หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องสัตว์เลี้ยง (Teaching Children about Pets)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สัตว์เลี้ยง (Pets) หมายถึง สัตว์ที่คนเรานำมาดูแล ตั้งแต่ การให้อาหาร ที่อยู่ รักษายามเจ็บป่วย และ การผสมพันธุ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้งาน เป็นอาหาร หรือเป็นเพื่อน คนจึงมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงด้วยความรักและการเป็นมิตรต่อกัน ส่วนการเลี้ยงสัตว์ หมายถึง การบำรุงสัตว์เลี้ยงให้เจริญเติบโต ด้วยการให้อาหาร ที่อยู่ รักษายามเจ็บป่วย เพื่อให้สัตว์มีความสมบูรณ์และเป็นปกติสุข เด็กจะได้รับประโยชน์จากสัตว์เลี้ยงหลายประการคือ ได้ความเพลิดเพลิน เป็นเพื่อนเล่นคลายเหงา ได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงชนิดนั้นๆตลอดมา สัตว์เลี้ยงจึงเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติที่ครูปฐมวัยนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546

การสอนลูกเรื่องสัตว์เลี้ยงมีความสำคัญอย่างไร?

การส่งเสริมเด็กให้เป็นผู้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ครูและทุกคนในสังคม เพราะเด็กคือผู้เยาว์ เรียนรู้ผ่านการอบรมสั่งสอนของผู้ใหญ่ หลักสูตรพุทธศักราช 2546 เป็นหลักสูตรส่งเสริมความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ให้เด็กอยู่ในสังคมอย่างเป็นปกติสุข โดยมีความเชื่อตามแนวคิดว่า ผู้เรียนคือผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เพื่อให้เด็กเกิดประสบการณ์ตรง โดยมีครูและผู้ปกครองให้การสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวก ตอบสนองความสนใจของผู้เรียน และส่งเสริมให้เด็กได้ลงมือทำ มีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง และสิ่งต่างๆที่เข้ามีเกี่ยวข้องกับชีวิต มีการพัฒนามุมมองและความเข้าใจอย่างมีเหตุผล

จากการศึกษาของนักจิตวิทยาและนักการศึกษา พบว่า การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีผลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของเด็ก เด็กได้มีโอกาสใกล้ชิดสัตว์เลี้ยง ได้ดูแลให้อาหาร ที่อยู่ เมื่อยามเจ็บป่วยได้รักษาพยาบาล แม้ว่าสัตว์เลี้ยงจะเป็นเพียงสัตว์ที่มีความสามารถไม่เท่าเทียมมนุษย์ แต่สัตว์ก็เป็นที่พึ่งของมนุษย์ได้ เช่น สุนัข เป็นยามเฝ้าบ้าน ระวังโจร ขโมย แมว ปลา กระต่าย นกและสัตว์เลี้ยงอีกหลายชนิดเป็นเพื่อนใจให้คนเราคลายความเหงา คลายความรู้สึกว่าตนไร้ค่า เพราะสัตว์เลี้ยงก็รักผู้เลี้ยงเป็น รู้จักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเจ้าของได้ ดังนั้น เด็กที่มีสัตว์เลี้ยงจะรู้สึกว่าตนมีค่า ลดการยึดตนเองเป็นสำคัญ รู้จักให้ความรัก มีความเห็นใจสัตว์เลี้ยง มีความรับผิดชอบ มีวินัย จนสามารถพัฒนาไปสู่การเสียสละให้คนอื่นได้ เป็นคุณลักษณะที่ดีของผู้พัฒนาแล้ว จึงกล่าวได้ว่า การพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยเด็กให้เจริญเติบโตเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์ ให้มีจิตใจที่อ่อนโยน รู้จักรักผู้อื่น และมีทักษะต่างๆที่จำเป็นใช้ในชีวิต การเลี้ยงสัตว์เป็นวิธีการที่สามารถนำมาใช้พัฒนาเด็กได้ โดยมีความสำคัญ ดังนี้

  • เด็กปฐมวัยมีลักษณะของการเจริญเติบโตรวดเร็ว เป็นวัยที่รับรู้ เรียนรู้ และพร้อมที่จะกระทำสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว เอง สติปัญญาของเด็กจะเริ่มพัฒนามาตั้งแต่แรกเกิด ทั้งระบบประสาทและประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากสิ่งแวดล้อม หากการพัฒนาระบบประสาทของเด็กเจริญก้าวหน้า เด็กจะเข้าใจสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว ตลอดจนการที่เด็กได้มีโอกาสใช้ประสาทสัมผัส จะทำให้เกิดประสบการณ์ การเรียนรู้ด้วยตนเองจะทำให้ประเกิดประสบการณ์ที่ดีแก่เด็ก ดังนั้น การเลี้ยงสัตว์จึงจัด เป็นประสบการณ์ตรงที่ดี ให้เด็กเกิดการเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น
  • เด็กปฐมวัยมักยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง มองคนอื่นและสิ่งต่างๆจากมุมมองของตนเองเท่านั้น การให้เด็กเลี้ยงสัตว์ เด็กจะได้สังคมที่กว้างขึ้น เห็นชีวิตของสัตว์ที่ตนเลี้ยง ได้มีโอกาสรับรู้อารมณ์ตนเองและสัตว์ที่ตนเลี้ยง จึงเกิดความตระ หนักได้ว่า มีโลกที่เหนือตัวเด็กเอง นอกจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่ตนเองใกล้ชิดแล้ว เด็กจะเรียนรู้ที่จะเข้าใจสัตว์เลี้ยง รู้จักรับ ผิดชอบ เกิดความเห็นใจ มีวินัย รู้จักที่จะควบคุมตนเองได้ เป็นการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งเป็นการวางรากฐานชีวิตที่สำคัญให้แก่เด็ก
  • การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็ก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพของคนเรา คือลักษณะนิสัยที่ดีๆของเด็กที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง ได้แก่ ความรู้สึกอ่อนโยน เมตตา เป็นการให้ผู้อื่นที่ไม่หวังผลตอบ แทน เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจ เห็นตนเองมีคุณค่า มีความหมาย เป็นผลให้เด็กเกิดความมั่นคงในชีวิตของตนเอง เป็นต้น

การเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ของเด็ก เป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานของชีวิต ผู้ใหญ่จึงต้องตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมปัจจัยในการเจริญเติบโตให้แก่เด็ก การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นการจัดสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เด็กพัฒนาได้ตามที่คาดหวัง

การสอนลูกเรื่องสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเด็กเรื่องสัตว์เลี้ยง ย่อมเกิดประโยชน์ต่อเด็กทั้งให้ด้านความรู้ ทัศนคติ และทักษะชีวิต ดังนี้

  • เด็กจะเป็นผู้ช่างสังเกตธรรมชาติของสัตว์เลี้ยง จะเป็นประสบการณ์ตรงที่จะเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของเด็กเพราะการสืบค้นด้วยตนเองของคนเรา เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัส ผลของการสังเกตจะทำให้เด็กเกิดความรู้เรื่องของสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยง เช่น ชนิด รูปร่าง ลักษณะ ที่อยู่ อาหาร การดูแลรักษา ฯ
  • เด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่จะมีคนอื่นในชีวิตของเขา รู้จักรักสัตว์เลี้ยง จึงเป็นผู้มีความเมตตา อ่อนโยน หรือ รักผู้อื่นเป็น ลดการเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางลง
  • เด็กจะรู้สึกว่าตนเองมีค่า เพราะตนเป็นที่พึ่งของสัตว์เลี้ยง
  • เด็กจะเป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบ การเลี้ยงสัตว์จะต้องดูแลให้อาหารสัตว์เป็นเวลา จึงบ่มเพาะนิสัยความเป็นระเบียบหรือวินัย

เมื่อเด็กได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ จะทำให้เด็กมีความรู้จากการอยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยง ได้สังเกตเห็นชีวิตของสัตว์เหล่านั้น เกิดความรัก ความผูกพัน สร้างบุคลิกภาพที่ดีที่เด็กเห็นคุณค่าของตนเอง เกิดความรับผิดชอบและมีวินัย สิ่งเหล่านี้คือประ โยชน์ที่เกิดจาการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง

ครูจัดกิจกรรมเรื่องสัตว์เลี้ยงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การสอนเรื่องสัตว์เลี้ยง อยู่ในสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เด็กจะได้รับการจัดการเรียนรู้สาระทางวิทยาศาสตร์ คือ สาระที่ 1 เรื่องสิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งที่มีชีวิต ความสัมพันธ์และโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆของสิ่งที่มีชีวิตที่ทำงานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะแสวงหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตของตน ดูแลสิ่งมีชีวิต ครูจะจัดการเรียนรู้ สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กตาม มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นปฐมวัย ให้เด็กสำรวจ สังเกต อภิปราย ลักษณะสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพื่อนำไปสู่การทด ลอง อภิปรายเกี่ยวกับการเจริญเติบโต และการดำรงชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต ตัวชี้วัดของมาตรฐานดังกล่าวมี 3 ประการคือ

1. สังเกตเปรียบเทียบและลงข้อสรุป ถึงความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

2. สังเกตการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต และเรียงลำดับการเจริญเติบโตได้

3. สำรวจทดลองเพื่ออธิบายปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต ด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัย และนำเสนอให้ผู้อื่นเข้าใจได้

เป้าหมายสำคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือ เด็กสามารถแสดงความตระหนักรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ผ่านการลงมือปฏิบัติ การสำรวจ การสังเกต การตั้งคำถามและการแลก เปลี่ยนสิ่งที่ค้นพบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสัตว์เลี้ยง ครูปฐมวัยอาจจัดผ่านกิจกรรมแบบบูรณาการ ดังนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูจะจัดให้เด็กได้ปฏิบัติทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ ได้แก่ เล่านิทานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง และใช้หุ่นมือรูปสัตว์เลี้ยง ให้เด็กมีส่วนร่วมแสดง เช่น เรื่องสัตว์เลี้ยงของหนู เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหญิงเลือกสัตว์เลี้ยง เด็กๆจะได้ความรู้ลักษณะของสัตว์นานาชนิด รู้จักอ่อนโยนต่อสิ่งมีชีวิต และเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ การกระตุ้นเด็กด้วยการใช้คำถามที่หลากหลาย เช่น
    • ร่างกายของสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงลูกด้วยนมปกคลุมด้วยอะไร (ขน)
    • สัตว์เหล่านี้ (ไก่ เป็ด) ฟักออกจากไข่ หรือโตในท้องแม่ของมัน (ไข่)
    • ทำไมด้านข้างของสัตว์เหล่านนี้ (แมว สุนัข เป็ด ไก่ ฯลฯ) ขยับขึ้นลง (หายใจ)
    • เด็กๆคิดว่า แม่นกออกลูกไว้ แล้วปล่อยให้ฟักเป็นตัวเองใช่หรือไม่ (ไม่ใช่)
    • อาหารที่เราให้แมว สุนัข ปลา นก ไก่ เป็ด เหมือนหรือแตกต่างจากคนอย่างไร
    • สุนัขนอนอย่างไร ฯลฯ

      ซึ่งครูอาจบูรณาการทักษะทางวิทยาศาสตร์ และภาษาไทย เช่น

    • ทำไมคนเราจึงต้องเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นเพื่อน
    • คนเราเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างไร
    • มีใครรู้จักคนที่เลี้ยงสัตว์บ้าง
    • การดูแลความปลอดภัยจากสัตว์เลี้ยง

    แนะนำเด็กให้รู้จักวิธีการสำรวจ วิธีการนำเสนอข้อมูลให้เพื่อนทราบ เขียนและอ่านชื่อ สัตว์เลี้ยง จากแผนผังใยแมงมุมที่เด็กๆช่วยเขียนและอ่านร่วมกัน เล่าเรื่องสัตว์เลี้ยงจากภาพถ่ายที่บันทึกไว้

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูอาจจัดกิจกรรมให้เด็กได้วาดภาพสัตว์เลี้ยงจากรูปวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หรือวาดระบายสีอย่างอิสระ ปั้นดินน้ำมันตามรูปร่างลักษณะของสัตว์เลี้ยง ที่อยู่ อาหาร ฯ ประกอบวัสดุเป็นตัวสัตว์ เช่น ใช้เปลือกไข่ทำภาพโมเสก ติดบนกระดาษ ใช้ขนไก่ เป็ด นกประดิษฐ์ไก่ นก เป็ด โดยมีวัสดุมาประกอบ เช่น ผลหมากทำตัวสัตว์ ลูกสนทะเล ใช้ใบมะพร้าวสานเป็นปลาตะเพียนแล้วทำเป็นโมบายแขวนประดับในห้อง พับกระดาษเป็นกระต่าย แมว ลูกสุนัข จัดตกแต่งที่ป้ายนิเทศ (อาจนำไปใช้เล่านิทานโดยเด็กก็ได้)
  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กได้ทดลองออกท่าทางเหมือนสัตว์เลี้ยงที่เขารู้จัก เด็กๆจะชอบให้ครูเปิดเพลงประกอบ โดยครูอาจจะตกลงกับเด็กก่อนว่า จะเลือกออกท่าทางอย่างไร ซึ่งอาจจะแต่งเพลงเอง และบันทึกเสียงดนตรีง่ายๆไว้) เล่นนิ้วมือตามบทคำคล้องจอง เช่น ลูกแมว (ผู้แต่ง:ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุบผา เรืองรอง) ความว่า “ลูกแมวตัวน้อย (กำมือซ้าย กระดกหัวแม่มือขึ้น) นั่งคอยแม่แมว (กำมือขวา กระดกหัวแม่มือขึ้น) จะลงเรือแจว (ทำมือขวาแบออก มือซ้ายชี้นิ้วทำเป็นพาย โยกข้างเรือ 2-3 ครั้ง) ร้องแม้ว ร้องแม้ว” (ป้องปาก ทำเสียง ร้องแม้ว ร้องแม้ว)
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เด็กเล่นเกม แม่ไก่วิ่งเข้ารัง (จับคู่เป็นรัง มีแม่ไก่ 1 ตัว ไม่มีรัง แต่จะมีแม่ไก่ 1 ตัวที่มีรัง เมื่อได้ยินสัญญาณ ให้แม่ไก่ทุกตัวเปลี่ยนรัง แม่ไก่ที่ไม่มีรัง วิ่งเข้ารังว่างให้ได้) เล่นเดินเป็ด ให้เด็กๆทุกคนเดินเป็ดไปให้ถึงจุด หมาย
  • เกมการศึกษา เล่นเกมเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เรื่องรูปร่างลักษณะ จากเกมโดมิโน จับคู่ภาพเหมือน จับคู่ภาพกับเงา จับคู่ภาพกับจำนวน ฯ เกมลอตโต เกมภาพตัดต่อ จับคู่หุ่นสัตว์เลี้ยงกับจำนวนเลข เล่นเกมจับกลุ่มสัตว์เลี้ยงชนิดเดียวกัน หรือตามคำสั่ง เช่น สัตว์มีขา สองขา สี่ขา นับจำนวนสัตว์แต่ละกลุ่ม เปรียบเทียบขนาดสัตว์เลี้ยงที่กำหนด จัดชุดลำดับพัฒนาการของสัตว์เลี้ยง เช่น พัฒนาการของนก ตั้งแต่เป็นไข่ ออกจากไข่ เป็นลูกนก นกหัดบิน และเป็นพ่อนก แม่นก เกมคณิตศาตร์ เช่น เพิ่ม ลด จำนวนสัตว์เลี้ยง ผลิตผลจากสัตว์เลี้ยงเช่น จำนวนไข่ไก่ ไก่นกกระทา ไข่เป็ด นมสดจากวัว แพะ หรืออาหารของสัตว์เลี้ยง เช่น กอหญ้าสำหรับกระต่าย ผักบุ้งสำหรับเต่า อาหารสำเร็จสำหรับสุนัข เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องสัตว์เลี้ยงอย่างไร?

พ่อแม่กับการจัดกิจกรรม การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่บ้านได้ดังนี้

  • ให้ลูกมีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจเลือกชนิดของสัตว์เลี้ยง ควรเลือกสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เลี้ยงง่าย เหมาะกับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวด้วย เช่น การอยู่คอนโดมิเนียม ย่อมแตกต่างกับที่อยู่เป็นบ้านติดพื้นดิน ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากอย่างแน่นอน สัตว์เลี้ยงที่อยู่คอนโดมิเนียม อาจจะเป็นสุนัขพันธุ์เล็ก ไม่ดุร้าย เช่น สุนัขพันธุ์ชิสุ พุดเดิ้ล ที่มีขนาดเล็ก นิสัยชอบเล่นกับคน เป็นต้น ในชนบทเด็กมีบริเวณบ้านกว้างกว่าผู้ที่อยู่ในเมือง เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสได้เลี้ยงเป็ด ไก่ นก กระต่าย แมว
  • พ่อแม่ร่วมมือกับลูกตั้งกฎกติกาการเลี้ยงสัตว์ เช่น เวลาให้อาหาร ผู้ให้อาหาร การทำความสะอาดมูลสัตว์ การเล่นกับสัตว์ การรักษาดูแลยามสัตว์เจ็บป่วย
  • พ่อแม่ควรให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยง ได้แก่ นิสัย การขยายพันธุ์ การกินอาหาร ชนิดอาหาร ที่อยู่ฯ โดยการชวนลูกสังเกตสัตว์จริง แล้วบรรยายให้ทราบ อ่านหนังสือที่มีภาพประกอบเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น เปิดคอมพิว เตอร์ร่วมกัน สืบค้นจากเว็บไซด์ต่างๆ
  • ติดตามดูแลการปฏิบัติของลูกต่อสัตว์เลี้ยง เน้นในเรื่องความปลอดภัย เพราะบางครั้งเด็กจะเล่นกับสัตว์แรงๆ แล้วสัตว์เจ็บ เช่น เด็กดึงหางแมวเล่น แต่การกระทำเช่นนั้น แมวเจ็บและโกรธ จะตะปบ หรือข่วนให้เด็กบาดแผลได้ เด็กที่ชะโงก ดูนก ดูไก่ใกล้ๆกรงขัง สัตว์ทั้งสองชนิดมีปากแหลมจะจิกตาเด็ก หรือ การที่เด็กแย่งอาหารจากปากสุนัข จะทำให้มันกัดมือเด็กได้
  • นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันประจำปี หรือเชิญแพทย์มาดูแลสัตว์ที่บ้าน เด็กจะมีโอกาสเห็นการเอาใจใส่ดูแลสัตว์
  • สาธิตการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงให้ลูกเห็น เช่น การอาบน้ำสุนัข การให้อาหารปลา สุนัข แมว นก ไก่ เป็ด การจัดที่นอนให้ลูกสุนัข แมว ต่อมาให้เด็กมีส่วนร่วม และปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมตามวัย
  • แนะนำให้ลูกทำความสะอาดร่างกาย เช่น มือ เท้า เสื้อผ้า เมื่อเล่นหรือเลี้ยงสัตว์แล้ว อธิบายให้ลูกทราบว่า เป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ติดตัวสัตว์ ซึ่งแพร่เชื้อโรคมาถึงลูกได้
  • ชวนลูกจดบันทึก หรือจัดสมุดภาพสัตว์เลี้ยง ในปัจจุบันการถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือ ทำได้ง่ายและปลอดภัย สำหรับเด็ก นำภาพถ่ายมาจัดเป็นสมุดเก็บภาพ ผู้ใหญ่อาจช่วยเขียนบรรยายตามที่ลูกเล่า เขียนวันที่ เดือน ปี ไว้ด้วย ให้ลูกได้สังเกตการเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยง ตลอดจนสร้างความผูกพันระหว่างลูกกับสัตว์เลี้ยงนั้น ปกติสัตว์เลี้ยงจะมีอายุสั้นกว่าคนเรา เมื่อมันตายจากไป เด็กจะมีภาพสัตว์เหล่านั้นเป็นที่ระลึก เป็นการกล่อมเกลาจิตใจของเด็ก ให้เกิดความสำนึกว่าในโลกนี้เรามีคนอื่นอยู่ร่วมกับเราด้วย
  • เล่านิทานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เลือกเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ที่เขาเลี้ยง เพราะจะสร้างอารมณ์ร่วม สนุกสนานได้ง่าย พ่อแม่อาจจะชวนลูกแต่งนิทานเรื่องใหม่ที่ตัวละครคือสัตว์เลี้ยงของเขา และนำเรื่องจริงที่ประทับใจมาผูกเป็นเรื่องราว
  • นำผลผลิตจากสัตว์เลี้ยงมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการทำกิจกรรมอาหาร เด็กจะชอบ เช่น ไข่ไก่ น้ำนมจากวัว นำมาทำขนม

กิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ในครอบครัว จะทำได้อีกลักษณะหนึ่งที่แตกต่างจากโรงเรียน เด็กจะมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงด้วยการให้อาหาร พูดคุย หยอกล้อ โดยมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำและอยู่ใกล้ชิด ให้เด็กมีส่วนร่วมดูแลสัตว์ ในสิ่งที่เด็กทำได้ตามวัย สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • การกำหนดหน่วยสัตว์หรือสัตว์เลี้ยง จะต้องวางแผนไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา ครูจะต้องตรวจสอบสภาพแวด ล้อมของโรงเรียนด้วยว่า เอื้ออำนวยให้เลี้ยงสัตว์ประเภทใด มีแหล่งเรียนรู้ใกล้ๆโรงเรียนที่ใดเลี้ยงสัตว์ การประสานงานกับวิทยากรในชุมชนเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูต้องทำไว้ล่วงหน้า แม้จะไม่อาจคาดเดาได้ว่า เด็กจะเสนอการเลี้ยงสัตว์ประเภทใดก็ตาม แต่การคาดคะเนจากประสบการณ์ของครู ก็ไม่ห่างไกลจากความต้องการและความสนใจของเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องสัตว์เลี้ยงขึ้นอยู่ว่าจะมีสัตว์ชนิดใดมาให้เด็กสังเกต ครูจึงจะต้องวางแผนยืดหยุ่นได้
  • กำหนดความคิดรวบยอดหรือสาระสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่ คนและสัตว์มักอยู่ร่วมกัน สัตว์เลี้ยงมีมากมายหลายชนิด สัตว์แต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ฯลฯ
  • กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อเด็กได้สังเกตเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สร้างเสริมความรับผิดชอบ ความมีวินัยและความรักสัตว์ให้แก่เด็ก
  • ครูไม่จำเป็นจะต้องเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็กในระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะหน้าที่ของครูคือ รับผิดชอบ เอาใจใส่เด็ก และเรื่องของเด็ก เรื่องความชอบและผูกพันกับสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต้องมีสัตว์เลี้ยงที่โรงเรียน

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ ( 2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด
  2. เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์. ( 2546). แปลจาก Hartan, Jean D. และ Rivkin, Mary S. กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กเล็ก การสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : เพียร์สัน เอ็ดคูเอชั่น อินโดไซน่า .
  3. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/wiki/สัตว์เลี้ยง ค้นคว้าเมื่อ 22 ตุลาคม 2556.
  4. สุโขทัยธรรมธิราช , มหาวิทยาลัย ( 2526) . เอกสารการสอนชุด กลุ่มเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิทย์ หน่วยที่ 1 -7 กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สุโขทัยธรรมาธิราช.
  5. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ . ( 2546) . คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี ) . กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  6. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( 2551) . แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี .
  7. สุวิมล เมธาวัชรินทร์ . (2555) . สัตว์เลี้ยงของหนู กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน