หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องสมุนไพร (Teaching children about Herb)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องสมุนไพร

การสอนลูกเรื่องสมุนไพร (Teaching children about Herb) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพืชที่คนเรานำมาบริโภคเป็นอาหาร หรือประกอบเป็นยารักษาโรค หรือใช้บำรุงรักษาสุขภาพของคนและสัตว์ โดยนำส่วนประกอบที่สำคัญของพืช 5 ส่วนมาใช้ คือ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ในปัจจุบันมีการรื้อฟื้นภูมิปัญญาไทยเรื่องการใช้สมุนไพร เพื่อการบำรุงสุขภาพและการรักษาโรค และได้มีการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสมุนไพรในครอบครัว สถานศึกษา และหน่วยงานองค์กร ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ในรูปแบบต่างๆ เช่น จัดเป็นสวนหย่อม สวนประดับ พืชผักสวนครัว เป็นต้น สมุนไพรจัดเป็นพืชที่อยู่ในสาระการเรียนรู้เรื่อง ธรรมชาติรอบตัว ที่ครูและพ่อแม่ร่วมมือกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ให้เกิดเป็นความรู้ และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันต่อไป

การสอนเรื่องสมุนไพรสำคัญอย่างไร?

  • สมุนไพร คือ พืชกลุ่มหนึ่งที่เรานำมาใช้เป็นทั้งยารักษาโรค และใช้บำรุงสุขภาพ จัดได้ว่า เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในสี่ที่จำเป็นของคนเรา
  • การเพาะปลูกเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักธรรมชาติของพืช และได้ใช้สมุนไพรเพื่อบริโภคและเป็นยา บำรุงสุขภาพ และรักษาโรคได้
  • การใช้สมุนไพรเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่ในสังคมไทยต่อไป
  • การปลูกผักสมุนไพร และนำมาใช้ เป็นการฝึกเด็กให้ตระหนักถึงคุณค่าของพืช ภายใต้การปฏิบัติตนเรื่องการที่ชีวิตสอดคล้องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและเป็นสุข ด้วยการรู้จักประหยัด อดออม ขยัน คุณลักษณะเด็กไทยที่กล่าวมา เป็นค่านิยมที่ต้องสร้างเสริมให้แก่เด็กโดยครอบครัว และโรงเรียน
  • สมุนไพร คือ พืชกลุ่มหนึ่งที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 กำหนดให้เด็กปฐมวัยเรียน เรื่องธรรมชาติรอบตัวเกี่ยวกับคน พืช และสัตว์

การสอนเรื่องสมุนไพรมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องสมุนไพรทำให้เด็กได้รู้จักสมุนไพรที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตของคนเรา คือ ใช้เป็นยารักษาโรค เมื่อร่างกายเกิดการเจ็บป่วย หรือทรุดโทรม เราต้องรู้จักใช้ยาเพื่อการรักษา การใช้สมุนไพรเป็นยาในรูปแบบหนึ่ง เมื่อเด็กจดจำ รูปร่างลักษณะ ชื่อ และการใช้แล้ว ความรู้นี้จะคงอยู่ตลอดไป เมื่อเด็กคือผู้ปฏิบัติ หมายถึง ได้ใช้ และเห็นพ่อแม่ ครู หรือแพทย์เป็นผู้ใช้สมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกายและรักษา โดยลดภาระการใช้เงินเพื่อซื้อสินค้า หรือยา ที่ผลิตมาจากต่างประเทศได้บ้าง เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางหนึ่ง ขณะจัดกิจกรรมที่ครูนำสาระเรื่องสมุนไพรมาจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กนั้น เด็กจะมีโอกาสเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมที่หลายหลาย บูรณาการผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหมาะสมกับวัย ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่จัดจะส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จึงเป็นประโยชน์ต่อเด็กอย่างยิ่ง

ครูสอนเรื่องสมุนไพรให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูอาจจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่น่าสนใจ เช่น การจัดสภาพแวดล้อมโรงเรียนให้มีสมุนไพร อาจจะเป็นเพียงมุมเล็กๆ ข้างๆ อาคารให้เด็กปฐมวัยผลัดกันเข้ามาดูแล และใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้ห้องเรียน บางสถานที่หากมีบริเวณไม่มากนัก การปลูกสมุนไพรแบบกระถางแขวนก็น่าสนใจ โดยครูแขวนระดับตัวเด็กที่จะยืนมองเห็นการเจริญเติบโตของพืช ได้เด็ด และตัดแต่งต้น หรือใบของสมุนไพรได้ การที่เด็กได้สัมผัสจับต้องพืช เป็นการเรียนเพื่อรู้ ครูจะคอยดูแลความปลอดภัยให้เด็กจากพืชบางชนิด เช่น ต้นตะไคร้ เป็นสมุนไพร แต่ใบตะไคร้จะระคายผิวเด็ก ครูจะไม่ให้เด็กจับต้องใบ แต่บอกให้รู้ และแนะให้เชื่อฟังครูก่อน นอกจากนี้ การจัดแต่งสวนสมุนไพรเป็นงานง่ายที่ให้เด็กทำได้ เพื่อส่งเสริมทักษะการสังเกต ให้เด็กสังเกตธรรมชาติของพืชแต่ละชนิด ที่อยู่ ลักษณะ รูปร่าง เช่น ต้นตำลึง ต้นอัญชัน เมื่อโตขึ้น ต้นจะทอดยอด จึงต้องการไม้ปักให้ลำต้นเลื้อย ต้นไม้เหล่านี้เด็กจับต้องได้ไม่มีอันตราย ครูอาจให้เด็กๆ ลองทำเอง

ส่วนการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ครูอาจจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยนำสมุนไพรใกล้ตัวมาให้เด็กได้รู้จักชื่อ รูปร่าง ลักษณะ ประโยชน์ในการรักษา และบำรุงสุขภาพ อาจให้เด็กได้ทดลองทำสมุนไพรใช้เอง เพื่อให้เด็กได้เห็นความจริงว่า สมุนไพรมีประโยชน์ สมุนไพรใช้ได้ทั้งรับประทานเป็นอาหารและยา เช่น การทำเครื่องดื่มสมุนไพร เริ่มจาก ให้เด็กได้ทดลองทำเครื่องดื่มสมุนไพร เลือกทำน้ำมะนาว เป็นยารักษาอาการเป็นหวัด ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องสมุนไพรอย่างไร?

  • พ่อแม่ทำอาหารหลัก อาหารเสริม เครื่องดื่ม ที่ใช้พืชผักสมุนไพร ทั้งนี้เพราะพืชผักสมุนไพรเป็นพืชที่กินได้ ปลอดภัยสำหรับคนและสัตว์ เราค้นพบว่า ส่วนประกอบของพืช 5 ส่วนใช้กินได้ เช่น รากผักชี ใบหางจระเข้ ใบเตย ใบมะขาม ดอกแค มะรุม ผลมะแว้ง เป็นต้น เราอาจใช้ส่วนประกอบของพืชผักสมุนไพรเหล่านี้ ในการทำอาหารสำหรับเด็ก
    • อาหารหลัก เช่น แกงจืดผักตำลึง ทอดไข่ใส่มะเขือเทศ
    • เครื่องดื่ม เช่น น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะนาว น้ำมะขาม น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย
    • ทำยาจากพืชสมุนไพร เช่น ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้รักษาแผลภายนอกที่ถูกน้ำร้อนลวก ใช้ใบพลูขยี้ผสมกับเหล้าขาวทาผิวที่แพ้แตกลมพิษ ขมิ้นทาแผลที่ถูกมดกัดต่อย เมื่อไม่สบายมีไข้ให้กินขมิ้นชัน หากเจ็บคอ ไอ ให้กินใบฟ้าทะลายโจร หากท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้กะเพรา ไพล ขิงผสมต้มใส่น้ำร้อนให้รับประทาน เป็นต้น
  • ให้ลูกช่วยปลูกสมุนไพร โดยเลือกที่ปลูกง่าย มีประโยชน์ และนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น ต้นเตย (ใบรักษาโรคผิวหนัง รากและต้นเป็นยาขับปัสสาวะ และรักษาโรคเบาหวาน) ต้นกะเพรา (ใบรักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ลดการบีบลำไส้) ต้นตำลึง (ใบใช้ถอนพิษไข้ แก้โรคเบาหวาน แก้คัน ตาแดง ส่วนรากช่วยลดไข้ แก้อาเจียน) ต้นอัญชัน (ใช้สีจากดอกผสมอาหารสวยงาม และช่วยในการหมุนเวียนของเลือดได้ดี กลีบดอกอัญชันใช้ชโลมผมให้ดกดำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ บำรุงสายตา แก้ตาอักเสบ ส่วนเมล็ดช่วยระบายท้อง)
  • ครอบครัวเลือกใช้เครื่องสำอางที่ทำจากสมุนไพร เพื่อบำรุงผม ผิวกาย ใบหน้า ให้ลูกเห็น เช่น ใช้ สบู่มังคุด รักษาผิว ซึ่งทำจากสีของเปลือกมังคุด ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางหลายอย่าง ใช้น้ำมะกรูด คั้นน้ำล้างผม รักษาชันนะตุ และรังแค ใช้น้ำมันงาที่ไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนังเพื่อบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ช่วยประทินผิวให้นุ่มนวล ไม่หยาบกร้าน ใช้แตงกวาสด ผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาด เพื่อช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพรที่หาง่าย มีประโยชน์ ราคาถูก ใช้ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ผิวสดชื่น มีน้ำมีนวล ใช้กระเทียมบำรุงเส้นผม โดยนำกระเทียมมาซอย หรือหั่นบางๆ ประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมันมะกอก 5 ช้อนโต๊ะ นำมาปั่นรวมกัน แล้วนำมาชโลมให้ทั่วศีรษะ หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด และสระผมด้วยแชมพูอ่อนๆ อีกครั้ง ทำเช่นนี้ประมาณ 1 เดือน เส้นผมจะเกิดสุขภาพดี เป็นต้น
  • ใช้สมุนไพรที่ผลิตเป็นน้ำมันระเหย และเครื่องหอม ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเป็นผลิตผลจากการสกัด ผล ดอก ใบ เมล็ด เปลือก ก้าน ของสมุนไพรนานาชนิด ลักษณะทั่วไปของน้ำมันหอมระเหย คือ เป็นของเหลว ใส ไม่มีสี หรือมีสีอ่อนๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิปกติ เมื่อได้รับความร้อนน้ำมันจะระเหยได้ดียิ่งขึ้น วิธีการสกัดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ การกลั่นด้วยไอน้ำ และการใช้สารเคมีเป็นตัวทำละลาย คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยแต่ละกลิ่นมีประโยชน์แตกต่างกัน พ่อแม่เลือกใช้สมุนไพรตามความต้องการ อาจจะเลือกซื้อได้จากร้านค้าจำหน่ายสมุนไพรที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน สมุนไพรประเภทนี้ เช่น น้ำมันตะไคร้หอม (มีคุณสมบัติช่วยในการแต่งกลิ่นรสอาหาร เป็นส่วนประกอบเครื่องสำอาง ใช้ไล่แมลง) น้ำมันไพล (มีคุณสมบัติช่วยแก้อาการฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก ข้อเท้าแพลง) น้ำมันผิวมะกรูด (มีคุณสมบัติสำคัญ ช่วยในการแต่งกลิ่นรสอาหาร ใช้ในการบำบัดแบบสุคนธบำบัด ช่วยให้คลายกังวล ทำให้สดชื่น) เป็นต้น

สมุนไพรจึงเป็นเรื่องที่มีอยู่ใกล้ตัวเด็ก และเป็นเรื่องความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากผู้รู้ที่เป็นภูมิปัญญา พ่อแม่เป็นผู้ช่วยสนับสนุน จัดประสบการณ์ให้ลูกได้รู้จักและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูเตรียมการสอนเรื่องสมุนไพร หรือตัวยาสมุนไพร โดยให้เด็กได้ความรู้ในส่วนต่างๆของสมุนไพร แบ่งออกเป็น 5 ประการ

  • รูป ได้แก่ ใบไม้ ดอกไม้ เปลือกไม้ แก่นไม้ กระพี้ไม้ รากไม้ เมล็ด
  • สี มองแล้วเห็นว่าเป็นสีเขียวใบไม้ สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีม่วง สีน้ำตาล สีดำ
  • กลิ่น ให้รู้ว่ามีกลิ่นหอม เหม็น หรือกลิ่นอย่างไร
  • รส ให้รู้ว่ามีรสอย่างไร รสจืด รสฝาด รสขม รสเค็ม รสหวาน รสเปรี้ยว รสเย็น
  • ชื่อ ต้องรู้ว่ามีชื่ออะไรในสมุนไพรนั้นๆ ให้รู้ว่า ตะไคร้เป็นอย่างไร มะขามเป็นอย่างไร ใบขี้เหล็กเป็นอย่างไร

บรรณานุกรม

  1. กรมพัฒนาที่ดิน. (2550). การใช้สมุนไพรในการกำจัดศัตรูพืช, เอกสารเพื่อการถ่ายถอดเทคโนโลยี. กรุงเทพมหานคร: กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  2. กรมส่งเสริมการเกษตร. (2543). คู่มือสมุนไพร และเครื่องเทศ ชุดที่ 3 พืชสมุนไพรน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil). กรุงเทพมหานคร: กรมส่งเสริมเกษตร.
  3. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 - 5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  4. เฉลิมเกียรติ โภคาวัฒนา, ภาวนา อัศวะประภา, วรพจน์ สุวจิตตานนท์. (2545). พืชสมุนไพรน้ำมันหอมระเหย : คู่มือพืชสมุนไพร และเครื่องเทศ ชุดที่ 3. กรุงเทพมหานคร: กรมส่งเสริมสหกรณ์ กองส่งเสริมพืชสวน กลุ่มสมุนไพรและเครื่องเทศ.
  5. เพ็ญศรี ทรัพย์เจริญ. (2553). พฤกษชาติสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย มูลนิธิการแพทย์ไทยพัฒนา..
  6. อดิศักดิ์ นนทวงษ์. (2545, 18 พฤษภาคม). ศิลปะการบำบัดด้วยธรรมชาติ. มติชน, หน้า 13.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน