หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องสัตว์ป่า (Teaching children about Wild animals)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องสัตว์ป่า

การสอนลูกเรื่องสัตว์ป่า (Teaching children about Wild animals) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องสัตว์ที่มนุษย์ไม่ได้เลี้ยงดู และไม่ได้เป็นเจ้าของ โดยทั่วไปเรามักหมายถึงเฉพาะสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งแบ่งออกได้เป็นพวกๆ คือ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์จำพวกนก ปลา ที่อาศัยอยู่ในตามธรรมชาติถือเป็นสัตว์ป่าด้วย ยกเว้นแมลง และไข่ของแมลง

สัตว์ป่าแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • สัตว์ป่าสงวน เป็นสัตว์ป่าที่หายาก และปัจจุบันมีจำนวนน้อยมาก บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว มีอยู่ 15 ชนิด คือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละมั่ง เนื้อสมัน เลียงผา กวางผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ และพะยูน
  • สัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นสัตว์ทั้งที่ปกติไม่นิยมใช้เป็นอาหารและใช้เป็นอาหาร ทั้งที่ไม่ล่าเพื่อการกีฬาและล่าเพื่อการกีฬา ตามที่กฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ มากกว่า 200 ชนิด เช่น ค่าง ชะนี อีเห็น ไก่ฟ้า เหยี่ยว ช้างป่า แร้ง กระทิง กวาง หมีควาย อีเก้ง นกเป็ดน้ำ เป็นต้น

สัตว์ป่านั้นอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่า และไม่ต้องการให้คนเรานำมาเลี้ยงดู แต่อย่างไรก็ตาม จากสภาพความเป็นอยู่ที่คนเราพัฒนามาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้คนเราได้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่าที่ทำให้ธรรมชาติเกิดความสมดุล และส่งผลดีต่อการดำรงชีวิต จึงกล่าวได้ว่าคนและสัตว์นั้นพึ่งพาอาศัยกัน เมื่อคนศึกษาค้นคว้าความรู้เรื่องธรรมชาติของสัตว์ป่าจึงเป็นผลดีที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์เหล่านั้น และร่วมกันอนุรักษ์สัตว์ไว้ให้คงอยู่ในโลกด้วยวิธีการเหมาะสม สำหรับเด็กปฐมวัยการจัดประสบการณ์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเรื่องสัตว์ป่า และปลูกฝังความรัก ความเมตตาสัตว์ จะเป็นพื้นฐานการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ในโลกอย่างสันติสุข

การสอนเรื่องสัตว์ป่าสำคัญอย่างไร?

การสอนเรื่องสัตว์ป่ามีความสำคัญ เนื่องจากสัตว์ป่าเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ที่มีคุณประโยชน์แก่ทั้งคน สัตว์อื่นๆ และพืชที่ต่างอาศัยพึงพิงกันและกัน การมีความรู้ความเข้าใจตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้เด็กเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า แม้เด็กจะเยาว์วัย แต่การจัดกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัยของเด็กจะช่วยให้เด็กเกิดความรู้ขั้นพื้นฐานที่สามารถจะต่อยอดความรู้สืบต่อไปในภายหน้าได้

การสอนเรื่องสัตว์ป่ามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กจะได้รู้จักสิ่งที่มีชีวิตที่เป็นสัตว์ และมีธรรมชาติทั้งที่เหมือนและแตกต่างจากคน พืช และสิ่งอื่นๆ
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาจิตใจให้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่าต่อคนและพืช เช่น สัตว์กินพืช ส่วนที่คงเหลือคือเมล็ด อาจจะเป็นส่วนที่สัตว์ไม่กินจึงทิ้งไว้ หรือกินแล้วถ่ายเมล็ดปะปนมากับมูล ก็ช่วยให้เมล็ดนั้นสามารถขยายพันธุ์พืชต่อไป ส่วนพืชหรือต้นไม้ก็เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ เป็นแหล่งผลิตอาหารให้คนและสัตว์ เป็นต้น
  • เด็กได้เรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าชนิดต่างๆ จากการสังเกต เป็นวิธีการฝึกฝนเพื่อแสวงหาความรู้ เป็นขั้นแรกที่สะดวกและง่ายของเด็ก โดยให้เด็กได้สังเกตรูปร่างลักษณะของสัตว์ป่า เด็กพบความเหมือนและแตกต่างกันของสัตว์ นำไปสู่การจำแนกประเภท เช่น ช้างกับลิงเหมือนกันที่ มีขา 4 ขา ออกลูกเป็นตัว กินผลไม้เป็นอาหาร แต่ก็มีสิ่งที่ช้างกับลิงแตกต่างกัน เช่น การเดิน การกระโดดห้อยโหน การเลือกที่อยู่อาศัย เป็นต้น
  • การสร้างความสำนึกถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นเรื่องที่ควรปลูกฝังให้แก่เด็ก เด็กๆ สอนง่าย และซึมซับคำสอนได้ดี เมื่อเด็กรู้จักธรรมชาติของสัตว์ และได้รับการบ่มเพาะเรื่องคุณธรรมที่คนควรมีต่อสัตว์ป่า คนเราก็จะอยู่ท่ามกลางความสุขที่ธรรมชาติมีความสมดุล ดังเช่น มีสัตว์ป่า จะมีป่าที่สัตว์ช่วยขยายพันธุ์ เมื่อมีป่า ก็จะมีแหล่งต้นน้ำที่ต้นไม้ช่วยดูดซึมซับน้ำไว้ อากาศบริสุทธิ์ที่คนจำเป็นในการใช้หายใจก็ยังคงอยู่ โลกไม่ร้อน คนจะได้ปัจจัยสี่จากต้นไม้ เป็นต้น

ครูสอนเรื่องสัตว์ป่าให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูสอนเรื่องสัตว์ป่าให้ลูกที่โรงเรียน ได้ดังนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจจัดทัศนศึกษานอกสถานที่ แหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ คือ สวนสัตว์ ที่หน่วยงานทั้งของรัฐบาล และเอกชนจัดขึ้นเพื่อการอนุรักษ์และศึกษาวิจัย มีหลายที่ เช่น สวนสัตว์ดุสิต และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร ส่วนที่ต่างจังหวัด แทบทุกจังหวัดจะจัดสวนสัตว์ไว้ด้วยจุดประสงค์เดียวกัน บางจังหวัดที่จัดสวนสัตว์ไว้ให้เป็นสถานที่สาธารณะสำหรับประชาชนด้วย เช่น สวนสัตว์บริเวณเชิงเขาเขียว ห่างจากตัวเมืองศรีราชาประมาณ 25 กิโลเมตร นับเป็นป่าแห่งเดียวในเมืองชลบุรีและเป็นสวนสัตว์ที่มีเนื้อที่มากที่สุดในโลกกว่า 5,000 ไร่ ส่วนเอกชนมีหลายที่จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ที่สวนสัตว์ฟาร์มโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซาฟารีเวิลด์ ที่กรุงเทพมหานคร การนำเด็กไปดูสัตว์ป่าที่อยู่ในกรง ครูจำเป็นจะต้องวางกติกาให้ยืนเด็กดูอยู่ในบริเวณที่กำหนด คือไม่เข้าไปในบริเวณที่เชือกกัน หรือที่มีเส้นสัญลักษณ์ขีดไว้ ไม่เกาะกรงสัตว์ ไม่ให้อาหารสัตว์ และอยู่ในกลุ่มครู ผู้ปกครอง ไม่แยกออกไปตามลำพัง ครูควรเตรียมเอกสารบันทึกข้อมูลให้เด็กไปด้วยเป็นการฝึกบันทึกข้อมูล ลักษณะแบบสำรวจง่ายๆ ที่มีภาพประกอบ และใช้เครื่องหมายขีดลงในข้อมูล เมื่อเด็กกลับเข้าสู่ชั้นเรียน จะต้องนำผลการไปศึกษานอกสถานที่มาสนทนา อภิปรายร่วมกัน และเน้นถึงประเด็นที่ไปศึกษามา ได้แก่ ชื่อ รูปร่าง ลักษณะ และชนิดของสัตว์ป่า นอกจากนี้บางสถานที่จัดแสดงสัตว์เฉพาะประเภท เช่น สวนงู ฟาร์มจระเข้ อะควาเรียม (สถานที่แสดงพันธุ์ปลาทะเลหรือปลาน้ำจืด) คอรัลเรียม (สถานแสดงพันธุ์ปะการัง) อินเซกท์ทาเรียม (สถานที่แสดงแมลง) สวนผีเสื้อ สวนนก เป็นต้น หากสถานศึกษาอยู่ใกล้กับสถานที่แสดง ครูสามารถจัดเป็นกิจกรรมศึกษานอกสถานที่ เด็กจะเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ป่า การพึ่งพาอาศัยกัน เมื่อจะไปชมการจัดแสดงครูอาจขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง และหน่วยงานที่จัดแสดงด้วย
  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ร้องเพลงและเล่นดนตรี เช่น เพลง หมี (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง)
    หมีตัวใหญ่มันอยู่ในป่า อยู่ในป่า อยู่ในป่า หมีตัวใหญ่มันอยู่ในป่า มันเดินไปมา
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นหมีกินผึ้ง กติกาการเล่น แบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเล่นเป็นผึ้ง หันหน้าเข้าต้นไม้ และเกาะรอบต้นไม้ อีกกลุ่มเล่นเป็นหมี ผู้ที่เล่นเป็นหมีจะแสดงท่าทางเดินโยกตัวช้าๆ และค่อยๆ เดินไปใกล้เพื่อกินรังผึ้ง เมื่อครูให้สัญญาณว่า หมีมาแล้ว ผึ้งจะหันหน้ามาวิ่งไล่หมี หมีต้องวิ่งหนีมาที่ครูยืนอยู่ ระหว่างที่วิ่ง ถ้าผึ้งแตะตัวหมีได้ หมีจะต้องหยุดวิ่ง แต่ถ้าหมีวิ่งมาถึงครูก่อน ผึ้งจะแตะไม่ได้ เมื่อหมดเวลา นับจำนวนหมี ถ้าถูกผึ้งแตะได้เกินครึ่งจำนวน เช่นมีหมี 10 ตัว ถูกผึ้งแตะ 8 ตัว หมีจะเป็นฝ่ายแพ้
  • เกมการศึกษา เปรียบเทียบ รูปร่างลักษณะ ขนาด และอาหาร เรื่องของความเหมือนความแตกต่างของสัตว์ป่าจากหุ่น ภาพ นับจำนวน เพิ่มลด เรียงลำดับ เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องสัตว์ป่าอย่างไร?

  • เมื่อเด็กรู้จักสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวแล้ว พ่อแม่แนะนำให้เด็กรู้จักสัตว์ป่า จากการนำภาพสัตว์ป่าที่อาศัยในสถานที่ต่างๆ ให้ลูกดู เนื่องจากสัตว์ป่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าตามธรรมชาติ คนจึงไม่สามารถนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงดูได้ นอกจากภาพแล้ว สื่ออุปกรณ์ที่พ่อแม่ใช้ค้นหาเรื่องราวสัตว์ป่าที่นิยมใช้ค้นคว้า คือ ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต (internet) เนื่องจากสะดวก ทันสมัย ภาพที่เห็นคล้ายความเป็นจริงมากที่สุด ในที่นี้ขอแนะนำพ่อแม่ ให้ดูสารคดีเรื่องสัตว์ป่าในประเทศไทย ชุด พินัยกรรมธรรมชาติ ได้จากทาง youtube เด็กจะเห็นบริบทสิ่งแวดล้อมของป่า ได้เห็นรูปร่าง ลักษณะ ชนิด ประเภท และการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าเหล่านั้น ตั้งแต่การหาที่อยู่ อาหาร การสืบพันธุ์ หรืออาจจะค้นได้จากหนังสือสำหรับเด็กที่เกี่ยวกับสารคดีสัตว์ป่า เรื่อง สารานุกรมสำหรับเด็กชุด Pettite Encyclopedia เรื่อง สัตว์ป่าซาฟารี, a Magic AR Book ผจญภัยโลกสัตว์ป่า เป็นต้น
  • พ่อแม่นำลูกไปชมแหล่งเรียนรู้ที่แสดงลักษณะความสัมพันธ์ของสัตว์ป่า ที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารในป่าแต่ละประเภท เช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์วิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กรุงรัตนโกสินทร์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แห่งนี้ได้จัดแสดงนิทรรศการพันธุ์สัตว์ป่าโดย แบ่งสัตว์ตามประเภทของป่าในประเทศไทย เช่น ป่าพรุ คือ ป่าไม้ไม่ผลัดใบ เป็นที่ลุ่มต่ำน้ำขัง สัตว์ที่อยู่อาศัยได้แก่ หนู กระรอก สัตว์เลื้อยคลานจำพวกตะกวด งู ป่าพรุที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย มีแห่งเดียว คือ ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส ป่าประเภทที่ 2 คือป่าทุ่งหญ้า เป็นป่าที่เกิดจากการแผ้วถางทำลายป่าที่สมบูรณ์ พบมากที่ภาคเหนือและอีสาน สัตว์ป่าอาศัยอยู่ คือ สัตว์ประเภทฟันแทะ เช่น หนูหรือกระต่ายป่า และสัตว์ที่ล่าหนูเป็นอาหาร เช่น เหยี่ยว พังพอน และงู ป่าประเภทที่ 3 คือ ป่าชายเลน พบตามปากแม่น้ำ พื้นที่ติดชายทะเล เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ดังนั้น สัตว์ที่พบมาก คือ สัตว์จำพวกนกกินปลา เช่น นกกระยาง เหยี่ยวแดง นกกระเต็น เป็นต้น ป่าประเภทที่ 4 คือป่าเบญจพรรณ เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าในระดับน้ำทะเล ไม่เกิน 1000 เมตร จากความหลากหลายของพันธุ์พืช จึงมีสัตว์ป่าหลายชนิดไปอาศัยอยู่ เช่น ช้าง กระทิง เก้ง วัวแดง เป็นต้น
  • พ่อแม่นำลูกไปเที่ยวชมสัตว์ ที่สวนสัตว์เขาดิน กรุงเทพมหานคร และสวนสัตว์ทั่วประเทศ ทั้งที่หน่วยงานรัฐบาล และเอกชนจัดแสดง
  • พ่อแม่นำลูกไปชมศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์ป่าเขาทับช้าง ตำบลปากช่อง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี อยู่ฝั่งตรงข้ามกับถ้ำเขาบิน สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของราชบุรี ที่แห่งนี้มีการแสดงสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครองนานาชนิด เหมือนเป็นสวนสัตว์เปิดขนาดย่อมๆ ในพื้นที่ 26 ไร่ มีบรรยากาศแตกต่างจากสวนสัตว์อื่นๆ เข้าชมฟรี ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จะเชิญชวนให้ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมสัตว์ป่าบริจาคค่าอาหารเลี้ยงดูสัตว์เหล่านั้น
  • พ่อแม่สอนลูกดูนก จากกล้องส่องทางไกลซึ่งหาได้ง่าย เด็กจะสนใจและเฝ้าติดตามดู อาจจะส่องดูนกที่บินผ่านไปมาบริเวณ บ้าน สวนสาธารณะ แต่หากนำลูกไปส่องกล้องดูนกเฉพาะอาจทำได้ในรูปแบบการไปพักผ่อนในอุทยาน และมีกิจกรรมการดูนก ซึ่งมีหลายสถานที่ในประเทศไทย การดูนกจะต้องเลือกฤดูกาล แต่ละฤดูกาลจะมีนกไปในสถานที่แตกต่างกัน เช่น ฤดูหนาวควรไปดูนกอพยพบนเขาสูง เช่น อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุย หรือนกอพยพตามพื้นที่ชายเลน เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ช่วงฤดูฝนควรไปดูนกประจำถิ่นในป่า เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาหลวง อุทยานแห่งชาติทะเลบัน เป็นต้น
  • จัดเพลงเรื่องสัตว์ป่าที่สนุกๆ ให้ลูกฟังบ้าง เด็กๆ จะชอบ เช่น เพลงในชุด BUNNYHOP ของบริษัทแกรมมี่ เช่น เพลงเกิดเป็นลิง เป็นเพลงที่เด็กจะได้รู้จักนิสัยของลิง เพลงรักสัตว์ป่าอย่านำมาเลี้ยง จะเป็นการปลูกจิตสำนึกเด็กให้รัก และเข้าใจธรรมชาติของเขา รักและสงสาร ไม่ควรนำสัตว์ป่าออกมาขาย เพลงไปเที่ยวป่ากัน เด็กจะฟังเรื่องสัตว์หลายชนิดในป่า

การเรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าจากชีวิตประจำวัน เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่จะต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพและเหตุการณ์ เพราะสัตว์ป่ากับคน มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกัน และอยู่ห่างไกลกัน ตลอดจนการคำนึงถึงความปลอดภัย และความสามารถในการรับรู้ของเด็กปฐมวัยที่จะต้องค่อยๆ เรียน และรับประสบการณ์สะสมไปก่อน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

แม้สัตว์ป่าจะเป็นสัตว์ที่อยู่ป่า คนไม่ได้เลี้ยงดู การจะเห็นสัตว์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ครูสามารถจัดกิจกรรมเหล่านี้ได้ตามข้อเสนอแนะ และคำถึงถึงจุดมุ่งหมายส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย เพื่อการพัฒนาเด็กให้สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ผ่านการเรียนปนเล่นที่มีสื่ออย่างเป็นรูปธรรม สื่อเหล่านั้นหาง่าย ใช้ปลอดภัย และสอดคล้องกับกิจกรรม

วันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก

วันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก หรือวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day) ตรงกับวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นวันที่ก่อตั้งภาคีอนุสัญญาไซเตส เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2516 เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักให้กับกลุ่มประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตส 178 ประเทศ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติ

สำหรับประเทศไทยนั้น เริ่มจัดงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชป่า เพื่อให้เยาวชนและผู้ที่สนใจได้ศึกษา ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้รัก และหวงแหนธรรมชาติ

บรรณานุกรม

  1. กองบรรณาธิการ. (2557). สัตว์ป่าซาฟารี สารานุกรมสำหรับเด็ก. กรุงเทพมหานคร: เนชั่นโกบอล เอ้ดดูเทนเมน.
  2. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. มานพ เลาห์ประเสริฐ. (2557). เอกสารประกอบคำบรรยายเนื่องในวันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก 3 มีนาคม พ.ศ. 2557.กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  4. เรืองชัย ศิริปิยะกุล. (2557). a Magic AR Book ผจญภัยโลกสัตว์ป่า. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เอ็ม ไอ เอส.
  5. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว.
  6. สุรินทร์ มัจฉาชีพ. (2557). สัตว์ป่าเมืองไทย ฉ.แก้ไข ปรับปรุงใหม่. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา.
  7. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2558). สวนสัตว์. เข้าถึงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/สวนสัตว์. [ค้นคว้าเมื่อ 10 สิงหาคม 2558].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน