หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องสุขลักษณะ (Hygienic Condition)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สุขลักษณะ หมายถึงลักษณะที่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติซึ่งมีองค์ประกอบของสุขภาพดี คือ ความสะอาด ความมีระเบียบวินัย และความปลอดภัยเพื่อให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งการมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่จะเกิดขึ้นได้ก็เนื่องมาจากการปฏิบัติตนถูกสุขลักษณะตั้งแต่วัยเด็กที่เกิดจากฝึกฝนของครอบครัว

สุขลักษณะสำคัญอย่างไร?

เด็กจะเจริญเติบโตเป็นผู้มีสุขลักษณะเกิดจากการได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี การฝึกสุขลักษณะเด็กมีความสำคัญดังนี้

  • เด็กคือผู้อยู่ในวัยเจริญเติบโตต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กคือรากฐานของวัยต่อไป
  • วัยเด็กเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย พิการ หรือเสียชีวิตง่ายได้จึงต้องดูแลเด็กและอบรมให้รู้การป้องกันตนเอง
  • การฝึกสุขลักษณะให้แก่เด็ก โดยการปฏิบัติต่อเด็กโดยตรงเพื่อเป็นต้นแบบให้ เด็กจะรู้และซึมซับประสบการณ์เหล่านั้นและให้เด็กปฏิบัติด้วยตนเองในชีวิตจริงอย่างถูกต้องจนเป็นนิสัยที่ดี
  • เด็กจะต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างสมดุลทั้งกายและใจให้เป็นผู้ทีมีความสุข เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้
  • เด็กที่มีสุขลักษณะจะมีภูมิคุ้มกันโรค จึงไม่เจ็บป่วยบ่อย เป็นการลดรายจ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งจากครอบครัวและรัฐบาล

สุขลักษณะมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนลูกให้ปฏิบัติตนถูกสุขลักษณะจะเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ดังนี้

  • เด็กได้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพเพราะได้รับการส่งเสริมให้ช่วยเหลือตนเองและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา
  • เด็กจะเกิดการเรียนรู้การป้องกันโรคและภัยที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะการอบรมจากพ่อแม่ ครูซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กรักและศรัทธาได้ได้แสดงการปกป้องเขาอย่างเป็นมิตร เป็นแบบอย่างให้เขา เด็กก็จะพร้อมปฏิบัติตาม เด็กจะมีความรู้สึกผูกพัน มีความรักพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงเพราะขณะฝึก เด็กจะสนิทและเกิดความไว้วางใจ
  • เด็กจะมีวินัย เมื่อเด็กปฏิบัติตนถูกสุขลักษณะแสดงถึงการเป็นผู้มีวินัย เด็กที่มีวินัยจะเป็นที่รักของคนอื่น การฝึกคือการเรียนรู้จากสภาพจริงเป็นความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ เป็นความรู้ที่คงทน ซึ่งสอดคล้อตามหลักการสอนแนวพุทธธรรมที่เน้นให้ผู้เรียนควรปฏิบัติด้วยตนเองตามวัยและเป็นประสบการณ์ชีวิต ดังแนวคิดของสุมน อมรวิวัฒน์ ที่กล่าวว่า เมื่อเด็กได้เผชิญสถานการณ์ และฝึกคิดปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะซึมซับประสบการณ์ อันเป็นผลมาจากกิจกรรมนั้นๆ เกิดความเข้าใจ ความสามารถ ความคิดเห็นที่จะต้องมาจากการปฏิบัติที่เกิดผลดีและผลร้าย (คุณ-โทษ) ผลจากการเรียนรู้เช่นนี้ ทางพุทธศาสตร์เรียกว่า วิญญาณ (Consciousness) ซึ่งเป็นความรู้ที่แจ่มแจ้งชัดเจน การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ
  • เด็กจะปลอดภัย เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนเกิดเป็นความรู้ เด็กจะข้าใจและปฏิบัติตนถูกสุขลักษณะ ส่งผลให้เด็กจะอยู่รอดปลอดภัยจากโรคและภัยอันตราย เป็นผู้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การเอาใจใส่ฝึกสุขลักษณะเด็ก เด็กจะประโยชน์โดยตรงที่จะเจริญเติบโตเป็นผู้มีสุขภาพดี มีความสุขและเกิด เรียนรู้การดูแลสุขลักษณะของตนเองได้ต่อไป

ครูสอนเรื่องสุขลักษณะให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะที่ครูฝึกเด็ก ได้แก่ การกิน การนอน การขับถ่าย การทำความสะอาดร่างกาย และการเล่น ดังนี้

การฝึกสุขลักษณะในการกิน

  • ฝึกให้เด็กรักษาอนามัยส่วนบุคคลคือ ล้างมือก่อนรับประทาน และแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร
  • การฝึกให้รู้จักเลือกรับประทานอาหารสะอาด สุก อุ่นอยู่เสมอ และมีคุณค่ากับแก่ร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ ปลา เนื้อ นมไข่ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 4-6 แก้ว
  • ฝึกมารยาทการรับประทานอาหาร เช่น เคี้ยวอาหารไม่มีเสียง ไม่พูดคุยกันขณะอาหารอยู่ในปาก ให้ปิดปากขณะไอหรือจาม ใช้ช้อนตักอาหารใส่ปาก ไม่หยิบจับด้วยมือ และใช้ช้อนกลางตักอาหาร
  • ฝึกควบคุมตนเอง คือ กินอาหารเป็นเวลา และกินอาหารให้ได้ปริมาณเพียงพอ
  • ฝึกการป้องกันโรคภัยที่ติดต่อกันได้ เช่น ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำปะปนกับผู้อื่น

การฝึกสุขลักษณะในการนอน

  • ฝึกให้เด็กนอนในที่สะอาด มีพื้นที่เพียงพอ และนอนที่ของตนไม่ปะปนกับคนอื่น
  • ฝึกให้นอนในที่มีบรรยากาศเงียบ สงบ ไม่มีเสียงรบกวนการพักผ่อน มีอากาศถ่ายเทปลอดโปร่ง แสงสว่างพอประมาณ
  • ฝึกให้ แปรงฟันและปัสสาวะก่อนนอน
  • ฝึกสวมเสื้อผ้าชุดหลวมสบาย เป็นชุดนอน เพื่อร่างกายผ่อนคลายขณะนอน
  • ฝึกให้จัดที่นอนของตนเอง และเลือกนอนที่สะอาด ไม่มีกลิ่น และเปลี่ยนผ้าปูนอนให้สะอาดเสมอ
  • ฝึกนอนได้เองโดยไม่วิตกกังวล และยอมรับว่าทุกคนต้องนอนในที่ของตน
  • ฝึกให้นอนและตื่นเป็นเวลาจนเคยชินเป็นนิสัย
  • ฝึกนอนพักผ่อนหรือนอนกลางวันอย่างเพียงพอ อย่างน้อย ½ - 2 ชั่วโมง
  • ฝึกให้สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เพื่อให้จิตใจแจ่มใส สงบ ก่อนนอน

การฝึกสุขลักษณะในการขับถ่าย

  • ฝึกขับถ่ายเป็นเวลา
  • ฝึกทำความสะอาดอวัยวะในการขับถ่ายด้วยการล้างน้ำและซับให้แห้งด้วยกระดาษชำระและ ทำความสะอาดมือทุกครั้งเมื่ออุจจาระหรือปัสสาวะแล้ว
  • ฝึกทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ทุกครั้งเมื่อใช้เรียบร้อย
  • ฝึกเลือกใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมที่สะอาดและขับถ่ายในห้องส้วมเท่านั้น
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยช่วยในการขับถ่ายให้เป็นนิสัย เช่น ผัก และผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดวันละ 4-6 แก้ว เพื่อช่วยระบายของเสียออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ท้องไม่ผูก

การฝึกสุขลักษณะในการทำความสะอาด

  • ฝึกล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง และหลังจากการเล่น หรือจับต้องของไม่สะอาด
  • ฝึกล้างเท้าทุกครั้งเมื่อเหยียบย่ำดิน และสวมรองเท้าเมื่อออกนอกห้องเรียน
  • ให้ตัดเล็บให้สะอาด ดูแลตรวจเล็บให้กับเด็กอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ฝึกให้อาบน้ำ มีเครื่องใช้ที่สะอาดโดยไม่ใช้เครื่องใช้ปะปนกับผู้อื่น เช่น สบู่ แปรงสีฟัน หวี ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
  • แปรงฟันอย่างถูกวิธีด้วยยาสีฟัน หลังรับประทานอาหาร บ้วนปากหรือแปรงฟันหลังรับประทานขนมหวาน เพื่อป้องกันฟันผุ

การฝึกสุขลักษณะในการเล่น

  • ฝึกเล่นเป็นเวลา เมื่อถึงเวลาอื่นๆ ก็ควรเลิกเล่น เช่น เวลากิน เวลานอน เป็นต้น
  • ฝึกเล่นในที่สะอาด และปลอดภัยที่ครูแนะนำ ไม่ไปในสถานที่อันตราย เช่น บริเวณครัวที่กำลังประกอบอาหาร บริเวณอาคารก่อสร้าง บริเวณที่แหล่งน้ำ บ่อน้ำ บริเวณปลั๊กไฟฟ้า เป็นต้น
  • ฝึกให้ทำความสะอาดมือและเท้าหลังจากเลิกเล่น
  • ฝึกเลือกเล่นของเล่นที่ไม่เป็นอันตราย ไม่เล่นของแหลม ของคม และไม่นำของเล่นเข้าปาก กัดแทะของคม ของแข็ง เพราะฟันจะบิ่น หัก และของจะทิ่มแทงหรือติดค้างอวัยวะในช่องปาก และไม่เล่นของสกปรก เช่น มูลสัตว์ ขยะมูลฝอย
  • สวมเสื้อผ้า รองเท้าที่เหมาะสมกับกิจกรรมการเล่นนั้นๆ เช่น สวมชุดว่ายน้ำ ว่ายน้ำ สวมรองเท้าเล่นเตะลูกบอล
  • ฝึกการเล่นอย่างระมัดระวังอันตรายทั้งของตนเองและเพื่อน เช่น เล่นแกว่งชิงช้า ควรโล้อย่างระมัดระวัง ดูเพื่อนก่อนโล้ว่าอยู่ข้างหลังชิงช้าหรือไม่ และไม่เล่นหลังจากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมการปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะให้ลูกได้อย่างไร?

แนวทางการจัดกิจกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกดังนี้

  • การทำให้เด็กรู้สึกรักจะปฏิบัติ ยอมปฏิบัติโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ เด็กจะได้ไม่ต่อต้านและออกนอกทาง เช่น ผู้ใหญ่ต้องค่อย ๆ สอนอย่างอ่อนโยน พูดจาไพเราะกับเด็กแต่จริงจัง
  • การสอนอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเด็กจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและเป็นนิสัยต่อไป เช่น การแปรงฟันที่ถูกวิธี การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า รับประทานตรงตามเวลา การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเล่นที่ถูกวิธี เป็นต้น การสอนวิธีที่ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกเด็กจะจำวิธีถูกและนำไปใช้ซ้ำบ่อยๆ จะเป็นนิสัยดีมีผลต่อสุขอนามัยเด็ก
  • การสอนเด็กควรสอนทีละน้อย ทีละเรื่องในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามวัย เพราะเด็กยังอายุน้อย การรับรู้ทีละหลายๆ เรื่องเด็กจะสับสน หมดความสนุกที่จะเรียนรู้
  • วิธีปฏิบัติในการปลูกฝังสุขลักษณะที่บ้านและสถานศึกษาต้องสอดคล้องกัน เพื่อเด็กจะได้มั่นใจแนวทางนั้นๆ เช่น ขณะที่สถานพัฒนาเด็กแนะนำอบรมเด็กให้ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ลูกปฏิบัติเช่นนั้น
  • เด็กควรได้เห็นการปฏิบัติที่ถูกต้องจากพ่อแม่ ครู และบุคคลรอบตัว เพราะเด็กปฐมวัยอยู่ในวัยของการเรียนรู้และเลียนแบบ ดังที่ท่านปัญญานันทภิกขุแสดงธรรมะว่า “เด็กจะมีสภาพอาศัยผู้อื่นเสมอ จะอยู่โดยลำพังไม่ได้ จะต้องหันเข้าหาใครที่อยู่ใกล้ๆ เขาตลอดเวลา และเป็นธรรมดาเมื่ออยู่ใกล้ใครก็ย่อมถ่ายทอดอะไรๆ ที่คนนั้นมีอยู่ไปไว้ในตัวเขาด้วย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเดิม” ดังนั้นทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดเด็กจะเป็นแบบอย่างให้เด็กปฏิบัติ
  • ควรสอนให้เด็กช่วยเหลือตนเองให้ได้และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การสอนเช่นนี้ใช้ได้ทั้งวิธีการให้เด็กปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารเองและตรงต่อเวลา การเล่นออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างอิสระหรือเล่นกับเพื่อน แต่การสนับสนุนให้เด็กช่วยเหลือตนเองจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมตามวัย การเรียนรู้ข้อความรู้ การปลูกฝังทัศนคติที่ดี และการฝึกทักษะทางด้านสุขอนามัยให้แก่เด็ก ควรปฏิบัติต่อเด็กด้วยความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก และสนับสนุนให้เด็กเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองจนเป็นนิสัยที่ดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูคือ บุคคลสำคัญที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมสุขอนามัยเด็กปฐมวัย รวมทั้งความเป็นผู้มีบุคลิกภาพให้เด็กเลียนแบบความเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กต้องพึ่งพิงในขณะที่เด็กยังช่วยเหลือตนได้ไม่ดีนัก จึงควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมสุขลักษณะให้เด็กปฐมวัย ทำหน้าที่ประสานกับพ่อแม่ ผู้ปกครองชุมชนเพื่อร่วมมือกันฝึกอบรมและดูแลเด็ก การฝึกสุขลักษณะให้เด็กเรียนรู้ จัดได้ทั้งในกิจกรรมหลักตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 และจัดให้เด็กเรียนรู้ในชีวิตประจำวันที่โรงเรียน เด็กกิน เรียน เล่น ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย และนอน ครูควรอบรมให้เด็กรู้จากระเบียบที่โรงเรียนกำหนดขึ้น เด็กจะสังเกตและซึมซับได้ว่าการปฏิบัติตามสุขลักษณะเช่นนี้เป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งที่บ้าน โรงเรียนและชุมชน ครูต้องฝึกแบบเล่นปนเรียน ให้เด็กได้ปฏิบัติด้วยตนเองท่ามกลางบรรยากาศความสุข เช่น เด็กได้ฟังนิทาน ในนิทานมีตัวละครให้เด็กเห็นแบบ เช่น เรื่องลูกหมีเป็นหวัด เด็กได้แบบจากหมีที่จะรักษาสุขภาพ เด็กได้ฟังเพลง เช่น เพลงกระโดด และเล่นกระโดดประกอบท่าทางในกิจกรรมกลางแจ้ง เด็กจะสนุก เพลิดเพลินกับการเล่นออกกำลังกาย

เพลงกระโดด (เนื้อร้อง: บุบผา เรืองรอง)

กระโดด กระโดด กระโดด      กระโดด ให้เหมือน กบ (1 2 3)

กระโดด กระโดด กระโดด      กระโดด ให้เหมือน กระต่าย (1 2 3)

กระโดด กระโดด กระโดด      กระโดด ให้เหมือน จิงโจ้ (1 2 3)

การฝึกสุขลักษณะให้แก่เด็กเพื่อให้เด็กเป็นผู้มีสุขภาพอนามัยดี ร่างกายแข็งแรง รู้จักช่วยเหลือตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยตามหลักสูตร ดังนั้นครูจึงควรประเมินพัฒนาการเด็กไว้ด้วย

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. ( 2547). คู่มือเลี้ยงลูกวัยอนุบาล. กรุงเทพมหานคร : อ่านสนุก .
  2. ชนิกา ตู้จินดา. (2552). คู่มือเลี้ยงลูก . กรุงเทพมหานคร : บริษัทรักลูกกร๊ปจำกัด .
  3. บุบผา เรืองรอง. (2554). สุขอนามัยสำหรับเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  4. ปัญญานันทภิขุ. (2553). รักลูกให้ถูกทาง.กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา .
  5. สุมน อมรวิวัฒน์. (2553). แนวคิดทางการศึกษาแนวพุทธ .ค้นคว้าจาก http://www.roong-aroon.ac.th/index.php?option=com_content&view= article&id=144&Itemid=168
  6. สุชาติ โสมประยูร. (2542). สุขศึกษาภาคปฏิบัติ . กรุงเทพมหานคร: สุขภาพใจ.
  7. อรพรรณ บุตรกตัญญู. (2542). การศึกษาความเข้าใจของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาเด็กวัยอนุบาล. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  8. Erikson, Erik. H. (1990). Childhood and Society. New York: www.Norfon & Company Enc.
  9. Morrison, George S. (1998). Early childhood Education today. 7 th ed .New Jersey : Prentice Hall , Inc

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน