หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน (Teaching children about Reptile)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน

การสอนลูกเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน (Teaching children about Reptile) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์เลือดเย็นที่มีกระดูกสันหลัง จะคลานด้วยขา 4 ขา ยกเว้นงูจะใช้การเลื้อยเพราะไม่มีขา สัตว์ชนิดนี้จะออกลูกเป็นไข่ และวางไข่บนบก ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตในไข่ที่มีเยื่อห่อหุ้มไว้ จนเจริญเติบโตเต็มที่จะเจาะไข่ออกมา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสัตว์เลื้อยคลานเป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์เลื้อยคลานเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะ ที่อยู่อาศัย อาหาร การขยายพันธุ์ ประเภท ประโยชน์ และโทษของสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นสาระหนึ่งที่เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว เพื่อส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสัตว์เลื้อยคลาน และการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข

การสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานสำคัญอย่างไร?

การสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานมีความสำคัญ เนื่องจาก

  • สัตว์เลื้อยคลานเป็นสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีให้เด็กเห็นในสภาพแวดล้อม บางชนิดจัดเป็นสัตว์อันตราย อาจทำร้ายคนได้ถึงเสียชีวิต คือ งู เด็กควรได้รู้จักธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้ เป็นการป้องกันตนเองได้ด้วย และในขณะเดียวกัน สัตว์อีกหลายพันธุ์ มีประโยชน์ต่อคนเรา เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก ที่กินแมลงที่สร้างความรำคาญให้แก่คนเราเป็นอาหาร สัตว์เลื้อยคลานจึงเป็นสัตว์ที่มีทั้งคุณและโทษ
  • การรู้จักสัตว์เลื้อยคลาน แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของมันไม่น่ารัก ไม่น่าดู แต่สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติของสัตว์ เด็กควรได้รับการปลูกฝังจิตเมตตาสัตว์เหล่านี้
  • คน สัตว์ อยู่ร่วมกันในโลก ต่างพึ่งอาศัยกันและกัน เป็นการดำรงชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่เด็กพึงเรียนรู้
  • การสร้างเสริมประสบการณ์สำคัญให้แก่เด็กเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยนั้น เด็กควรได้รับการฝึกฝนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัยของเด็ก เรื่องสัตว์เลื้อยคลานเป็นสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และประสบการณ์สำคัญที่เด็กได้รับ ได้แก่ ด้านร่างกาย เช่น ในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ให้เด็กเลียนแบบเดิน วิ่ง คืบ คล้ายสัตว์เลื้อยคลาน ในกิจกรรมเสรี และกิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กจะแสดงความชื่นชม และสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ได้แสดงออกอย่างสนุกสนานกับเรื่องเล่น เรื่องตลกขบขันต่างๆ ประสบการณ์ทางด้านสังคม เด็กๆ ได้เรียนเล่นในกิจกรรมต่างๆ เด็กได้ฝึกการทำงานร่วมกับเพื่อน ได้ฝึกการช่วยเหลือตนเอง ได้เกิดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และประสบการณ์ด้านสติปัญญา ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์เลื้อยคลาน ได้เรียนรู้ทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ จากการสังเกตรูปร่าง ลักษณะ ของสัตว์เลื้อยคลาน เช่น มีขา ไม่มีขา ตัวกลมตัวยาว ได้เปรียบเทียบ และจำแนกประเภทของสัตว์เลื้อยคลาน เป็นต้น

การสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานมีประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้ คือ เด็กจะได้รับการพัฒนาด้านต่างๆ ดังที่จุดมุ่งหมายของหลักสูตรต้องการ เช่น การพัฒนาสติปัญญาของเด็กให้ได้คิด ค้นคว้า หาคำตอบจากการศึกษาธรรมชาติของสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งการดำรงชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย ลักษณะ หรือประเภทต่างๆ การเห็นธรรมชาติของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นการสะสมประสบการณ์ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของเด็กเอง เด็กจะค่อยๆ เห็นความเหมือน ความแตกต่างของตัวเองกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์เลื้อยคลานกับพืช ในขณะเดียวกัน การทำกิจกรรมเรียนรู้ เด็กจะได้ทักษะอื่นๆ ป็นต้นว่า ทักษะคณิตศาสตร์ เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องจำนวนจากการนับอวัยวะของสัตว์เลื้อยคลาน นับชนิด หรือจำแนกประเภท การเรียงลำดับ เพิ่ม ลด จำนวนสัตว์ เป็นต้น เด็กจะได้พัฒนาจิตใจตนเองให้เกิดคุณธรรม ฝึกการเห็นชีวิตของสัตว์ว่ามีค่าเช่นตนเอง แม้จิ้งจก ตุ๊กแก จิ้งเหลนไม่ใช่สัตว์ที่สวยงาม หรือน่ารัก แต่เขาไม่ได้ทำอันตรายคนเลย เด็กๆ ควรมีความเมตตาต่อเขา แม้ไม่ได้เลี้ยงเช่นสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ก็ไม่ควรทำร้ายเขา หรือการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด เช่น งู เป็นการสอนให้รู้จักรักตนเองอย่างเหมาะสม เมื่อเด็กได้ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน เด็กจะได้พัฒนาสังคม เช่น รู้จักผ่อนปรน เสียสละบ้าง ด้วยการเป็นผู้ให้ รู้จักเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกันและกัน รู้จักการที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นจะต้องร่วมมือ ร่วมใจทำกิจการงานจนสำเร็จด้วยกัน เหล่านี้คือ การฝึกทักษะชีวิตที่จำเป็นของการอยู่ในสังคม ในด้านพัฒนาร่างกาย เด็กจะได้รับการฝึกฝนให้ร่างกายความสมบูรณ์ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ กิจกรรมการเล่นเกม เช่น การเล่นแสดงท่าทางเลียนแบบสัตว์เลื้อยคลาน ให้เดินเต่า คลานจิ้งจก วิ่งแข่งกันเช่นเดียวกับกระต่ายกับเต่าในนิทานอีสป การที่เด็กได้รับความรัก การเอาใจใส่ ให้ความรู้ การตอบสนอง เด็กจะเจริญเติบโต และพัฒนาการทางอารมณ์จะดำเนินไปตามวัยอย่างสมบูรณ์

ครูสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานให้ลูกที่โรงเรียน โดยกำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติรอบตัว กระตุ้นให้เด็กใช้คำถามซึ่งได้จากการสังเกตสัตว์เหล่านี้ ปกติเด็กบางคนมีประสบการณ์ได้เห็นสัตว์เลื้อยคลานมาก่อน การตั้งคำถามจะช่วยนำทางไปสู่คำตอบ เช่น สัตว์เลื้อยคลานมีรูปร่างลักษณะอย่างไร สัตว์เลื้อยคลานแต่ละชนิดต้องการอาหารอะไร สัตว์เลื้อยคลานต้องการที่อยู่อาศัยลักษณะอย่างไร ลูกของสัตว์เลื้อยคลานมีลักษณะอย่างไร ครูจัดกิจกรรมให้เด็กได้ค้นหาคำตอบด้วยวิธีการสังเกตสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดที่ไม่เป็นอันตรายแก่เด็ก เช่น จิ้งจก มักจะแอบซุกซ่อนไข่ของมันในที่อับๆ เช่น ในกล่อง โดยให้เด็กเฝ้าสังเกตไข่ของมันจนกวาจะออกเป็นตัว

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์เหล่านี้ตามธรรมชาติของสัตว์แต่ละชนิด ทำท่าเลื้อยคล้ายงู ทำท่าคลาน สี่ขาเหมือนเต่า จิ้งจก จิ้งเหลน ตุ๊กแก หรือพูดคำคล้องจองประกอบท่าทางสัตว์เลื้อยคลาน (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง)

จิ้งจกมี 4 ขา คลานไปทั่วหาตัวแมลง
จิ้งจกมันชอบแอบแฝง ทั่วทุกแห่งแหล่งแมลง
งูเลื้อยมาไม่มีขา ดูหน้าตาน่าดุร้าย
งูมันชอบแอบแฝงกาย ในพุ่มไม้แลพงหญ้า

กิจกรรมสร้างสรรค์ ตามธรรมชาติเด็กๆ จะสนใจเฝ้าดูการเจริญเติบโตของสัตว์อยู่แล้ว เพียงแต่สัตว์เหล่านี้หน้าตาไม่สวย และไม่สามารถจับมาเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม การเฝ้าสังเกต เห็นรูปร่างลักษณะ และถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ เช่น ถ่ายรูป วาดรูป ปั้นหุ่นจำลอง ประโยชน์จากภาพที่เด็กสร้างผลงาน บ่งบอกความรู้ความเข้าใจของเด็กที่มีต่อสัตว์เลื้อยคลานได้ดี เช่น ปั้นหรือวาดรูปร่างลักษณะสัตว์เลื้อยคลาน มีจำนวนอวัยวะสัตว์ถูกต้อง ปั้นงู วาดจิ้งจก ตุ๊กแก จิ้งเหลน เต่า เป็นต้น

กิจกรรมกลางแจ้ง มีการเล่นที่สนุกๆ ให้เด็กได้เพลิดเพลิน เช่น เล่นตามนิทานที่ได้ฟังมา แสดงเป็นเต่าเดินแข่งกับกระต่าย หรือเล่นโยกตัวตามจังหวะคำร้องเล่น เพลงแม่งูเอ๋ย กำหนดให้มีแม่งู 1 คน นอกนั้นให้เด็กๆ เกาะเอวต่อๆ กัน ร้องสลับกันไปมาระหว่าง แม่งูกับเด็กๆ (ผู้แต่ง : ลัดดา นีละมณี)

เด็ก : แม่เอ๋ย แม่งู ตัวเจ้าไปไหนได้อย่างไร
แม่งู : ฉันเลื้อยได้หนา เกล็ดพาให้เคลื่อนไป
เด็ก : แม่เอ๋ย แม่งู เจ้าอาศัยที่ไหนได้บ้างเอย
แม่งู : ฉันอาศัยใต้ก้อนหิน โคลน ดิน ทราย ใต้ตนไม้
เด็ก : แม่เอยแม่งู เจ้ากินอะไรได้อย่างไร
แม่งู : ฉันชอบกินแมลงหนูไก่ กัดรัดแน่นแล้วค่อยๆกลืน
เด็ก : แม่เอยแม่งู หนูชอบใจลากลับบ้านหาแม่
แม่งู : โชคดีเถิดหนูน้อย แม่จะคอยด้วยห่วงใย

เกมการศึกษา เช่น เล่นเกมภาพตัดต่อรูปสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ เรียงภาพสัตว์เลื้อยคลานจากใหญ่ไปหาเล็ก เกมพื้นฐานการบวก ภาพเต่าพร้อมด้วยสัญลักษณ์ตัวเลข

กิจกรรมเสรี ที่มุมนิทาน และมุมเชิดหุ่น จัดหาหุ่นให้เด็กได้เล่นเชิดอย่างอิสระ เช่น นิทานอีสป เรื่องเต่ากับกระต่าย หรือนิทานเพลงเต่ากับงู

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องสัตว์เลื้อยคลานกับลูกที่บ้านได้ เช่น

  • ในบริเวณบ้านเด็กๆ อาจจะเคยเห็นสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดที่สามารถพลางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก จิ้งเหลน กิ้งก่า ซึ่งไม่เป็นอันตรายกับคน และยังมีประโยชน์ทั้งโดยตรงและอ้อมกับมนุษย์ เพราะอาหารของสัตว์เหล่านี้คือแมลงที่มารบกวนผู้คน หรือสัตว์เลี้ยงให้รำคาญ และเป็นตัวทำลายพืชพันธุ์ที่เราปลูก แต่จิ้งจก ตุ๊กแก จิ้งเหลน กิ้งก่า กินแมลงเหล่านี้ จึงเป็นการสร้างความสมดุลโดยธรรมชาติ ดังนั้นพ่อแม่ก็ชี้แนะให้ลูกรู้จักสัตว์ดังกล่าวได้
  • เด็กๆ สนใจสัตว์เลื้อยคลาน แต่ไม่อาจจะเห็นมันได้อย่างชัดเจน แต่ธรรมชาติของเด็กจะสนใจอยากรู้อยากเห็น จึงเป็นโอกาสที่ผู้ปกครองจะขยายประสบการณ์ให้ลูกได้ โดยหาภาพยนตร์สารคดี เช่น แผ่น DVD เกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานมาเปิดให้ลูกดู
  • นำลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ที่ราชการและเอกชนจัดขึ้น ในที่นี้จะมีสวนเต่าประเภทต่างๆ ให้เด็กชม เช่น สวนสัตว์ดุสิต กรุงเทพมหานคร และสวนสัตว์ประจำจังหวัดต่างๆ ที่ตลาดจำหน่ายสัตว์เลื้อยคลาน ที่น่าสนใจคือ ที่ตลาดสวนจตุจักร มีเต่า กิ้งก่า ตุ๊กแก งู จำหน่าย เพื่อนำไปเลี้ยงตามความสนใจ หรือไปเที่ยวฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงคลาน เช่น ฟาร์มตุ๊กแก ที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ฟาร์มจระเข้ ที่จังหวัด สมุทรปราการ ฟาร์มจระเข้สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ฟาร์มจระเข้พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อนำเด็กไปควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามข้อควรระวังของสถานที่ที่นั้น เช่น ไม่นำเด็กไปยืนที่ขอบบ่อ ห้ามชะโงกหน้าลงไปในบ่อ ไม่สัมผัสตัวสัตว์ ไม่ให้อาหารสัตว์ทุกกรณี เพราะต้องระวังเด็กเกิดอันตรายจากการตกบ่อ เพราะสัตว์เหล่านี้ทำอันตรายทั้ง กัด ฉก รัด เด็กจนสิ้นชีวิต
  • นำลูกไปเที่ยวองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่คลองห้า จังหวัดปทุมธานี ที่นี่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของสัตว์เลื้อยคลานที่ทางหน่วยงานนำมาจัดนิทรรศการอย่างสวยงามและน่าสนใจ
  • ให้เด็กๆ ได้ชมภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง “Rango แรงโก้ ฮีโร่ทะเลทราย” มีสัตว์เลื้อยคลานหลากหลายชนิดเป็นตัวแสดงนำ น่าสนุกสนาน และได้รับความรู้เรื่องธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้
  • หาหนังสือนิทาน แผ่นบันทึกวีดิทัศน์สารคดี ที่มีเรื่องของจิ้งจก ตุ๊กแก งู จระเข้ และเต่า เช่น นิทานเรื่องไกรทอง นิทานพื้นบ้านไทย มีจระเข้เป็นตัวเอกของเรื่อง นิทานนานาชาติเรื่องโรบินฮูก ของวอลดิสนีย์ราชาการ์ตูนได้นำงูมาเป็นตัวละครได้น่ารัก นิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่า เรื่องเต่ากับงู เป็นต้น
  • ทำของเล่นให้ลูกจากวัสดุที่หาง่ายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ใช้กะลามะพร้าว เปลือกแตงโม ลูกมะพร้าวผ่าซีกทำเป็นกระดองเต่า หรือทำว่าวงู เป็นต้น

กิจกรรมเหล่านี้ผู้ปกครองเลือกจัดตามความเหมาะสม บางจังหวัดไม่มีสวนสัตว์ หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน ก็ไม่จำเป็นจะต้องเดินทางมาสถานที่ดังกล่าว เพราะไม่สะดวก อาจกากิจกรรมอื่นทดแทน ซึ่งการรู้จักสัตว์เลื้อยคลานเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ปกครองควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้รู้เห็นอย่างปลอดภัย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจำแนกหมวดหมู่ของสัตว์เลื้อยคลาน หลังจากการสูญพันธุ์อย่างกะทันหันของสัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ในปัจจุบันจึงเหลือกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานเพียงแค่ 4 กลุ่มเท่านั้น คือ

  • งู และสัตว์เลื้อยคลานจำพวกลิซาร์ด (กิ้งก่า จิ้งเหลน จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า)
  • เต่าทุกชนิด
  • จระเข้ และแอลลิเกเตอร์
  • ทัวทารา เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่พบได้แค่ในบางเกาะของนิวซีแลนด์เท่านั้น

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. เคย์ แอนน์. (2550). สัตว์เลื้อยคลาน. กรุงเทพมหานครู: แพรวเยาวชน.
  4. บพิธ-นันทพร จารุพันธุ์. (2547). ชนิดของสัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์วิทยา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  5. ศุภวัลย์ ตันวรรณรักษ์. (2552). สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก. กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน