หน้าหลัก » บทความ » การสอนลูกเรื่องเครื่องครัว (Kitchen utensil)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เครื่องครัว (Kitchen utensil) หรือ เครื่องใช้ในห้องครัว (Kitchen Appliances) หมายถึง อุปกรณ์หรือของใช้ที่อยู่ในห้องครัว ประกอบด้วย อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหาร และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า การจัดประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้เรื่องเครื่องครัว เป็นการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ตามสาระที่ควรเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่มุ่งพัฒนาเด็กให้ได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม และประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา อีกทั้งยังส่งเสริมทักษะชีวิต (Life Skill) ให้กับเด็กปฐมวัยอีกด้วย

การสอนลูกเรื่องเครื่องครัว

การสอนเรื่องเครื่องครัวมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

เครื่องครัว เป็นส่วนหนึ่งในสาระที่ควรเรียนรู้ สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก ที่เด็กควรจะได้เรียนรู้และรู้จักเพื่อสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเครื่องครัวจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหารหรือใช้ในการรับประทานอาหาร เช่น หม้อหุงข้าว กระทะ เตาอบ เครื่องปั่นน้ำผลไม้ กะละมัง จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ ช้อน ส้อม โต๊ะอาหาร ตู้เย็น ตู้กับข้าว ฯลฯ เครื่องครัวเหล่านี้ถือเป็นสื่อการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กมีความคุ้นชินกับการได้สัมผัส ได้ใช้ประโยชน์ นอกจากในห้องครัวจะมีอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาหารและใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารแล้ว ยังมีวัสดุหรือเครื่องปรุงที่มีไว้สำหรับนำมาประกอบอาหารประเภทต่างๆได้ เช่น ผัก ผลไม้ เครื่องปรุงต่างๆ เนื้อสัตว์ เครื่องเทศ ฯลฯ ซึ่งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ได้กล่าวถึงสื่อและแหล่งการเรียนรู้ว่า การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ต้องอาศัยสื่อและแหล่งการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตร ครูปฐมวัยจึงจัดเตรียมสื่อและแหล่งการเรียนรู้อย่างหลากหลายที่มีในท้องถิ่น ชุมชน และแหล่งอื่นๆ โดยเน้นสื่อที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งบริบทของสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ อาจจัดทำและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนำสื่อต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเด็กมาใช้ให้เป็นประโยชน์

การสอนเรื่องเครื่องครัวมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องเครื่องครัวมีคุณค่าต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยในหลายด้าน ทั้งการเรียนรู้ที่เด็กจะได้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเนื้อหาสาระจากหน่วยการเรียนรู้แล้ว การสอนเรื่องเครื่องครัวมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายให้กับเด็ก การเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องครัว นอกจากเด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ถึงชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องครัวแล้ว การที่เด็กได้ใช้ช้อนตักข้าวหรืออาหารรับประทาน เป็นการพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็กและการทำงานประสานสัมพันธ์กัน การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก (Fine – motor Development) เกิดจากการที่เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมือในการหยิบจับ (Manipulative Abilities) สิ่งต่างๆ ซึ่งการจับสัมผัสข้าวของเครื่องใช้ในห้องครัว เด็กจะได้ใช้กล้ามเนื้อในส่วนของข้อมือ มือ นิ้วมือ การทำงานของกล้ามเนื้อเล็กในส่วนต่างๆต้องประสานสัมพันธ์กัน เช่น การใช้ช้อนตักอาหารใส่ปากโดยควบคุมไม่ให้หกหรือตกหล่น การจับแก้วน้ำมาดื่มโดยควบคุมไม่ให้แก้วน้ำหล่น หรือนำหกจากแก้ว เป็นต้น และนอกจากเด็กจะได้รับการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กแล้ว การเรียนรู้เรื่องเครื่องครัวยังส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาในด้านสุขอนามัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางด้านร่างกาย ซึ่งได้แก่ การฝึกนิสัยในการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ การส่งเสริมให้เด็กมีสุขอนามัยที่ดี ด้านการดูแลความสะอาดของร่างกาย และฝึกนิสัยให้เด็กมีนิสัยในการดูแลความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้อื่น การปฏิบัติตนเมื่อใช้อุปกรณ์ในห้องครัวไม่ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เช่น อันตรายจากกระทะไฟฟ้า เตาแก๊ส เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ฯลฯ
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจให้กับเด็ก การเรียนรู้เรื่องเครื่องครัวที่ครูหรือพ่อแม่ผู้ปกครองให้เด็กได้ทดลองและเรียนจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้ากับสื่ออุปกรณ์ภายในห้องครัว จะเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กวัย 3 – 5 ปี ที่มีความรู้สึกเป็นอิสระ ต้องการทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง มีความคิดริเริ่มในการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งอีริค อีริคสัน (Erik Erikson) กล่าวว่า เด็กวัยช่วง 3 – 5 ปี จะมีความรู้สึกเป็นอิสระและความรู้สึกผิด การที่บุคคลที่แวดล้อมเด็กได้ตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ ไม่บังคับหรือกำหนดการกระทำของเด็ก จะทำให้เด็กมีความเป็นอิสระ กล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเด็กถูกกำกับการกระทำโดยผู้ใหญ่ เด็กจะเป็นคนที่ไม่กล้าคิด กล้าทำสิ่งที่เป็นการสร้างสรรค์ต่างๆ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การสอนเรื่องเครื่องครัวสามารถนำมาจัดประสบการณ์ให้เด็กได้รับการพัฒนาด้านอารมณ์ โดยครูหรือผู้ใหญ่ต้องยอมรับนับถือเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมให้กับเด็ก การสอนเรื่องเครื่องครัวสามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็กได้เนื่องจาก เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เด็กร่วมกับพ่อแม่หรือครูที่โรงเรียน การที่บุคคลที่อยู่แวดล้อมเด็กเปิดโอกาสให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีและมีพฤติกรรมสังคมเชิงบวก ซึ่งได้แก่ การรู้สึกเกี่ยวกับตนเอง (Self Concept) ซึ่งจะเริ่มก่อขึ้นตั้งแต่แรกเกิดและพัฒนาตลอดช่วงปฐมวัย การที่เด็กจะรู้สึกกับตนเองอย่างไรนั้นเป็นผลสืบเนื่องสะสมมาจากการติดต่อสัมพันธ์และการติดต่อกับบุคคลต่างๆ ที่แวดล้อมเด็ก ถ้าเป็นไปในทางบวกเด็กจะรู้สึกดีกับตนเอง ถ้าเด็กได้รับการยอมรับจากครอบครัว ได้รับความรักความเอาใจใส่ ได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน มีสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นเด็ก เด็กจะเริ่มต้นพัฒนาการรับรู้เกี่ยวกับตนเองว่าเป็นคนที่น่าพอใจ ถ้าเด็กไม่ถูกละเลยหรือทอดทิ้งให้ว้าเหว่มากเกินไป ไม่ถูกดุว่า ตำหนิอย่างเกรียวกราดหรือจู้จี้ บังคับเด็กอย่างรุนแรงแล้ว เด็กมีแนวโน้มที่จะชอบพอใจในตนเองและผู้อื่น นอกจากนี้การเรียนรู้จากกิจกรรมที่ได้ร่วมกันทำเป็นกลุ่ม เด็กยังได้รับการพัฒนาด้านความมีวินัยต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักการรอคอยลำดับก่อนหลัง พฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์ในด้านต่างๆอีกด้วย
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา การสอนเรื่องเครื่องครัวที่เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ ได้สังเกตสิ่งของเครื่องใช้ ลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง สี ลักษณะการใช้งาน เด็กได้สังเกตจากการใช้การมอง การฟังเสียงดังจากการเคาะแก้วหรือจานซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเสียง การชิมรสชาติของอาหารที่ปรุงในแต่ละครั้ง การได้ดมกลิ่นเครื่องเทศที่นำมาใช้ในการประกอบอาหาร การได้มีโอกาสสัมผัสจับต้องเครื่องปรุงต่างๆ ว่านิ่มหรือแข็งแตกต่างกันอย่างไร การได้สำรวจวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องครัว การได้จับคู่อุปกรณ์ที่ใช้คู่กัน เช่น จานกับช้อนและส้อม แก้วน้ำกับที่รองแก้ว การได้มีโอกาสจัดประเภทของอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น เก็บช้อนไปไว้ด้วยกัน แก้วน้ำควรเก็บไว้ในตู้ มีดควรแยกไว้ให้ห่างจากจานชาม ถ้วยกาแฟควรเก็บไว้เป็นชุดๆ เป็นต้น การเปรียบเทียบความเหมือนความต่างของอุปกรณ์ว่ามีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันในด้านใดบ้าง เช่น ถ้วยและจานมีลักษณะแตกต่างต่างกัน แต่มีประโยชน์หรือลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกัน ช้อนส้อมกับช้อนโต๊ะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ประโยชน์ใช้สอนเหมือนกัน ตลอดจนการเปรียบเทียบอุปกรณ์ชนิดเดียวกันแต่มีขนาดแตกต่างกันหรือสีไม่เหมือนกัน เช่น หม้อ กะละมัง แก้วน้ำ ช้อน ฯลฯ การเรียงลำดับขนาดของสิ่งของเครื่องใช้ เช่น การจัดวางซ้อนจานโดยเรียงลำดับจากใหญ่ไปหาเล็ก การวางซ้อนหม้อที่มีขนาดเล็กไปหาใหญ่ เป็นต้น และเด็กยังได้ฝึกทักษะด้านจำนวน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เช่น การนับจำนวนอุปกรณ์ต่างๆ การจับคู่สิ่งของที่ใช้คู่กัน เช่น หม้อกับผาหม้อ ช้อนคู่กับส้อม แก้วน้ำคู่กับที่รองแก้ว ฯลฯ นอกจากนี้เด็กยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่งของสิ่งของ เช่น แก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะอาหาร หม้อที่อยู่ในตู้กับข้าม เขียงที่วางอยู่ใต้โต๊ะ กะละมังที่วางอยู่ข้างเครื่องกรองน้ำ ถ้วยกาแฟที่วางติดกับกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า เป็นต้น อีกทั้งการเรียนรู้เรื่องเครื่องครัวเด็กยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ที่เป็นชื่อเรียกสิ่งของนั้นเป็นการเพิ่มพูนคำศัพท์ให้กับเด็กมากขึ้นด้วย

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าประโยชน์และคุณค่าจากการเรียนเรื่องนี้กับเด็กทำให้เด็กได้รับการพัฒนาความรู้ทักษะและประสบการณ์ต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าเด็กจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาแบบรอบด้าน

ครูจัดกิจกรรมการสอนเรื่องเครื่องครัวให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

เครื่องครัวอยู่ในสาระที่ควรเรียนรู้ สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก ดังนั้น สาระการเรียนรู้นี้ครูปฐมวัยอาจนำมาจัดเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยการเรียนได้ และจัดกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวันให้ครบทั้ง 6 กิจกรรม ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูอาจออกแบบกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะให้สอดคล้องกับหน่วยเครื่องครัวได้ เช่น การเคลื่อนไหวตามข้อตกลง โดยครูแจกเครื่องครัวที่เป็นของใช้จริงหรืออาจเป็นบัตรภาพให้กับเด็กทุกคน และตกลงกับเด็กก่อนว่า ถ้าเด็กได้ยินเสียงดนตรีให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ แต่ถ้าเพลงหยุดเมื่อใดให้เด็กที่มีเครื่องครัวอยู่ในมือวิ่งไปหาเพื่อนที่มีของใช้ชนิดเดียวกัน แล้วให้นั่งลง หรือครูอาจประยุกต์ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ที่อยู่ในห้องครัวมาเป็นเครื่องดนตรีในการให้เสียงหรือจังหวะ เช่น แก้วน้ำ จาน ช้อนส้อม กะละมัง ถังน้ำ ฯลฯ
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยปกติในแต่ละสัปดาห์ของการเรียนรู้แบบหน่วย ครูจะให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมประกอบอาหาร 1 ครั้ง ที่มีรายการอาหารสอดคล้องกับหน่วยการเรียน ซึ่งการประกอบอาหารแต่ละครั้งครูจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในห้องครัวมาใช้ในการจัดกิจกรรม เช่น หม้อ กระทะ เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เตาแก๊ส มีด เขียง ฯลฯ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องแนะนำอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ให้เด็กรู้จักและเรียนรู้วิธีการใช้ และข้อควรระมัดระวังหรือการใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย เช่น มีด ของมีคม เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กได้มีอิสระในการคิดอย่างสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ กิจกรรมสร้างสรรค์นี้ครูอาจให้เด็กได้ทำกิจกรรมศิลปะแบบต่างๆที่จัดไว้ตามโต๊ะ เช่น การวาดภาพระบายสีรูปสิ่งของเครื่องใช้ในห้องครัว การสร้างภาพปะติด การตัดกระดาษ การปั้นแป้งจำลองสถานการณ์การประกอบอาหารหรือปั้นเป็นของใช้ต่างๆ เช่น จาน ชาม หม้อ แก้วน้ำ ทัพพี ฯลฯ
  • กิจกรรมเสรีหรือเล่นตามมุม เด็กมีโอกาสเล่นตามมุมตามความสนใจของแต่ละคน การจัดมุมประสบการณ์ให้สอดคล้องกับหน่วยเครื่องครัว ครูอาจจัดสภาพการณ์ในมุมบ้านหรือมุมบทบาทสมมติให้มีเครื่องครัวจริงมาไว้ในมุมนี้ แล้วให้เด็กเล่นสมมติการเลียนแบบการประกอบอาหาร ซึ่งเด็กวัยนี้จะชอบการเลียนแบบการกระทำของบุคคลต่างๆ มากโดยเฉพาะเด็กในช่วงอายุ 4 – 5 ปี ซึ่งเด็กกลุ่มนี้สามารถวางแผนการเล่นและสร้างเรื่องราวในการเล่นได้
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆในสนามเด็กเล่นหรือนอกห้องเรียน อาจให้เล่นเครื่องเล่นสนามอย่างอิสระหรือมีการจัดเกมพลศึกษา เกมการละเล่นต่างๆ ให้เด็กได้เล่นเป็นทีม สำหรับการเล่นที่สอดคล้องกับหน่วยเครื่องครัว ครูอาจจัดกิจกรรมการวิ่งเก็บของใช้ที่อยู่ในห้องครัว เช่น การวิ่งเก็บช้อน ถ้วยใบเล็ก การวิ่งตักลูกเต๋าแต่ใช้ตะเกียบหรือช้อนตัก เป็นต้น
  • เกมการศึกษา สามารถออกแบบให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนได้ เช่น เกมภาพตัดต่อห้องครัวหรือเครื่องครัว เกมจับคู่ภาพของใช้ที่ใช้คู่กัน การจับคู่ภาพเครื่องครัวที่มีความสัมพันธ์ เกมการหารายละเอียดของภาพเครื่องครัว เกมจับคู่ภาพกับเงาหรือโครงร่างเครื่องครัว เกมการเรียงลำดับเครื่องครัวจากเล็กไปหาใหญ่ ฯลฯ นอกจากการจัดกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวันแล้ว การสอนให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องครัวยังสามารถบูรณาการจากกิจวัตรประจำวันที่เด็กปฏิบัติในแต่ละวัน เช่น ช่วงเวลาของการรับประทานอาหารกลางวันที่เด็กได้มีโอกาสไปรับประทานอาหารในห้องครัว ซึ่งแม่ครัวที่ประกอบอาหารใช้อุปกรณ์ต่างๆในห้องครัวครูอาจสอนให้เด็กเรียนรู้จากกิจกรรมดังกล่าวนี้ได้ เช่น การใช้ช้อนในการรับประทานอาหาร การใช้ทัพพีในการตัดข้าวจากหม้อ การใช้แก้วน้ำอย่างระมัดระวัง การทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องครัว ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเนื้อสาระเป็นเพียงทุ่นที่มีไว้ให้เด็กได้เรียนรู้แต่ความสำคัญคือการนำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านให้กับเด็กปฐมวัย

พ่อแม่ ผู้ปกครองสอนเรื่องเครื่องครัวให้ลูกที่บ้านได้อย่างไร?

โจฮานน์ เฮนริช เปสตาลอสซี่ (Johann Heinrich Pestalozzi) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กสามารถกระทำได้ที่บ้านโดยพ่อแม่สามารถสอนลูกได้ เพื่อเตรียมเด็กให้มีความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบโรงเรียน ครอบครัวไทยในสมัยก่อนเป็นครอบครัวขยาย (Extended Family) ซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนอยู่ร่วมกัน เด็กจะได้อยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา ทำให้เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาเบื้องต้นจากบุคคลเหล่านี้ นอกจากนี้เด็กยังได้รับการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมต่างๆ จากบุคคลรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าเด็กที่เติบโตเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจะมีกิริยามารยาทหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่างๆ เป็นไปในเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางสังคม ลักษณะนิสัยระเบียบวินัย จะเป็นสิ่งที่บุคคลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวเน้นย้ำ จนเด็กมีการปฏิบัติเป็นนิสัยที่ถาวร เด็กจึงไม่เกิดปัญหาในเรื่องของพฤติกรรมเหมือนกับสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งโดยปกติเด็กในสมัยก่อนจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของครอบครัว ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ และเรียนรู้ทักษะต่างๆ จากผู้ใหญ่ แต่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมเมืองใหญ่วิถีชีวิตแบบเดิมได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป อันมีผลสืบเนื่องจากความเจริญก้าวหน้า และการรับเอาวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางด้านการแต่งกาย การกิน การดำรงชีวิตในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไปมาก และการที่พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้านเพื่อหารายได้ ทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องของการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่เด็กในเบื้องต้นซึ่งจะแตกต่างไปจากเดิม พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ส่วนใหญ่จะมอบสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของหรือเงินทองแทนที่จะให้ความดูแลเอาใจใส่เรื่องพฤติกรรมหรือจิตใจ ดังนั้น พ่อแม่ในปัจจุบันควรสร้างเกราะป้องกันต่อความเสียงด้านพฤติกรรมที่มีต่อเด็กด้วยการหาเวลาอยู่กับลูกให้มากขึ้นและพยายามปรับตัวเข้าหากัน คอยเป็นที่ปรึกษาหรือหากิจกรรมที่สามารถร่วมปฏิบัติกับลูกที่บ้าน กิจกรรมการร่วมกันประกอบอาหารในห้องครัวเมื่อพ่อแม่มีเวลาจะทำให้ลูกได้รับทั้งความรักความอบอุ่นและได้เรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ที่นำไปสู่การพัฒนาเด็กในด้านต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยในหนึ่งสัปดาห์ควรมีกิจกรรมการประกอบอาหารอย่างน้อย 1 – 2 ครั้ง ถึงแม้ว่าบางครอบครัวอาจจะไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ แต่ความเป็นจริงเด็กมีความสามารถและอยากร่วมกิจกรรมกับสมาชิกภายในครอบครัว เพียงแต่พ่อแม่ให้โอกาสเด็กได้เข้าร่วมกิจกรรม ดังนั้น การที่พ่อแม่จะสอนลูกเรื่องเครื่องครัว ควรจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็ก ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตามสภาพจริงเช่น พ่อแม่อาจเลือกรายการอาหารที่เหมาะสมกับเด็กหรือสิ่งที่ลูกชอบแล้วมาร่วมกันทำด้วยการให้เด็กช่วยในการหยิบอุปกรณ์หรือเครื่องปรุงต่างๆ พ่อแม่จะสามารถประเมินผลได้ว่าเด็กรู้จักสิ่งของที่ใช้ในห้องครัวหรือไม่ และยังทราบอีกว่าเด็กรู้วิธีการใช้สิ่งของเหล่านั้นหรือไม่ ควรจะฝึกเด็กอย่างไร การประกอบอาหารประเภทผัดต่างๆ เช่น ผักผักรวม พ่อแม่อาจให้ลูกช่วยเตรียมผักโดยการให้ลูกหั่นผักเป็นชิ้นๆ ลูกจะได้เรียนรู้การใช้มีดและการรักษาความปลอดภัยจากอันตรายที่เกิดจากอุปกรณ์ในห้องครัว ให้เด็กได้ล้างผักจะสอนให้เด็กรู้จักการใช้กะละมังหรือการเปิดปิด ก๊อกน้ำ และสอนวิธีการช่วยประหยัดน้ำได้อีกด้วย การทำน้ำแตงโมปั่น เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่นำมาใช้ เช่น กระติกน้ำร้อน เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ช้อน แก้วน้ำ การระมัดระวังให้ปลอดภัยจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า กิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับของใช้ภายในห้องครัวนอกจากจะส่งเสริมให้เด็กรู้จักวัสดุอุปกรณ์และประโยชน์หรือวิธีการใช้แล้ว การที่พ่อแม่ได้บูรณาการทักษะที่จำเป็นให้กับลูกขณะปฏิบัติกิจกรรม จะทำให้ลูกได้รับการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้ เช่น การให้ลูกรินน้ำแตงโมปั่นใส่แก้ว เป็นการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อเล็ก การให้ลูกใช้มีดหั่นผักเป็นการสอนวิธีการรักษาความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางร่างกาย การสอนให้ลูกจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ให้ถูกต้องเป็นการส่งเสริมทักษะการสังเกต การจำแนก การเรียงลำดับ การนับจำนวน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ อันเป็นทักษะเบื้องต้อนที่นำไปสู่การพัฒนาในขั้นสูงต่อไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยเป็นภารกิจหลักของครู ซึ่งนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งในการส่งเสริมความเจริญงอกงามของเด็ก ดังนั้น หากสถานศึกษามีครูที่มีคุณภาพแล้ว ย่อมทำให้การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ประสบความสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่ไม่นานนัก โดยเฉพาะครูปฐมวัยเป็นผู้เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆจากการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์แบบบูรณาการ เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติของผู้เรียน จนเด็กสามารถค้นพบความรู้ไดด้วยตนเอง อีกทั้งยังพัฒนาทักษะชีวิตให้กับเด็กอีกด้วย

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. พัชรี ผลโยธิน. (2551). ประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย หน่วยที่ 7 – 11. นนทบุรี : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  3. ยนต์ ชุ่มจิต. ( 2550). ความเป็นครู. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
  4. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). เอกสารการสอนชุดวิชา ECED201 การศึกษาปฐมวัย หน่วยที่ 11 กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  5. สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์. (2551). ประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. นนทบุรี : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  6. Thomas, R.U. (1985). Comparing Theories of Child Development. California : Wadsworth Publishing.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน