หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องเพื่อน (Friends)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เด็กสนใจที่จะต้องการมีบุคคลอื่นตั้งแต่วัยทารกแล้ว และจะพัฒนาการความต้องการมีเพื่อนมาตามลำดับวัย ความต้องการมีเพื่อนของเด็กจะแสดงออกและปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยการเป็นคนดี เด็กๆจึงควรได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่และครู เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงามและที่ควรปฏิบัติ บนพื้นฐานของศีลธรรม ประเพณี ค่านิยมของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ส่งผลการมีเพื่อนของเด็กพัฒนาต่อไป

สอนลูกเรื่องเพื่อน

แนวคิดเกี่ยวกับการมีเพื่อนของเด็ก

แนวคิดเกี่ยวกับการมีเพื่อนของเด็ก มีดังนี้

  • เด็กเป็นผู้เยาว์ต้องการการเลี้ยงดูจากผู้อื่นซึ่งเป็นลักษณะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ผู้เป็นแม่จะปกป้องเลี้ยงดูให้ลุกปลอดภัย และจะเป็นเพื่อนให้ความรัก เล่นกับลูกจนเกิดความเพลิดเพลิน สัตว์จะเล่นกับลูกและสอนการดำรงชีวิตให้แก่ลูกไปพร้อมๆกัน เราจะสังเกตได้จากลูกแมว ลูกสุนัขเล่นไล่ตะครุบ ขู่ กระโจนหนี หรือฟัดกัน เป็นการแสดงท่าหาเหยื่อและต่อสู้ป้องกันตนเองต่อไปเมื่อมันเติบโตไปหากินเอง ลูกคนก็เช่นกัน เมื่ออยู่กับแม่ กินนมแม่จึงได้ใกล้ชิดแม่ แม่จึงเป็นเพื่อนเล่นของลูกไปด้วย
  • การสร้างเพื่อนเป็นความสามารถในการคงความเป็นเพื่อนกับผู้อื่น การที่สร้างเพื่อนได้ต้องเป็นคนไวต่อความรู้สึกของคนอื่นและมีความรักความผูกพันผู้อื่นได้ เด็กเล็กๆยังไม่มีความสามารถแสดงการสร้างเพื่อนดังกล่าวได้ เมื่อเจริญวัยเด็กจะมีพัฒนาการและเริ่มสร้างความเป็นเพื่อนได้ราวอายุ 8 ปี
  • คนเป็นสัตว์สังคม การพัฒนาการของชีวิตจะต้องการเพื่อนและอยู่ร่วมกับผู้อื่น การพัฒนาการทางสังคมของเด็กจะเกิดขึ้นตามลำดับวัยตั้งแต่วัยทารกเป็นต้นมา โดยต้องมีปัจจัยเกื้อหนุน คือ การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็ก
  • เด็กจะเรียนรู้การมีเพื่อนจากครอบครัว และโรงเรียน โดยมีพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูเป็นผู้มีบทบาทและสนับสนุนอบรมเลี้ยงดู
  • การมีเพื่อนของเด็กเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านคือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคมและด้านสติปัญญา

ความสำคัญของการสอนลูกเรื่องการมีเพื่อน

การวางรากฐานการเข้าสังคมด้านการมีเพื่อนเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เป็นทุนทางสังคมสำหรับเด็กให้ติดตัวไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การมีเพื่อนเป็นแสดงการพัฒนาการทางสังคมของคนเรา เด็กจะมีพัฒนาการด้านการสร้างเพื่อน ( Friendships ) เป็นความสามารถในการคงความเป็นเพื่อนกับผู้อื่น เด็กเล็กก่อนวัย 2 ปี ยังไม่มีความสามารถพอที่จะสร้างเพื่อน เมื่อเด็กอยู่ในวัย 2 ปี ขึ้นไป เด็กจะเริ่มสร้างเพื่อนแต่เป็นระยะสั้นๆ เป็นเพื่อนเล่นในขณะนั้น เด็กจะมีเรื่องความขัดแย้งเกี่ยวกับที่ที่จะเล่น ของเล่น เด็กแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง เมื่อเด็กเข้าสู่วัย 6-8 ปี การสร้างเพื่อนจะผ่านการทำกิจกรรมด้วยกัน สิ่งสำคัญคือการที่เด็กจะต้องได้รับการอบรมสั่งสอน ปลูกจิตนิสัยให้รู้จักการเป็นผู้ให้ รู้จักการแบ่งปัน เด็กได้จะพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ ( Emotional Quotient ) ที่ก่อให้เด็กเป็นผู้รู้จักที่จะเข้าใจผู้อื่น เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ( Empathy) ซึ่งเป็นความสามารถในการรู้สึกร่วมไปกับความรู้สึกของผู้อื่น และตอบสนอง ต่อความรู้สึกของบุคคลนั้น ส่วนพัฒนาการการเห็นอกเห็นใจ จะเริ่มเมื่อเด็กเข้าสู่วัย 6 ปี เด็กจะแสดงออกด้วยการถามว่า เพื่อนต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ จะให้ช่วยแบบไหน แล้วเด็กจึงจะช่วยเหลือ จนเมื่อเด็กอายุ 8 ปีเด็กจะเริ่มมีความรู้สึกเชื่อใจและผูกพันกันและกัน เริ่มมีการแลกเปลี่ยนความรู้สึก รู้จักที่จะปลอบใจกันจากปัญหาส่วนตัว การเป็นเพื่อนจะเป็นลักษณะถาวรมากขึ้น

การที่เด็กมีเพื่อนเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เด็กจะมีความสุขที่เขาเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น เด็กจะมีโอกาสได้เล่นกับเพื่อน การเล่นเป็นธรรมชาติของเด็ก และเพื่อนของเด็กวัยเด็ก 2-6 ปี ยังเป็นเพื่อนเล่นมากกว่าเพื่อนแท้ แต่สำคัญสำหรับเด็กเพราะ เด็กจะมีเพื่อนเพื่อเล่นด้วยกัน การเล่นเป็นความสุขของเด็กพร้อมๆกับเด็กเกิดการเรียนรู้เรื่องต่างๆผ่านการเล่น ควรเลี้ยงเด็กอย่างเข้าใจธรรมชาติว่าวัยของลูกต้องการสังคมจากเพื่อน ผู้ใหญ่จะต้องทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็ก เช่นแนะนำกิริยามารยาทในการเล่นกับผู้อื่น พ่อแม่ให้คำปรึกษาลูกเรื่องการเล่นกับเพื่อนด้วย

การเล่นจะช่วยสนับสนุนให้เด็กได้ทำงานชีวิต คือการออกกำลังกายให้ร่างกายมีพลังแข็งแรง ได้คิดตัดสินใจและการแก้ปัญหา ขณะมีเพื่อนเด็กจะได้หัดการควบคุมอารมณ์ตนเอง คือสามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ปรับตนให้ยืดหยุ่นกับอารมณ์ผู้อื่น หัดยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น หัดพึงพอใจในตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง หัดใช้ความสามารถของตนเองให้บรรลุเป้าหมายอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม โดยไม่ยอมแพ้อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้น หัดให้เด็กมองโลกในแง่ดีที่จัดการเรื่องของตนเองและคนอื่นในสถานการณ์ต่างๆได้ เราจะสังเกตได้ว่าเมื่อเด็กได้เล่น เด็กจะยอมเพื่อนบ้างเพื่อให้การเล่นราบรื่นต่อไปแม้เด็กจะแสดงการเอาแต่ใจของตนเองตามวัย แต่การเล่นจะทำให้เด็กเห็นคนอื่น เห็นความรู้สึกคนอื่นที่อาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกของตนเอง เด็กจะค่อยเรียนรู้ว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเหมือนกัน เรื่องการเอาใจเขามาใส่ใจตนจึงเป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่จะต้องสอนให้เด็กรับรู้และปรับตน

ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ

เด็กจะได้รับประโยชน์จากการสอนเรื่องการมีเพื่อนคือ เด็ก มีความสุขที่มีเพื่อน เพราะการมีเพื่อนเป็นการแสดงถึงการที่เด็กเป็นที่ยอมรับของคนอื่น เด็กจะตระหนักถึงการมีคุณค่าของตนเองได้ และเห็นถึงคุณค่าของคนอื่น ซึ่งเป็นการพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนด้วยกันจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นๆของเด็กด้วย ได้แก่ พัฒนาการทางอารมณ์ และ พัฒนาการทางศีลธรรม การมีเพื่อนเด็กจะเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ รู้จักความรัก รู้จักอดทน อดกลั้นต่อความไม่พอใจ รู้จักให้อภัย เป็นการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น เด็กๆจะความสุขที่ได้พบเพื่อน เพราะได้เล่น ได้พุดคุยกับคนวัยเดียวกัน มีความเท่าเทียมกันให้ความรู้สึกนึกคิดซึ่งแตกต่างจากการเล่นหยอกล้อกับผู้ใหญ่ หรือเล่นกับของเล่นที่ไม่มีชีวิต เป็นการเล่นสมมติในโลกจินตนาการ แต่เมื่อเล่นกับเพื่อน เ เพื่อนเป็นคน มีชีวิต มีความคิด มีความรู้สึก มีการเคลื่อนไหว ได้ อารมณ์เบิกบานจากการสัมพันธ์จึงส่งผลต่อ ชีวิตของเด็ก

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรื่อง เพื่อนที่โรงเรียน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องเพื่อน ที่โรงเรียน ครูสามารถจัดได้ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ กล่าวคือ การจัดเป็นทางการ คือการกำหนดหน่วยการสอน และเรื่องไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ได้ เนื่องจาก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้เรื่อง บุคคลและสถานที่ไว้ในโครงสร้างของหลักสูตร เมื่อโรงเรียนจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา จึงจัดเรื่อง เพื่อนไว้ได้เป็น หน่วยการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ดังกล่าว และจุดมุ่งหมายหรือมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในมาตรฐานที่ 8 การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตัวบ่งชี้ที่สถานศึกษากำหนดได้ คือการเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น สภาพที่พึงประสงค์ ของเด็กแต่ละวัย คือ วัย 3 ขวบคือ เริ่มเล่นกับคนอื่น เล่นร่วมเด็กวัย 4 ปี เล่นร่วมกับเด็กคนอื่นได้ เด็กวัย 5 ปี เล่นหรือทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ ทุกกลุ่มอายุมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคมนิสัยของเด็ก

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกิจกรรมหลักทั้ง 6 คือ

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์
  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ
  • กิจกรรมสร้างสรรค์
  • กิจกรรมเสรี
  • กิจกรรมกลางแจ้ง
  • กิจกรรมเกมการศึกษา

จะส่งเสริมให้เด็กเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ได้ ทั้งนี้เพราะ ทุกกิจกรรมที่จัด ขึ้นนั้นจะส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กทั้งรายบุคคลและกลุ่ม เด็กจึงมีโอกาสทำกิจกรรมกับเพื่อน ดังเช่น การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์

กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาความคิดรวบยอดของเด็กผ่านกระบวนการเรียนรู้ความสามรถที่จะรู้จักการเก็บอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นอย่างมีเหตุผล จึงเหมาะสำหรับการส่งเสริมการมีเพื่อนให้แก่เด็ก ผ่านกิจกรรมที่หลากหาย เช่นการสนทนา อภิปรายเรื่องเพื่อนของเรา การเล่านิทานที่มุ่งการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาความคิด จินตนาการ สร้างความการเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ การเล่านิทาน จะมีสื่ออาจจะเป็นภาพ หนังสือ หุ่น การแสดงท่าทางประกอบการเล่านิ ทาน การแสดงบทบาทสมมติ การปฏิบัติ/การทดอง การร้องเพลง เกม เป็นต้น การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับ เรื่องและ จุดมุ่งหมาย ดังตัวอย่างการจัดกิจกรรม เช่น หน่วยการสอนเรื่อง เพื่อน หัวเรื่องย่อย คือ เราเป็นเพื่อนกัน

สาระสำคัญคือ เมื่อเราอยู่หรือเนกับผู้อื่นแล้วเราอาจจะรู้สึกไม่พอใจหรือโกรธ แต่เรารู้ว่าเป็นการแสดงท่าทีไม่เหมาะสม แต่เราควบคุมไม่ให้กระทำเช่นนั้น จะทำให้เรามีกับเพื่อน อยู่กับเพื่อน หรือเนกับเพื่อน อย่างมีความสุข

จุดมุ่งหมายการเรียนรู้

  • เพื่อให้เด็กบอกอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้ และบอกวิธีการควบคุมอารมณ์ของตนเองให้แสดงออกในทางที่เหมาะสมได้
  • เพื่อให้เด็กแสดงความคิดเห็น การเป็นเพื่อนกันจะต้องแสดงท่าทีหรือ อารมณ์ดีต่อกัน

กิจกรรมการเรียนรู้คือ การเล่านิทานเรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ที่เหมาะสมเมื่อเล่นกับเพื่อน

เช่น เรื่อง เมฆน้อยอยากมีเพื่อน ( ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง ) เรื่องย่อ คือ เมฆน้อยเหงา และอยากมีเพื่อน จึงล่องลอยไปหา สิ่งต่างๆ ได้แก่ ดอกไม้ ต้นไม้ นก ปลา ไก่ แมว ช้าง ปลา เมฆน้อยเอ่ยวาจาที่อ่อนหวานขอให้เขาเป็นเพื่อนกับเมฆน้อย เพื่อนๆยินดีจะเป็นเพื่อนกับเมฆน้อยและให้สิ่งดีๆกับเมฆน้อยเช่น ดอกไม้ออกดอกสวยงามให้เมฆดู ต้นไม้ออกใบสีเขียวให้ชม เป็นต้น เมฆน้อยดีใจที่มีเพื่อน เมื่อเพื่อนๆหิวน้ำ เมฆน้อยจะกลายเป็นหยดน้ำฝนให้เพื่อนๆ เมฆน้อยมีความสุขมีเพื่อนแล้ว

เมื่อเด็กฟังนิทานแล้วจะร่วมกันแสดงความคิดเห็นสาเหตุและผลที่เมฆน้อยมีเพื่อน และสรุปกับครูได้ว่าการแสดงออกที่ดี อารมณ์ดี เช่นเมฆน้อยวาจาไพเราะ จะทำให้เราอยู่ร่วมกับเพื่อนอย่างมีความสุขได้

การที่เด็กได้กระทำกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนเด็กจะได้รับการส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์กับเพื่อน ผ่านการเล่น และ การอบรม จากครูที่จัดกิจกรรมแบบไม่เป็นทางการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ เป็นการส่งเสริมการพัฒนานิสัยแก่เด็กจากเหตุการณ์ในโรงเรียน เช่น การเล่นอิสระนอกห้องเรียน การกิน การนอน การทำความสะอาดร่างกาย ฯ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวเด็กจะทำกิจกรรมกับเพื่อนๆด้วย การวางตนเพื่อกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีมารยาทต่อกัน จะทำให้ทุกคนอยู่กันด้วยความรู้สึกพอใจและมีความสุข

พ่อแม่จัดกิจกรรมเรื่องเพื่อนให้ลูกที่บ้าน

พ่อแม่จัดกิจกรรมเรื่องเพื่อนให้ลูกที่บ้านได้ดังนี้

  • พ่อแม่เป็นคนแรกที่แสดงความเป็นมิตรกับลูก ความเป็นเพื่อนจะก่อเกิดตั้งแต่เด็กได้รับสัมผัสจากพ่อแม่ ได้สื่อสารได้รับความรัก ความเห็นใจ จากการเลี้ยงดู
  • ฝึกให้ลูกมองเห็นอารมณ์ของตนเองผู้อื่น เพื่อให้รู้ว่าอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ตามความรู้สึกนึกคิด ลูกควรหัดควบคุมอารมณ์ที่แสดงออกอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามกาลเทศะ เช่น ชี้ชวนให้ลูกดูการกระทำของตนเองที่แสดงออกมาให้เราเห็นในขณะนั้น ชวนลูกคิดหาวิธีที่ไม่แสดงอารมณ์รุนแรง หรือไม่ดี พ่อแม่จะชื่นชมเมื่อลูกควบคุมตนเองไม่โกรธ ไม่ขัดแย้งหรือโต้เถียงด้วยกิริยา คำพูดที่หยาบคาย เพราะการมีจำเป็นจะควบคุมอารมณ์ตนเองให้แสดงออกอย่างเหมาะสม.
  • ชวนเด็กๆเพื่อนบ้านมาเล่นกับลูกที่บ้าน พ่อแม่ให้ความเป็นอิสระแก่ลูกที่เล่นกับเพื่อน บางครั้งเด็กจะขัดแย้งกัน แต่หากผู้ใหญ่เข้าใจ ไม่เข้าไปตัดสินทันที แต่ให้เด็กตกลงกันเอง( กรณีที่เด็กไม่ใช้กำลังต่อสู้กัน ) จะทำให้เด็กค่อยๆปรับตัว เรียนรู้ที่ยอมและ เป็นผู้ไห้แก่กันบ้าง
  • ร้องเพลง เล่านิทาน เพื่อน โน้มน้าวจิตใจลูกเกี่ยวกับการเล่นกับเพื่อน หรือการประพฤติปฏิบัติต่อกันเพื่อความเป็นเพื่อนที่ดี เช่น

    เพลง เพื่อนเอย ( ผู้แต่ง : เบญจา แสงมะลิ ) เพื่อนเอยจะบอกให้ เพื่อนทำไมมานั่งคนเดียว ผู้ใดเขาไม่เหลียว มานั่งคนเดียวหรือจะเพลินใจ มาเถิดเพื่อนจ๋า เรามาเล่นซ่อนหากันเร็วๆไวๆ

    เพลง เพื่อนเพื่อนน่ารัก ( ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง ) เพื่อนเพื่อนน่ารัก รู้จักแบ่งปัน ของเล่นมีหลายอัน เล่นด้วยกันสนุกจริงเอย

  • แนะนำให้ลูกรู้จักเพื่อนของพ่อแม่ แสดงให้เห็นว่า ทุกคนมีเพื่อนและเป็นคนดีต่อกัน เป็นที่ปรึกษาให้ข้อคิดเห็นกัน และการมีเพื่อนคือสิ่งที่ดี
  • สนทนา หรือแนะนำลูกในการเลือกคบคนดีเป็นเพื่อนผ่านนิทานง่ายๆ เหมาะสมตามวัยเด็ก
  • ฟังลูก เล่าเหตุการณ์ที่โรงเรียน มีเพื่อนเล่นชื่ออะไร เล่นอะไรกัน หรือทำกิจกรรมกันอย่างไร พ่อแม่ทำตัวเสมือนเป็นเพื่อนฟังลูกเล่ามีอารมณ์คล้อยตามเหตุการณ์ที่เขาประสบมา การปฏิบัติต่อดังเด็กกล่าว เด็กจะซึมซับการเป็นเพื่อนที่ดีจะมีความเห็นใจต่อกัน เข้าใจต่อกันด้วย
  • ถ่ายภาพลูกกับเพื่อน ให้ลูกเล่าหรือเขียนเกี่ยวกับภาพนั้น กิจกรรมนี้จะทำให้เด็กมั่นใจที่ตนมีเพื่อน ส่งผลต่อจิตใจจนเด็กเติบโต
  • หากมีของเล่น ขนมอร่อย ของใช้ที่แปลกๆ ใหม่ๆ พ่อแม่ช่วย จัดเตรียมให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นบ้าง สนทนาและแนะนำให้ลูกนำไปฝากเพื่อน เป็นการสอนความรักผูกพันที่เพื่อนมีต่อกันควรปฏิบัติ
  • ฝึกให้ลูกคิดเชิงบวกเสมอ ว่า ปัญหาทุกอย่างมีวิธีแก้ไข ปัญหาที่เกิดจากเพื่อนก็เช่นกันและเน้นการให้อภัยกันได้

กิจกรรมที่พ่อแม่จัดเพื่อให้ลูกรู้จักมีเพื่อน ควรผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันและให้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่โรงเรียนได้ด้วย เพราะปัจจุบันเด็กจะอยู่โรงเรียน มีเพื่อนที่โรงเรียนมากกว่าเพื่อนที่บ้าน เพราะสภาพความเป็นอยู่ของคนปัจจุบันอยู่นอกบ้านมากกว่าที่บ้าน

เกร็ดความรู้สำหรับครู

การมีเพื่อนวัยเดียวกันของเด็กปฐมวัย จำนวนของเด็กที่รวมกลุ่มมีผลต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์กันภายในกลุ่ม จำนวน 5 คนต่อกลุ่มเหมาะสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป และการได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อนจะเกี่ยวกับความสามารถในการปรับอารมณ์ให้เป็นทางบวกของเด็กทุกวัย ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูเด็กให้เป็นคนอารมณ์ดีจึงสำคัญเพื่อนให้เด็กมีเพื่อน

บรรณานุกรม

  1. บุบผา เรืองรอง . ( 2554 ). นิทานเรื่อง เมฆน้อยอยากมีเพื่อน . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิชจำกัด .
  2. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2548). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
  3. ศึกษาธิการ,กระทรวง . คู่มือพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ ศีลธรรมและจริยธรรมระดับก่อนประถมศึกษา .กรุงเทพมหานคร : กรมวิชาการ . ( อัดสำเนา )
  4. สุขภาพจิต , กรม ( 2544 ) . คู่มือความฉลาดทางอารมณ์ . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด .
  5. อุดมลักษณ์ กุลพิจิตร และคณะ . ( 2555 ) .คู่มือฝึกอบรมครูปฐมวัย โครงการพัฒนาครูทุกกลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา การศึกษาปฐมวัย การศึกษาพิเศษ บรรณารักษ์ และแนะแนว สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2555 .กรุงเทพมหานคร : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  6. Goleman, Daniel. Emotional Intelligence : Why it can matter more than IQ New York : Bantam Book , 1995 .

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน