หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องแมงและแมลง (Teaching Children about Bugs and Insects)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องแมงและแมลง

การสอนลูกเรื่องแมงและแมลง (Teaching Children about Bugs and Insectsหมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • แมง ซึ่งหมายถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่ง และส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา 8 ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก เช่น แมงมุม แมงดาทะเล แมงป่อง แมงกะแท้ แมงกะชอน เป็นต้น
  • แมลง ซึ่งหมายถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนอกและส่วนท้อง มีขา 6 ขา มีหนวด 1 คู่ มีปีก 1-2 คู่ หรือไม่มีเลย เช่น ผีเสื้อ ผึ้ง ต่อ มด ปลวก ด้วง แมลงทับ แมลงวัน แมลงวันทอง แมลงปอ เป็นต้น ส่วนหัวเป็นที่รวมประสาทและการกินอาหาร มีอวัยวะสำคัญคือ ปาก หนวด 1 คู่ ตาเดี่ยวและตาประกอบ ส่วนอกเป็นส่วนของการเคลื่อนไหว มีอวัยวะสำคัญคือ ขา 3 คู่และปีก 2 คู่ (บางชนิดจะไม่มีปีก) และส่วนท้องเป็นส่วนย่อยอาหารและการสืบพันธุ์

แมงและแมลงเป็นสัตว์ที่อยู่ตามที่ต่างๆ บางทีอาจตอมร่างกายของคนบางคน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครตั้งใจจะให้สัตว์ชนิดนี้มายุ่งเกี่ยวด้วย บางชนิดชอบมาอาศัยตามเพดานบ้าน เสาบ้าน พื้นบ้านที่มีรูเล็กๆ จะมีสัตว์เหล่านี้เบียดตัวแทรกเข้าไปอาศัยในซอกมุมอับมืดของบ้าน และบางชนิดก็อยู่ที่ใต้ดิน ในน้ำ ในป่า สุ่มทุมพุ่มไม้ แมงและแมลงมีลักษณะรูปร่างแบบต่างๆ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และมีโทษต่อคน สัตว์และพืช เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่นๆ เรื่องแมงและแมลงยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร สาระดังกล่าวจึงเป็นข้อสังเกตที่ควรนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้รู้จักสัตว์ประเภทแมงและแมลง คุณประโยชน์และโทษ ที่อยู่อาศัย อาหาร ศัตรู การสืบพันธุ์ การรู้จักใช้ประโยชน์จากแมงและแมลง รวมถึงการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากแมงและแมลงที่เป็นอันตราย

การสอนเรื่องแมงและแมลงมีความสำคัญอย่างไร?

เรื่องแมงและแมลงมีความสำคัญที่ควรนำมาจัดการสอนเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของสัตว์ประเภทแมงและแมลง ธรรมชาติเป็นเรื่องของความจริงที่มีอยู่ในโลกนี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่คนเราจะต้องศึกษาสังเกตธรรมชาติรอบตัวแล้วทำความเข้าใจ
  • ละแมลงเป็นสัตว์ที่อยู่รอบๆ ตัวเด็กและมีมากมายหลายชนิดทั้งที่มีประโยชน์และให้โทษ เด็กควรจะได้ตระหนักถึงคุณค่าของแมงและแมลงที่มีประโยชน์ ตลอดจนปลูกฝังนิสัยให้รักและดูแลสัตว์ประเภทนี้ ในขณะเดียวกันเด็กก็ควรรู้จักโทษของแมงและแมลงเพื่อป้องกันตนเอง
  • คนกับแมงและแมลงมีความสัมพันธ์ทางธรรมชาติดังนี้
    • คนใช้แมงและแมลงบางชนิดเป็นอาหารเช่น แมงดานามาปรุงเป็นน้ำพริก แมลงกุดจี่มาคั่วกิน
    • แมงและแมลง เช่น ผึ้ง แมลงภู่ แมลงวันหัวเขียว ช่วยผสมเกสรดอกไม้ให้กลายเป็นผลซึ่งเป็นอาหารของคนและสัตว์
    • ผลผลิตจากแมงและแมลงนำมาเป็นของใช้ ของกิน เช่น น้ำผึ้งจากผึ้ง นำมาผสมเข้าเครื่องยาหรือใช้ปรุงอาหาร ไหมจากตัวไหมนำมาทำเครื่องนุ่งห่มเรียกว่า “ผ้าไหม” ครั่งจากแมลงครั่ง นำมาทำสีแลกเกอร์ทาบ้านและเครื่องเรือน
    • ใช้แมงและแมลงช่วยกำจัดศัตรูพืช เช่นหนอนกระทู้ใช้ทำลายจอกแหน หนอนเจาะกระบองเพชรเพื่อทำลายป่ากระบองเพชรที่ไร้ประโยชน์
    • แมงและแมลงบางชนิดจะช่วยเกษตรกรทำปุ๋ย หรือเป็นอาหารของสัตว์บางชนิด เช่น ด้วงกุดจี่ ด้วงมูลสัตว์และด้วงเขี้ยวกาง ช่วยย่อยมูลสัตว์จนกลายเป็นปุ๋ยโดยไม่มีกลิ่นเหม็น หรือนำแมงและแมลงมาเป็นอาหารของกบและปลาที่เพาะเลี้ยงไว้ขาย
    • คนเราจะมีความสุขเมื่อชื่นชมความงดงามของแมงและแมลง เช่น มีความซาบซึ้งเสียงร้องของจักจั่นเรไร ซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่ง จนเกิดเป็นความสุนทรีแสดงออกทางการร้องเพลง ดนตรี วาดภาพและขีดเขียนเป็นบทกวีที่ไพเราะ

การสอนเรื่องแมงและแมลงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องแมงและแมลงมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กจะเป็นผู้มีความสุข สนุกที่จะเรียนรู้ เนื่องจากได้รับการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น จะแสดงความกระตือรือร้นที่จะสืบค้นหาคำตอบที่สงสัยและเกิดความรู้มากขึ้น เด็กจะให้ความสนใจหรือจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น เราจะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเฝ้าดูผีเสื้อบินว่อนไปดูดเกสรดอกไม้ เฝ้าดูมดเดินเป็นแถวตามๆ กัน หรือดูแมงมุมชักใย นับเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็ก
  • เด็กจะเป็นผู้มีปัญญา เนื่องจากได้รับการฝึกหัดให้ทำงานค้นคว้าความรู้เรื่องแมงและแมลงอย่างมีระเบียบ ตั้งแต่การสังเกต การคิดหาปัญหา การคิดคาดคะเน การเก็บรวบรวมข้อมูล การทดสอบหรือทดลองหาคำตอบ การสรุปผลและการนำเสนอผล ซึ่งเป็นทักษะกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์
  • เด็กจะเป็นผู้มีความรักและเอาใจใส่อนุรักษ์แมงและแมลง เนื่องจากได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสำคัญเรื่องแมงและแมลงที่มีต่อโลก ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์ พืชกับแมงและแมลง
  • เด็กจะเป็นผู้รู้จักใช้อวัยวะของตนเองทำงานคือ แขน ขา มือฯ หยิบจับวัสดุอุปกรณ์ขณะทำกิจกรรม ทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กทำงาน

ประโยชน์ที่เด็กรับนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 คือ ให้เด็กบรรลุมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ครอบคลุมการพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา

ครูสอนเรื่องแมงและแมลงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูสอนเรื่องแมงและแมลงให้เด็กที่โรงเรียนด้วยการเริ่มต้นที่จะทบทวนประสบการณ์เดิมของเด็ก ซักถามว่า “สัตว์คืออะไร?” เด็กมักจะบอกเล่าชื่อของสัตว์มากกว่าที่สรุปคำนิยามความหมายของสัตว์ ชื่อของสัตว์ที่เด็กบอกมานั้น แม้จะซ้ำๆ กันและมักจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้ตัว เช่น หมู สุนัข แมว ไก่ เป็ด วัว ควาย นก กระต่ายและจะมีชื่อของแมงและแมลงอยู่ด้วย จึงเป็นการเริ่มต้นที่จะชักชวนให้เด็กสนใจเรื่องของแมงและแมลง

ครูและเด็กวางแผนร่วมกันว่าควรรู้เรื่องอะไร รู้ได้อย่างไร เด็กจะได้ปฏิบัติด้วยตนเองหรือเรียนรู้ผ่านสื่อที่ให้เด็กสัมผัสใช้อย่างเหมาะสม มีแหล่งเรียนรู้และวิทยากรที่สอดคล้องกับเรื่อง สำหรับเรื่องแมงและแมลงที่น่าสนใจนำมาจัดกิจกรรมสำหรับเด็กคือ ความหมายและส่วนประกอบ ชื่อ รูปร่าง ลักษณะ หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ การขยายพันธุ์ อาหาร การเจริญเติบโต ที่อยู่อาศัย ศัตรู รวมถึงอันตรายจากแมงและแมลง ครูสามารถจัดกิจกรรมหลักทั้ง 6 ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ในที่นี้จะนำเสนอตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหัวเรื่องความหมาย ส่วนประกอบของแมงและแมลงดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กๆ เคลื่อนไหวตามเพลง “ผีเสื้อแสนงาม” เมื่อเพลงหยุดให้เด็กแต่ละคนบอกชื่อแมงหรือแมลงที่รู้จักคนละ 1 ชื่อ (พยายามไม่ให้เด็กบอกซ้ำกัน ดังนั้นเด็กควรจะได้เห็นภาพแมงและแมลงจากป้าย/ มุมจัดนิทรรศการในชั้นเรียนมาก่อน) เมื่อเด็กคนหนึ่งบอกชื่อแมงและแมลงให้เพื่อนๆ ทำท่าทางของแมงและแมลงชนิดนั้นตามจินตนาการ และเคลื่อนไหวตามเพลงต่อไป รอบต่อไปให้เด็กอีกคนผลัดกันบอกชื่อแมงหรือแมลงบ้าง และเพื่อนๆ ก็ทำท่าทางเช่นรอบแรกไปจนเด็กทุกคนได้เสนอชื่อแมงและแมลง เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมเด็กและครูสนทนาบอกความรู้สึกของการปฏิบัติกิจกรรม
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กๆ จะสนุกกับงานปั้นดินน้ำมัน วาดภาพด้วยนิ้วมือและส่วนต่างๆ ของแขนลงบนแป้งที่ละเลงบนกระดาษเป็นรูปผีเสื้อหรือแมลงที่รู้จัก พับกระดาษเป็นผีเสื้อ พิมพ์ภาพเป็นผีเสื้อ แล้วนำผลงานไปจัดนิทรรศการ
  • กิจกรรมเสรี เด็กๆ เลือกเข้ามุมการเรียนรู้ที่สนใจ
    • มุมหนังสือ : มีหนังสือที่เกี่ยวกับแมงและแมลงให้เด็กอ่านและค้นคว้า
    • มุมร้านค้า : เด็กเล่นบทบาทสมมติขายแมลงที่เป็นอาหาร
    • มุมชีวิตสัตว์ : ครูและผู้ปกครองร่วมมือกันนำแมงและแมลงในท้องถิ่นมาจัดแสดงให้เด็กสังเกต ครูควรจัดหาแว่นขยายให้เด็กส่องดูลักษณะของแมงและแมลง (แมงและแมลงหลายชนิดตัวเล็ก มองด้วยตาเปล่าจะไม่เห็นรายละเอียด เช่น มด ปลวก)
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เด็กๆ สนใจที่จะสืบค้นคำตอบจากปัญหาว่าแมงและแมลงคืออะไร มีส่วนประกอบอย่างไร เมื่อตั้งข้อสมมติฐานแล้ว (แมงกับแมลงไม่เหมือนกัน มีขา มีปีก มีตา มีตัว) ให้เด็กค้นหาคำตอบจากการสำรวจแมงและแมลงบริเวณโรงเรียน เช่น มด ผีเสื้อ ปลวกฯ ที่มีอยู่ โดยการสังเกตจากแว่นขยาย ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล หรือภาพและแผ่นบันทึก (ภาพวาด ภาพถ่าย ข้อความหรือขีดเครื่องหมายลงในแบบบันทึกที่ครูสร้างขึ้น) มาสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น ช่วงเวลานี้ครูและเด็กร่วมกันเขียนเป็นผังใยแมงมุม (webbing) เพื่อแสดงความรู้ในรูปแบบมโนทัศน์ที่แสดงความสัมพันธ์กันของสาระความรู้ที่เด็กค้นพบ เด็กระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งสำคัญคือ มีการยอมรับความคิดเห็นกันและกัน แล้วนำข้อสรุปมาเรียงต่อเนื่องโดยเสริมประสบการณ์ด้านทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ให้แก่เด็กด้วย เช่น ทักษะจำแนกประเภท ให้เด็กจำแนกภาพแมงและแมลงตามเกณฑ์ เช่น ตามจำนวนขา จำนวนปีกของแมง เป็นต้น หรือทักษะการสื่อความหมายในเรื่องจำนวนแมงกับแมลงที่ค้นพบ ลำดับขั้นตอนของวงจรชีวิตผีเสื้อ อธิบายลักษณะของแมลงมีปีกกับแมลงไม่มีปีก เด็กควรได้รับการสนับสนุนให้ใช้สื่อประกอบการสื่อความหมาย เช่น ภาพประกอบของแมงและแมลง ฝึกให้เด็กทำกราฟแท่งแสดงจำนวนแมงและแมลงหรืออื่นๆ ที่ร่วมกันกำหนดเพื่อให้เด็กเกิดความรู้เรื่องลักษณะของแมงและแมลงอย่างชัดเจน ตลอดจนสามารถบอกความสัมพันธ์เชื่อมโยงข้อมูลจากการสังเกตแมงและแมลงได้ เมื่อเสนอข้อมูลที่ค้นพบแล้ว ครูและเด็กร่วมกันสรุปเรื่องแมงและแมลง
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นเกม “แมลงปอไปไหน?” หลังจากให้เด็กขยับร่างกาย เดินเป็นวงกลม 2 รอบ ยืดแขนขา โยกตัวซ้าย - ขวา โดยตกลงกติกากับเด็กดังนี้ เด็กทุกคนเป็นแมลงปอกำลังบินเล่นลมตามเพลงที่ครูร้อง แต่เมื่อครูบอกว่า “แมลงปอไป.....” (เช่น เกาะกิ่งไม้) แมลงปอต้องบินไปที่ตำแหน่งกิ่งไม้ เป็นต้น ตอนนี้ครูกำหนดที่ไว้ 3 ที่คือ กิ่งไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า เด็กคนไหนเกาะผิดที่ต้องหยุดเล่น แล้วมาคอยดูเพื่อนเล่น
  • เกมการศึกษา เล่นเกมตัดต่อภาพลักษณะแมงและแมลง เช่น ภาพผีเสื้อ แมลงปอ ด้วง ปลวก ยุง แมลงวัน

กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องความหมายและลักษณะของแมงและแมลงที่เสนอนี้ เป็นกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ของกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรมที่จัดในหนึ่งวัน จุดเน้นคือ การดำเนินกิจกรรมจะเน้นกระบวนการให้เด็กสืบเสาะหาความรู้ด้วยด้วยตนเอง ผ่านการเล่นเดี่ยวและเป็นกลุ่ม ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จัดให้แก่เด็กจะบูรณาการเข้ากับประสบการณ์ทางสังคม ภาษา คณิตศาสตร์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรมทางปัญญาหลายประสบการณ์

พ่อแม่ผู้ปกครองสอนลูกเรื่องแมงและแมลงให้ลูกที่บ้านได้อย่างไร?

พ่อแม่สอนลูกเรื่องแมงและแมลงที่บ้านได้ดังนี้

  • เมื่อพ่อแม่จัดเก็บข้าวของและทำความสะอาดส่วนต่างๆ ภายในบ้าน อาจจะมีแมลงบางชนิด เช่นแมงสาบ มด แมงมุม ปลวก แมลงวันบินผ่านไปมา พ่อแม่แนะนำให้ลูกรู้จักได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บแมลงสาบ ยุง ปลวก แมลงวันไว้ โดยต้องอธิบายให้ลูกรู้ว่า แมงและแมลงเหล่านี้สกปรกให้โทษต่อคนเรา
  • แมงหรือแมลงบางชนิดจะมีอยู่ในสวนต้นไม้ในบ้านของเราและไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก ก็ควรให้ลูกได้เห็นและเฝ้าสังเกต เช่น ผีเสื้อ มด แมงมุม (บางชนิด) จิ้งหรีด ตั๊กแตน หิ่งห้อย เป็นต้น สำหรับมดและแมงมุมให้ลูกดูห่างๆ อย่าไปรบกวน เช่น ไปเขี่ยรังมดแดงที่ใบไม้ เดินย่ำรังมดคันไฟที่กองดิน เพราะมดแดงและมดคันไฟจะกัดแขน ขาหรือต่อยตาได้และเป็นการรังแกผู้อื่นซึ่งไม่สมควรกระทำอย่างยิ่งแม้จะเป็นสัตว์
  • พ่อแม่กระตุ้นความสนใจของลูกเรื่องแมงและแมลง โดยการบอกเล่าว่าแมงและแมลงเกิดมาและอยู่ในโลกนี้นานมากแล้ว อาจใช้ภาพแมงและแมลงต่างๆ จากสารานุกรมหรือหนังสือภาพประกอบการเล่าเรื่อง พ่อแม่แนะนำพร้อมอธิบายลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันของแมงกับแมลงให้ลูกฟัง
  • พ่อแม่ชวนให้ลูกสำรวจบริเวณบ้านและชุมชนว่ามีแมงและแมลงกี่ชนิด โดยพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด เป็นโอกาสที่จะแนะให้ลูกรู้ว่าแมงและแมลงชนิดไหนที่เป็นอันตราย ลูกควรอยู่ห่างไว้ เช่น ผึ้ง ยุง แมลงวัน แมลงสาบ เป็นต้น แต่หากเป็นแมงและแมลงที่สวยงาม ก็ควรชี้ชวนให้เด็กชื่นชมธรรมชาติ เช่นผีเสื้อ แมงปอ ตั๊กแตน แมลงเต่าทอง ฯ เมื่อลูกรู้จักแมงและแมลงมากขึ้น ลองให้ลูกเล่าเรื่องและบันทึกภาพแมงและแมลงที่ลูกรู้จักและชื่นชอบ
  • หากมีโอกาสให้ลูกได้สังเกตการเจริญเติบโตของแมงและแมลงที่ไม่เป็นอันตราย เช่น ผีเสื้อจะทำให้เด็กรู้จักธรรมชาติ การเกิดและวงจรการเจริญเติบโต และแทบทุกโรงเรียนมักจัดให้เด็กสังเกตวงจรชีวิตผีเสื้อ ดังนั้นพ่อแม่และครูจะได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมนี้ทั้งที่บ้านและโรงเรียน ด้วยการแบ่งหน้าที่กันว่า จะทำอะไร อย่างไร เช่น พ่อแม่อาจจะมีสวนต้นไม้ที่ผีเสื้อไปเตรียมวางไข่ ก็ให้ที่ตรงนั้นเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กและทำนองเดียวกัน หากที่โรงเรียนมีไข่ของผีเสื้ออยู่ โรงเรียนคือจุดเริ่มต้นให้เด็กสังเกตก็ย่อมได้ พ่อแม่อาจจะทำหน้าที่ช่วยครูจัดหาตู้มาใส่หนอนหรือหากิ่งไม้ที่มีใบอ่อนๆ เขียวๆ ให้ลูกนำไปเป็นอาหารของหนอน ช่วยครูเก็บกวาดขี้หนอนในแต่ละสัปดาห์เพื่อเปรียบเทียบขนาด อันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าหนอนเจริญเติบโตขึ้นตามขนาดของขี้หนอน การเปลี่ยนสภาพจากหนอนเป็นดักแด้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก และเฝ้าดูดักแด้กลายร่างมาเป็นผีเสื้อแสนสวย มีปีกบินว่อนไปมา ช่างแตกต่างจากตัวหนอนและดักแด้ กิจกรรมการสังเกตที่ต้องคอยเฝ้าดูหนอนจนกลายเป็นผีเสื้อต้องการผู้ใหญ่คอยให้การสนับสนุน เด็กจะเกิดการสืบค้นอย่างเป็นขั้นตอนและได้พบข้อเท็จจริง จนทำให้เด็กประทับใจกับงานลักษณะเช่นนี้
  • ปลูกสวนดอกไม้ล้มลุกที่เจริญเติบโตรวดเร็ว เช่น ต้นบานชื่น ต้นคุณนายตื่นสาย ต้นดาวเรือง ฯ ต้นไม้เหล่านี้มีน้ำหวานล่อให้ผีเสื้อบินมากิน ลูกจะได้เห็นฝูงผีเสื้อช่วยผสมเกสรดอกไม้ ช่วยให้พืชสร้างเมล็ด และในสวนจะมีแมลงเต่าทองช่วยชาวสวนกำจัดศัตรูพืช
  • การเล่นของเล่นประเภท Jigsaw Insect จัดหาภาพตัดต่อรูปแมลงพร้อมชื่อภาษาไทยและคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาให้เด็กเล่น การเล่นเช่นนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเห็นลักษณะของแมงและแมลงบางชนิดที่ไม่อาจติดตามดูของจริงได้ทันที เช่น ภาพแมลงวัน ยุง แมงมุม ตั๊กแตน จักจั่น ฯ ช่วยในการเรียนรู้และจดจำผ่านการเล่น
  • การสนับสนุนให้เด็กเตรียมตัวที่จะอยู่ในสังคม IT ก็สำคัญในยุคปัจจุบัน พ่อแม่คือคนสำคัญที่ใช้เครื่องเทคโนโลยี ทำให้ลูกรู้ว่าการค้นคว้าข้อมูลจากเครื่องเทคโนโลยีมีความสะดวก
  • พ่อแม่ปลูกฝังทัศนคติในการดำรงชีวิตและทำงานของแมลงผ่านการเล่านิทานให้ลูกฟัง โดยค้นเรื่องแมงและแมลงจากหนังสือนิทานทั่วไป เช่น นิทานเรื่อง “ขี้เกียจเป็นแมลงวันขยันเป็นแมลงผึ้ง”
  • ในประเทศไทยมีสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจนำลูกไปเที่ยวชม เพื่อให้เห็นและรู้จักแมงและแมลงที่อาจจะไม่มีในบริเวณบ้านหรือในสวน แหล่งเรียนรู้ที่กล่าวถึงคือ “พิพิธภัณฑ์แมลง” ภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตร ชั้น 2 ตึกจรัส สุนทรสิงห์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
    • ส่วนที่จัดแสดงการจัดระบบการจำแนกแมลงและตัวอย่างแมลงบางชนิด มีแผ่นภาพที่แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับชื่อและความสำคัญ (พ่อแม่ต้องอ่านและสรุปเป็นภาษาพูดให้ลูกฟัง) ซึ่งส่วนนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีตลอดเวลาราชการ
    • อีกส่วนหนึ่งคือ ห้องเก็บตัวอย่างตัวเต็มวัยและตัวอ่อนของแมลง ซึ่งจะเปิดให้นักอนุกรมวิธานที่ทำการศึกษาวิจัยเท่านั้น

ครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กรู้จักแมงและแมลงได้เป็นอย่างดี บางชนิดบินหรือคลานมาให้เห็นได้ทั้งวัน เช่นแมลงวันและยุง แต่ยังมีอีกหลายชนิดที่เด็กไม่มีโอกาสได้รู้จักมากนัก พ่อแม่จึงต้องเป็นผู้จัดการส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ผ่านการบอกเล่า การนำไปยังแหล่งที่มีแมงและแมลง การใช้สื่อประกอบแทนของจริงและร่วมมือกับโรงเรียนจัดกิจกรรมเรื่องแมงและแมลง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแมลงมีพิษกัดต่อย

ครูปฐมวัยมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้เลี้ยงดูเด็ก ขณะที่เด็กอยู่ที่โรงเรียนอาจจะเกิดอุบัติเหตุถูกแมงหรือแมลงจำพวกมด ผึ้ง ต่อ แตนต่อย ทั้งที่โรงเรียนได้ป้องกันอันตรายเหล่านี้แล้ว ดังนั้นครูจึงควรมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อช่วยเหลือเด็กให้พ้นจากความเจ็บปวด ครูต้องรู้ว่าเป็นแมลงชนิดใดเพื่อทำการปฐมพยาบาลได้ถูกต้อง เช่น ผึ้ง ต่อ แตนจะมีเหล็กในอยู่ตรงส่วนปลายของตัวแมงและแมลง เมื่อมันต่อยคนหรือสัตว์จะปล่อยน้ำพิษออกมา ทำให้บริเวณที่ถูกต่อยบวมแดงคัน ถ้าเด็กแพ้รุนแรง พิษของแมลงเหล่านั้นจะทำลายตับ ไต หัวใจและเสียชีวิตได้

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้รีบเอาเหล็กในที่แมลงต่อยออกโดยเร็ว โดยใช้ปลายเข็มที่ทำความสะอาดกดบริเวณที่ถูกแมลงต่อย ปลายเข็มจะดันเหล็กในออกมา จากนั้นเช็ดด้วยแอมโมเนียเพื่อทำลายความเป็นกรดของพิษแล้วใช้น้ำแข็งประคบ หากเด็กมีอาการรุนแรงรีบส่งแพทย์ทันที

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เอดิสันเพรสโปรดักส์.
  2. จำนง แย้มพรายแข. ( 2546) สัตว์จำพวกแมลง. กรุงเทพมหานคร : ทิชชิ่งทรอนด์.
  3. พิทยาภรณ์ มานะจุติ. (2552). วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  4. บุบผา เรืองรอง. (2556). สุขอนามัยสำหรับเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  5. ปรียา นพคุณ และยุพา วีระไวทยะ. (2544). การสอนวิทยาศาสตร์แบบมืออาชีพ. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสดศรี–สฤษดิ์วงศ์.
  6. ศึกษาธิการ. กระทรวง. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา.
  7. สตีฟ พาร์กเกอร์. (2557). ชวธีร์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต. 100 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแมงและแมลง. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์คอมมิกส์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนท์พับลิชชิ่ง.
  8. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
  9. เพลงแมลงปอ. www.youtube.com/watch?v=p0Axuzc3S4E. [ค้นคว้าเมื่อ 18 กรกฏาคม 2557].
  10. สุรีย์ฉาย เติมจันทึก. นิทานเรื่อง ขี้เกียจเป็นแมลงวันขยันเป็นแมลงผึ้ง.http://sureechay1991bovy.blogspot.com/. [ค้นคว้าเมื่อ 15 กรกฏาคม 2557].
  11. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒.www.rtafa.ac.th/admin/thai/dictionaryrayalinstitute_%202542.htm [ค้นคว้าเมื่อ 15 กรกฏาคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน