หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องอาหารขยะ (Teaching children about junk food)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องอาหารขยะ

อาหารขยะ (Junk Food) หมายถึง อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ประกอบไปด้วยแป้ง น้ำตาล ไขมันและเกลือสูง ให้พลังงานสูง มีเส้นใยอาหารต่ำ ใช้เรียกอาหารปรุงสำเร็จได้หลายอย่างทั้งอาหารหวานและอาหารคาว ตั้งแต่ลูกกวาด น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบทั้งหลาย แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด เป็นต้น การรับประทานอาหารขยะเหล่านี้เป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความต้องการ เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิด โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งได้ และอาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย เช่น มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ต้านทานโรคได้น้อยลงเช่นกัน นอกจากนี้การรับประทานอาหารขยะ จะทำให้ได้ใยอาหารน้อย ทำให้การขับถ่ายไม่เป็นปกติ จะเห็นว่าอาหารบางอย่างที่จัดอยู่ในจำพวกอาหารจานด่วน ขณะเดียวกันก็มีลักษณะที่เป็นอาหารขยะได้ด้วย

การสอนเรื่องอาหารขยะสำคัญอย่างไร?

สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนในสังคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวง เช่น กรุงเทพมหานคร มีสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่บีบรัด ทำให้ภารกิจประจำวันต้องมีการรีบเร่ง แข่งขันกับเวลา ต้องพบกับปัญหาการจราจร ไม่มีเวลาเตรียมอาหารด้วยตนเอง ดังนั้นการรับประ ทานอาหารนอกบ้านมีเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่จะเป็นรายการอาหารที่ขาดคุณค่าทางโภชนาการ และอาจมีสารปนเปื้อนในอาหาร ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ลักษณะของอาหารประเภทดังกล่าวนี้เรียกว่า อาหารขยะ (Junk food) เพราะอาหารเหล่านี้มีไขมันมากเกินไป ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ซึ่งอาหารขยะมีลักษณะ 3 ประการ คือ

  1. ซากอาหาร เป็นอาหารที่ไม่สด มีวิตามิน เกลือแร่ เอนไซม์น้อย รับประทานเข้าไปแล้วเป็นโทษกับร่างกายได้
  2. อาหารดัดแปลงเป็นอาหารที่นำมาจากธรรมชาติ มาดัดแปลงทำให้อร่อยลิ้น ดูน่ารับประทาน เก็บไว้ได้นาน รับประทานเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินไป ในขณะที่กระบวนการดัดแปลงทำลายวิตามิน เกลือแร่และเอนไซม์จนหมดสิ้น เช่น น้ำตาลทรายขาว กุนเชียง ไส้กรอก ลูกชิ้น เป็นอาหารที่ดัดแปลงมาจากเนื้อหมู มีการเจือปนสารกันบูดและสีผสมอาหารเข้าไป
  3. อาหารปลอมปน เป็นอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ มีการปรุงแต่งรส กลิ่น สี ใส่สิ่งปลอมปนลงไปในอาหาร ทำให้อาหารมีรสอร่อย สีสวยน่ารับประทาน ทำให้กรอบ ไม่เปื่อย ไม่บูด โดยการเติมสารเคมีลงไปในอาหาร ทำให้เกิดอันตรายเป็นพิษต่อร่างกายได้ เช่น สารเร่งเนื้อแดง เพื่อทำให้เนื้อหมูมีสีแดงน่ารับประทาน ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ เช่น กุ้งแห้ง ขนมลูก กวาดหลากสี ซึ่งขายท้องตลาดล้วนอันตราย ตรวจพบว่า มีส่วนผสมของสีย้อมผ้า ซึ่งมีผลเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ

สารอาหารที่มีความจำเป็นตามธรรมชาติที่ร่างกายต้องการ ได้แก่

พลังงาน เด็กก่อนวัยเรียนต้องการพลังงานเพื่อการเจริญเติบโต และทำกิจกรรมต่างๆ ปัญหาที่พบของเด็กก่อนวัยเรียนคือ การได้รับอาหารที่ให้พลังงานไม่เพียงพอ ข้าว แป้ง น้ำตาล และไขมัน เป็นแหล่งที่ให้พลังงาน ควรให้เด็กก่อนวัยเรียนได้กินอาหารพวกนี้อย่างเพียงพอ เช่น

  • เด็กอายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับพลังงานวันละ 1,000 กิโลแคลอรี
  • เด็กอายุ 4 – 5 ปี ควรได้รับพลังงานวันละ 1,250 กิโลแคลอรี
  • เด็กอายุ 6 – 8 ปี ควรได้รับพลังงานวันละ 1,400 กิโลแคลอรี

โปรตีน ในเด็กก่อนวัยเรียนต้องการโปรตีนเพื่อสร้างการเจริญเติบโต และยังต้องการเพื่อไปสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆด้วย เด็กวัยนี้มีโอกาสรับเชื้อโรคต่างๆมากขึ้น เนื่องจากต้องออกนอกบ้าน ต้องคลุกคลีกับบุคคลอื่นๆ เด็กก่อนวัยเรียนควรได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพคือ กรดอะมิโน ครบถ้วนและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

  • เด็กอายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับโปรตีนวันละ 1.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือวันละ 18 กรัม
  • เด็กอายุ 4 – 5 ปี ควรได้รับโปรตีนวันละ 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือวันละ 22 กรัม
  • เด็กอายุ 6 – 8 ปี ควรได้รับโปรตีนวันละ 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือวันละ 22-28 กรัม

แคลเซียม เป็นอาหารที่มีบทบาทในการเพิ่มความสูง เสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย แคลเซียมช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ถ้าได้รับแคลเซียมเพียงพอ ร่างกายจะเจริญเติบโตเร็วมาก นมเป็นแหล่งอาหารที่ดีของแคลเซียม แคลเซียมที่อยู่ในนม ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ดีที่สุด มากกว่าแคลเซียมที่อยู่ในอาหารอื่นๆ เพราะมีอัตราส่วนของแคล เซียมและฟอสฟอรัสในสัดส่วนที่เหมาะในการที่ร่างกายจะนำไปใช้

  • สำหรับเด็กอายุ 1 – 3 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ควรได้รับวันละ 500 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 4 – 8 ปี ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม

ธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาทางโภชนาการที่สำคัญของประเทศไทย พบในทุกวัย สำหรับเด็กก่อนวัยเรียน ระยะที่พบว่าเป็นโรคโลหิตจางมากที่สุด คือระยะหลังจากทารกหย่านมแล้ว และได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ แหล่งอา หารธาตุเหล็กได้จากไข่ เครื่องในสัตว์และผักใบเขียว

  • เด็กอายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 5.8 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 4 – 5 ปี ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 6.3 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 6 – 8 ปี ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 8.1 มิลลิกรัม

วิตามินเอ อยู่ในอาหารจำพวกไข่แดง ตับสัตว์ ผักใบเขียว ใบเหลือง ซึ่งมีความสำคัญต่อการมองเห็น การเจริญเติบโตของเซลล์ ระบบความคุ้มกัน การสร้างเม็ดเลือด การเจริญพันธุ์ ฯลฯ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินเอได้ จึงต้องได้รับจากอาหาร เด็กมีความต้องการวิตามินเอเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ปริมาณที่ต้องการเท่ากับหรือต่ำกว่าผู้ใหญ่เล็กน้อย

  • เด็กอายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับวิตามินเอ วันละ 400 ไมโครกรัม
  • เด็กอายุ 4 – 5 ปี ควรได้รับวิตามินเอ วันละ 450 ไมโครกรัม
  • เด็กอายุ 6 – 8 ปี ควรได้รับวิตามินเอวันละ 500 ไมโครกรัม

จากการรายงานของศูนย์กิจการวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Center for Science in the Public Interest: CSPI) ในรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภค สร้างความตระหนกอย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้นิยมบริโภคอาหารจานด่วน รวมไปถึงบริษัทที่มีกิจการอาหารด้วย เพราะพบว่า การทอดอาหารจานด่วนนั้นใช้ไขมันสัตว์เป็นน้ำมันทอดเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นไขมันชนิดอิ่มตัว ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคจากการบริโภคอาหารจานด่วน ดังนี้

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง คืออาหารประเภทโซเดียม ซึ่งปกติความต้องการโซเดียมของเด็กมีดังนี้

  • เด็กอายุ 1 - 3 ปี อยู่ระหว่าง 225 - 675 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็กอายุ 4 - 5 ปี อยู่ระหว่าง 300 – 900 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็กอายุ 6 - 8 ปี อยู่ระหว่าง 325 - 950 มิลลิกรัมต่อวัน

แต่ในอาหารขยะมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูง เช่น ถ้ารับประทานพิซซ่า 1 ชิ้น จะได้รับโซเดียมถึง 500 – 600 มิลลิกรัม เป็นต้น

โรคระบบไหลเวียนโลหิตหรือโรคหัวใจ ปริมาณไขมันที่บริโภค เป็นเครื่องชี้วัดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด คอเลสเตอรอลในเลือดที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวทำนายการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต และการบริโภคอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวเป็นประจำและใยอาหารน้อย จะมีความเสี่ยงทำให้เกิดเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้

โรคอ้วน โรคอ้วนเกิดจากการบริโภคนิสัยที่ไม่ถูกต้อง การบริโภคอาหารที่มากเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงานสูง จะทำให้เกิดการสะสมของคาร์โบไฮเดรดและไขมันในร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน

โรคมะเร็ง อาหารจานด่วนมักมีเส้นใยอาหารในปริมาณที่ค่อนข้างต่ำ หากบริโภคเป็นประจำ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า อาหารขยะเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และอาจทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากเด็กจะได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบถ้วนแล้ว อาจเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีทัศนคติและเป็นการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้องให้กับเด็กด้วย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่เป็นวัยแห่งการวางรากฐานพัฒนาในทุกด้าน

การสอนเรื่องอาหารขยะมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเด็กปฐมวัย ได้แก่ พลังงาน โปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินต่างๆ การที่เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารขยะ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • เด็กจะได้รับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ การสอนเด็กให้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารขยะ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับโทษหรืออันตรายของอาหารขยะ และเรียนรู้ถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่
  • เด็กจะได้รับสารอาหารและปริมาณของอาหารแต่ละชนิด ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในสัดส่วนที่เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เด็กที่เลือกรับประทานอาหารขยะ จะเน้นไปที่อาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันในปริมาณมากเกินไป แต่จะขาดสารอาหารจำพวก โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ อีกทั้งได้รับปริมาณอาหารที่ไม่ได้สัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาวะทุพโภชนาการได้ นอกจากนี้ การรับประ ทานอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งซ้ำๆกัน จะไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน และขาดความหลากหลาย สำหรับผลเสียในระยะยาว อาจก่อให้เกิดปัญหาในด้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้
  • ป้องกันและหลีกเลี่ยงโรคต่างๆที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ถูกหลักโภชนาการ การเรียนรู้ถึงโทษของอาหารขยะ จะทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับประทานอาหารได้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ แต่หากเด็กมีพฤติ กรรมการรับประทานที่ผิด จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยเฉพาะการเกิดโรคต่างๆตามมาอีกมากมาย
  • ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมและเจตคติที่ถูกต้องในการรับประทานอาหาร การเรียนรู้ว่าอาหารชนิดใดมีประโยชน์และอาหารชนิดใดไม่มีประโยชน์ และส่งผลเสียต่อร่างกาย จะทำให้เด็กรับรู้และเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับบริโภคนิสัย ส่งผลให้เด็กรู้จักที่จะเลือกบริโภคอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ต่อต้านต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ดี และทำให้ประชากรของประเทศมีอายุยืนยาว
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการรักษาสุขภาพ การรับรู้ถึงผลเสียของการบริโภคอาหารขยะ ทำให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่ดี ทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดโรคและความเจ็บป่วย ไม่ต้องไปหาหมอหรือรักษาอาการเจ็บป่วย เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ต้องใช้เพื่อรักษาสุขภาพ โดยการหลีกเลี่ยงจากการรับ ประทานอาหารไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และหันไปรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ เป็นอาหารที่ให้สารอาหารจำ พวกวิตามินและเกลือแร่ ที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคแทน
  • ช่วยให้เด็กมีพัฒนาทุกด้านเป็นไปตามวัย การบริโภคหรือรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว จะส่งผลให้พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาดีตามไปด้วย

ครูจัดกิจกรรมสอนเด็กเรื่องอาหารขยะที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเรื่องอาหารขยะที่โรงเรียน ครูจะจัดประสบการณ์ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่มุ่งให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย มีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี ดังนั้น การจัดประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายของเด็ก โดยการสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูก ต้องตามหลักโภชนาการ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดโทษต่อสุขภาพร่างกาย เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูปฐมวัยจะทำให้เด็กตระหนักในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่สภาพการดำรงชีวิตที่มีความเร่งด่วน พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการเตรียมอาหารมื้อต่างๆให้กับลูก โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จะมีความรีบเร่ง และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเดิน ทางไปที่ทำงาน ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า จึงใช้วิธีการซื้อหาอาหารเช้าที่มีจำหน่ายในท้องตลาดให้ลูกรับประทาน ทั้งนี้อา หารที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจานด่วนและอาหารขยะ ประเภทขนมปัง แฮมเบอร์เกอร์ แซนวิช พิชซ่า ไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรืออาหารกล่อง ซึ่งอาหารต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะประกอบด้วยแป้ง น้ำตาล ไขมัน ซึ่งไม่ได้ให้สารอาหารครบ ถ้วนตามความต้องการของร่างกาย จึงทำให้เด็กเกิดภาวะทุพโภชนาการ และมีปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา ดังนั้น การจัดประ สบการณ์ของครูจึงเน้นไปที่ การชี้ให้เด็กเห็นว่าอาหารขยะมีผลเสียต่อร่างกาย และให้หันกลับไปเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งครูอาจจัดกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ดังนี้

  • การสนทนายามเช้า เป็นกิจกรรมที่ครูและเด็กสนทนาเรื่องทั่วไปก่อนเข้าสู่กิจกรรมหลัก ครูอาจใช้เวลาในช่วงนี้สนทนา และให้เด็กได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารมื้อเช้าของเด็กแต่ละคน ซึ่งถ้าหากเด็กได้เล่าถึงอาหารที่รับประทานในมื้อเช้าให้เพื่อนฟัง และอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ถูกตามหลักโภชนาการ ครูก็จะใช้วิธีการเสริมแรง และให้เพื่อนนำไปปฏิบัติตาม ส่วนเด็กที่รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรืออาหารขยะ ครูอาจใช้วิธีการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก ทั้งนี้ ครูอาจเล่านิทานให้เด็กฟัง แสดงบทบาทสมมติ ร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรับประ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เพลงผัก ผลไม้ อาหารดีมีประโยชน์ เป็นต้น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เรียนรู้ตามหน่วยหรือหัวเรื่อง โดยนำสาระที่เด็กควรเรียนรู้มาเป็นเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ ซึ่งในหน่วยการเรียนที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น หน่วยอาหารดีมีประโยชน์ หน่วยผัก หน่วยผลไม้ ครูจะจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคให้กับเด็ก การประกอบอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เช่น ข้าวผัดอนุบาล ผัดผักรวมมิตร แกงเลียงยอดผัก ฯลฯ โดยจัดให้เด็กได้ปฏิบัติจริงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อเป็นการสร้างเจตคติและพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง
  • การรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนของเด็ก ช่วงเวลาการรับประทานอาหารกลางวัน เป็นระยะเวลาที่มีความเหมาะสมในการบูรณาการเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ให้เด็กได้เรียนรู้ และให้รู้จักหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจานด่วน และอาหารขยะ โดยทางโรงเรียนจะให้เด็กได้เรียนรู้รายการอาหารกลางวันที่โรงเรียนจัดให้เด็กในแต่ละวันว่า มีรายการอาหารอะไร มีประโยชน์อย่างไร ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่หรือไม่ อาจให้เด็กพูดตามครูว่าอาหารกลางวันวันนี้คืออะไร อาหารว่างคืออะไร ซึ่งการรับประทานอาหารกลางวัน นอกจากเด็กจะได้มีการคุ้นชินกับรายการอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นการฝึกนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร และมารยาทต่างๆที่ควรปฏิบัติขณะรับประทานอาหารอีกด้วย

พ่อแม่ ผู้ปกครองสอนลูกเรื่องอาหารขยะได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก และเป็นแบบอย่างที่ดีในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารขยะ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ผู้ปกครองควรร่วมมือกับครูในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หรือการสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่เด็ก ทั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารขยะ ดังนี้

  • วางแผนและจัดเตรียมรายการอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ให้เด็กได้รับประทานในแต่ละมื้อเมื่ออยู่ที่บ้าน
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบในการประกอบอาหาร อาจให้เด็กได้มีโอกาสไปร่วมจ่ายตลาดกับแม่ พยายามชี้ให้เด็กเห็นว่า รายการเครื่องปรุงหรือส่วนประกอบที่นำมาปรุงอาหาร เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ การให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรุงอาหารในห้องครัว ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการเรียนรู้ผลเสียของการรับประทานอาหารขยะได้
  • การรับประทานอาหารนอกบ้าน บางครั้งพ่อแม่อาจพาลูกและครอบครัวไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ พ่อแม่ควรเลือกร้านอาหารที่ส่งเสริมให้เด็กมีบริโภคนิสัยที่ดี ไม่ควรพาลูกไปรับประทานอาหารขยะ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นความนิยมของคนทั่วๆไป แต่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้เด็กเกิดความเคยชิน ถึงแม้บางครั้งเด็กอาจเรียกร้องให้จะรับประทาน แต่พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเห็นถึงโทษหรือผลเสียที่จะเกิดขึ้น และพูดคุยกับลูกด้วยเหตุผลที่ชัดเจน จนลูกสามารถยอมรับและเข้าใจด้วยตนเอง
  • การควบคุมในเรื่องสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคของลูก เช่น รายการโฆษณาทางโทรทัศน์ การใช้สื่อคอมพิวเตอร์ บางครั้งสื่อเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมของเด็ก ให้มีความต้องการที่จะบริโภคอาหารขยะได้ ดังนั้น พ่อแม่ควรให้คำแนะนำลูกอย่างเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถสร้างเจตคติและนิสัยการบริโภคที่ดีให้กับเด็กได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะเป็นผู้จัดประสบการณ์และกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารขยะแล้ว บทบาทอีกประการหนึ่งของครูปฐมวัยคือ การร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก ดังนั้น ครูจึงควรให้ความรู้ในเรื่องอาหารขยะแก่ผู้ปกครอง อาจสร้างความรู้ความเข้าใจด้วยการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง และการให้ความรู้อย่างเป็นทางการ หรืออาจให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียน หากผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับโทษหรือผลเสียของอาหารขยะ จะเป็นการช่วยกันเสริมสร้างบริโภคนิสัยที่ดีให้กับเด็กได้อีกทางหนึ่งด้วย

บรรณานุกรม

  1. กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2546). ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย. http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/view.php?group=2&id=132.
  2. ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2553). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. ( 2553). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. วินัย ดะห์ลัน. ( 2542). โภชนาการเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ฉบับผู้บริโภค. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี จำกัด.
  5. อบเชย วงศ์ทอง. ( 2546). โภชนศาสตร์ครอบครัว. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  6. Kromhout , Daan. ( 1992). “Dietary Fats : Long Term Implication for Health”, Nutrition Today.50 : 49 – 53.
  7. Stuart , Price. ( September - October 1991). “Fast Food”, Nutrition and Food science. 132 : 8.
  8. Truswell, Syeewart and Lan Domton. ( 1981). “Food Habits of Adolescent ”, Nutrition Today. 39( 14) : 73 – 88.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน