หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องอุบัติเหตุจากการจมน้ำ (Drowning Accidents)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

อุบัติเหตุจากการจมน้ำ (Drowning Accidents) หมายถึง เหตุการณ์ที่ทำให้เด็กจมน้ำอย่างรวดเร็ว จากความประมาทและรู้ไม่เท่าทันการณ์จากตัวเด็กเอง คนอื่น และสิ่งแวดล้อม ทำให้เด็กได้รับอันตราย พิการ หรือเสียชีวิต แหล่งน้ำที่เด็กจมน้ำ อาจเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ทะเล น้ำตก และแหล่งน้ำที่คนเราสร้างขึ้นใช้บริโภคและอุปโภคในชีวิตประจำวัน เช่น ถังเก็บน้ำ บ่อขุด ฯลฯ อุบัติเหตุจากเด็กจมน้ำเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมากเป็นลำดับแรกของอุบัติเหตุทั้งหมดและส่งผลให้เด็กเกิดการบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตไปมากแล้ว ดังนั้น การยึดหลักการว่า การป้องกันจะช่วยลดปัญหานี้ได้ พ่อแม่และครูจึงควรจัดประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้การป้องกันอุบัติเหตุจากการจมน้ำในชีวิตประจำวัน

สอนลูกเรื่องอุบัติเหตุจากการจมน้ำ

การสอนลูกเรื่องอุบัติเหตุจากการจมน้ำมีความสำคัญอย่างไร?

สภาพปัญหาของเด็กจมน้ำตายเป็นอุบัติเหตุที่ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กให้ความสนใจศึกษาสาเหตุ และสร้างมาตรป้องกัน ทั้งนี้เพราะอุบัติเหตุการจมน้ำมีในทุกกลุ่มอายุของเด็ก ตั้งแต่เด็กปฐมวัยถึงเด็กวัยรุ่น และอัตราการตายมีสถิติสูงกว่าอุบัติเหตุอื่นๆ ดังนายพิสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเด็กจมน้ำตาย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2556 ว่า ปัญหาเด็กจมน้ำตายในแต่ละปีมีมาก ดังในภาพรวมทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงานว่า การตกน้ำ จมน้ำ เป็นสาเหตุนำการเสียชีวิตติด 10 อันดับแรกในกลุ่มเด็ก แต่ละปีมีรายงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วโลกเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ 135,585 ราย เฉลี่ยวันละ 372 ราย ส่วนในไทยพบว่าการจมน้ำเป็นสาเหตุให้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับทุกสาเหตุ มากกว่าอุบัติเหตุการจราจร 2 เท่าตัว มากกว่าไข้เลือดออก 24เท่าตัว ในปี 2555 มีรายงานการเสียชีวิตรวม 1,049 ราย เฉลี่ยวันละ 3 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย เด็กที่ตกน้ำเกือบร้อยละ 50 จะเสียชีวิตเพราะว่ายน้ำไม่เป็น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กไทย โดยผลสำรวจล่าสุดในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่มีประมาณ 13 ล้านคน ว่ายน้ำเป็นเพียงร้อยละ 16 กล่าวได้ว่าขณะนี้เด็กไทยที่อยู่ในวัยนี้ว่ายน้ำไม่เป็นมากถึง 11 ล้านคน โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้น้อยกว่า 900 คน ภายในปี 2560

ผู้ปกครองจึงควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดป้องกันปัญหาเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นรวดเร็วมาก และผู้ที่จมน้ำมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 4 นาที สอดคล้องกับการศึกษาสังเคราะห์บทเรียนการดำเนินงานเฝ้าระวังป้องกันโรคไม่ติดต่อและบาดเจ็บ ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินงานผลักดันเชิงนโยบายด้านการป้องกันการจมน้ำของเด็ก โดยได้มีความพยายามผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 -2555 คือ

  • ผลักดันให้มีการกำหนดให้วันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปีเป็น “วันรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ”
  • ผลักดันนโยบายให้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาและวิธีการป้องกันเด็กจมน้ำแก่ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลเด็กที่พามาฉีดวัคซีนหรือตรวจพัฒนาการ
  • ผลักดันให้นำเรื่องการป้องกันเด็กจมน้ำบรรจุไว้ในการจัดทำหลักสูตรการช่วยเหลือทางน้ำสำหรับผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น และหลักสูตรเวชกรฉุกเฉินระดับต้น
  • ผลักดันให้เกิดการสอบสวนการตกน้ำ จมน้ำของเด็ก
  • ผลักดันให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเรื่องให้อ่างอาบน้ำสำหรับเด็กเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

มาตรการหลากหลายนี้มุ่งเป้าสู่การลดอุบัติการณ์การตายจากการจมน้ำของประชากรไทย โดยมีตัวชี้วัดเป็นอัตราการตายจากการจมน้ำของเด็กอายุ 0-14 ปี ไม่เกิน 5: 100,000: ปี ในปี 2557 ซึ่งสาเหตุของอุบัติเหตุเด็กจมน้ำ มีดังนี้

  • เกิดจากเด็กมีทักษะไม่เพียงพอ ที่จะเล่นน้ำ เช่นการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ แม่น้ำ คลอง หนอง บึง น้ำตก ฯลฯ แหล่งน้ำเหล่านี้เป็นที่ๆ เด็กชอบเล่นมาก เมื่อเกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เด็กมีทักษะการว่ายน้ำไม่เพียงพอจึงได้รับอันตราย เช่น กระแสน้ำของแม่น้ำ ลำคลอง น้ำตก ไหลแรง ในสระว่ายน้ำมีความลึกหรือความลาดมาก และสภาพของสปริงบอร์ดสูงเกินกำลังเด็ก ที่ทะเลมีคลื่นจึงเกิดการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เด็กอาจจะถูกกระทกจากคลื่นแล้วถูกดึงโดยคลื่นใต้น้ำ ที่ผู้ว่ายน้ำไม่รู้ตัวว่าถูกดึงออกไปจากฝั่ง แม้ว่าวันนั้นจะมีคลื่นลมสงบก็ตาม การเล่นน้ำทะเลจึงมีอันตรายมากสำหรับเด็ก แม้เด็กจะได้ฝึกว่ายน้ำในสระว่ายน้ำมาแล้วก็ตาม
  • เกิดจากเด็กขาดความรู้ เด็กไม่ทราบว่า การเล่นโลดโผน วิ่งเล่นไล่จับ (โดยเฉพาะบริเวณน้ำตก) หรือว่ายออกนอกบริเวณ จะทำให้เกิดอันตรายที่ช่วยเหลือไม่ทัน เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย เช่น นึกจะชะโงกหน้าไปดูหรือเล่นบริเวณปากปล่องน้ำแล้วหัวทิ่มไถลลื่นตกลงไป การกระโจนลงน้ำขณะที่เรือยนต์แล่นผ่าน หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ไปเล่นน้ำเองตามลำพังชอบนอนเล่นบนห่วงยางหรือเรือยางขณะเล่นน้ำทะเล น้ำตก ทำให้คลื่นลมและกระแสน้ำพัดกวาดออกไปไกลจากจุดที่เริ่มต้นโดยไม่รู้ตัว
  • เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น ในแหล่งน้ำมีเศษแก้ว ของมีคม หรือในทะเลบางช่วงเวลาจะมีแมงกะพรุนไฟ ในแม่น้ำที่มีพืชน้ำเช่น กอบัว ผักตบชวา มักมีงูหลบอยู่ พืชที่มีรากยาวๆ หรือสายเชือกผูกเรือจะพันขาเด็ก สายเบ็ดตกปลาที่หล่นลงในน้ำเพื่อตกปลาจะเกี่ยวขาเด็ก

เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็ก จนพิการหรือเสียชีวิต ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งพ่อแม่ พี่ น้อง ญาติ และอื่นๆ มีแต่ความเสียใจ นอกเหนือจากการที่ผู้ใหญ่ทำหน้าที่ปกป้องดุแลเด็กด้วยการเฝ้าระวังและจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยแล้ว การสอนหรือจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กก็มีความสำคัญ เนื่องจากวัยเด็กเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้มากที่สุดในช่วงชีวิต ความต้องการของเด็กจะเพิ่มมากตามวัยตามลำดับ เด็กจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมและการยอมรับจากสังคม ผลจากประสบการณ์และการฝึกฝน จะทำให้เด็กเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุจมน้ำ เพราะมีความรู้เพิ่มขึ้น มีความรู้สึกกลัวอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น รู้จักการป้องกันตนเอง ไม่ประมาท และจะระมัดระวังตน

การสอนลูกเรื่องอุบัติเหตุจากการจมน้ำมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กจะมีความรับการพัฒนาประสบการณ์ เจตคติ และการฝึกฝนสุขนิสัย ให้รู้จักป้องกันตนเองให้ปลอดภัย
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคมให้ยอมรับและเคารพในข้อตกลงหรือกฎกติกาที่สำคัญ
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคมให้อยู่ในความไม่ประมาท
  • เด็กจะได้รับการฝึกทักษะด้านการสังเกต สภาพแวดล้อมที่เป็นภัยหรือเหตุของอุบัติเหตุ

ครูจัดกิจกรรมเรื่องอุบัติเหตุจากการจมน้ำให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจมน้ำเป็นอันตรายที่เกิดจากเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เด็กจึงได้รับอันตรายจากน้ำที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง เช่นมีน้ำขังในโอ่ง อ่าง หรือบรรจุภาชนะต่างๆ เต็มเปี่ยม เด็กอยากรู้อยากเห็น อยากเล่นศีรษะ จึงชะโงกไปดูน้ำ ศีรษะจึงทิ่มลงในภาชนะบรรจุน้ำนั้นและสำลักน้ำเสียชีวิต หรือเด็กลงไปในภาชนะขังน้ำนั้น โดยไม่รู้ความลึกของน้ำ คาดเหตุการณ์ไม่ได้ว่าหากทำเช่นนี้ตนจมน้ำได้ เพราะความลึกของน้ำมีระดับสูงว่าร่างกายของตน การจัดกิจกรรมกรรมเสริมประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์จะที่เอื้อต่อการสร้างความตระหนักถึงการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากการจมน้ำ กำหนด สาระการเรียนรู้ เรื่องธรรมชาติ หน่วยการเรียนรู้ เรื่องน้ำ ส่งเสริมให้เด็กสืบค้นหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มต้นจากความสงสัย นำไปสู่การสืบค้นที่เป็นระบบ มีการคาดเดาคำตอบ (ตั้งสมมติฐาน) เก็บรวบรวมข้อมูล สรุปผล

ครูอาจจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ใช้กระบวนการทดลองดังนี้

  • เรื่อง การจมน้ำของวัตถุ โดยให้เด็กสังเกตดินน้ำมันที่ครูชูให้ดู ให้สัมผัส กระตุ้นให้คิด คาดคะเนคำตอบว่า ถ้าหย่อนดินน้ำมันลงในอ่างน้ำ ดินและน้ำมันจะเป็นอย่างไร และทดลองหย่อนดินน้ำมันลงในน้ำ สังเกตดูว่า ดินน้ำมันทุกก้อนค่อยๆ จมลงไปในน้ำ ร่วมกันสรุปผลการทดลองเรื่อง วัตถุ (ดินน้ำมัน)จมน้ำ เพราะมีน้ำหนัก เพื่อผลการทดลองนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ว่า เราจะต้องระวังการลงเล่นน้ำในที่ต่างๆ เราจะจมได้เพราะตัวเรามีน้ำหนัก เช่นเดียวกับดินน้ำมัน ดังนั้นเด็กๆต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ที่เด็กจะเล่นน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล สระว่ายน้ำ เมื่อมีผู้ใหญ่ดูแล
  • เรื่อง น้ำมีแรงดัน โดยให้เด็กสังเกตใบไม้ กิ่งไม้แห้ง และน้ำที่ไหลจากสายยาง ถามว่า ถ้าเรานำเศษใบไม้ กิ่งไม้แห้งวางขวางทางน้ำไหล กิ่งไม้ ใบไม้เหล่านี้ จะเป็นอย่างไร สนทนา และทดลองโดยเด็กๆช่วยกันนำเศษใบไม้ กิ่งไม้เล็กๆ วางลงในรางไม้ไผ่/ท่อพลาสติกผ่าซีก วางตะแครงรางไม้ไผ่ให้ลาดเอียงประมาณ ราว 45 องศา ต่อสายยางจากก๊อกน้ำ ให้ปลายสายยางต่อมาถึงรางไม้ไผ่ เปิดน้ำจากก๊อกให้ไหลผ่านสายยาง สังเกตการไหลของน้ำและการเคลื่อนที่ของเศษใบไม้ กิ่งไม้ สรุปผลการทดลองเรื่อง น้ำมีแรงดันจึงทำให้เศษวัตถุไหลตามน้ำได้ เราจะต้องระวังการลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเช่น น้ำตก แม่น้ำ เราจะไหลตามน้ำได้เพราะน้ำมีแรงดัน

การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ดังกล่าวจะส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ความเข้าใจเหตุของการจมน้ำ หรือไหลตามน้ำ เป็นอุบัติเหตุ เราควรป้องกันตนเองได้เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียภายหลัง

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องอุบัติเหตุจากการจมน้ำอย่างไร?

อุบัติเหตุจากน้ำเกิดขึ้นในบ้านได้ง่าย เด็กปฐมวัยมักจะเสียชีวิตจมน้ำในอ่างน้ำ โอ่งน้ำ ถังน้ำ สิ่งของเหล่านี้เป็นภาชนะที่เก็บน้ำขัง โดยธรรมชาติเด็กปฐมวัยจะชอบเล่นน้ำมาก และเมื่อเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการเล่นเพลิดเพลิน เด็กจะไม่รู้ตัว ว่าอันตรายเกิดขึ้นได้ง่ายๆ การสอนผ่านการสังเกตและทดลองผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ที่จะป้องกันตนเอง ดังตัวอย่างเช่น

  • หากครอบครัวนำเด็กไปเที่ยวบริเวณแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ทะเล น้ำตก แม่น้ำ ลำคลอง ฯลฯ เด็กๆ มักสนุกที่จะสัมผัสความชุ่มฉ่ำเย็นชื่นใจจากน้ำในวันที่อากาศร้อนๆ แล้ว พ่อแม่ลองชวนลูกสังเกตสิ่งแวดล้อมก่อนเล่น ชี้ชวนให้เด็กสังเกตคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งแล้วดึงทรายชายหาดหายลงไป สังเกตน้ำตกที่ลดหลั่นมาเป็นชั้นๆ กระแทกกับโขดหิน ผลัดให้ใบไม้ กิ่งไม้ไหลตามกระแสน้ำหายลงไปบริเวณที่ต่ำและไปเรื่อยๆ หรือก้อนหินเล็กๆ บางก้อนกลิ้งตามแรงน้ำตกมา สังเกตกระแสน้ำของแม่น้ำ ลำคลอง ไหลผลัดเอากองสวะ หรือสิ่งของที่ลอยน้ำไปตามกระแสน้ำได้ แม้เรือพาย ก็กระเพื่อมขึ้นลงตามน้ำ เมื่อยืนบนโป๊ะเรือ แรงน้ำทำให้โป๊ะเรือขยับขึ้นลงได้เช่นกัน เหตุการณ์ดังกล่าวพ่อแม่ให้ลูกหัดสังเกต
  • ทดลองนำท่อนไม้ที่มีขนาดสั้นกว่าปริมาณน้ำที่เก็บในถังหรือภาชนะอื่น จุ่มลงไปในภาชนะ ชี้ให้เด็กสังเกตว่าท่อนไม้อยู่ใต้น้ำ ลักษณะเช่นนี้คล้ายกับเด็กจมน้ำ จึงไม่ควรลงไปเล่นแอบซ่อนหาในโอ่งเก็บน้ำ หรือชะโงกจากปากบ่อไปดูน้ำเมื่อผลัดลงไปในบ่อที่ปริมาณน้ำมากเด็กจะจมน้ำ
  • เล่านิทานอิสปเรื่องเด็กเลี้ยงแกะให้เด็กฟัง ความว่า เด็กเลี้ยงแกะนำแกะไปเลี้ยงที่ทุ่งหญ้าทุกวัน แกะปลอดภัยจากหมาป่าตลอดมา วันหนึ่งเด็กเลี้ยงนึกสนุกที่จะหลอกชาวบ้านว่าหมาป่ามากัดกินแกะหมดแล้ว คิดได้ดังนั้น เด็กเลี้ยงแกะก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านว่า หมาป่าทากินแกะแล้ว ช่วยด้วยๆ ชาวบ้านต่างตกใจรีบฉวยไม้บ้าง ก้อนหินบ้างวิ่งมาจะไล่ตีหมาป่า แต่เมื่อมาถึงทุ่งหญ้า เห็นแต่เด็กเลี้ยงแกะกับแกะของเขา ไม่มีหมาป่าอยู่เลย จึงรู้สึกโกรธที่ถูกเด็กเลี้ยงกะพูดปด หลอกให้ชาวบ้านเข้าใจผิด ชาวบ้านก็เดินกลับบ้านของตนไป เด็กเลี้ยงแกะกลับหัวเราะชอบใจ หลายวันผ่านมา หมาป่ามาที่ทุ่งหญ้าและจับแกะกินจริงๆ แม้เด็กเลี้ยงแกะจะร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านสักเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ใครมาช่วยเหลือ หมาป่าจึงกินแกะจนหมด เมื่อเล่านิทานจบพ่อแม่สนทนาขอความเห็นจากลูกว่า การกระทำของเด็กเลี้ยงดีหรือไม่ เพราะอะไร แล้วเชื่อมโยงมาสู่การปฏิบัติตนของเด็กว่า เมื่อเด็กไม่ควรหลอกลวงผู้ใหญ่เหมือนเด็กเลี้ยงแกะ หากเด็กตกน้ำจริง จะไม่มีใครช่วยเหลือเพราะเขาไม่เชื่อ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนเด็กให้ว่ายน้ำ ควรเริ่มเมื่อเด็กอายุอย่างน้อย 3 ปี โรงเรียนอนุบาลหลายแห่งมีกิจกรรมสอนว่ายน้ำให้เด็กจึงพึงตระหนักถึงวุฒิภาวะของเด็กระดับนี้ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ปลอดภัยในน้ำได้

บรรณานุกรม

  1. ไทยโพสต์. (2556). เด็กจมน้ำภัยปิดเทอม สถิติเสียชีวิตปีละพัน. ข่าวรายวัน http://www.thaipost.net/Sunday/030313/70358 [ค้นคว้าเมื่อ 9มิถุนายน 2556].
  2. นิตยา ภัทรกรรม. (2556). รายงานการศึกษาทบทวนและสังเคราะห์บทเรียนการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ พ.ศ. 2546-2555. www.thaincd.com. [ค้นคว้าเมื่อ 9มิถุนายน 2556].
  3. จีระพันธุ์ พูลพัฒน์. (2553) . ชุดฝึกอบรมปฐมวัย โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ.
  4. อรศรี และจินตนา งามวิทยาพงษ์. (2550). คู่มือป้องกันอุบัติภัยให้ลูกรัก. กรุงเทพมหานคร: บริษัทแปลนพับลิชชิ่ง จำกัด.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน