หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องเสียง (Teaching Children about Sound)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องเสียง

การสอนลูกเรื่องเสียง (Teaching Children about Sound) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับคลื่นที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือนทำให้เกิดการขยายตัวของคลื่นเสียง และถูกส่ง ผ่านตัวกลางคืออากาศไปยังหู เสียงผ่าน ก๊าซ ของเหลว และของแข็งได้ เสียงจะมีระดับเสียงหลายระดับที่แตกต่างกัน ได้แก่ เสียงสูง กลาง ต่ำ ดัง เบา ทั้งนี้ เสียงจะเกี่ยวข้องกับอวัยวะของตัวเรา คือ หู ซึ่งเป็นประสาทสัมผัสสำคัญส่วนหนึ่งของมนุษย์ ใช้ฟังเพื่อการสื่อสาร คนเรารับรู้เสียงได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา เมื่อได้รับการกระตุ้นจากเสียง เพลง เสียงพ่อแม่พูดคุยด้วย นักวิจัยเกี่ยวกับสมองกล่าวว่า ทารกจะพัฒนาระบบการได้ยิน และระบบสมองที่เกี่ยวกับการได้ยิน (Tonotopic map) และเมื่อเด็กคลอดจากครรภ์ของมารดาแล้ว การได้ยินจะช่วยพัฒนาการทางภาษาที่มีความ สำคัญของการอยู่เป็นสังคมของคนเรา สิ่งสำคัญรอบๆตัวเรามีเสียงที่เกิดจากธรรมชาติ และเสียงที่มนุษย์กระทำให้เกิด ขึ้น เสียงเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เด็กควรรู้จัก เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรู้จักสิ่งต่างๆรอบตัว ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องเสียงจึงเป็นสาระการเรียนรู้เรื่องหนึ่งที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้กำหนดไว้ ในสาระการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก : อวัยวะของเรา คือ หู ทำให้เราได้ยินเสียงต่างๆ และปาก เป็นแหล่งกำเนิดสียง เพราะมีอวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงได้แก่ ฟัน ริมฝีปาก ลิ้น เพดาน ฯลฯ เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวว่า เหตุที่เกิดเสียง เสียงมาจากสรรพสิ่งต่างๆ และมีแตกต่างกัน เช่น คนแต่ละวัยจะเปล่งเสียงไม่เหมือนกัน หรือเพศหญิงชายก็มีเสียงแตกต่างกัน และเด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องมือสื่อสารที่ใช้เสียง คือ วิทยุ โทร ทัศน์ โทรศัพท์บ้าน และโทรศัพท์ไร้สาย หรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ครูจึงควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้เด็ก ในขณะเดียว กัน เสียงเป็นสื่อกลางที่คนเราใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน เสียงของคนและสัตว์บ่งบอกอารมณ์และความรู้สึกได้ การใช้เสียงจึงเป็นเรื่องของสิ่งที่มีชีวิตเรียนรู้ที่จะใช้อยู่ร่วมกันในสังคม เรื่องเสียงจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก ที่พ่อแม่และครูควรจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัย

การสอนเรื่องเสียงสำคัญอย่างไร?

การที่คนเราได้ยินเสียง เพราะมีคลื่นเสียงผ่านอากาศมากระทบกับหูของเรา เสียงที่เราได้ยินมาจากแหล่งเกิดเสียงต่างๆ ได้แก่ เสียงของคน สัตว์ เสียงวัตถุกระทบกัน แต่ละเสียงมีความหมายที่สื่อสารถึงกัน หรือนำเสียงเหล่านั้นมาใช้ประ โยชน์ เช่น เสียงคนหรือสัตว์ จะบอกความรู้สึกอารมณ์ขณะเปล่งเสียง เราจะได้ยินเสียงของคนหัวเราะ แสดงอารมณ์เบิกบานใจ เสียงร้องไห้ บอกถึงความเสียใจ เศร้าใจ วิตกกังวล การพูดเสียงดังหรือตะโกน หวีดร้องอาจจะเป็นเสียงที่บอกถึงความตกใจ ไม่พอใจ มีอารมณ์โกรธ แต่เสียงตะโกนก้องกระหึ่มของการเชียร์กีฬา จะบอกถึงความสนุกสนาน สัตว์ก็มีเสียงที่เปล่งหรือร้อง สื่อความรู้สึกตามสัญชาติหรือธรรมชาติของมันเช่นกัน เช่นเสียงร้องเพราะหิว ตกใจ หวาดกลัว หาคู่ ฯลฯ เสียงธรรมชาติรอบตัว ได้แก่ เสียงลมพัด เสียงน้ำไหล เสียงคลื่นในทะเล เสียงที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือกระทำ เช่นเสียงดนตรี เสียงตอกไม้ เสียงตีกลอง ฯลฯ เสียงเหล่านี้เด็กจะได้รู้ได้ยินผ่านในชีวิตประจำวันหรือสิ่ง แวดล้อมรอบตัว แต่การสอนให้เด็กรู้ เข้าใจ และใช้เสียงอย่างเหมาะสม จะส่งเสริมให้เด็กมีชีวิตอย่างมีความสุข การสอนเรื่องเสียงจะเป็นการเรียนรู้ได้ทั้งความเป็นวิทยาศาสตร์ คือธรรมชาติของเสียง ประเภทของเสียงที่อยู่รอบตัวเรา หรือ การฝึกใช้เสียงในการสื่อสารในสังคม เช่นมารยาทของการเปล่งเสียง พูดจากัน การใช้เสียงเพื่อความบันเทิง เช่นร้องเพลง เล่นดนตรี ฯลฯ เรื่องเสียงจึงเป็นสาระการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาชีวิตเด็กให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพได้เป็นอย่างดี

การสอนเรื่องเสียงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องเสียงมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กได้รับความรู้เรื่องเสียงที่ได้ยิน เป็นเสียงจากอะไร เป็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวเด็กที่ควรรู้ เช่น เสียงของคน สัตว์ คลื่นลม ฝน น้ำไหล เสียงที่เกิดจากการกระทบของวัตถุต่างๆ แต่ละเสียงบ่งบอกความหมายด้วยเช่นกัน เช่นเสียงลมที่พัดแรงพัดกระทบกิ่งไม้ หรือ น้ำทะเล แสดงถึงภัยอันตราย เสียงสุนัขเห่ากระโชกบอกถึงความดุร้าย
  • เด็กจะเห็นคุณค่าและโทษของเสียง สิ่งที่เป็นธรรมชาติย่อมมีคุณและโทษเสมอ คนเราจึงที่ควรเรียนเพื่อเสริม สร้างประสบการณ์ ใช้เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติตนในการดำรงชีวิตต่อไป เช่น เสียงที่เราพูดจา ทำให้เราสามารถติด ต่อกันจนเกิดเป็นสังคมของมนุษย์ เสียงดนตรีสร้างอารมณ์ความสุข เสียงจึงมีคุณค่าต่อคนเรา แต่ขณะเดียวกันหากเสียงดังมากไป อาจจะทำให้อันตรายต่อเยื่อแก้วหูของเรา คือทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อแก้วหู และหูหนวกจนไม่ได้ยินเสียงได้
  • เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติของเสียงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกความคิดเชิงเหตุผล และปลุกฝังจิตวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เห็น กระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้ มีความสุขและความสนุกที่ทำงานร่วมกับผู้ อื่น เช่น ฝึกการสังเกตและจำแนกเสียงสัตว์ เสียงวัตถุต่างชนิดกระทบกระแทกกันย่อมมีเสียงแตกต่างกัน การสังเกตจากประสาทหู เป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นการที่เด็กจะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะจำแนก ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความ หมาย และทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูลได้นั้น ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็ก ได้สืบค้นจากเรื่องเสียง ให้เกิดประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้วได้เป็นอย่างดี
  • การติดต่อสื่อสารในสังคมของคนเรา เสียงใช้สื่อความหมายที่ทำให้เข้าใจความต้องการ เด็กๆได้รับการฝึกฝนการใช้เสียงเพื่อการเข้าสังคมที่เหมาะสม เช่นการเปล่งเสียงเบาและนุ่มนวล จะให้ความรู้สึกถึงจิตใจที่อ่อนโยน จึงเป็นที่รักและการยอมรับในสังคมหรือเป็นมารยาททางสังคมที่เหมาะสม แต่จะแตกต่างจากเสียงตะโกนดังๆ หรือที่เรียกว่าตะคอกนั้น จะไม่เป็นที่สบอารมณ์ของผู้ฟัง เป็นต้น การอบรมบ่มนิสัยเด็กให้ใช้เสียงเหมาะแก่กาลเทศะจึงเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะนิสัยของเด็ก

การสอนเรื่องเสียงมีความสำคัญที่ควรสอนให้แก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว เรื่องสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก ครูและพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำเรื่องเสียงเป็นสื่อกลางในการฝึกฝนเด็กทั้งทางเรื่อง การส่งเสริมความคิดและทักษะทางสังคม ในเรื่องมารยาทตามวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม เพื่อการอยู่ในสัง คมอย่างมีคุณภาพ

ครูสอนเรื่องเสียงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยเรื่องเสียงในกิจกรรมหลักทั้งหกตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ครูอาจดำเนินการดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ใช้เครื่องดนตรีประกอบกิจกรรม เครื่องดนตรีที่ครูนำมาใช้ อาจเลือกได้ทั้งเครื่อง ดีด สี ตี เป่า เสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะให้เสียงแตกต่างกันไป เด็กได้ยินเสียงดนตรีพร้อมกับครูแนะนำชื่อเครื่องดนตรีให้เด็กได้รู้จัก เช่น แทมโบรีน: (Tambourine) ไทรแองเกิล (Triangle) มาราคัส (Maracas) ออร์แกน (organ) เมโลเดียน (Melodian) เปียโน (Piano ) แอคคอร์เดียน (Accordion ) เป็นต้น ครูอาจจะเลือกเครื่องดนตรีพื้น บ้านไทยมาใช้ทำจังหวะ ให้เด็กคุ้นเคยกับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ เช่น
    • ภาคอีสานนิยมใช้ พิณพื้นเมือง โปงลาง
    • ภาคใต้ใช้ฆ้องโหม่ง แตระ แกระ
    • ภาคเหนือใช้พิณ ซอ สะล้อ
    • ภาคกลางใช้กลองสองหน้า กลองแขก เป็นต้น

    ครูอาจใช้เครื่องบันทึกเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดเปิดให้เด็กฟังเพื่อความสะดวก แต่ครูก็จะให้เด็กได้รู้จักชื่อเครื่อง ดนตรีแต่ละชนิดที่เด็กได้ยินเสียงจากของจริงหรือภาพด้วย บางครั้งครูเล่นเครื่องดนตรีทำเสียงสูงต่ำ แล้วร่วมกันกำ หนดท่าทางการเคลื่อนไหว เช่น เมื่อได้ยินเสียงต่ำ เด็กๆจะย่อตัวลง ตรงกันข้าม หากได้ยินเสียงสูง เด็กๆจะยืดตัว จากท่าหมอบที่พื้นแล้วยืนเขย่งปลายเท้า แล้วกลับมาเป็นท่าหมอบกับพื้นอีกหากได้ยินเสียงต่ำ เป็นต้น

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การจัดกิจกรรมเรื่องเสียง เป็นสาระความรู้ที่เด็กเรียนผ่านทักษะพื้นฐานทางวิทยา ศาสตร์ ทักษะทางสังคม ทักษะทางภาษา ตลอดจนเทคโนโลยีง่ายๆที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก ดังเช่น
    • การพูดโทรศัพท์ เด็กๆได้ทดลองการพูดผ่านโทรศัพท์ ประดิษฐ์จากถ้วยกระดาษหรือกระป๋องที่เจาะรูที่ก้นถ้วย ใช้เชือกสอดปลายลอดรูที่เจาะไว้แล้วผูกปม วิธีเล่นคือ เด็กสองคนอยู่ที่ปลายเชือกที่ผูกกระป๋องหรือถ้วยไว้ ปลายเชือกละคน คนหนึ่งเป็นคนพูด อีกคนเป็นผู้ฟัง คนฟังจะบอกข้อความที่ตนได้ยิน ให้ผู้พูดทราบว่าได้ยินว่าอย่างไร ตรวจสอบว่าฟังคำพูดของเพื่อนถูกต้องหรือไม่ แล้วสลับกันเป็นผู้พูดและผู้ฟังกันและกัน กิจกรรมนี้จะได้
      • ฝึกฝนทักษะทางภาษา : ฝึกการพูดภาษาที่ถูกต้อง
      • ฝึกทักษะทางสังคม : มารยาทการพูดกับผู้อื่น
      • ฝึกการใช้เทคโนโลยีที่คนเราพัฒนาขึ้นคือ โทรศัพท์
      • ในขณะเดียวกัน เด็กได้ฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือทักษะการสังเกต ฟังเสียงที่แตกต่างกัน ได้แก่ เสียงดัง เสียงเบา เสียงใกล้ เสียงไกล สังเกตว่าเสียงที่เกิดขึ้นใช้เครื่องมือทดลองที่มีลักษณะอย่างไร (เชือกที่ดึงตึงย่อมได้ยินเสียงชัดเจนกว่าเชือกที่หย่อน)
    • เสียงอะไรเอ่ย ให้เด็กฟังเสียงต่างๆรอบตัวที่สัมพันธ์กับหน่วยการเรียน เช่น หน่วยสัตว์เลี้ยงน่ารัก ฟังเสียง เป็ด ไก่ นก แมว สุนัข วัว ควาย แพะ แกะ เป็นต้น สื่อที่ใช้มาจากสัตว์จริงๆ (ครูอาจนำนักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ที่สวนสัตว์ใกล้ๆโรงเรียน) หรือดูจากภาพยนตร์ประเภทสารคดี หรือครูอาจจัดกิจกรรมหน่วยการเรียนรู้เรื่องนก ให้ฟังเสียงนกแต่ละชนิดที่ขับขานเสียงแตกต่างกันไป เช่น เสียงนกเขา นกแก้ว นกกรงหัวจุก นกดุเหว่า นกกางเขน หรือนกอื่นในท้องถิ่นที่เด็กอยู่ นอกจากนี้ ธรรมชาติรอบตัวเด็กมีเสียงที่น่าสนใจ เช่น เสียงลมพัด กิ่งไม้เสียดสีกัน เสียงน้ำตก เสียงคลื่นทะเล เสียงฝนตก ฟ้าร้อง หรือเสียงที่คนเรากระทำ เช่นเสียงตอกตะปู เสียงสตาร์รถ เสียงเลื่อยไม้ เสียงตีโล หะ เสียงตีระฆัง แม้แต่เสียงคนเราที่เปล่งออกมาก็จะแตกต่างกันคือ เสียงเด็ก เสียงผู้ใหญ่ คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย เสียงของคนที่มีอารมณ์แตกต่างกันจะเปล่งเสียงต่างกัน เช่น เสียงหัวเราะ ร้องไห้ เศร้า ตกใจ ดีใจ บางทีครูสอดแทรกเข้ากับหน่วยการสอนอื่นๆ ได้เช่น หน่วยตัวฉัน เสียงของฉันเมื่อดีใจ เสียใจ สงสัย หวาดกลัว ฉันจะส่งเสียงแตกต่างกันอย่าง ไร อวัยวะของฉัน ทำเสียงได้หรือไม่ เช่น ฟันที่ขบเคี้ยว บดกัน ลิ้นที่กระดกขึ้นลง ริมฝีปากที่ห่อเข้า อ้าออกมีเสียงออกจากลำคอเป็นอย่างไร

    ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูจะจัดกิจกรรมบูรณาการทักษะด้านต่างๆให้แก่เด็ก เช่น ทักษะทางสังคม และให้เด็กเรียนรู้วัฒนธรรมในท้องถิ่นของเด็ก สังเกตความสัมพันธ์ของการปฏิบัติตนเกี่ยวกับการใช้เสียงได้อย่างน่าสนใจ เช่น มารยาทการใช้เสียงในวัดที่เป็นสาธารณะและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกสังคมจะสอนให้คนเราใช้เสียงเบาๆ เน้นความสงบ หรือ เมื่อเราสวดมนต์ เสียงที่เปล่งออกมาเป็นท่วงทำนองสูงๆต่ำๆ สวดพร้อมกันจะมีความไพเราะน่าฟัง ครูอาจจัดกิจกรรมเหล่านี้ในสภาพจริงในวันสำคัญทางศาสนา เช่น สวดมนต์ในวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือนสาม) หรือ การร้องเพลงชาติยามเช้าเมื่อเด็กๆเข้าแถวเคารพธงชาติ หรือ การร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสียงที่ร้องจะแสดงพลังความเข้มแข็งของทุกคน เป็นต้น การใช้เสียงในชีวิตประจำวันจะสื่อความหมายต่างๆที่ครูจะปลูกฝังลักษณะนิสัยตามวัฒนธรรมประเพณีให้แก่เด็กปฐมวัยด้วย

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กๆจะมีความสนุกสนานเมื่อเรียนผ่านการเล่น เมื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์ท่ามกลางเสียง ดนตรีบรรเลง เด็กๆจะปั้นดิน วาดภาพระบายสี สะบัดสี พิมพ์ภาพ หยดสี หยดเทียน โรยทราย ขยำกระดาษ ตามจัง หวะเสียงที่เขาได้ยิน เป็นงานที่สร้างสรรค์ตามจินตนาการของเด็ก กิจกรรมที่ครูและเด็กร่วมกันประดิษฐ์ เครื่องดนตรีง่ายๆ เช่น กลอง ที่ใช้กล่องกระดาษหรือกระป๋องที่มีฝาพลาสติกปิดกันลมเข้า เอากระดาษแข็งทากาวปิดรอบกล่อง ตรึงให้กระดาษอยู่กับที่ ใช้หนังยางรัดให้รอบกล่อง ระบายด้วยสีเทียนให้สวยงาม หรือทำแตรง่ายๆจากแกนกระดาษทิชชู โดยใช้ไหมพรมพันรอบแกนกระดาษที่ทากาวไว้ ปลายแกนทั้งสองปิดด้วยกระดาษไข ด้านหนึ่งเจาะรูให้อากาศออกหนึ่งรู แล้วเป่าที่รูนั้น เสียงที่ได้ยินจะเสียงแหลม งานสร้างสรรค์ดังกล่าวสัมพันธ์กับเรื่องเสียง เด็กๆจะเกิดความรู้ควบคู่กับความสนุกที่ได้สร้างและใช้ผลงานทำเสียงดนตรี
  • กิจกรรมกลางแจ้ง ให้เด็กได้เล่นผ่านเกมที่ใช้เสียง เช่น เกมปิดตาตามหาเพื่อน วิธีเล่นคือ ให้ผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดปิดตา ส่วนเพื่อนที่เหลือจับมือเป็นวงกลมร้องเพลงหรือท่องคำคล้องจองว่า “เพื่อนเอยมาทางนี้ ทายดูซิคนนี้คือใคร” ผู้ที่ปิดตาจะเดินตรงไปหาเพื่อน เมื่อจับตัวเพื่อนไว้ แล้วให้ถามว่า เธอคือใคร ผู้ที่ถูกจับตัวจะต้องตอบว่า ฉันคือเพื่อนที่แสนดี เด็กที่ปิดตาจะต้องทายว่าผู้พูดชื่ออะไร ถ้าทายถูก เพื่อนคนนั้นจะต้องมาเป็นผู้ปิดตาแทน ครูอาจดัดแปลงเกมนี้ ให้มีผู้ปิดตาเพิ่มขึ้น เล่นทายครั้งละ 3-5 คู่ เพื่อให้เด็กได้เล่นพร้อมๆกัน
  • เกมการศึกษา ฝึกประสาทหูด้านการฟังจากเกมง่ายๆ เช่น จับคู่ภาพเครื่องดนตรีกับเสียงดนตรีที่ได้ยิน ภาพคนวัยแตกต่างกันกับเสียงต่างๆ (เสียงร้องไห้ หรือ หัวเราะ) จับคู่เสียงที่มาจากวัสดุเดียวกัน เช่น นำก้อนกรวด ทราย เมล็ดพืช ก้อนหิน เศษสตางค์ ฯลฯ ใส่ในกล่องทึบปิดฝา ให้เด็กเขย่าฟังเสียง กล่องที่เสียงเหมือนกันนำมาวางไว้คู่กัน กิจกรรมนี้ใช้ฝึกประสาทสัมผัสของเด็กปฐมวัยตามแนวการสอนของ แพทย์หญิง มาเรีย มอนเตสเซอรี่ (Dr. Maria Montessori) นักจิตวิทยาเด็กพิเศษที่มีชื่อเสียง
  • กิจกรรมเสรี
    • ที่มุมการเรียนรู้หนังสือ ให้จัดหาหนังสือเรื่องเสียงไว้ให้เด็กอ่าน เช่นเรื่อง Sound of the wild: night time เนื้อเรื่องว่า ในเวลากลางคืน ขณะที่ทุกคนกำลังหลับ แต่มีสัตว์บางจำพวกที่ตื่น หรือออกหากินอยู่ เด็กๆจะร่วมสำรวจและตื่นตาตื่นใจไปกับหนังสือ pop up แบบ Panorama พร้อมฟังเสียงลึกลับของสัตว์ต่างๆในเวลากลางคืน เช่น เสียงร้องตะ โกนของเจ้าป่า เสียงคำรามของเสือ เสียงนกฮูก อีกทั้งยังได้เรียนรู้ชีวิตและสภาพแวดล้อมของสัตว์กลางคืนต่างๆ และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับเสียงอีก เช่นเรื่อง Sound of the wild: ocean เป็นเรื่องเกี่ยวกับการร่วมสำรวจโลกสัตว์ใต้ทะเลที่เสมือนมีชีวิตจริง พร้อมฟังเสียงสัตว์ต่างๆที่อยู่ใต้ทะเล เช่น เสียงของปลาโลมาที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงแมวน้ำ เสียงร้องเพลงของปลาวาฬ อีกทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของชีวิตสัตว์ใต้ทะเล
    • ที่มุมคอมพิวเตอร์ ครูจัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใส่โปรแกรมฝึกให้เด็กค้นคว้าเรื่องเสียงใกล้ตัวจากคอมพิวเตอร์ หรือเล่นเกมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
    • ที่มุมวิทยาศาสตร์ ครูจัดอุปกรณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นทดลองเรื่องเสียง เช่น สายยางฉีดน้ำพลาสติกยาว 12 นิ้วท่อ พีวีซีแบบใส ให้เด็กนำปลายข้างหนึ่งไว้ที่หู แล้วพูดใส่ที่ปลายท่ออีกข้างหนึ่ง เกิดอะไรขึ้น หรือให้คนหนึ่งพูด แต่ปลายข้างหนึ่งอยู่ที่หูของเพื่อน

การเรียนรู้เรื่องเสียง ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกิจกรรมหลักทั้งหกกิจกรรม ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 นั้น จะช่วยส่งเสริมคุณลักษณะตามวัยด้านต่างๆของเด็กปฐมวัย เด็กจะได้รับการพัฒนาการด้านร่าง กาย เพราะได้ใช้ประสาทสัมผัส หู รับเสียง การพัฒนาด้านสติปัญญา เด็กได้รู้จักคิดและตัดสินใจ ได้แสดงความ สามารถของตน พัฒนาการด้านสังคม เด็กได้ใช้เสียงเพื่อสื่อสาร เป็นการอยู่ร่วมกับผู้อื่นตามวัฒนธรรมประเพณีของสังคมนั้น และพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ เด็กจะมีความสุข เมื่อได้ยิน ได้ฟัง ได้ใช้เสียง ตอบสนองความต้องการของตนเองตามธรรมชาติ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องเสียงอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องเสียงให้ลูกที่บ้านได้ดังนี้

  • นับตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ของมารดา พ่อแม่เล่นกับลูกด้วยการพูดคุยกับลูก เสียงพ่อแม่จะไปกระตุ้นการพัฒนาทางสมองส่วนการได้ยินของเด็ก หรือเปิดดนตรีของคีตกวี โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) นักประพันธ์ชื่อก้องชาวออสเตรียให้ลูกฟัง จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์พบว่า การพัฒนาสมองของเด็กกับการฟังเสียงดนตรีของโมสาร์ทมีความสัมพันธ์กัน
  • ตั้งแต่ลูกอยู่ในวัยทารก การฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าให้แก่ลูก จะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ประสาทหูเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ ทำกิจกรรมง่ายๆเริ่มจากส่งเสียงทักทายลูก ให้เขาคุ้นเคยกับเสียงพ่อแม่ เป็นการสอนภาษาแม่หรือภาษาแรกให้แก่ลูก เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาที่ดีด้วย การเห่กล่อมลูกด้วยท่วงทำนองอ่อน โยน เป็นกิจกรรมสร้างความรักและความผูกพันพ่อแม่ลูก
  • ให้ลูกได้ยินเสียงธรรมชาติรอบตัว เช่น เสียงสัตว์ เสียงคลื่นทะเล เสียงน้ำตก ฯลฯ เด็กจะค่อยๆเรียนรู้ว่า เสียงมีอยู่รอบตัวเราและแตกต่างกัน
  • ฝึกลูกเล่นดนตรี ร้องเพลง เป็นการฝึกประสาทหู ให้แยกแยะเสียง และเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของสมองได้เป็นอย่างดี
  • เล่นกระจกเงากับลูก นำลูกไปที่กระจก ดูปากพ่อ (หรือแม่ ผู้อุ้มเด็กในขณะนั้น ) ออกเสียง อ้า อ้อ เอ้อ อู อี อา เอ๊ะ ฯ แม้คำจะไม่มีความหมาย แต่เสียงและริมฝีปากที่เด็กเห็น จะช่วยให้เด็กเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเสียงกับรูปปาก พร้อมทั้งเกิดความสนุกที่ได้เล่นกับพ่อแม่
  • อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง คำคล้องจอง หรือนิทาน เสียงสูงต่ำของคำเป็นเสียงที่เด็กได้ยินและค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของคำต่อไป
  • เล่นจั๊กจี้กับลูก เสียงหัวเราะจะมีระดับเสียงสูงต่ำ ให้เกิดความสนุกสนานไปด้วย
  • หาวัสดุรอบตัวทำเสียงเล่นกับลูก เช่น ม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นกรวย คล้ายแตรออกเสียง โหลๆๆๆๆๆ หลายๆครั้ง ให้ลูกทำบ้าง ตัดไม้ไผ่เหลาหรือเกลาจนหมดคม ทำเป็นไม้เคาะเสียงต่างๆ นำน้ำใส่แก้ว 4-5 แก้ว แต่ละแก้วมีระดับน้ำไม่เท่ากัน ใช้ช้อนเคาะข้างแก้วให้ลูกสังเกตเสียงที่แตกต่างกัน หรือขยำวัสดุที่แตกต่างกัน เช่น กระดาษแก้ว กระดาษหนังสือพิมพ์ พลาสติกแข็ง ใบไม้แห้ง ฯลฯ เสียงที่ลูกได้ยินเป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกัน
  • ให้ลูกฟังเสียงโฆษณาหรือบรรยายจากเครื่องขยายเสียง เด็กๆชอบเลียนแบบ พ่อแม่ควรแสดงอารมณ์สนุกกับการทำเสียงของลูกไปด้วย เพื่อเร้าให้เขาแสดงออก จากการใช้เสียงสื่อความหมาย
  • จัดของเล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกได้เล่นเลียนแบบเสียงต่างๆ เช่น หัวหุ่นสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า ยานพาหนะฯลฯ เมื่อสวมหัวหุ่นอะไร ลองให้ลูกแสดงบทบาทออกเสียงของสิ่งนั้นๆ เช่น สวมหัวหุ่นเป็นเครื่องบิน เสียงเครื่องบินเป็นอย่าง ไร พ่อแม่หรือคนในครอบครัวเล่นร่วมกับลูก สามารถจะเสริมสร้างนิสัยกล้าแสดงออกให้แก่เด็กด้วย

เสียง เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเราทำให้เกิดจากอวัยวะการออกเสียงของตนเอง และเสียงจากสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นกิจกรรมง่ายๆที่พ่อแม่สามารถจัดผ่านการพูด สนทนาในชีวิตประจำวัน และการเล่นกับลูกในครอบครัว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • เสียงธรรมชาติที่ทำให้เด็กๆตกใจ เกิดความหวาดกลัว คือเสียง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ครูควรเข้าใจสาเหตุของการเกิดเช่นนั้นว่า เสียงฟ้าผ่าเป็นเสียงที่เราได้ยินการสั่นสะเทือนของอากาศที่อยู่สูงขึ้นไปในก้อนเมฆ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  • เครื่องบินเจ็ทเป็นเครื่องบินที่เคลื่อนที่รวดเร็วมาก บางครั้งจะเกิดการชนกับอากาศที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งกำลังสะเทือนอยู่แล้วจากเสียงของเครื่องบิน เสียงนั้นเดินทางเร็วอยู่แล้ว แต่เครื่องบินเจ็ทบินเร็วกว่า คนที่อยู่ข้างล่างจึงได้ยินเสียงที่ชนกันเหมือนเสียงระเบิดของอากาศดังลั่นไปหมด

บรรณานุกรม

  1. เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์. (2546) . กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กเล็ก การสอนแบบบูรณาการ. แปลจาก Mary S. Rivkin. กรุงเทพมหานคร : เพียร์สัน เอ็ดคูเอชั่น อินโดไซน่า .
  2. คาน ซาร่าห์ (2556). พจนานุกรมภาพวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก. กรุงเทพมหานคร: นานมี บุ๊ค.
  3. คลินิกเด็กดอทคอม. (มปป).โมสาร์ทกับการพัฒนาสมอง.อ้างอิงจาก มติชน 25 สิงหาคม 2548. http://www.clinicdek.com/index.php. [ค้นคว้าเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557].
  4. ปิยะพร ศรีพลาวงษ์. (2554). การทดลองเรื่องเสียง. โทรทัศน์ครู. http://www.thaiteachers.tv/vdo2.php?id=2084. [ค้นคว้าเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2557].
  5. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิด วิธี และ เทคนิคการสอน กรุงเทพมหานคร: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์ .
  6. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  7. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี .
  8. Pledger, Maurice. (2007). Sound of the Wild: Nighttime. Colorado: Littleton.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน