หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องเมล็ดธัญพืช (Teaching Children about Cereal)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องเมล็ดธัญพืช

การสอนลูกเรื่องเมล็ดธัญพืช (Teaching Children about Cereal) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหาร ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต เป็นต้น เมล็ดธัญพืชมีเปลือกแข็งจึงต้องนำไปขัดสีก่อนแล้วค่อยนำมาบริโภค หรือนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้แปรรูปอาหาร (Food processing) ให้เป็นแป้ง (Flour) หรือสตาร์ซ (Starch) แล้วนำไปแปรรูปต่อเป็นผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่างๆ เช่น ขนมกล้วย เค้ก ขนมปัง (Bread) บะหมี่ (Noodle) เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น คนเราใช้ส่วนต่างๆ ของพืชเป็นอาหารรวมทั้งส่วนที่เป็นเมล็ด แต่มีเมล็ดของพืชบางชนิดเท่านั้นที่เรานำมาทำเป็นอาหารเรียกว่า “ธัญพืช” และได้แปรรูปจากเมล็ดไปเป็นแป้งเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารลักษณะต่างๆ อีกหลากหลาย ขนมไทยและขนมเบเกอรี่ที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันทำมาจากแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งสาลีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง “เมล็ดธัญพืช” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพืชให้แก่เด็กปฐมวัยตามหลักสูตรกำหนดในเรื่องสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

การสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชมีความสำคัญอย่างไร?

  • การสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชมีความสำคัญ เนื่องจากเรานำธัญพืชมารับประทานโดยตรงและนำมาแปรรูปเป็นแป้งหลายชนิดก่อนจะทำเป็นอาหาร ดังนี้
    • อาหารหลักที่เรารับประทานจะได้จากเมล็ดพืช สำหรับคนไทยและเพื่อนบ้านในแถบเอเชียจะรับประทานข้าวและข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก กินกับข้าวที่ได้มาจากเนื้อสัตว์และพืชผัก ซึ่งจะมีเมล็ดพืชที่นำมาเป็นส่วนประกอบของกับข้าวด้วย เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดงา เมล็ดพริกไทย ถั่วลิสง เป็นต้น เมล็ดธัญพืชที่นำมาใช้จะหุงให้สุกเสียก่อนด้วยวิธีการต้ม ทอด คั่ว อบ นึ่ง ฯ
    • สตาร์ช (Starch) จะทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทผง อาหารเด็กอ่อน ขนมอบ ขนมหวาน เป็นต้น
    • ผลิตภัณฑ์แป้งที่ได้จากจากเมล็ดธัญพืชหลายชนิดนำมาทำอาหาร เช่น ขนมปังและเบเกอรี่ (Bakery) ทำจากแป้งสาลีหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ทำจากแป้งข้าวเจ้า
    • รำและแกลบที่ได้จากธัญพืชนำมาเลี้ยงสัตว์
  • เมล็ดธัญพืชเป็นส่วนประกอบหนึ่งของพืชที่ใช้ขยายพันธุ์ เช่น ถั่วเขียวเพาะเป็นถั่วงอก
  • เมล็ดพืชมาจากธรรมชาติที่คนเราใช้เป็นอาหาร ดังนั้นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพืชและธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง
  • การส่งเสริมทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นแนวคิดหลักของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัย โดยมีสาระที่ควรรู้ตามโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 เป็นแกนเชื่อมโยงเรื่อง “เมล็ดธัญพืช” เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตัว ซึ่งเป็นสาระ 1 ใน 4 สาระที่ควรเรียนรู้
  • การเสริมสร้างทักษะการเรียนวิทยาศาสตร์และใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาองค์ความรู้ ครูสามารถใช้เรื่อง “เมล็ดธัญพืช” จัดกิจกรรมตามขั้นตอนดังตัวอย่างคือ
    • เริ่มจากปัญหา ให้เด็กค้นหาคำตอบว่าเมล็ดธัญพืชชนิดใดรับประทานได้บ้าง
    • จากปัญหาที่กล่าวมาให้เด็กคาดคะเน (มีเมล็ดข้าวโพด เมล็ดข้าว เมล็ดถั่วเขียว ฯ)
    • แล้วดำเนินการทดสอบ เช่น ไปดูที่ร้านขายข้าวโพดต้ม ทำเมล็ดข้าวโพดคั่ว นำข้าวสารหรือถั่วเขียวมาต้มและรับประทาน
    • ขั้นสุดท้ายจึงนำไปสู่การสรุปและนำเสนอความรู้ที่ค้นพบ

เมล็ดธัญพืชเกิดเองตามธรรมชาติ ช่วยในการขยายพันธุ์ของพืช รวมถึงเป็นอาหารของคนและสัตว์ สำหรับเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้เรื่องของเมล็ดธัญพืช ต้องเรียนผ่านการจัดกิจกรรมซึ่งสามารถส่งเสริมให้เด็กแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อให้กลายเป็นเด็กช่างคิด เฉลียวฉลาด

การสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น ควรจัดตามหลักการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยคือ จัดในรูปแบบกิจกรรมผ่านการเล่น มุ่งเน้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เป้าหมายสำคัญคือ เด็กจะต้องได้รับการพัฒนาแบบองค์รวมคือ พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคมและด้านสติปัญญา โดยมีสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรกำหนดไว้เป็นแกนเรื่อง เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง “เมล็ดธัญพืช” เด็กจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการดังนี้

  • พัฒนาการทางด้านสติปัญญา เด็กจะมีความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับคนและสัตว์ โดยการสังเกต จดจำ รู้คิด วิเคราะห์ รู้เหตุ รู้ผลและรู้จักแก้ปัญหา สังเกตจากการที่เด็กใช้ภาษาสื่อความหมาย ได้แก่ การเรียกชื่อเมล็ดธัญพืช การบอกเล่าเรื่องราว การปรุงอาหารจากธัญพืช การเพาะเมล็ดธัญพืช (การงอกของเมล็ด) เป็นต้น
  • พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ เด็กจะได้รับการส่งเสริมให้แสดงความรู้สึกและควบคุมอารมณ์ในการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ผ่านการทำกิจกรรมเรื่อง “เมล็ดธัญพืช” เช่น ความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินเมื่อร้องเพลง “ข้าว” เล่นกระโดดเข้าแปลงนาข้าว มีความสุขในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น
  • พัฒนาการด้านร่างกาย การปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองเป็นหลักในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย เด็กจะได้ฝึกการใช้สัมผัสรับรู้ การใช้ตาและมือประสานกันในการทำกิจกรรม เช่น การหยิบจับเมล็ดธัญพืชมาปะติดในแผ่นภาพ การหุงข้าว เด็กต้องตัก ตวงข้าว ซาวข้าว ตักน้ำหรือกิจกรรมขีดเขียนชื่อเมล็ดธัญพืช ฯ เด็กได้ใช้ร่างกายเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
  • พัฒนาการด้านสังคม การสร้างสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ เด็กจะเกิดการเรียนรู้เรื่องของบทบาทของตนเองและผู้อื่น เช่น การแบ่งหน้าที่กันสืบข้อมูลเรื่องเมล็ดธัญพืช การรอคอยเวลาการนำเสนอผลงาน เป็นการรู้จักควบคุมตนเองให้ถูกกาลเทศะ การรู้สึกสำนึกถึงคุณค่าของเมล็ดธัญพืช การแบ่งปันธัญพืช (ข้าว ขนม แป้ง) เป็นพื้นฐานของคุณธรรมในการอยู่ร่วมกันและจะส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญาด้วย

จึงกล่าวได้ว่าเรื่อง “เมล็ดธัญพืช” เป็นสาระที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เด็กที่จะพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้านตามความหวังของหลักสูตร

ครูสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชให้ลูกที่โรงเรียนในกิจกรรมหลักทั้ง 6 ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ในที่นี้เสนอตัวอย่างกิจกรรม ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กเคลื่อนไหวท่าทางประกอบจังหวะตามเพลง “ข้าว” ดังนี้

    เพลง ข้าว (ศรีนวล รัตนสุวรรณ)

    ข้าวคืออาหาร ที่เรากินเป็นประจำ

    โม่เป็นแป้งทำ ขนมต่างๆได้มากมาย

    มีข้าวเหนียวข้าวเจ้า เลือกกินได้ตามใจชอบ

    ข้าวช่วยให้ร่างกาย เติบโตและแข็งแรง

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คือ เด็กจะเกิดมโนทัศน์และได้รับประสบการณ์ตรงว่าอาหารหลายชนิดที่เรากินคือเมล็ดธัญพืช เด็กและครูร่วมกันตั้งสมมติฐานหรือคาดคะเนประเด็นที่น่าเรียนรู้ เช่น ทดลองนำเมล็ดพืชที่เรารับประทานได้ไปทำให้สุกด้วยวิธีหุง ต้ม ทอด อบ คั่ว นึ่ง นำข้าวมาโม่ให้เป็นแป้งแล้วนำไปทำขนม เมื่อเด็กๆ นำเสนอข้อมูลที่ทดลองแล้วนำไปสู่การสรุป ครูอาจให้เด็กจัดนิทรรศการ “อาหารจากธัญพืช” โดยความร่วมมือจากวิทยากรในชุมชนที่เป็นเกษตรกร ร้านค้าและผู้ปกครอง

    นอกจากกิจกรรมทดลองในชั้นเรียนแล้ว การเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียนก็ทำให้การเรียนรู้มีความหมายมากยิ่งขึ้น เช่น ให้เด็กอ่านเมนูอาหารที่โรงเรียนจัดทำ ซึ่งโดยมากจะมีข้าวเป็นอาหารหลักและกับข้าวหรือขนมหวานที่ใช้ธัญพืช ครูช่วยเน้นให้เด็กได้ทราบ การนำนักเรียนไปเรียนรู้นอกห้องเรียน พาไปดูท้องนาในฤดูเพาะปลูกธัญพืช เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ถั่ว งา ฯ ขณะเดียวกันการจัดกิจกรรมบูรณาการจะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์รอบด้าน เช่น ให้เด็กบันทึกข้อมูลขณะที่เดินไปดูการเพาะปลูกธัญพืช ให้จำแนกประเภทของเมล็ดถั่วหรือข้าว ให้หัดนับจำนวนแล้วบันทึกไว้เป็นตัวเลขและคำ เมื่อนำกลับมาที่ห้องเรียนให้นำใส่ขวดตามชนิดหรือใส่ในถาดหลุม เพราะเด็กอาจจะได้ธัญพืชหลากหลายชนิดมา

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ นำธัญพืชมาเป็นวัสดุอุปกรณ์สร้างผลงาน เช่น ปะติดเมล็ดข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วชนิดต่างๆ ลงในโครงร่างภาพแล้วนำไปใส่กรอบประดับในห้องเรียน หรือปะติดตกแต่งเครื่องใช้ เช่น ติดเมล็ดธัญพืชที่กำไลมือ สร้อยคอ เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี
    • ที่มุมการเรียนรู้ : จัดทำร้านค้าเมล็ดธัญพืช เด็กเล่นตักตวงขายธัญพืช จัดร้านค้าที่บรรจุภัณฑ์เมล็ดธัญพืชเหล่านั้นไว้
    • มุมนิทาน : เล่านิทานที่เด็กแต่งเกี่ยวกับเมล็ดธัญพืช (ครูช่วยแต่งตัวหรือหาอุปกรณ์การเล่านิทานให้เด็ก) นิทานที่น่าสนใจ เช่น เรื่องแม่โพสพ
    • ที่มุมหนังสือ : หาหนังสือสำหรับเด็กไว้อ่าน เช่น เรื่อง “เมล็ดถั่วน้อยผจญภัย”
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นเกม “ข้าวนอกนา” ขีดเส้นเป็นวงกลมให้เด็กๆ เป็นเมล็ดข้าวยืนข้างครูที่จุดเริ่มต้น เมื่อครูคือชาวนาทำท่าหว่านข้าว เด็กทุกคนต้องวิ่งไปอยู่รอบนอกของเส้นวงกลม แล้วครูพูดดังๆ ว่า “ข้าวอยู่นอกนาไม่ได้ กลับเข้านา” เด็กๆ ต้องกระโดดสองขาเข้ามาในวงกลมให้ทันตามเวลาที่ครูนับ 1 - 5
  • กิจกรรมเกมการศึกษา ให้เด็กเล่นเกมที่เล่นเกี่ยวกับเมล็ดธัญพืช เช่น เกมจัดหมวดหมู่เมล็ดธัญพืชแต่ละชนิด เกมหาความสัมพันธภาพกับสัญลักษณ์ : ภาพกับคำ เกมพื้นฐานการบวก เพื่อฝึกทักษะทางตัวเลขใหมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการรวมกันหรือการบวกเกี่ยวกับเมล็ดธัญพืช

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชให้ลูกที่บ้านอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องเมล็ดธัญพืชให้ลูกที่บ้านดังนี้

  • ปกติคนไทยจะหุงข้าวรับประทานเป็นอาหารหลัก ลองให้ลูกช่วยตักข้าวสารเพื่อให้รู้จักและสังเกตลักษณะธัญพืชชนิดนี้ก่อนหุงและเมื่อหุงเสร็จแล้ว สนทนาซักถามให้ลูกสังเกตกลิ่น สี รส สัมผัส (ข้าวสารแข็ง ข้าวสุกนิ่ม) นอกจากข้าวแล้วยังมีอาหารคาว หวานจากเมล็ดธัญพืชหลายชนิดที่ทำง่ายๆ น่าสนใจ เช่น ถั่วต้มหรือนึ่ง ลูกเดือยต้ม ข้าวฟ่างกวน เมล็ดทานตะวันอบ ฯ
  • หาเมล็ดธัญพืชมาเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงนก ไก่ เป็ดให้ลูกได้เห็นและร่วมกันทำ เช่น
    • หาเมล็ดแตงและฟักให้ลูกช่วยกันล้างแล้วใส่ถาดผึ่งลมให้แห้ง ใช้เป็นอาหารนก
    • หาข้าวเปลือก ข้าวสารให้ลูกโปรยให้เป็ด ไก่กินเป็นอาหาร
    • หาข้าวโพดทั้งฝัก (หากเป็นฝักสดให้ดึงเปลือกออกนำไปมัดรวมกันที่ก้าน แล้วแขวนกับกิ่งไม้จนข้าวโพดแห้ง จากนั้นชวนลูกแกะเมล็ดข้าวโพดให้นก และเตรียมส่วนหนึ่งไว้เพาะพันธุ์ต่อไป
  • ไปร้านจำหน่ายเมล็ดธัญพืชหรือห้างสรรพสินค้าแผนกขายอาหาร (Supermarket) จะมีเมล็ดธัญพืชให้เลือกซื้อหลากหลาย ทั้งที่บรรจุห่อและยังไม่ได้บรรจุ มีชื่อของเมล็ดธัญพืชทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้อ่าน พ่อแม่แนะนำให้ลูกรู้จักรูปร่างลักษณะและคำอ่าน อาจซื้อเมล็ดธัญพืชเหล่านั้นมาปรุงอาหารและให้โอกาสลูกได้เลือกด้วยตัวเอง เช่น มะพร้าว (เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ใหญ่) ถั่วชนิดต่างๆ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ลูกเดือย ข้าวฟ่าง เมล็ดธัญพืชที่ให้กลิ่นหอมมักจะนำมาปรุงแต่งกลิ่น เราเรียกรวมๆ ว่า “เครื่องเทศ” ได้แก่ ลูกจันทน์เทศ ลูกผักชี ยี่หร่า พริกไทย เป็นต้น
  • ทำแป้งด้วยวิธีง่ายๆ คือ นำข้าวมาทำความสะอาด โดยล้างน้ำเปล่า 1-2 ครั้งแล้วบดด้วยเครื่องบดไฟฟ้า (ไม่เหมาะที่จะเก็บนาน เป็นแป้งเนื้อหยาบมีกลิ่นหืนง่าย ทดลองแล้วใช้เลย) เป็นการทดลองให้ลูกเห็นว่าเรานำเมล็ดธัญพืช : ข้าว มาแปรรูปเป็นแป้งและนำแป้งไปทำเป็นอาหารได้หลายชนิด ในที่นี้เสนอแนะการทำขนมครกที่ใช้ทั้งแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ดังนี้
      นำแป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง แป้งข้าวเหนียว 1 ¼ ถ้วยตวงผสมกัน
    • ใส่น้ำต้มสุก อุ่นๆ เกือบเย็น 3 ½ ถ้วย คนให้เข้ากัน
    • จากนั้นผสมน้ำกระทิ 2 ถ้วยตวงกับน้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
    • ผสมเกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
    • นำไปหยดลงในรางขนมครกที่เช็ดด้วยน้ำมันใหม่ ลูกช่วยหยอดแป้งและน้ำกะทิหรือช่วยปิดฝาขนมครก
  • พ่อแม่นำเมล็ดธัญพืชมาให้ลูกเพาะ เพื่อให้เห็นการเจริญเติบโตของพืชที่มาจากเมล็ดพันธุ์ เช่น เพาะถั่วงอกจากถั่วเขียว เพาะต้นถั่วลิสง
  • พ่อแม่ควรนำเมล็ดพันธุ์พืชที่อันตรายมาให้ลูกรู้จักบ้างเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เมล็ดพืชทุกชนิดจะรับประทานได้ เช่น เมล็ดมะกล่ำตาหนู เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ (กินดิบไม่ได้) เป็นต้น
  • ในวันพืชมงคลหรือพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีที่ทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นปราศจากโรคภัยและให้เจริญงอกงามดี ในวันนี้ชาวไทยที่ประกอบอาชีพเกษตรและทำนา จะไปร่วมพิธีและรับเมล็ดพันธุ์ข้าวมาเป็นขวัญข้าวที่จะเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ พ่อแม่ให้ลูกดูข่าวที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์หรือจากภาพหนังสือ เล่าด้วยภาษาง่ายๆ ให้ลูกฟังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมอย่างหนึ่งให้ลูกและทำย้ำทุกรอบปีจนลูกโต เพื่อปลูกฝังให้เขาเป็นชาวไทยที่รู้และเข้าใจวัฒนธรรมดีงามนี้
  • เมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวธัญพืชทั้งหลาย หากเด็กได้ไปเที่ยวท้องทุ่งจะเห็นกิจกรรมเหล่านั้น เด็กที่มีครอบครัวอยู่ในชนบทจะสัมผัสความเป็นธรรมชาติของเมล็ดธัญพืช แต่หากเด็กอาศัยอยู่ในเมือง ครอบครัวต้องจัดเวลานำลูกไปดูบ้าง เช่น การหว่านข้าวในท้องนา เป็นการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพาะต้นกล้าเพื่อนำไปปลูกในนาแปลงใหญ่ ช่วงเวลาที่ข้าวตั้งท้อง ท้องทุ่งจะเขียวชอุ่ม เมล็ดข้าวออกรวงเต็มต้นและในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว รวงข้าวมีเมล็ดข้าวสีเหลืองทอง ชาวนาจะเก็บข้าวนำมาตากที่ลานข้าวหรือบางบ้านอาจมียุ้งฉางไว้เก็บข้าว เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกได้ขัดสีจนเป็นข้าวสาร มีรำข้าวที่เหลือจากการสีไว้เป็นอาหารสัตว์ เด็กๆ จะได้เห็นคุณค่าของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีต่อคนและสัตว์
  • เล่านิทานที่ผูกเรื่องเกี่ยวกับเมล็ดธัญพืชให้ลูกฟัง เช่น “ตาปลูกถั่วงาให้หลานเฝ้า” หรือนิทานเรื่อง “แจ๊คกับถั่ววิเศษ”

การจัดกิจกรรมครอบครัวให้เด็กเรียนรู้เรื่อง “เมล็ดธัญพืช” เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะอบรมสั่งสอนลูกอย่างไม่เป็นทางการโดยคำนึงถึงความเหมาะสมของเด็กปฐมวัย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ธัญพืชเป็นพืชจำพวกหญ้า
  • ข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักของคนตะวันออกเช่น จีน ญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. ทัทยา อนุสสร. (2555.). ถั่วและธัญพืช เมล็ดพันธุ์แห่งสุขภาพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มติชน.
  3. วิริยะ สิริสิงห. (2540). เกร็ดวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก.
  4. วสุ อมฤตสุทธิ์. (2550). การงอกของเมล็ดพันธุ์ (Seed germination ). อุบลราชธานี : คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  5. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
  6. Irumi. เมล็ดถั่วน้อยผจญภัย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์.
  7. Jean D Hartan และ Mary S Rivkin. (ผู้แต่ง). เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์. (แปล). (2546). กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กเล็ก การสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : เพียร์สัน เอ็ดคูเอชั่น อินโดไซน่า.
  8. พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ และนิธิยา รัตนปานนท์. Cereal grain/เมล็ดธัญพืช. www.foodnetworksolution.com/wiki/..www.foodnetworksolution.com/wiki. [ค้นคว้าเมื่อ 20 กรกฎาคม 2557].
  9. งามชื่น คงเสรี. ผลิตภัณฑ์จากข้าว. http://library.uru.ac.th/webdb/images/charpa_rice_products.html. [ค้นคว้าเมื่อ 20 กรกฎาคม 2557].
  10. สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว. องค์ความรู้เรื่องข้าว. www.brrd.in.th/rkb/product/index.php-file=content.php&id=17.htm. [ค้นคว้าเมื่อ 19 กรกฎาคม 2557].
  11. อรอนงค์ นัยวิกุล. ความรู้เบื้องต้นในการใช้ประโยชน์ของสตาร์ช. http://lib2.dss.go.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=dig&lang=0&db=FIC&pat=%A2%A8%D1%B4&cat=tit&skin=u&lpp=32&catop=&scid=zzz&ref=T:@7245&nx=1 [ค้นคว้าเมื่อ 20 กรกฎาคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน