หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องเวลา (Teaching Children about Time)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องเวลา

การสอนลูกเรื่องเวลา (Teaching Children about Time) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องของหน่วยวัดมาตรฐานที่มนุษย์กำหนดขึ้น โดยเรียนรู้จากธรรมชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ในการอธิบาย เปรียบเทียบ หรือเป็นกฎเกณฑ์ร่วมกันเช่น โลกหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ จึงกำหนดเวลาในเชิงสมมติให้หน่วยเป็น ปี เดือน สัปดาห์ วัน ชั่วโมง นาที และวินาที เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในช่วงเดียวกันจึงกำหนดเวลาขึ้นและสร้างเครื่องมือใช้วัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

สำหรับเด็กปฐมวัยมีความจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเวลาเพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ดังที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท)ได้กำหนด กรอบมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ปฐมวัยไว้ใน ค. ป. 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัดความยาว น้ำหนัก ปริมาตร เงิน และเวลา ดังนั้นจึงควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง เวลา ให้แก่เด็กปฐมวัย

การสอนเรื่องเวลาสำคัญอย่างไร?

เวลาเป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์ศึกษาจากธรรมชาติของโลกและจักรวาลที่กว้างใหญ่ว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งรอบตัวเช่น ร่างกายของเรา สัตว์ พืช เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนชราหรือตาย แม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตก็ยังเปลี่ยนสภาพเช่นกันเช่น ก้อนหินที่แข็งและมีขนาดใหญ่ นานวันก็สึกกร่อนจากแรงลมแรงฝนที่กระทำต่อก้อนหินจนเกิดการสลายตัวกลายเป็นดิน น้ำที่ตั้งไว้กลางแดดร้อนในเวลาเที่ยงวันจะระเหยกลายเป็นไอจนน้ำแห้งเหือดหายไปในยามเย็น จากข้อสังเกตต่างๆนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงกำหนดหน่วยของเวลาในช่วงวันโดยสังเกตการณ์การขึ้นลงของดวงอาทิตย์ใน 1 รอบ เปลี่ยนจากความมืด ความสว่าง เป็นเวลากลางคืน กลางวัน แล้วเพิ่มจำนวนจากวันไปสู่การนับเป็นเดือน ปี ฤดูกาล และอื่นๆ จึงเป็นข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่เดียวกันให้มีวันเวลาเดียวกันเพื่อการติดต่อไปมาหาสู่กันได้ถูกต้อง และใช้เวลาเป็นตัวกำหนดการเจริญวัยของสิ่งต่างๆเรียกว่า อายุ

การสอนเรื่องเวลามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องเวลามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เป็นการฝึกสติปัญญาจากการสังเกต ให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งทั้งหลาย เรื่องเวลานั้นมนุษย์อาศัยการโคจรของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทำให้เกิดแสงสว่างที่ส่องมากระทบสิ่งต่างๆ เกิดเงา ความร้อน (กระทบผิว) และความสว่างของแสง (ตาทำหน้าที่เห็น) ในช่วงหนึ่งวันประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือฝึกให้เด็กเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
  • เป็นการฝึกทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเวลาเป็นเครื่องกำหนดให้เข้าใจตรงกัน การรู้จักเวลาจึงช่วยให้การติดต่อกันไม่คลาดเคลื่อน การใช้เวลาเป็นการฝึกระเบียบวินัย จึงมักจะมีคำว่า “ทุกคนต้องรักษาเวลา” “เราต้องตรงต่อเวลา” “เวลาเป็นของมีค่า” “เราไม่ควรเสียเวลาทำสิ่งที่ไม่ดี” คำพูดที่ใช้อบรมสั่งสอนจะเป็นการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้แก่เด็ก
  • เป็นการฝึกใช้ภาษาในการสื่อสาร คำที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับเวลามีอยู่ในคนทุกกลุ่ม การสื่อสารเกี่ยวกับเวลาจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่น “เช้า” จะนับเวลาตามนาฬิกาคือ 7 นาฬิกาถึง 12 นาฬิกา หรือ “เที่ยง” คือ 12 นาฬิกาตรง, หลังเที่ยงเราเรียกว่า บ่าย, 13 นาฬิกา เรียกว่า บ่ายโมง, ต่อมาก็เป็น บ่ายสองโมง บ่ายสามโมง บ่ายสี่โมง บ่ายห้าโมง และเวลาย่ำค่ำเริ่มที่เวลาหกโมงเป็นต้นไป คำที่แสดงเวลามีทุกชาติทุกภาษา เด็กจะเริ่มเรียนรู้จากการสื่อสารด้วยภาษาพูดในชีวิตประจำวันพร้อมๆกับให้เห็นสภาพแวดล้อมไปด้วยเช่น “เช้าแล้วนะ แสงอาทิตย์เริ่มส่องแสง” หรือ “มืดแล้วนะ ตะวันตกดิน กลับบ้านกันเถอะ”

ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเวลาให้แก่เด็กปฐมวัยจึงช่วยส่งเสริมให้เด็กเข้าใจธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลง และภาษาที่ใช้แทนเวลา ซึ่งในแต่ละสังคมใช้สื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันสำหรับติดต่อกัน

ครูสอนเรื่องเวลาให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การสอนเรื่องเวลาเป็นเรื่องนามธรรมมาก สำหรับเด็กปฐมวัยเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก ครูปฐมวัยสามารถจัดกิจกรรมบูรณาการในหน่วยการสอนที่สัมพันธ์กันได้แก่ เรื่อง กลางวัน กลางคืน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลกที่เราอยู่ เน้นเรื่องการพิสูจน์และการทดลองให้เด็กเห็นได้ชัดเจน มีสื่อการเรียนรู้ให้เด็กใช้เช่น ปฏิทิน นาฬิกา หนังสือภาพ ฯลฯ ครูทำตารางกิจวัตรประจำวันให้เด็กได้บันทึกสิ่งที่ได้ปฏิบัติใน 1 วัน ตั้งแต่เวลาที่เด็กมาโรงเรียนจนกลับบ้าน เช่น 8 00 - 8.30 น. เล่นกลางสนาม, 8.30 - 9.00 น. กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ, 9.00 - 9.30 น. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นต้น เราจะเห็นได้ว่าเรื่องการอ่านสัญลักษณ์ตัวเลขนาฬิกาและเวลามีความสัมพันธ์กัน ครูอาจจัดกิจกรรมความสัมพันธ์เรื่องเวลาได้ดังนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ
  • เด็กเคลื่อนไหวไปตามคำบรรยายของครูให้สอดคล้องกับเนื้อหาเรื่องเวลาเช่น เวลาเที่ยงวันแดดร้อนจัดเด็กๆกางร่มหลบแสงแดด เวลาเย็นแดดอ่อนลงเด็กๆหุบร่มเดินกันสบาย หรือการจัดกิจกรรมเรื่องกลางวันกลางคืน หรือครูอาจจะบรรยายเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความสว่างเวลากลางวัน ความมืดเวลากลางคืน เช่น “กลางวันเราเดินเล่นแล้วมองเห็นนก ผีเสื้อ บินร่อนไปมา แต่เมื่อยามกลางคืนเราไม่สามารถมองเห็น เราจำเป็นต้องใช้แสงไฟ” และให้เด็กแสดงท่าทางตามคำบรรยายตามจินตนาของตนอย่างอิสระ

  • กิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์
  • ครูนำเด็กไปเรียนนอกห้องเรียน ให้เด็กได้สังเกตท้องฟ้าในเวลากลางวันมีอะไรบ้าง แสงแดดที่ส่องโดนตัวให้ความรู้สึกอย่างไรกับเด็ก พร้อมๆกับครูใช้คำพูดที่สื่อความหมายให้เด็กเข้าใจสภาพเหตุการณ์ตอนนี้เป็นเวลาอะไร ตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาและการสนทนาในชีวิตประจำวัน การบอกเวลา

  • กิจกรรมสร้างสรรค์
  • ให้เด็กทำกิจกรรมนอกชั้นเรียนบ้าง แสงแดดยามสายทำให้เด็กรู้สึกสบายเป็นอิสระ มองท้องฟ้าสีสวย ปุยเมฆขาวกระจายเต็มท้องฟ้า เพื่อให้เด็กได้เห็นภาพธรรมชาติในเวลากลางวัน หรือครูจัดเตรียมแป้งผสมสีให้เด็กนำมาสร้างเป็นภาพต่างๆ แล้วนำไปวางกลางแสงแดดรอภาพแห้ง เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแป้งที่เริ่มแข็งตัวเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ

  • กิจกรรมเสรี
  • จัดมุมบ้านให้เด็กแสดงบทบาทสมมติ หากที่บ้านมีนาฬิกาแขวน ปฏิทิน สามารถนำมาดัดแปลงเป็นร้านขายนาฬิกาหรือร้านขายของชำ ให้เด็กดูเวลาและวัน หากมีภาพเด็กๆในช่วงวัยต่างๆ นำมาติดที่ผนังบ้านเพื่อให้เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย เวลาที่ผ่านไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเรา

  • กิจกรรมกลางแจ้ง
  • เล่นสนุกกลางสนามหญ้า ให้เด็กดูเงาของสิ่งต่างๆ เงาจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาในแต่ละวันและฤดูกาลเช่น ในเวลาเที่ยงดวงอาทิตย์จะอยู่ตรงกลางศีรษะพอดีทำให้เงาสั้น แต่หากในเวลาบ่ายดวงอาทิตย์ไม่ได้อยู่ตรงกับศีรษะเงาจึงยาว กิจกรรมนี้ควรเล่นหลายๆครั้งในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวัน เด็กควรได้ฝึกบันทึกการสังเกตเห็นขนาดเงาของเขาไว้

  • กิจกรรมเกมการศึกษา
  • เล่นเกมจับคู่ภาพดวงอาทิตย์และตำแหน่งของดวงอาทิตย์กับกิจกรรมที่ควรทำเช่น ภาพยามเช้าคู่กับภาพตื่นนอน ภาพกลางวันคู่กับภาพเล่นกับเพื่อน และภาพกลางคืนคู่กับภาพเข้านอน เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องเวลาอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องเวลาลูกที่บ้านดังนี้

  1. พาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้าน ให้ลูกได้เห็นแสงอาทิตย์ ให้ร่างกายได้สัมผัสและรับรู้ถึงอุณหภูมิของอากาศรอบตัวที่มีทั้งแสงแดดและสายลม แสงแดดอ่อนๆยามเช้าจะให้ความรู้สึกสบายมากกว่ายามสาย โดยให้ลูกอยู่ในที่ร่ม เราจะให้ลูกออกมาเล่นสนุกสนานได้อีกครั้งเมื่อแดดร่มลมตก ใกล้ตะวันตกดินอากาศเย็นลง ให้ลูกได้ใช้ร่างกายสัมผัสกับแสงแดดและสายลม พร้อมทั้งได้ยินคำที่ใช้บอกความรู้สึกร้อนเย็น และคำที่ใช้บอกเวลาเพื่อให้ลูกได้คุ้นเคย
  2. ทุกครอบครัวจะมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์บอกเวลาได้แก่ นาฬิกา ปฏิทิน โทรศัพท์ เป็นต้น พ่อแม่ชี้ พูดหรือบอกเกี่ยวกับเวลาเช่น เวลาเช้าตรู่ เข็มสั้นของนาฬิกาชี้ไปที่เลข 6 บางทีพ่อแม่อาจหานาฬิกาจำลองให้ลูกเล่น พ่อแม่หมุนเข็มนาฬิกาไปยังตัวเลขต่างๆพร้อมทั้งพูดคุยกับลูกเช่น เวลาเที่ยงแล้วพ่อแม่หมุนเข็มสั้นและเข็มยาวไปที่เลข 12 เวลาบ่ายสามโมงก็หมุนเข็มนาฬิกาเข็มสั้นไปที่เลข 3 และเข็มยาวไปที่เลข 12 กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับเด็กวัย 5 ขวบ พ่อ แม่เปลี่ยนมาเป็นคนดูบ้าง ให้ลูกหมุนเข็มนาฬิกาและพ่อแม่เป็นคนบอกเวลา
  3. เล่านิทานเป็นกิจกรรมที่เด็กๆชอบ นิทานส่วนมากจะมีฉากและเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ซึ่งนิทานจะเป็นโลกสมมติที่เลียนแบบความจริง นิทานจึงมีเวลาเป็นส่วนประกอบอยู่ พ่อแม่สามารถนำมาเป็นสื่อให้ลูกรู้จักเวลาได้เกือบทุกเรื่องเช่น นิทานอีสปเรื่อง หมากับเงา หมาจะเห็นเงาในเวลากลางวัน หลังจากหมาไปแอบขโมยเนื้อที่ตลาด วิ่งผ่านสะพาน เห็นเงาของตัวเองในน้ำ แล้วคิดว่าเป็นหมาอีกตัว จึงเผลอปล่อยเนื้อตกลงไปในน้ำ นิทานนานาชาติ เรื่อง เจ้าหญิงซิลเดอเรลล่าเต้นรำกับเจ้าชาย จนถึงเวลาเที่ยงคืนตามเวลาที่ตกลงไว้กับนางฟ้า ก่อนที่พรที่นางฟ้าให้จะคลายแล้วทำให้นางกลับเป็นเด็กหญิงหน้าตามอมแมมอีกครั้ง นิทานเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องที่ได้รับความนิยมและมีเผยแพร่อยู่ ทั้งนี้พ่อแม่อาจแต่งนิทานขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการสอนลูกก็ได้
  4. พ่อแม่ชี้ชวนให้ลูกได้สังเกตสิ่งต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับเวลาเช่น ในยามเช้าเด็กหลายคนจะได้ยินเสียงนกร้อง ไก่ขัน หรือจะเห็นดอกบัวคลี่กลีบบาน เห็นเพื่อนๆเดินทางไปโรงเรียน และในยามค่ำเห็นนกบินกลับรัง เพื่อนๆเดินทางกลับจากโรงเรียน หรืออาจรู้สึกง่วงนอนและหลับไป ในเวลากลางคืนเด็กจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าจากสีฟ้าค่อยเปลี่ยนไปเป็นสีเทาและกลายเป็นสีดำในที่สุด บางคืนอาจเห็นดวงจันทร์เต็มดวง บางคืนเห็นดวงจันทร์เสี้ยวเล็กๆ และดวงดาวเต็มท้องฟ้า นี่คือเวลากลางคืน
  5. เล่นเกมง่ายๆกับลูก ใช้คำประกอบการอธิบายให้เด็กคุ้นเคย โดยเกมนี้จะใช้หลังมือแทนเวลากลางคืน (ผิวหนังหลังมือของคนเราจะสีคล้ำค่อนข้างดำหรือน้ำตาลเข้ม) ส่วนฝ่ามือเราใช้แทนเวลากลางวัน วิธีเล่นคือ มีผู้เล่นกี่คนก็ได้ พ่อแม่ ลูก พี่ น้อง เล่นด้วยกัน หันหน้านั่งล้อมวง กำหนดให้ 1 คนเป็นคนออกคำสั่ง “กลางคืน” “กลางวัน” เริ่มจากทุกคนใช้มือขวาของตนข้างเดียวโยกไปมาพร้อมกับเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา” ส่วนมือซ้ายไขว่ไว้ข้างหลัง เมื่อคนออกคำสั่งสั่งว่า “หยุด” ให้ทุกคนหยุดแล้วฟังคำสั่งว่าเขาบอกว่า “กลางวัน” หรือ “กลางคืน” หากมีคนทำผิดต้องหยุดเล่นไป เล่นจนเหลือคนสุดท้าย คนชนะจะได้สิทธิในการเป็นผู้ออกคำสั่งในรอบถัดไป เล่นกี่รอบก็ได้
  6. นำภาพลูกในช่วงแรกเกิดและภาพปัจจุบัน (อาจจะให้ลูกดูกระจกก็ได้) นำมาสนทนาเปรียบเทียบให้ลูกเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยให้เน้นคำที่บ่งบอกช่วงเวลาเช่น เมื่อก่อนนี้ลูกยังเด็กเล็กอยู่ ปัจจุบันลูกมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้
  7. วันสำคัญๆจะหมุนเวียนมาถึงในรอบปีเช่น วันเกิดของลูก วันปีใหม่ วันเปิดเทอม วันปิดภาคเรียน วันสุดสัปดาห์ ฯ กิจกรรมที่ทำในวันนั้นๆจะช่วยให้ลูกจดจำและระลึกถึงเรื่องราวในช่วงเวลาที่ผ่านไป และคิดกิจกรรมสำหรับเวลาที่จะมาถึง
  8. กิจกรรมตัวอย่างที่เสนอมานี้ พ่อแม่จำเป็นจะต้องรอคอยให้ลูกค่อยๆเข้าใจ เพราะเรื่องเวลามิใช่เพียงแค่เห็นนาฬิกา บอกตัวเลขเท่านั้น แต่เรื่องเวลาจะเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคนเรา สิ่งสำคัญเรื่องเวลาเป็นเรื่องนามธรรม ที่ต้องอาศัยสื่อและเหตุการณ์ช่วยให้เด็กเห็นด้วยตนเองด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ความรู้เรื่องเวลาที่ครูควรทราบ

  1. จากหลักฐานที่มนุษย์โบราณขีดเขียนภาพดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้รู้ว่ามนุษย์กำหนดรูปภาพแสดงเวลาจากปรากฎการณ์บนท้องฟ้าของดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันและดวงจันทร์ในเวลากลางคืนเป็นเครื่องบอกเวลา
  2. การใช้วัสดุธรรมชาติและวิธีการที่เหมาะสมกำหนดเวลาเช่น นำกะลามะพร้าวมาใช้ในการจับเวลา เนื่องจากกะลามีรูตรงกลาง นำไปวางในภาชนะใส่น้ำ เมื่อน้ำเริ่มไหลเข้ารู กะลาก็ตกลงก้นภาชนะ เมื่อเริ่มนำกะลาวางบนผิวน้ำ คือเริ่มกิจกรรม หลังจากนั้นน้ำจะไหลเข้าจนกะลาจมคือหยุดกิจกรรม

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เบรนเบสบุ๊ค.
  2. น้อมศรี เคท และปัทมาศิริ ธีรานุรักษ์ จารุชัยนิวัฒน์ (2552). การจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ในเอกสารประกกอบการอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาครูปฐมวัย ครั้งที่ 1. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อัดสำเนา) .
  3. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: เซเว่น พรินติ้ง กรุ๊ป.
  4. คาน ซาร่าห์. (2556) .พจนานุกรมภาพคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก. กรุงเทพมหานคร: นานมี บุ๊ค .
  5. ศึกษาวิชาการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.
  6. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2545). 19 วิธีจัดการเรียนรู้: เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์.
  7. Wardle, F. (2003). Introductions to Early Childhood Education A Multidimensional Approach to Child-Centered Care and Learning. U.S.A.: Pearson Education.
  8. http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/dbview.php?No=310[13 มีนาคม 2588] .

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน