หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้า (Electric appliances)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เครื่องใช้ไฟฟ้า (Electrics) หมายถึง อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง การจัดประสบการณ์เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับเด็กปฐมวัย เป็นการส่งเสริมเด็กในด้านสุขอนามัยให้มีนิสัยในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ตนเองและผู้อื่น ด้วยการจัดกิจกรรมให้เด็กมีวินัยในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมแบบหน่วยการเรียน แบบโครงการ และแบบบูรณาการกับหน่วยการเรียนรู้อื่น ในกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวัน ทั้งนี้ ครูจะบูรณาการคุณธรรมด้านความประหยัดให้เกิดกับเด็กด้วย

สอนลูกเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้า

การสอนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญอย่างไร?

สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ในส่วนที่เป็นประสบการณ์สำคัญ เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้สอนเข้าใจว่าเด็กปฐมวัยต้องทำอะไร เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวอย่างไร และทุกประสบการณ์มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามัย รักษาความปลอดภัย ดังนี้

  • การรักษาสุขภาพ ได้แก่ การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย
  • การรักษาความปลอดภัย ได้แก่ การรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นในกิจวัตรประจำวัน

ประสบการณ์สำคัญด้านการรักษาความปลอดภัย เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้จนเกิดเป็นทักษะในด้านการรักษาความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้อื่นในกิจวัตรประจำวันทั้งที่ขณะอยู่ในโรงเรียนและอยู่ที่บ้าน ซึ่งมีการระบุเป็นมาตรฐานไว้ดังนี้

  • มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดตัวบ่งชี้ที่ 2 ในมาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย และมีสุขนิสัยที่ดีว่า “ให้เด็กรู้จักรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย”
  • มาตรฐานการศึกษาปฐมวัย เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานที่ 1 เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย มีนิสัยในการดูแลสุขภาพของตน
  • สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้กำหนดตัวบ่งชี้พื้นฐานเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก ตัวบ่งชี้ที่ 1 เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายสมวัย ตัวบ่งชี้ที่ 1.2 เด็กมีสุขนิสัยสมวัย ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาถึงร้อยละของเด็กของเด็กที่สามารถดูแลตนเองให้มีสุขนิสัยที่ดี และร้อยละของเด็กที่รู้จักหลีกเลี่ยงการกระทำที่นำไปสู่การบาดเจ็บได้ตามวัย

การสอนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่เด็กปฐมวัยเป็นเรื่องของการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมด้านสุขอนามัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ เด็กควรรู้จักเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ดังนี้

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง หลอดไฟ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงสว่างให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ มีทั้งหลอดไฟธรรมดา และหลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent)
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เช่น เตารีด เตาไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า หม้อต้มน้ำไฟฟ้า ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน คือ ขดลวดหรือแผ่นความร้อน กระแสไฟฟ้าที่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดให้พลังงานความร้อนมีปริมาณมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ หลายเท่า จึงควรตรวจสภาพสายไฟ เต้ารับ เต้าเสียบ ให้อยู่ในสภาพดีเสมอ เมื่อเลิกใช้ต้องถอดปลั๊กออกทุกครั้ง
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล มีการเปลี่ยนแปลงรูปพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลโดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่ามอเตอร์ และเครื่องควบคุมความเร็ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ให้พลังงานกล เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องดูดฝุ่น พัดลม เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ฯลฯ
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง เช่น เครื่องรับวิทยุ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียง โดยรับคลื่นจากสถานีส่งแล้วใช้อุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ขยายสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าให้แรงขึ้น จนทำให้ลำโพงสั่นสะเทือนเป็นเสียง

ในปัจจุบันถือได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอิทธิพลและเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าและแปรงฟัน เราต้องอาศัยเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หลอดไฟในห้องน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น แปรงสีฟันระบบไฟฟ้า เป็นต้น ส่วนในห้องครัวก็จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ภายในห้องครัว เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กาต้มน้ำไฟฟ้า เตาไฟฟ้า เครื่องอบไมโครเวฟ ส่วนในห้องนั่งเล่นอาจมีวิทยุ โทรทัศน์ พัดลม เครื่องปรับอากาศ ส่วนในห้องนอนก็มีโคมไฟเครื่องปรับอากาศ พัดลม หลอดไฟ เตารีดไฟฟ้า หรือแม้แต่การเดินทางไปโรงเรียนก็ต้องใช้ยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถประจำทาง ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันล้วนแล้วแต่จะต้องได้สัมผัสและใช้ประโยชน์จากพลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น สำหรับการจัดประการจัดประสบการณ์เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับเด็กปฐมวัยจะเน้นในเรื่องของการระมัดระวังความปลอดภัยที่อาจเกิดจากการเล่นหรือใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ถูกต้อง

การสอนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้ามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเด็กเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้ามีคุณค่าต่อการพัฒนาเด็กในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

  • เป็นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านความปลอดภัยให้กับเด็ก ความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของสุขอนามัยที่ครูและผู้ดูแลเด็กควรตระหนักและรับผิดชอบ โดยเฉพาะการมัดระวังดูแลให้เด็กมีความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการเกิดอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในห้องเรียนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในบ้าน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ พัดลม เต้ารับ เต้าเสียบ ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ควรมีการจัดวางให้ถูกต้องและไม่ควรให้เด็กไปเล่นหรือใช้ตามลำพัง เพราะอาจเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้าได้
  • ฝึกให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ความรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในสาระที่ควรเรียนรู้ สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ซึ่งอาจนำมาจัดเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยการเรียนหรือบูรณาการไว้กับหน่วยการเรียนรู้อื่นก็ได้
  • เป็นการพัฒนาและฝึกฝนทักษะชีวิตเบื้องต้นให้กับเด็ก การเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นการเรียนรู้ที่เด็กสามารถเชื่อมโยงให้เข้ากับการดำรงชีวิตในแต่ละวันได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ได้เรียนรู้เหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เช่น การไม่จับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะมือเปียกน้ำ หรือไม่ไปเสียบปลั๊กไฟขณะยืนอยู่ในที่ชื้นหรือเปียก การไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ อย่างกับเต้ารับเดียวกัน
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านความประหยัดให้เกิดกับเด็ก การสอนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้านอกจากเด็กจะเรียนรู้ถึงความสำคัญ ลักษณะ ประเภท ประโยชน์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว การสอดแทรกคุณธรรมด้านความประหยัดในการใช้พลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในสถานการณ์เรื่องพลังงานเป็นที่รู้กันดีว่า พลังงานจากธรรมชาติค่อยๆ ลดน้อยลงไปทุกที โดยเฉพาะพลังงานจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้าจะหมดสิ้นไป เนื่องจากทุกคนใช้กันโดยไม่มีความตระหนักและประหยัด ดังนั้น การสอนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงบูรณาการคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านความประหยัดด้วย เช่น การถอดปลั๊กทุกครั้งที่ไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนั้น การเปิดพัดลมแทนการใช้เครื่องปรับอากาศ การรีดผ้าครั้งละหลายๆ ชิ้น การเปิดไฟเป็นช่วงเวลา และปิดไฟบางดวงในเวลากลางคืน หรือการใช้หลอดผอมแทนการใช้โคมไฟหรือหลอดใหญ่ ฯลฯ
  • เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารการประกอบอาหาร และประโยชน์ของอาหาร การเรียนรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในการประกอบอาหารในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ทำให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนิดของอาหาร ขั้นตอนการประกอบอาหารที่เป็นรายการง่ายๆ เหมาะสมดับวัยของเด็ก นอกจากนี้เด็กยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารจากกิจกรรมที่ครูบูรณาการเข้าไว้ในกิจกรรม
  • เด็กได้รับการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ เช่น ทักษะทางภาษาและการสื่อสาร ทักษะทางสังคม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกตการทำงานของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า การจำแนกประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่าอยู่ในประเภทให้พลังงานเสียง พลังงานความร้อน หรือพลังงานแสง เป็นต้น

ครูสอนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในระดับปฐมวัย จะเป็นการเรียนรู้โดยการบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้หรือเป็นหัวเรื่องและทำเป็นโครงการ หรืออาจบูรณาการเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้ากับหน่วยการเรียนรู้อื่น ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้

  • การบูรณาการเป็นหน่วยการเรียน โดยปกติการเรียนรู้แบบหน่วยการเรียนจะใช้เวลาในการเรียนแต่ละหน่วยจบภายใน 1 สัปดาห์ สำหรับการเรียนรู้หน่วยเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจแยกเป็นเรื่อง ลักษณะการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในการประกอบอาหาร การปฏิบัติตนและการระมัดระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ประโยชน์และโทษของเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
    • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูอาจเปิดเพลงจากเครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นวีดิทัศน์ โทรทัศน์ หรือจากเครื่องเล่นวีซีดี จากนั้นอาจให้เด็ดเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร
    • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจให้เด็กจำแนกประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ในห้องเรียนหรือโรงเรียน เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตารีด วิทยุ โทรทัศน์ พัดลม โคมไฟ สว่านไฟฟ้า เตาไฟฟ้า ฯลฯ
    • กิจกรรมสร้างสรรค์ อาจให้เด็กวาดภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าตามจินตนาการ การสร้างภาพปะติดรูปเครื่องใช้ไฟฟ้า การประดิษฐ์จากเศษวัสดุเป็นเครื่องใช่ไฟฟ้าง่ายๆ
    • กิจกรรมเสรี อาจจัดมุมบทบาทสมมติเล่นประกอบอาหาร
    • กิจกรรมกลางแจ้ง อาจเล่นเก้าอี้ดนตรี โดยการเปิดเพลงด้วยการใช้เครื่องเล่นวีซีดี เป็นต้น
    • เกมการศึกษา เล่นเกมต่อภาพตัดต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า เกมจับคู่ภาพเครื่องใช้ไฟฟ้ากับเงา หรือโครงร่าง หรือการจับคู่ภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหมือนกับภาพแรก ฯลฯ
  • การเรียนรู้แบบหัวเรื่องหรือการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project) เป็นการเรียนรู้อย่างลุ่มลึกจากหัวเรื่องที่เด็กสนใจอยากเรียนรู้หรือเด็กร่วมกันคิดขึ้นร่วมกับครู การจัดประสบการณ์แบบโครงการนี้อาจใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้สั้น-ยาวแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็ก บางครั้งอาจจบภายใน 1 สัปดาห์ หลายสัปดาห์หรือใช้ระยะเวลาเป็นเดือนก็ได้ นั่นหมายความว่า เด็กมีการตั้งคำถามหลายคำถามและต้องการพิสูจน์เพื่อหาคำตอบในหลายๆประเด็น ซึ่งการเรียนรู้แบบโครงการจะประกอบด้วยระยะการเรียนรู้ 3 ระยะ ดังนี้
    • ระยะเริ่มต้นโครงการ เป็นระยะที่เด็กสนใจอยากเรียนรู้และค้นพบหัวเรื่อง ซึ่งบางครั้งหัวเรื่องอาจมาจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เช่น ขณะที่เด็กไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร เด็กสังเกตเห็นว่ามีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบใหญ่ และมีหม้อหุงข้าวแบบธรรมดา แต่สามารถหุงข้าวได้สุกเหมือนกัน อาจมีเด็กบางคนเป็นผู้สงสัยและถามครูหรือแม่ครัว จากนั้นเพื่อหลายคนอาจสนใจและนำมาสู่การได้หัวเรื่องที่เรียนรู้ เมื่อเด็กได้หัวเรื่องแล้วในระยะเริ่มต้นโครงการเป็นการทบทวนประสบการณ์ของเด็กเกี่ยวกับความรู้ที่เด็กมีเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เด็กรู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านมีหม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ฯลฯ ครูจะเป็นผู้บันทึกประสบการณ์ของเด็กด้วยการสนทนา อภิปรายและบันทึกลงบนกระดานหรือกระดาษแผ่นใหญ่เพื่อให้เด็กเห็นภาพรวมทั้งห้อง จากนั้นในวันต่อมา ครูจะตั้งคำถามกระตุ้นให้เด็กช่วยกันคิดว่า เด็กๆ อยากรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เด็กอาจสงสัยและถามว่า เครื่องใช้ไฟฟ้ามีกี่ปีระเภท สถานที่จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ามีที่ไหนบ้าง การทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอย่างไร เครื่องใช้ไฟฟ้ามีประโยชน์อย่างไร คำถามที่เด็กอยากรู้จะถูกบันทึกไว้ในกระดาษแผ่นใหญ่ที่เด็กเห็นและรับรู้ร่วมกัน
    • ระยะพัฒนาโครงการ เป็นระยะที่เด็กและครูร่วมกันค้นหาคำตอบ หรือพิสูจน์สิ่งที่อยากรู้จากคำถามต่างๆ เท่าที่จะสามารถเรียนรู้ได้ เช่น เด็กอยากรู้ว่าสถานที่จำหน่วยเครื่องใช้ไฟฟ้ามีที่ไหนบ้าง อาจจัดกิจกรรมศึกษานอกสถานที่ โดยการไปห้างร้านต่างๆ ที่จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า สำรวจว่าราคาของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละสถานที่แตกต่างกันหรือเหมือนกันหรือไม่ เด็กอีกกลุ่มอาจตั้งคำถามว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง อาจให้ทดลอง เช่น ทดลองประกอบอาหาร การใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ การใช้กระทะไฟฟ้า การใช้เตาอบไฟฟ้า หรือการใช้กระทะไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้จะเป็นการพิสูจน์ให้เด็กเห็นว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาเป็นอุปกรณ์ในการประกอบอาหารมีความแตกต่างกัน บางชนิดให้พลังงานความร้อน บางชนิดให้ความเย็น ฯลฯ คำถามแต่ละประเด็นจะได้รับการพิสูจน์จนเด็กไม่คำถามและไม่สงสัย ระยะพัฒนาโครงการจึงสิ้นสุดลง
    • ระยะสรุปโครงการ เป็นการนำเสนอผลการเรียนรู้ในรูปแบบของสารนิทัศน์ การจัดนิทรรศการผลงานของเด็กแต่ละกลุ่มให้เพื่อนหรือผู้อื่นรับรู้ และร่วมแสดงความสำเร็จและสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน ในระยะนี้อาจเชิญผู้ปกครอง ชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อจะได้ทราบแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนและเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างครู โรงเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างกันได้ และทำให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับโรงเรียน
  • การบูรณาการการเรียนรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้ากับหน่วยการเรียนรู้อื่น เป็นการจัดกิจกรรมในหน่วยการเรียนรู้อะไรก็ได้ แต่ครูสามารถนำเรื่องการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามาพูดคุยและให้เด็กเห็นคุณค่า ประโยชน์ โทษ และการส่งเสริมความปลอดภัยจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การเรียนรู้หน่วยแป้ง ที่เด็กและครูร่วมกันทำกิจกรรมประกอบอาหาร ขนมบัวลอย และใช้กระทะไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ในการปรุง ครูจะสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับข้อควรระวังในการใช้กระทะไฟฟ้ากับเด็ก เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับเด็กในขณะทำกิจกรรม เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมเพื่อสอนลูกเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับลูกขณะอยู่ที่บ้านซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่เด็กและพ่อแม่ร่วมกันประกอบอาหาร อาจให้เด็กเข้าไปช่วยกิจกรรมการประกอบอาหารในห้องครัว และให้เด็กช่วยเตรียมอาหารที่จะปรุง เช่น การล้างผัก หั่นผลไม้ หยิบจับวัสดุอุปกรณ์ให้กับพ่อแม่ ในขณะเดียวกันพ่อแม่อาจสอนเรื่องข้อควรระวังและการปฏิบัติตนในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เช่น การไม่เข้าใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้ามากเกินไปเพราะอาจทำให้อาหารที่ร้อนกระเด็นใส่อวัยวะต่างๆ ได้ หรืออันตรายจากความร้อนของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆและพ่อแม่ควรบอกลูกว่าไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทตามลำพัง เช่น เตารีด กระทะไฟฟ้า เครื่องปั่น เพราะอาจได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้าหรือปลั๊กไฟได้ สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรตระหนักคือ การบอกกับเด็กตามความจริงว่า อันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอย่างไร ไม่ควรเข้าไปสัมผัสหรือจับต้องเพราะอะไร จะทำให้เด็กเข้าใจได้ นอกจากนี้ควรปลูกฝังคุณธรรมด้านความประหยัดให้กับเด็กด้วย เนื่องจากเด็กจะซึมซับและเรียนรู้จนเป็นนิสัยและนำไปใช้ใช้ในการดำรงชีวิตได้ในอนาคต

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ในการจัดประสบการณ์เพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ครูต้องมีความระมัดระวังและต้องอยู่ใกล้ชิดกับเด็กตลอดเวลาของการจัดกิจกรรม ไม่ควรปล่อยให้เด็กทดลองหรือใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าตามลำพัง กิจกรรมบางอย่างครูอาจสาธิตให้เด็กดูก็ได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรก เนื้อหาที่เรียนรู้ในบางครั้งอาจยากหรือครูไม่ถนัด ครูอาจเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความชำนาญมาสอนเด็กก็ได้

บรรณานุกรม

  1. กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.
  2. สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์. (2551). ประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย หน่วยที่ 7 – 11. นนทบุรี : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  4. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. (2554). คู่มือการประเมินภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554 - 2558).กรุงเทพฯ : บริษัท ออฟเซ็ท พลัส จำกัด.
  5. Draper, Thomas, Manlyn, C. Ganong and Virginia Goodell. (1987). See How They Grow. California : Glencoe Publishing Company.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน