หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องวัสดุรอบตัวเรา (Teaching Children about Materials)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องวัสดุรอบตัวเรา

สอนลูกเรื่องวัสดุรอบตัวเรา (Teaching Children about Materials) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งของ ทั้งของใช้และของเล่นที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันทั้งขนาด รูปร่าง น้ำหนัก สี กลิ่น ฯ สิ่งของเหล่านี้ทำมาจากวัสดุจากธรรมชาติ ทั้งจากสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต คือ พืช สัตว์ ดิน หิน ทราย แร่ธาตุต่างๆ และวัสดุที่คนเราทำขึ้นใหม่เรียกว่าวัสดุสังเคราะห์ เพื่อทดแทนวัสดุธรรมชาติที่มีปริมาณน้อยลง โดยดัดแปลงสิ่งที่เป็นธรรมชาติและทำขึ้นใหม่ เกิดเป็นวัสดุหลากหลายลักษณะ จึงมีความจำเป็นที่ควรให้เด็กปฐมวัยรู้จักและสามารถใช้วัสดุอย่างง่ายๆเหมาะสมตามวัย รวมถึงเป็นการป้องกันเด็กให้ปลอดภัยจากการหยิบจับวัสดุอันตรายรอบตัว โดยพ่อแม่และครูควรแนะนำเด็กให้รู้จักวัสดุที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่โรงเรียนอย่างเป็นกระบวน การ

การสอนเรื่องวัสดุรอบตัวเรามีความสำคัญอย่างไร?

การสอนเรื่องวัสดุรอบตัวเรามีความสำคัญเนื่องจาก

  • วัสดุของเล่น เครื่องใช้เป็นของที่อยู่รอบตัวเด็ก นับตั้งแต่เด็กเกิดมาร่างกายจะได้สัมผัสสิ่งที่คนเราทำขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ทารกจะสัมผัสเครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม โมบายแขวน เป็นต้น เด็กจึงควรได้รับการส่งเสริมให้รู้จักสิ่งต่างๆรอบตัวในสภาพแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่
  • เด็กมีธรรมชาติของการสืบเสาะหาความรู้ การส่งเสริมให้เด็กรู้จักวัสดุต่างๆจึงเป็นการตอบสนองความต้องการความสนใจใคร่รู้ของเด็กอย่างเหมาะสม โดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กได้ปฏิบัติ
  • เด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงวัยของการพัฒนาศักยภาพ เนื่องจากสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ จะพัฒนาได้ถึงขีดสุด การกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสกับสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สอนให้ทำความรู้จักกับข้าวของเครื่อง ใช้รอบตัว จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองที่ดี
  • โลกปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เด็กปฐมวัยควรมีความรู้ ความสามารถ ใช้วัสดุที่พัฒนาอย่างง่ายๆได้เหมาะสมและปลอดภัย ตลอดจนการปลูกฝังค่านิยมในการใช้วัสดุรอบตัวอย่างสร้างสรรค์

การสอนเรื่องวัสดุรอบตัวเรามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • ช่วยให้เด็กได้รู้จักสิ่งต่างๆรอบตัว ทั้งของเล่น ของใช้ สามารถเรียกชื่อและนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น การสวมเสื้อพลาสติกกันฝน ย่อมเหมาะกว่าสวมเสื้อผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมที่มาพืชและสัตว์ การเล่นตุ๊กตาที่ทำมาจากพลาสติกแข็ง หากนำไปจุ่มน้ำ (สมมติว่าอาบน้ำน้อง) จะไม่เกิดความเสียหาย แตกต่างจากการนำตุ๊กตาผ้าไปเล่นเช่นนั้น
  • ช่วยฝึกทักษะต่างๆให้แก่เด็ก ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับเด็กในการเสาะแสวงหาความรู้ เช่น เด็กสังเกตความแตกต่างของช้อนห้าชนิด : ช้อนสเตนเลส ช้อนอะลูมิเนียม ช้อนพลาสติก ช้อนไม้และช้อนดินเผา
  • การสอนผ่านกระบวนการคิดและการสืบเสาะหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ย่อมทำให้เด็กเป็นคนช่างคิด รู้จักสิ่งนั้นสิ่งนี้แตกต่างกันหรือเหมือนกัน โดยการพิสูจน์ให้เห็นเชิงประจักษ์ เป็นการฝึกการคิดอย่างมีเหตุผล จากขั้น ตอนดังนี้ การกำหนดปัญหาหรือข้อสงสัย การคาดคะเนคำตอบ การรวบรวมข้อมูลการพิสูจน์ทดลอง และการสรุปเป็นความรู้ เช่น อยากรู้ว่ารองเท้าของเรามาจากไหน? (แหล่งเดียวกันหรือไม่) คาดคะเนว่ามาจากแหล่งเดียวกัน เมื่อสืบค้นจากการสัมผัสจับต้อง ซักถาม ไปดู จึงได้ข้อมูลว่ารองเท้าบางคู่ทำมาจากพืช (รองเท้าแตะไม้) บางคู่มาจากสัตว์ (หนังสัตว์) ทั้งพืชและสัตว์คือวัสดุธรรมชาติ ในขณะที่รองเท้าบางคู่ทำมาจากวัสดุที่คนเราค้นคิดขึ้นใหม่ เช่นผ้าและพลาสติก บางคู่ก็นำวัสดุธรรมชาติมาผสมกับวัสดุที่คนเราทำขึ้นใหม่ เช่น รองเท้าผ้าใบที่พื้นรองเท้าทำจากยาง (ธรรมชาติ) ตัวรอง เท้าใช้ผ้าใยสังเคราะห์และเชือกผูกจากผ้า (คนทำขึ้น)
  • เด็กจะได้เข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆรอบตัวว่ามีคุณสมบัติอย่างไร? เหมาะแก่การนำมาใช้อย่างไร? เช่น รองเท้าพลาสติกเหมาะแก่การสวมเดินในที่ที่มีน้ำแฉะมากกว่ารองเท้าผ้า

ครูสอนเรื่องวัสดุรอบตัวเราให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูสอนเรื่องวัสดุรอบตัวเราให้ลูกที่โรงเรียนในกิจกรรมหลักทั้ง 6 ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ดังนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เด็กๆควรได้เรียนรู้ว่าวัสดุชื่ออะไร? มีคุณสมบัติอย่างไร? เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? มีแหล่งที่มาที่ไหน? วัสดุอะไรบ้างที่นำมาทำเป็นของเล่น ของใช้ได้? มีคุณและโทษเช่นไร? กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องวัสดุรอบตัวเรา เช่น การสำรวจวัสดุในโรงเรียนพร้อมวาดภาพประกอบและวิเคราะห์แหล่งที่มาของวัสดุ แล้วบันทึกในตารางให้ถูกต้อง ครูใช้คำถามที่น่าสนใจ เช่น วัสดุที่เด็กๆพบเห็นมีแหล่งที่มาจากแหล่งใด? (มาจากธรรมชาติหรือคนเราทำขึ้นมา) เด็กๆคิดว่าข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้กับแหล่งที่มาของวัสดุเกี่ยวข้องกันอย่างไร? (วัสดุที่คนเราทำขึ้นบางอย่างดูรู้ว่ามาจากอะไร เช่น โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ได้มาจากไม้ แต่บาง อย่างเราไม่รู้ เช่น แก้วทำมาจากทราย) ให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสจำแนกประเภทของวัสดุรอบตัว
  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เคลื่อนไหวโดยใช้อุปกรณ์ธรรมชาติ เช่น ใบมะพร้าว เคลื่อนไหวโดยใช้อุปกรณ์ที่คนเราทำขึ้น เช่นถุงพลาสติก ผ้าชนิดต่างๆหรือผ้าเช็ดหน้าของเด็ก ใช้เครื่องดนตรีจากวัสดุธรรมชาติทำเสียงดนตรีเพื่อให้จังหวะ เช่น เคาะไม้ไผ่ เคาะก้อนหิน ตีเหล็กและใช้เครื่องดนตรีจากวัสดุที่คนเราทำขึ้น เคาะ ตี เขย่าให้จังหวะ เช่น เคาะหรือเขย่ากระป๋อง ตีกลอง เคาะระฆัง สั่นกระพรวน เป็นต้น
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ใช้วัสดุธรรมชาติและวัสดุที่คนเราทำขึ้น มาประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เช่น ประดิษฐ์กระทง (ในวันลอยกระทง) จากใบตอง หยวกกล้วย ขนมปัง ให้เด็กประดิษฐ์ของใช้ เช่น กล่องกระดาษใส่ของ กระถางปลูกต้น ไม้จากตะกร้าพลาสติกที่ใช้แล้ว กระถางดินประดับด้วยเปลือกหอย ใช้ผิวของวัสดุต่างๆพิมพ์ภาพ ทำพู่กันระบายสีจากเศษผ้า กาบมะพร้าว เป็นต้น การทำกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุที่หลากหลายจะช่วยส่งเสริมการสังเกตของเด็ก ให้รู้ถึงคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด บางชนิดมีความแข็ง เช่น ก้อนหิน ไม้ บางชนิดจะมีความเหนียว เช่น พลาสติก บางชนิดจะยืดหยุ่นได้ เช่น ยาง วัสดุเหล่านี้เปลี่ยนแปลงจากเดิมได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมันและแป้งโดที่นำมาปั้นจะเปลี่ยนสภาพไป และนำมาทำให้เหมือนเดิมได้อีกครั้ง เพราะแรงบีบ กด ทับ บี้ ทุบ ปั้น คลึง นวด หรือลวดกำมะหยี่นำมาดัด ขดให้ลวดงอ รูปรางของลวดจะเปลี่ยนไปตามแรงดัด หนังยาง เมื่อยืดดึงไปก็กลับคืนสภาพมาได้เหมือนเดิมเช่นกัน แต่วัสดุบางอย่าง เมื่อสภาพเปลี่ยนไปแล้ว จะทำให้เหมือนเดิมไม่ได้ เช่น กระดาษ ไม้ เหล็ก เด็กจะได้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในชีวิต การกระทำเพื่อแปร เปลี่ยนสภาพของวัสดุที่กล่าวมา เช่น บีบกับทุบจะใช้กิริยาอาการแตกต่างกัน ผลของการกระทำจะทำให้วัสดุมีรูปร่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน สิ่งที่เด็กได้คือความรู้ว่า วัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เมื่อจะนำมาทำสิ่งใดจะต้องรู้และพิจารณาให้เหมาะสม เช่น การใช้สีระบายภาพบนกระดาษแข็งร้อยปอนด์ จะแตกต่างจากการทำลงในกระดาษทิชชูหรือกระดาษฟาง
  • กิจกรรมเสรี ครูจัดศูนย์วิทยาศาสตร์ หาวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่คนเราทำขึ้นมาให้เด็กจำแนกประเภท ใส่ในกล่องใส่ไข่หรือกล่องกระดาษ วัสดุที่นำมาให้ เช่น ขวดแก้ว ใบไม้ ดินเหนียว ก้อนหิน ผ้า พลาสติก กระดาษ โลหะ (ช้อน จาน ที่คีบน้ำแข็ง เหยือกใส่น้ำ) ศูนย์หนังสือ จัดหาหนังสือสารคดีสำหรับเด็กปฐมวัยที่เน้นภาพประกอบสวยงามให้เด็กอ่าน เช่น เรื่องใยไหม (ทำเสื้อผ้า) แก้ว (การทำแก้ว)
  • กิจกรรมกลางแจ้ง จัดเครื่องเล่นสนามจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่คนเราทำขึ้นให้เด็กเล่น เช่น เครื่องเล่นสนามที่ทำจากล้อรถยนต์ เหล็ก พลาสติก ไม้ เชือก ส่วนเกมกลางแจ้งที่ใช้วัสดุธรรมชาติประกอบการเล่นมีหลายเกม เช่น
    • เล่นชักคะเย่อ : ใช้เชือกเป็นอุปกรณ์ให้ผู้แข่งขันดึงเชือกส่วนกลางคนละฝั่ง อาจใช้เชือกที่ทำจากเส้นใยป่าน ปอ ผ้าก็ได้
    • เล่นทอยก้อนหิน : ให้เด็กแต่ละคนมีก้อนหินก้อนเล็กๆคนละก้อน ทอยหรือโยนไปข้างหน้าแล้วให้กระโดดสองขาไปถึงก้อนหินที่ตนทอย
    • -
    • การเล่นปิดตาคลำหาสิ่งของ : ใช้ผ้าผูกปิดตาไว้ เล่นทายชื่อสิ่งของที่คลำ อาจเล่นเป็นทีม หากทีมใดมีผู้คลำและทายถูกมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ
  • เกมการศึกษา เช่น เกมแยกหมวดหมู่ตามประเภทของวัสดุที่กำหนด เกมภาพกับสัญลักษณ์ เช่น บัตรภาพแก้วน้ำเขียนคำว่า “แก้วน้ำ” ให้เด็กหาบัตรคำว่า “แก้วน้ำ” มาจัดเรียงไว้ในกลุ่มเดียวกัน หรือบัตรภาพกระเป๋าหนัง เขียนคำว่า “กระเป๋าหนัง” ให้เด็กหาบัตรคำว่า “กระเป๋าหนัง” มาจัดเรียงกลุ่มเดียวกัน เกมภาพตัวต่อของเล่นของใช้ที่ทำมาจากวัสดุต่างๆ เช่น ภาพรถลากจากไม้ ภาพหุ่นยนต์จากพลาสติก ภาพกระเป๋านักเรียนทำจากหนัง เป็นต้น
  • การจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ปฏิบัติ ย่อมเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการบอกให้จำหรือทำให้ดูเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการสัมผัสสิ่งของจะทำให้ประสาทสัมผัสของเด็กได้ทำงาน

    พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องวัสดุรอบตัวเราให้ลูกที่บ้านอย่างไร?

    • ชวนลูกสังเกตสิ่งของในบ้าน แล้วระบุว่าสิ่งของชิ้นนั้นทำจากวัสดุอะไรบ้าง เช่น ขวดน้ำทำจากแก้ว ฝาขวดทำจากพลาสติก ตะกร้าสานจากไม้ไผ่ผูกผ้าสวยงามและแซมด้วยดอกไม้พลาสติก เป็นต้น
    • ประดิษฐ์ของใช้ ของเล่นกับลูก สิ่งที่ประดิษฐ์ง่ายๆนั้นอาจจะใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์อย่างเดียว หรือนำวัสดุทั้งสองชนิดมาผสมผสานกัน เช่น รถลากทำจากลังกระดาษ ส่วนล้อทำจากขวดน้ำพลาสติก (วัสดุผสมผสาน) ตุ๊กตาทำจากผ้าหรือเปลือกข้าวโพด เป็นต้น กิจกรรมนี้ นอกจากจะให้ลูกได้รู้จักวัสดุที่นำมาผลิตของใช้ ของเล่นแล้ว ยังเป็นการนำของเหลือใช้มาดัดแปลงให้เกิดสิ่งใหม่และเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยการใช้ของธรรมชาติเพื่อลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย ซึ่งในชนบทเด็กยังมีโอกาสสัมผัสดินเหนียว ลองปั้นตุ๊กตาดินเหนียวผึ่งลมให้ลูกดู หรือปั้นดินเป็นสิ่งต่างๆ เช่น ขนมไทย ดอกไม้ แล้วนำมาประดับจัดแต่งบ้าน
    • สร้างทางเดินเท้าเข้าบ้าน ให้ลูกทดลองนำใบไม้ ก้อนกรวดมาจัดไว้บนผิวหน้าปูนที่ยังแห้งไม่สนิท และรอดูผลเมื่อปูนแห้ง เด็กๆจะตื่นเต้นกับผลงานที่วัสดุสองชนิดประสานเป็นผิวเดียวกัน
    • ชวนลูกไปสำรวจห้องครัว และชวนทำกิจกรรมร่วมกัน บางวันที่ครอบครัวใช้วัสดุธรรมชาติห่ออาหาร ให้เด็กได้สัมผัสผิววัสดุเหล่านั้น เช่น ใช้ใบตองทำกระทงขนมเข่ง ห่อหมก ห่อข้าวเหนียวปิ้ง ใช้ใบเตยทำเป็นกระทงขนมตะโก้หรือใช้วัสดุสังเคราะห์ใส่ขนม เช่น ขนมหม้อแกงใส่ถาดสเตนเลส หรือเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) วุ้นแสนสวยใส่แม่พิมพ์พลาสติกนำไปแช่เย็น ขนมปุยฝ้ายหยอดใส่กระทงกระดาษสี หากสังเกตในครัวของเราจะเห็นว่ามีวัสดุที่ทำจากธรรมชาติและวัสดุสังเคราะห์หลายอย่าง พ่อแม่ควรให้เด็กเห็นและสัมผัส ทั้งของที่เป็นโลหะ เช่น เตาแก๊ส มีด ซึ่งตัวมีดทำจากเหล็กกล้าแต่ด้ามมีดอาจจะทำจากวัสดุชนิดต่างๆ คือ พลาสติกหรือไม้ ภาชนะบางชนิดทำมาจากสเตนเลส เช่น กะละมัง ช้อน จาน กะทะ หม้อ ตะหลิว ทัพพี วัสดุที่ทำด้วยผ้า เช่น ผ้ากันเปื้อน ผ้าจับหูหม้อ ผ้าเช็ดมือ บางครอบครัวอาจจะใช้จานกระเบื้องที่ทำมาจากเซรามิคหรือพลาสติก ในครัวมีเรื่องปั่นที่ทำจากพลาสติกแต่มีใบมีดคมเป็นส่วนประกอบทำจากเหล็กกล้า และบางครอบครัวยังคงมีครกหิน ครกทำจากดินเผา ครกไม้ตำข้าวใช้อยู่ จึงเป็นโอกาสดีที่เด็กได้เห็นการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ในชีวิต ผู้ปกครองควรให้เด็กได้รู้จักชื่อและแหล่งที่มาของวัสดุเหล่านั้น เช่น หม้อดิน ครกดินเผาทำมาจากดินเหนียว ถ้วยน้ำเซรามิคทำจากดินเผา เป็นต้น แม้เด็กจะไม่เห็นกระบวนการผลิต แต่การเห็นและได้สัมผัสจะทำให้เด็กจะเรียนรู้ถึงวัสดุผิวที่แตกต่างกัน
    • เมื่อครอบครัวไปท่องเที่ยวกันลองจัดโปรแกรมนำลูกไปยังสถานที่ผลิตสิ่งของเครื่องใช้ เพื่อให้เด็กเห็นกระ บวนการผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์ (เลือกสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก) เช่น การทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย การทำร่มกระดาษ การทำกระดาษสา การปั้นตุ๊กตา การเย็บตุ๊กตาผ้า การสานตะกร้าไม้ไผ่ ตะกร้าพลาสติก ตะกร้าย่านลิเภา การเย็บกระเป๋าหนัง การทำบ้านดินเหนียว ฯ สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งจัดการสาธิตวิธีผลิตให้ชมและให้ผู้ชมมีส่วนร่วมทำได้
    • เมื่อจัดบ้าน ให้วางแผนกับลูกจัดเก็บแยกของที่ผลิตจากวัสดุแตกต่างกัน เช่น รองเท้า กระเป๋า ร่ม หมวก มักจะมีใช้จำนวนมากกว่าหนึ่งชิ้นขึ้นไปและทำจากวัสดุที่หลากหลาย เช่น ร่มทำจากกระดาษ ผ้า พลาสติก จัดแยกที่แขวนและเขียนชนิดวัสดุไว้ว่า ร่มผ้าพลาสติก ร่มกระดาษ ส่วนรองเท้าอาจจะกำหนดชั้นวางรองเท้าแต่ละประเภทหรือจัดกล่องใส่รองเท้าพร้อมเขียนชื่อวัสดุไว้ เมื่อจัดเก็บให้ใส่ตรงตามนั้น เช่น รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนัง รองเท้ายาง รองเท้าพลาสติกหรือรองเท้าที่มีส่วนประกอบของวัสดุ 2 ชนิดขึ้นไป เช่น รองเท้าหนังที่มีเชือกผ้าผูกไว้ ส่วนกระเป๋าก็เช่นกัน อาจจะทำจากวัสดุเดียว เช่นทำจากหนังหรือพลาสติกล้วนๆ แต่ก็มีกระเป๋าที่ประสมโลหะเป็นส่วนประกอบ เช่น ซิป กระดุม ฯ แล้วนำกระเป๋ามาจัดเรียงบนชั้นวาง กิจกรรมนี้นอกจากเด็กได้เรียนรู้ลักษณะวัสดุแล้ว ยังเป็นการฝึกการสังเกตและการจำแนกประเภท ที่ส่งเสริมนิสัยความมีระเบียบให้แก่เด็ก
    • เมื่อใช้วัสดุต่างๆ ควรแนะนำให้ลูกรู้จักสังเกตคุณสมบัติของวัสดุนั้นๆ เมื่อใช้จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับงาน ประโยชน์ที่เกิดขึ้นและโทษ (หากเลือกใช้ไม่เหมาะสม) เช่น การผูกรองเท้าจะใช้เชือกเหมาะกว่าการใช้ แถบกระดาษ การสวมเสื้อผ้าในฤดูหนาวจะเลือกสวมเสื้อหนังหรือผ้าขนสัตว์เพราะทำให้เราอบอุ่น ในทางตรงกันข้ามผ้าทั้งสองชนิดไม่เหมาะนำมาสวมใส่ในฤดูร้อน เพราะจะทำให้ร้อนมาก เช่นเดียวกับการเปลี่ยน แปลงรูปร่างของวัสดุ ก็มีทั้งประโยชน์และโทษ เช่น หนังยางรัดของ เราสามารถดึงให้ยืดและหดได้ เพื่อรัดปากถุงพลาสติก แต่หากเราดึงหนังยางให้ยืด ต้องระมัดระวังเพราะหนังยางนั้นอาจจะดีดกระเด็นถูกร่างกายทำให้เราบาดเจ็บ หรือการที่ทุบจานกระเบื้องแตก เศษกระเบื้องที่แหลมคมอาจจะบาดหรือทิ่มเราได้ เช่นเดียวกันกับไม้เสียบลูกชิ้นที่เหลาปลายแหลม ก็สามารถทิ่มแทงเราให้บาดเจ็บได้ เพราะวัสดุกระเบื้องและไม้เป็นวัสดุไม่ยืดหยุ่น

    เมื่อเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีวัสดุต่างๆ และได้รับการส่งเสริมให้เปิดรับประสบการณ์ด้วยตนเอง โดยพ่อแม่เป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ย่อมส่งผลให้เด็กสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี

    เกร็ดความรู้เพื่อครู

    ครูคือผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก สามารถส่งเสริมให้เด็กเป็นคนช่างคิดด้วยวิธีการดังนี้

    • การใช้คำถามปลายเปิดกับเด็ก ได้แก่ สิ่งนี้ใช้ทำของเล่นได้อย่างไร? สิ่งของทั้งหมดนี้แตกต่างกันอย่างไร?
    • เด็กปฐมวัยจะต้องการเวลาในการสืบค้น จึงควรให้เวลาเด็กคิดมากกว่าการบอกเขาทันที และครูควรรอคอยเด็กอย่างใจเย็น
    • การให้เด็กได้ใช้วัสดุรอบตัวในชีวิตจริง จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กที่ได้สัมผัสของจริงและเป็นการประหยัดค่าใช้ จ่ายในการผลิตสื่ออุปกรณ์การสอนด้วย
    • ฝึกให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตามแนวการสอนแบบมอนเตสซอรี่ ที่จัดกิจกรรมให้เด็กปฏิบัติผ่านการเล่นของเล่นและสื่อต่างๆ เนื่องจากแนวคิดนี้จะคำนึงถึงเด็กเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระ โดยจัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ให้เด็ก
    • บรรณานุกรม

      1. จีรพันธ์ พูลพันธ์ และคำแก้ว ไกรสรพงษ์. ( 2543 ) . การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย : ตามแนวคิดมอนเตสซอรี่. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.
      2. จุติกาญจน์ ภากรเกียรติสกุล (2555). ปั้นดินจิ๋วขนมไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วาดศิลป์.
      3. บัญชา แสนทวีและคณะ (2552). คู่มือครู หน่วยที่ 4 วัสดุรอบตัวเรา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช.
      4. วิราภรณ์ ปนาทกุล (2531). การละเล่นของเด็กไทยกับการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สุริยะสาส์น.
      5. เยาวพา เตชะคุปต์. (2554). หนังสือเสริมประสบการณ์ หน่วย สิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ชั้นอนุบาลปีที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ แม็ค.
      6. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
      7. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
      8. ORIOL RIPOLL และคณะ. (2554). ประดิษฐ์ของเล่น 54แบบจากวัสดุเหลือใช้รอบตัว. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เอ็ม ไอ เอส .

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน