้าวขนมต้มลูกโยน เป็นขนมที่ทำในเทศกาลออกพรรษา เพื่อนำไปตักบาตรเทโว ความเดิมเล่าว่า เมื่อครั้งพุทธกาล ประชาชน ไปเฝ้ารับเสด็จพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากไปเทศนาโปรดพุทธมารดาแล้ว ชาวพุทธไปตักบาตร แต่ใส่ลงบาตรไม่ถึงเนื่องจากผู้คนมีมาก จึงโยนอาหารใส่ลงไป การโยนขนมต้มจึงเป็นประเพณีสืบมา และการเลือกใช้ขนมต้มเพราะขนมเป็นข้าวเหนียวนึ่งห่อด้วยใบพ้อ โยนแล้วข้าวไม่หก (วิธีทำขนมต้มลูกโยน: นำข้าวเหนียวที่ล้างสะอาดแล้วประมาณ 1/2 กก. เทใส่กระทะผสมน้ำกะทิ 2 ถ้วยตวง เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ผัดไฟขนาดกลางจนข้าวเหนียวแห้ง เติมถั่วดำหรือถั่วแดงที่ต้ม สุกแล้วประมาณ 1 กก. เติมน้ำตาลทรายประมาณ 1 กก. ผัดจนเข้ากันดี ยกลงรอจนอุ่นๆ ตักใส่ใบพ้อที่พับเป็นรูปกรวย แล้วพับใบพ้อเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว สอดปลายใบพ้อส่วนโคนลงทางยอดแหลมของกรวยดึงให้แน่น นำไปนึ่งหรือต้มจนสุก)

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. ธรรมนันท์ บัวจันทร์ ( 2557 ). คู่มือชาวพุทธ : เกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพระพุทธศาสนา .
  3. สมชัย ใจดี และ ยรรยง ศรีวิริยาภรณ์ (2549).ประเพณีและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช.
  4. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว.
  5. ประเพณีลากพระ. www.tungsong.com/NakhonSri/. [ค้นคว้าเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557].
  6. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา. ( E – book ). http://www.watnyanaves.net. [ค้นคว้า เมื่อ 25 กรกฏาคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน