หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่อง เทคโนโลยีและการสื่อสาร (Technology and communication)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่คนเราสร้างขึ้นจากความรู้ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ และทรัพยากรเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของคนเรา ส่วน การสื่อสาร หมายถึง การนำสื่อหรือข้อความของฝ่ายหนึ่งส่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ส่งสัญญาณ และหน่วยรับข้อมูลหรือผู้รับสาร เทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นเรื่องที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนปัจจุบัน คนสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เด็กๆจึงเห็นการใช้เทคโนโลยีและการสื่อ สารอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่ทุกวัน ดังนั้น การจัดการศึกษาในโรงเรียนจึงได้ให้ความสำคัญที่ต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กให้มีความรู้และการนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างเหมาะสม ตลอดจนครอบครัวที่จะต้องตระหนักถึงการสอนลูกให้มีความรู้และเท่าทันการใช้เทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

การสอนเรื่อง เทคโนโลยีและการสื่อสารสำคัญอย่างไร?

เทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นการนำเอาแนวความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์ และวิธีปฏิบัติมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น การสอนเรื่องเทคโนโลยีและการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กเข้าใจสิ่งต่างๆ ดังนี้

  • เทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เราจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราคือปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม ล้วนอาศัยการพัฒนามาจากเทคโนโลยีและการสื่อสารทั้งสิ้น
  • การไม่รู้จักสิ่งที่เป็นเทคโนโลยีและการสื่อสาร จะทำให้นำไปใช้ไม่ถูก ไม่ใช้ประโยชน์ หรือใช้ไม่คุ้มค่า ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับคนและสิ่งแวดล้อม เด็กจึงควรได้รับการปลูกฝัง จริยธรรม และค่านิยมในการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารให้เหมาะสม
  • การคิดอย่างมีเหตุผลของคนเราจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสาร การสอนคิดควรเริ่มสอนตั้งแต่เด็ก และการเรียนรู้ของคนเราจะต้องใช้สมอง คือใช้ความคิด เมื่อผู้เรียนได้รับการพัฒนาจากกระบวนการสอน จึงทำให้รู้จักคิดและพัฒนาความรู้ต่อไป สิ่งสำคัญ เมื่อคนเราใช้ธรรมชาติและสร้างสรรค์เทคโนโลยีแล้ว จะต้องให้คนเราเรียนรู้จักวิธี การคิดอย่างมีเหตุผล ให้มีวิธีการแก้ปัญหาต่างๆอันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญา ซึ่งวิธีการคิดนั้นเป็นวิธีเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การให้การศึกษาพื้นฐานด้านนี้จะช่วยให้เยาวชนของชาติมีคุณภาพตามที่สังคมคาดหวัง
  • การสอนเทคโนโลยีและการสื่อสาร เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คือ ให้คิดสิ่งที่แปลกใหม่ จะเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กไทย และเมื่อพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีให้แก่ประเทศชาติเพราะจะมีผู้ใหญ่ที่เป็นนักคิดสร้างหรือสามารถผลิตสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ได้ เรามีบุคคลตัวอย่างของโลกจำนวนมากที่เป็นคนที่ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างทำ และสามารถสร้างสรรค์งานได้ยอดเยี่ยม เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ องค์พระประมุขของคนไทย ที่พระองค์ท่านเมื่อครั้งพระเยาว์ได้รับการอภิบาลจากสมเด็จพระบรมราชชนนี สนับสนุนให้ทรงเล่น และทรงคิด เมื่อทรงเจริญพระชันษา พระองค์ท่านจึงมีพระปรีชาสามารถ สร้างเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา ผลิตฝนหลวง เป็นตัวอย่างเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย หรือ สตีเวน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) เป็นผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้ให้กำเนิด เวิลด์ ไวด์ เว็บ ชื่อเบราวเซอร์ ตัวแรกของโลก เมื่อเขาเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2011 คณะกรรมการบริหารของแอปเปิลระบุในแถลงการณ์ว่า “ความหลักแหลม กระตือรือร้น และพลังงานของสตีฟ เป็นที่มาของนวัตกรรมนับไม่ถ้วน ซึ่งเพิ่มคุณค่าและพัฒนาชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้น โลกดีขึ้นอย่างสุดประมาณเพราะสตีฟ”

การสอนเรื่อง เทคโนโลยีและการสื่อสารมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเทคโนโลยีและการสื่อสารมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้ คือ

  • ช่วยพัฒนาเด็กให้มีจิตวิทยาศาสตร์ คือลักษณะนิสัยของคนเราที่เกิดจากการศึกษาหาความรู้จากกระบวนการทางวิทยา ศาสตร์ เช่น นิสัยใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น อดทน รับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความมีเหตุผล และการยอมรับความคิดของผู้อื่น
  • ช่วยส่งเสริมการฝึกทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ เด็กจะสร้างความรู้และมโนทัศน์ต่างๆได้ด้วยตนเอง เพราะในการแสวงหาความรู้ เด็กจะได้ฝึกการสังเกตจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้รู้จักเปรียบเทียบวัตถุสองสิ่งขึ้นไปมาเปรียบ เทียบความเหมือน ความแตกต่างของคุณลักษณะสิ่งของนั้น ได้รู้จักจำแนก แยกสิ่งต่างๆตามเกณฑ์ ได้รู้จักการวัด เลือกใช้เครื่องมือวัดสิ่งต่างๆ รู้จักการสื่อความหมายจากข้อมูล เป็นการนำข้อมูลดิบที่ได้จากสืบค้นหาความรู้มาจัดทำใหม่และนำ เสนอในรูปแบบใหม่
  • ช่วยให้เด็กได้สาระความรู้เรื่องเทคโนโลยีและการสื่อสาร ได้แก่เรื่องชื่อ ลักษณะ การทำงานของเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน การสร้างสรรค์สิ่งของเครื่องใช้และของเล่นง่ายๆ วิธีใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ครูสอนเรื่อง เทคโนโลยีและการสื่อสารให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดประสบการณ์เทคโนโลยีและการสื่อสาร ครูมักจัดควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เพราะวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีและการสื่อสารจะเกี่ยวข้องกัน วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นเรื่องที่มนุษย์สร้างขึ้น อาจจะเป็นสิ่งของหรือวิธีการเพื่อให้คนเราสามารถนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาใช้อำนวยความสะดวกแก่ชีวิต ทำให้ชีวิตสบาย มีคุณภาพ และใช้ควบคุมธรรมชาติและสิ่งที่คนเราสร้างขึ้น เทคโนโลยีจึงเป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งที่ครูกำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาให้เด็กเป็นผู้ใฝ่รู้ สนใจและรักการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเดียวกับการสอนวิทยา ศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้แก่เด็ก แต่เป้าหมายของการสอนเทคโนโลยีและการสื่อสารจะคำนึงถึงการที่เด็กจะต้องมีคุณ ลักษณะสำคัญคือ เด็กควรรู้จักชื่ออุปกรณ์ ลักษณะการทำงานของเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รู้จักการออกแบบและสร้างสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นของเล่น ของใช้ง่ายๆได้ รู้จักการใช้วัสดุธรรมชาติ กระดาษ กรรไกร กาว เทป หรือสิ่งที่จะใช้ประ กอบและปะติดอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ใช้วัสดุในห้องเรียน โรงเรียนอย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัย

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้กำหนดโครงสร้างหลักสูตร กำหนดสาระการเรียนรู้ไว้ 4 สาระ สาระการเรียนรู้เรื่องสิ่งต่างๆรอบตัว คือ สาระเรื่องที่ครูจะนำไปพิจารณากำหนดเป็นหน่วยการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการสื่อ สาร เช่น เรื่อง ยานพาหนะ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องใช้ไฟฟ้าฯลฯ ครูเลือกเรื่องที่เด็กควรเรียนรู้ เรื่องที่เด็กต้องรู้ หรือเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชน ตระหนักถึงความสำคัญและต้องการให้เด็กเรียนรู้ เช่น เครื่องป้องกันอัคคีภัย (ไฟไหม้เรามีเครื่องดับเพลิง) เครื่องเตือนภัยแผ่นดินไหว สึนามิ เป็นต้น และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กำหนดกรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย และกำหนดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัยไว้ 8 สาระ สาระที่ 8 ที่ได้กำหนดไว้คือ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1: ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะแสวงหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมและสิ่ง แวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

การจัดกิจกรรมเรื่องเทคโนโลยีและการสื่อสารจะต้องสัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพราะทั้งสามศาสตร์จะมีความสัมพันธ์กัน เช่นในการสืบหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จำเป็นจะต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆที่เป็นผลผลิตของเทคโนโลยี เช่น การรู้สภาพอากาศ มีอุณหภูมิ ร้อน เย็น เครื่องมือที่ตอบได้เที่ยงตรงกว่าความรู้สึกของคนเราคือ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิของอากาศ เป็นต้น เมื่อสืบค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ต้องนำเสนอข้อมูลซึ่งต้องอาศัยทักษะคณิตศาสตร์เช่นกัน

ตัวอย่างหน่วย อากาศ เรื่อง การทำร่มชูชีพ

    ครูให้นักเรียนรวมกลุ่มช่วยกันทำร่มชูชีพ วาดลวดลายลงบนผ้าด้วยสีเทียน ออกแบบผูกเงื่อนกับแกนหลอดด้าย ให้นักเรียนคนหนึ่งขึ้นไปยืนในตำแหน่งที่สูงที่สุดนอกห้องเรียน เช่นที่กระดานไม้ลื่นหรือที่บันได ปล่อยร่มชูชีพ เปรียบเทียบผล จากกิจกรรมนี้ เด็กจะได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยี คือร่มชูชีพ ที่คนเราพัฒนามาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้รู้จักวัสดุที่นำ มาใช้ประโยชน์ คือ เชือก แกนหลอดด้าย หรืออาจจะใช้หุ่นพลาสติกเล็กแทนได้ และวิทยาศาสตร์จะค้นหาคำตอบใดๆ ก็ต้องมีเครื่องมือช่วยแสวงหาคำตอบเช่นกัน เด็กจะสังเกตจากการกระทำ ครูชี้แนะให้เขาสังเกตเครื่องมือที่ใช้ ด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า
    • สิ่งนี้คืออะไร (ร่มชูชีพ)
    • เราทำอย่างไร (เย็บเชือกความยาวประมาณ 1 ฟุต ให้ติดกับมุมผ้าทั้งสี่มุม ยกร่มชูชีพขึ้นโดยจับที่เชือก จัดให้มุมทั้งสี่ของผ้าเสมอกัน ผูกเชือกให้เป็นเงื่อนเป็น สูงจากมุมผ้า 7 นิ้ว ครุอาจช่วยเด็กผูก ผูกแกนหลอดด้ายตรงปลายเชือก)
    • เราทำอย่างไรกับร่มชูชีพและแกนหลอดด้ายนี้ (โยน/ปล่อยจากที่สูง)
    • เกิดอะไรขึ้น
    • ทำไมเป็นเช่นนั้น

กิจกรรมนี้เด็กได้ฝึกทักษะคณิตศาสตร์จากการกะความยาวของเชือก น้ำหนักของแกนหลอดด้าย ความกว้างของผ้า รูปทรงของผ้า ความสูงจากตำแหน่งที่ยืนเพื่อจะโยนร่มชูชีพ

นอกจากกิจกรรมนี้ครูสามารถบูรณาการกับกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกเช่น

  • การเล่น เล่นกับร่มชูชีพที่ขนาดใหญ่พอเหมาะกับกลุ่ม เวลาวิ่งไปมาให้ร่มขึ้นลง จะได้เห็นแรงยกขึ้นของอากาศที่เคลื่อนที่ และจะเกิดความสนุกกับการผลัดกันวิ่งทีละคน ตัดพื้นที่ใต้วงกลมของร่มชูชีพที่กำลังลอยใกล้ จะร่วงลงสู่พื้นดิน การผลัดกันจับร่มและวิ่งให้ร่มกาง จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างนักเรียนด้วย
  • การเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ ให้นักเรียนนึกว่าตนเองเป็นร่มชูชีพกำลังลอยไปในอากาศ นักเรียนจะทำตัวเองเหมือนร่มชูชีพที่กำลังลอย แล้วค่อยๆร่อนลงบนพื้นดิน เด็กจะค่อยๆเอนตัวลงนอนแบนราบกับพื้นอย่างอิสระที่เขาจะคิดว่าร่มจะลงมาสู่พื้นดินสภาพอย่างไร
  • การศึกษานอกสถานที่ นำนักเรียนไปชมสนามบินขนาดเล็ก ให้วิทยากรนำชมและแนะนำเด็กเรื่อง เครื่องร่อนเคลื่อนที่ได้อย่างไร หรือ เครื่องบินบินไปได้อย่างไร เด็กๆจะสนใจมากกว่ามานั่งเรียนในห้องเรียน
  • การฝึกภาษา ท่องคำคล้องจอง เล่นนิ้วมือเกี่ยวกับอากาศ โดยนำเมล็ดหญ้าหรือเมล็ดพืชที่มีปีก เช่น ลูกยางมาทบทวนความรู้ลักษณะของพืช และการปลิวไปของเมล็ดพืชเพราะแรงลม ครูและเด็กท่องคำคล้องจองและแสดงท่าทางประกอบ ดังนี้

    บทคำคล้องจอง เมล็ดหญ้าจ้อย (ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง)
    เมล็ดหญ้าจ้อย ดูอบอุ่น น่าสุขสันต์ (ทำมือห่อประกบกัน)
    เมล็ดหญ้าน้อย นอนเรียงกัน แอบได้นาน ไร้คนกวน (ห่อตัวให้เล็ก)
    เอ้า...เร้ว.....เปลเปิดแล้ว ชูตรงแหน่ว รอลมหวน (ผายมือออกจากกัน)
    คุณลมจ๋า ขอเชิญชวน มาช่วยด่วน ให้เขาบิน (เป่าลมใส่มือ)

  • การสร้างภาพศิลปะจากแรงลม เด็กใช้หลอดดูด โดยใช้หลักการกดอากาศดูดสีขึ้นมาจากขวด แล้วหยดลงบนกระดาษที่มีผิวเรียบ สีหยดนี้สามารถเปลี่ยนรูปทรงไปได้ด้วยการเป่าสีด้วยหลอดดูด

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่อง เทคโนโลยีและการสื่อสารอย่างไร?

เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน มนุษย์ได้นำความรู้เทคโนโลยีด้านต่างๆมาพัฒนาและประดิษฐ์คิดค้น เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในชีวิตประจำวัน เช่น โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านการก่อกำเนิดกระแสไฟฟ้า มาพัฒนาเป็นหลอดไฟฟ้า เพื่อให้แสงสว่างแทนการใช้แสงสว่างจากเทียนไขหรือตะเกียงน้ำมันเหมือนในอดีต เราจะสังเกตได้ว่า ปัจจุบันมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตประจำวันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ในฐานะครูคนแรกของลูก จึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการสอนให้ลูกรู้จักและเรียนรู้ ชื่อ หน้าที่และวิธีการใช้งานของสิ่งอำนวยความสะดวกชนิดต่างๆล้อมรอบตัวลูก รวมถึงภัยอันตรายที่ลูกพึงระวังอันเกิดจากใช้งานเทคโนโลยีนั้นๆ เช่น เตารีด มีหน้าที่กำเนิดความร้อน เพื่อให้เสื้อผ้าที่ลูกใส่เรียบ แต่เมื่อร่างกายสัมผัสความร้อนโดยตรงจากเตารีด จะทำให้ร่างกายเจ็บปวดและเป็นแผลพุพอง ดังนั้นลูกไม่ควรอยู่บริเวณใกล้เตารีด เวลาที่พ่อแม่กำลังใช้เตารีด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการกระทบกระแทกเตารีดร้อนๆ เป็นต้น

การสอนลูกเรื่องเทคโนโลยีต่างๆนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถสอนผ่านกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา โดยสอดแทรกความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะการสังเกตและเปรียบเทียบให้แก่ลูกอยู่เป็นนิจ รวมทั้งความรู้ด้านจริยธรรม เพื่อปลูกฝังให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม เช่น ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีภายในบ้าน เรื่องพัดลม พ่อแม่สอนให้ลูกมีความเข้าใจเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากกิจกรรมดังนี้

  • กิจกรรมวิทยาศาสตร์ พัดลมมีหน้าที่กำเนิดลม เพื่อคลายความร้อน พ่อแม่ ผู้ปกครองแนะนำให้ลูกสังเกตกระบวนการทำงานของพัดลม เช่น ลมจะเกิดเมื่อใบพัดหมุน ใบพัดหมุนเมื่อเสียบปลั๊ก การเสียบปลั๊ก หมายถึง การต่อกระแสไฟฟ้า หลัง จากนั้นให้ลูกสังเกตอุปกรณ์ชนิดอื่นๆที่ช่วยในการกำเนิดลมและความเย็น เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือ พัดธรรมดา เพื่อให้ลูกได้เปรียบเทียบความแตกต่างของพลังงานลมที่ลูกได้สัมผัส
  • กิจกรรมคณิตศาสตร์ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ทดลองให้ลูกกดปุ่มสวิตซ์ที่กำหนดค่าพลังงานลมที่แตกต่างกันโดยเรียงจากตัวเลขน้อยไปมาก หรือน้อยไปมากก็ได้ เพื่อสอนให้ลูกเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขกับพลังงานลมที่ลูกได้สัม ผัส เช่น กดเลข 1 ใบพัดจะหมุนช้า ทำให้รู้สึกเย็นน้อยกว่าเมื่อลูกกดเลข 3 เป็นต้น
  • กิจกรรมด้านจริยธรรม พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรปลูกฝังลูกเสมอว่า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆภายในบ้านนั้น มักจะมีการเชื่อมโยงเข้ากับกระแสไฟฟ้า ซึ่งผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม ดังนั้น ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า และดูแลรักษาแหล่งกำเนิดของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ

จากตัวอย่างกิจกรรมข้างต้น พ่อ แม่ ผู้ปกครอง สามารถผสมผสานความรู้และต่อยอดความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆผ่าน กิจ กรรมการเล่น เช่น พ่อแม่และลูก ช่วยกันพับกังหันลม แล้วลองให้ลูกเป่ากังหันด้วยตนเอง เพื่อเปรียบเทียบพลังงานลมที่เกิดจากมนุษย์และเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือการเที่ยวกับครอบครัว โดยพาลูกไปท่องเที่ยวแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนด้วยกังหันลม เช่น โครงการหลวงดอยอินทนนท์ เป็นต้น

สำหรับด้านเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารนั้น ปัจจุบันมนุษย์ได้พัฒนาอุปกรณ์เทคโนโลยีหลากหลายชนิด

  • ทั้งสื่อดั่งเดิม(Traditional Media) ได้แก่ วิทยุและโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และโทรศัพท์
  • และสื่อใหม่ (New Media) ได้แก่ สื่อนอกบ้านประเภทจอ LED และอินเตอร์เน็ตที่ใช้ผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต

ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปยังผู้รับได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายช่อง ทาง ส่งผลให้จำนวนข้อมูลข่าวสารมีมากมายหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองในยุคใหม่ จำเป็นต้องสวมบท บาทเป็นผู้กลั่นกรองข่าวสาร (Gate Keeper) ทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลที่เหมาะสม ก่อนที่สารจะถูกส่งถึงผู้รับ (ลูก) ซึ่งยังอยู่ในช่วงวัยที่ขาดวิจารณญาณในการเลือกรับสารประเภทต่างๆ

การสอนลูกเรื่องเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถใช้หลักการเดียวกับการสอนลูกเกี่ยวกับเทคโนโลยีอื่นๆตามที่กล่าวมาได้ คือการสอนผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยการสอดแทรกหลักการทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และจริยธรรม ผ่านทางกิจกรรมนั้นๆ และใช้สารที่ได้รับจากเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร เป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกเกิดความสงสัยในสารที่ได้รับและส่งเสริมการใฝ่รู้ โดยให้สืบหาข้อมูลผ่านทางอุปกรณ์เทคโนโลยีชนิดต่างๆ ทั้งนี้ในการทำกิจกรรมต่างๆนั้น ผู้ปกครองควรใส่ใจเป็นพิเศษในการคัดกรองสารที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และสอนให้ลูกรู้จักการแยก แยะข้อมูลที่ได้รับอย่างมีเหตุและผล

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่คนเราคิดสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตขึ้นมา คือเทคโนโลยี
  • ในชีวิตประจำวัน นักเรียนจะใช้เครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย ครูต้องเชื่อมโยงความรู้จากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก มาสร้างหน่วยการเรียนรู้และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมทดลองด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ บูรณาการศาสตร์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ให้ผสมกลมกลืนกัน
  • การจัดกิจกรรมต่างๆ การสื่อสารจะเข้ามามีบทบาทในด้านการเป็นช่องทางของการสืบค้นหาความรู้และการถ่ายทอดความรู้เด็กปฐมวัยจะต้องเรียนรู้เรื่องการสื่อสารในทัศนะใหม่ที่การสื่อสารปัจจุบันเป็นเครื่องมือและวิธีการที่มาจากเทคโน โลยีด้วย นอกเหนือจากการสื่อสารตามธรรมชาติของมนุษย์เราที่เคยใช้ปาก มือ หรืออวัยวะแสดงท่าทางสื่อความหมายกันแล้ว คอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นเครื่องมือใช้ทำงานของคนเรา
  • การแนะนำให้นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจเรื่องคุณและโทษของเทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็น และต้องติดตามการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเด็ก

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ (2545). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา . กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอดิสัน เพรสโปรดักส์ จำกัด.
  2. ทิศนา แขมมณี. (2551) . ศาสตร์การสอน . กรุงเทพมหานคร : ศูนย์แห่งหนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. ประทุม อังกูรโรหิต.(2543).ปรัชญาปฏิบัตินิยม รากฐานปรัชญาการศึกษาในสังคมประชาธิปไตย.กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว.
  5. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน