หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องแรงของคน (Teaching Children about Human Force)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องแรงของคน

การสอนลูกเรื่องแรงของคน (Teaching Children about Human Force) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยว กับสิ่งที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หยุด และเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างวัตถุบางอย่างได้ ซึ่งเกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อของคนเรา เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เรียกว่า แรง ซึ่งเป็นได้ทั้ง

  • แรงดึง ที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาตัวเรา
  • และแรงผลัก ที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวเรา
  • ส่วนแรงกดหรือบีบ หมายถึง การออกแรงผลักลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การกดอาจจะทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ บุบ หรือแบนได้
  • และการหมุน หมายถึง การใช้แรงผลักและแรงดึงไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ คนเราทุกคนเกิดมาจะมีพลังงานเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ พลังงานนี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่จะเห็นผลจากการกระทำของการออกแรง เพราะคนเรามีแรงกันทุกคน จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ในการนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ผ่านการเล่นทั้งที่มีของเล่นประกอบและไม่มี ทั้งนี้นอกเหนือจากการสนับสนุนให้เด็กสนใจธรรมชาติของตนเองแล้ว เรื่องแรงเป็นเรื่องที่คนเราจะต้องใช้เพื่อการดำรงชีวิตให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว การระมัดระวังตน เองให้ปลอดภัยจากแรงเป็นสำคัญ ที่ต้องให้เด็กได้รับข้อความรู้นี้เช่นกัน ทั้งพ่อแม่และครูจึงควรจัดกิจกรรมเรื่องแรงของคนให้เด็กได้มีประสบการณ์

การสอนเรื่องแรงของคนสำคัญอย่างไร?

การจัดกิจกรรมเรื่องแรง เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ครูและพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องให้ความสนใจส่งเสริมให้เด็กปฐม วัยได้ข้อความรู้นี้ เนื่องจากแรงเป็นธรรมชาติของร่างกายที่คนทุกคนมีและใช้แรงนี้ในการดำรงชีวิต หากนับตั้งแต่เด็กเกิดมา เด็กก็จะเคลื่อนไหวร่างกายแล้วและเคลื่อนไหวตลอดอายุขัย เหตุที่การจัดกิจกรรมเรื่องแรงมีความสำคัญและจำเป็นต้องสอนเด็ก เพราะจะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กด้านต่างๆ คือด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคมและด้านอารมณ์ ตามเป้า หมายของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่เด็ก ดังที่ปรากฏในกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-5 ปี ว่าการจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัยเป็นการตอบสนอง และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในการเรียนรู้โลกธรรมชาติรอบตัว และพัฒนาทักษะทางสติปัญญาต่างๆ เนื่อง จากเด็กระดับปฐมวัยมีธรรมชาติของการสืบเสาะหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์อยู่ในตนเอง การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด ให้ได้ทั้งกระบวนการเรียนรู้และองค์ความรู้ตั้ง แต่ระดับปฐมวัย จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเด็กในการพัฒนากรอบแนวคิดและทักษะต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาของเด็กในอนาคต จากเป้าหมายดังกล่าวสถาบันฯจึงได้กำหนดสาระการเรียนรู้ทางวิทยา ศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ที่เกี่ยวกับเรื่องแรงและการเคลื่อนที่ คือ สาระที่ 4 : แรงและการเคลื่อนที่ มาตรฐาน ว 4.2 ความว่า เข้าใจลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุในธรรมชาติ มีกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ และกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นปฐมวัยไว้ว่า เด็กควรได้ทดลองและสรุปผลการออกแรงกระทำต่อวัตถุต่างๆ และกำหนดตัวชี้วัดว่า ทดลองการออกแรงกระทำต่อวัตถุด้วยขนาดของแรงที่แตกต่างกัน และนำเสนอผลการสังเกตจากการออกแรงกระทำต่อวัตถุด้วยวิธีการที่เหมาะสมตามวัย

การมีกรอบมาตรฐานการเรียน การกำหนดสาระการเรียนรู้ เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ตลอดจนตัวชี้วัดไว้ เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้เด็กมีคุณลักษณะที่ดีตามเป้าหมาย เป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของเรื่องแรงและการเคลื่อน ที่ ที่ครูและพ่อแม่จะต้องนำไปจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การสอนเรื่องแรงของคนมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องแรงของคน มีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กได้มีโอกาสแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จากการส่งเสริมด้วยกระบวนการทางวิยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจะได้พัฒนาทัก ษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่
    • ทักษะการสังเกต เช่น การสังเกตตนเองที่สามารถใช้อวัยวะของตนเองเคลื่อนย้ายวัตถุต่างๆได้ด้วยตนเอง เป็นต้นว่า การใช้มือตักอาหารเข้าปาก หยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ การเดิน การวิ่ง การลุกขึ้น ด้วยตนเอง เด็กจะค่อยๆรู้และเข้าใจไปตามลำดับการเจริญเติบโตตามวัย แต่ต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์ตั้งแต่ปฐมวัย จึงจะเกิดประโยชน์ที่เด็กมีข้อความรู้พื้นฐาน
    • ทักษะการจำแนกประเภท ผลจากการสังเกตว่า คนเรามีแรงและใช้แรง จะทำให้วัตถุต่างๆเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ขนาด ทิศทาง แต่จะมีวัตถุบางประเภทไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างก็ได้ เมื่อเด็กสังเกตแล้ว จะได้รับการฝึกฝนทาง ด้านทักษะจำแนกด้วย เช่น จำแนกวัตถุที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างหลังจากใช้แรงกระทำ กับวัตถุที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง
    • ทักษะการวัด วัดน้ำหนัก วัดขนาด วัตถุที่ถูกกระทำจากแรง
    • ทักษะการสื่อความหมาย ผลการทดลองจากการสังเกต การจำแนกประเภท การวัด จะนำมาใช้ในพัฒนาทัก ษะสื่อความหมาย เช่น การบอกเล่า การวาดภาพ ถึงผลการทดลองนั้นๆ
  • เด็กจะรู้จักการใช้แรงให้เกิดประโยชน์ เช่น การออกกำลังกาย การเล่นที่สนุกสนาน การช่วยเหลือตนเองให้ได้เนื่องจากคนเราเกิดมาจะต้องมีแรงและใช้แรงทำงาน ในขณะเดียวกันการอบรมสั่งสอนให้เด็กระมัดระวังการออกแรง เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้หากไม่ระวัง เช่น การดันของจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ อาจจะทำให้ไถลลื่นอย่างรวดเร็วและล้มลง หรือระวังอันตรายที่เกิดจากผู้อื่นออกแรงแล้วปะทะเราให้เกิดอันตรายได้ เช่น ขณะที่คนอื่นวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เราควรหลบให้พ้นเส้นทางวิ่งของเขา เพราะเขาอาจจะไม่เห็นเราแล้ววิ่งปะทะเราล้มลงได้
  • เด็กจะเห็นถึงความสัมพันธ์ของการดูแลตนเองให้แข็งแรงกับการใช้แรง เช่น การรับประทานให้อิ่ม นอนพักผ่อนให้เต็มที่ เขาจะมีแรงเดินและเล่น ที่ทำให้มีความสุข
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมเรื่องแรงและการเคลื่อนที่ของตนเอง เช่น การจัดกิจ กรรมทดลองให้เด็กโยนลูกบอล เด็กได้ใช้แรงเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง เมื่อกล้ามเนื้อเขาได้ทำงาน (ออกแรงและเคลื่อนไหวร่างกาย) ร่างกายจะแข็งแรง การเล่นทำให้เด็กรู้สึกมีความสุข อารมณ์ดี มีเพื่อน การเล่นกับผู้อื่น เด็กจะได้เรียนรู้การเข้าสังคม และการโยนบอล เป็นแรงผลัก เด็กเห็นหรือสังเกตรู้ได้ถึงการเคลื่อนที่ของลูกบอลหลังการผลัก ส่งผลให้เด็กเกิดปัญญา เพราะรู้ถึงเหตุของการเกิดว่า การผลักลูกบอลด้วยแรงของตนเอง หรือเพื่อนผลักมา ผลจากการออกแรงลูกบอลจึงเคลื่อนไปข้างหน้า เป็นต้น

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง แรงของเรา เป็นเรื่องที่มีในชีวิตประจำวัน ที่เด็กได้กระทำผ่านการเรียนปนเล่น จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ดังกล่าว

ครูสอนเรื่องแรงของคนให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องแรง ที่ครูจัดให้แก่เด็ก ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 มีดังนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ให้เด็กๆได้เคลื่อนไหวอวัยวะตามจังหวะที่ครูกำหนด เช่น ให้เด็กนั่งแล้วทำท่ายืดร่างกายท่อนบน เด็กจะรู้สึกว่าเขาต้องออกแรง จากนั้นปรับเปลี่ยนโดยใช้อวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกาย
  • กิจกรรมกลางแจ้ง นำเด็กลงเล่นเครื่องเล่นสนาม การปีนป่าย มุด ลอด ผลัก ดัน ดึง เล่นโยนลูกบอล กลิ้งลูกบอล ลากถุงทราย ถีบรถจักรยาน กระโดดไปข้างหน้า ฯลฯ จะเกิดการเรียนรู้ว่า จะใช้แรงจากร่างกายของตนเองหรือแรงที่ทำร่วม กับเพื่อนๆ
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ให้เด็กปั้นดิน ปั้นแป้ง บีบ บด แป้งหรือดิน ขยำกระดาษ ประดิษฐ์รถลากกระดาษที่ใช้แกนหลอดด้ายเป็นล้อหมุนได้ แล้วให้นำไปลากเล่นจริงๆ
  • กิจกรรมเสรี จัด
    • มุมการเรียนรู้ให้เด็กได้เล่นกับเครื่องเล่นที่ใช้แรง เช่น เล่นต่อบล็อกไม้ ต่อตัวต่อพลาสติก
    • มุมช่างไม้ มีเครื่องมือให้ตอกไม้
    • ที่มุมคอมพิวเตอร์และมุมหนังสือให้เด็กค้นคว้าเรื่องแรงของเรา
    • ที่มุมเล่นน้ำ เล่นทราย ให้เด็กได้ขุด ตัก เท ทราย หรือน้ำ ครูอาจจะผสมน้ำกับทรายเป็นทรายเปียกให้เด็กเล่น เพื่อเพิ่มน้ำหนักของทราย ให้เด็กได้ใส่ภาชนะต่างๆแล้วนำมา แบก หาม หรือ ลาก
    • ที่มุมบ้าน เด็กได้เล่นทำขนม ที่บีบครีมจากหลอดเพื่อตกแต่งหน้าเค้ก
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจให้เด็กๆดูรูปภาพเด็กแสดงท่าทางออกแรง วิ่ง เดิน ลากถุงใส่ของ หิ้วกระเป๋า อุ้มตุ๊กตา แล้วให้เด็กตอบคำถามว่า เราทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะอะไร ให้เด็กๆได้ทดลองทำตามภาพคนละ 2 อย่าง และบันทึกผลในแผ่นบันทึกผลการสังเกต เด็กร่วมกันอภิปรายกับครู โดยนำภาพแผ่นบันทึกผลการสังเกตมานำเสนอด้วย เด็กสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมที่มุมคอมพิวเตอร์ มุมหนังสือ แล้วนำข้อมูลมาร่วมกับครูจัดป้ายนิเทศ

    ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูจะผสมผสานทักษะคณิตศาสตร์ ภาษา สังคมไปด้วย เช่น

    • คณิตศาสตร์ ให้เด็กนับจำนวนสิ่งของที่เพิ่มขึ้นในรถเข็น เด็กจะรู้สึกได้ว่าเข็นของช้าลงเพราะของหนัก มีจำนวนสิ่งของมากขึ้นย่อมมีน้ำหนักกว่าสิ่งของที่ใส่ในรถจำนวนน้อยชิ้นกว่า (เปรียบเทียบความรู้สึกหนักเบากับค่าน้ำหนักสิ่งของจากเครื่องชั่งด้วย)
    • ทักษะภาษา ให้เด็กบรรยาย ให้เล่าประสบการณ์ของตนเองที่ออกแรงทำสิ่งต่างๆ เช่น การขุดดิน การเข็นรถน้อง ขี่จักรยานสามล้อสำหรับเด็ก หรือกำหนดคำศัพท์ที่เกี่ยวกับแรงแล้วให้เด็กแสดงกิริยาประกอบ ได้แก่คำว่า ผลัก ดึง เข็น ยก หมุน กด บีบ ฯลฯ
    • ทักษะทางสังคม เล่นบทบาทสมมติช่วยกันเข็นของ ช่วยกันยกของหนักๆ ฯลฯ
  • เกมการศึกษา อาจเล่นเกมโดมิโน ผลของแรงคนเรา เกมภาพตัดต่อ เราออกแรงผลักสิ่งของ ฯลฯ

นอกจากนี้การให้เด็กมีประสบการณ์อย่างเป็นทางการผ่านกิจกรรมหลักทั้งหก เรื่องแรงของคนเราแล้วนั้น ครูอาจใช้เหตุ การณ์จากชีวิตประจำวันเป็นบทเรียนให้แก่เด็กเรื่องแรงด้วย เช่น เด็กๆล้างหน้าแปรงฟันก่อนนอนกลางวัน ให้เด็กได้บีบยาสีฟันลงแปรง เขย่าเทแป้งผัดหน้าตนเอง ในโรงเรียนเจ้าหน้าที่สนามเข็นรถตัดหญ้าก็ต้องออกแรง การกวาดอาคารถูห้อง เรียนก็ใช้แรงแขนและข้อมือขยับไม้กวาดและไม้ถู การยกหม้ออาหารมาให้เด็กรับประทานอาหารกลางวันก็ต้องใช้แรง ผู้ ใหญ่บางคนอาจจะขี่รถจักรยานต้องใช้แรงขาถีบรถให้เคลื่อนที่เช่นเดียวกับที่เด็กขี่รถของเด็กเล่นบนถนน ในตอนเช้าเด็กๆใช้แรงดึงสายธงชาติเพื่อชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ตรงเรื่องแรงให้แก่เด็ก

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องแรงของคนอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่อง แรงให้ลูกที่บ้าน ดังตัวอย่างกิจกรรมดังนี้

  • ให้ลูกช่วยทำงานบ้านที่เด็กสามารถทำได้ เป็นเรื่องของการใช้แรงของลูกเอง เช่น เก็บเสื้อผ้าจากราว จะต้องใช้แรงดึงผ้าเข้าหาตัว ใช้แรงมือบิดลูกบิดเครื่องซักผ้าให้เครื่องยนต์ทำงาน หรือการเปิดฝาขวดน้ำก็ใช้แรง เป็นต้น
  • เมื่อไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อ อาหารและเครื่องใช้ต่างๆ ที่ห้างจะมีรถเข็นใส่สินค้าให้แก่ลูกค้าเลือกทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก พ่อแม่เลือกรถเข็นขนาดเล็กและเข็นพร้อมลูก ลองใช้คำว่าผลักออกไป เราใช้แรงของเราผลักรถเข็นไปข้าง หน้า
  • เล่นกับลูกที่ต้องใช้แรงกับวัตถุบ้าง เช่น เล่นโยนลูกบอลลงตะกร้า เล่นเก็บของเล่นให้เต็มถุงแล้วลากมาส่งพ่อแม่ เล่นของเล่นบางชนิดที่มีล้อเคลื่อนที่ได้ เช่น รถ ผลัดกันผลักรถให้เคลื่อนที่ เป็นข้อสังเกตว่า หากผลักด้วยแรงมากน้อยไม่เท่ากัน รถของเล่นก็จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ระยะไม่เท่ากัน
  • ให้ลูกช่วยเข็นรถนั่งของน้องเล็กไปพร้อมกับพ่อแม่ พูดให้ลูกสนใจว่า น้องเริ่มโตแล้ว ตัวหนักขึ้น พี่ช่วยพ่อแม่เข็นน้องไปเที่ยวกันนะ
  • ให้ลูกช่วยพ่อแม่ถอนต้นไม้เล็กๆประเภทวัชพืช เป็นการใช้แรงดึงวัตถุขึ้นมา และขุดดินฝังเมล็ดพืช
  • มีกิจกรรมประจำวันหลายอย่างที่ต้องใช้แรงกดหรือบีบ พ่อแม่ทำให้ลูกเห็น บางอย่างให้ลูกทำตามและให้ทำเองได้ เช่น การบีบยาสีฟันลงแปรงเพื่อทำความสะอาดฟันทั้งตื่นนอนและก่อนเข้านอน พ่อแม่พูดให้ลูกรู้จักใช้ภาษาด้วย ได้แก่ บีบออกมา ออกแรงอีกนิด ลูกบีบเองได้ บีบยาสีฟันให้พอดีกับขนแปรงแบบนี้ค่ะ บางครั้งคุณแม่อาจจะทำขนม ต้องนวดแป้ง ลูกช่วยได้ โดยแบ่งแป้งให้ลูกสักก้อนพร้อมไม้นวดขนาดเล็กพอเหมาะกับมือและแรงของเด็ก ให้เขาได้นวดแป้งที่ต้องอาศัยแรงกดแป้งให้แบนๆ กดแรงมาก แป้งก็แบนมากเช่นกัน
  • เด็กๆชอบปั้นดินน้ำมันเป็นรูปต่างๆตามที่คิด พ่อแม่จัดหาดินน้ำมันพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือบดดินจำลองมาให้ลูก เล่น เขาจะใช้แรงบีบ บดดินเล่นสนุกสนาน และเกิดการสังเกตการใช้แรงกระทำต่อวัตถุนั้นๆ
  • วันหยุดพักผ่อน พาลูกไปเที่ยวสวนสนุก ได้ลงเรือพายที่ใช้แรงเพื่อให้เรือเคลื่อนไป ลงเรือถีบ พ่อหรือแม่ขี่จักร ยานให้ลูกนั่งซ้อนไปด้วย แล้วถีบไปรอบๆสวน การไปพักผ่อนต่างสถานที่ จะมีกระเป๋าเดินทาง ให้ลูกช่วยลากกระเป๋าเดิน ทางใบเล็กของลูก กิจกรรมดังกล่าวใช้แรงกายของคน
  • แรงบีบ แรงดึง ทำให้วัตถุบางอย่างเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้และกลับมาเหมือนเดิมได้ พ่อแม่ทดลองผ่านการเล่นกับลูก เช่น ขยำฟองน้ำอาบน้ำของลูก ดึงหนังยางรัดของ หรือใช้หนังยางมัดของแล้วคลายออกจากของนั้น จะพบว่าหนังยาง และฟองน้ำรูปร่างเหมือนเดิมได้ แต่ของบางอย่างออกแรงกระทำไปแล้ว ของก็เปลี่ยนแปลงไปเลย ไม่กลับมาเหมือนเดิม เช่น ขยำใบไม้ ดอกไม้ เป็นต้น
  • เมื่อพ่อแม่เปิดประตู จะบิดลูกบิด พ่อแม่ให้ลูกได้ลองบิดลูกบิดบ้าง เขาจะออกแรงและรู้สึกได้

พ่อแม่ควรได้จัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกได้เห็นการใช้แรงของคน ตลอดจนใช้ภาษาสื่อสารให้ลูกเชื่อมโยงความหมายของการกระทำด้วยแรง แรงมีประโยชน์และโทษที่เด็กควรได้เรียนรู้จากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ด้วย เพื่อให้เด็กมีความปลอดภัยจากการใช้แรงของคน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

คำศัพท์เกี่ยวกับคำว่าแรง ที่ครูใช้ในชีวิตประจำวันกับเด็กๆ เช่น ออกแรง ใช้แรง แรงกาย แรงหมุน ผลัก ดัน กด บีบ ดึง หยุด เข็น เคลื่อนที่ เลื่อน ไถล ลื่น โยน

บรรณานุกรม

  1. กานดา ใจภักดี. (2542). วิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดวงกมล.
  2. กุลยา ตันติผลาชีวะ ( 2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด.
  3. คาน ซาร่าห์ ( 2556). พจนานุกรมภาพวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก. กรุงเทพมหานคร : นานมี บุ๊ค ,
  4. จอห์น เกรแฮม (2547). กิจกรรมทำมือ วิทยาศาสตร์ แรงและการเคลื่อนที่. นลินี โสภณสุทธิ ( แปล ) .กรุงเทพมหานคร : สุวิริยสาสน์.
  5. พิทยาภรณ์ มานะจุติ. ( 2552). วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  6. สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ. (2547). 21 วิธีการจัดการเรียนรู้: เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์.
  7. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  8. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
  9. Abruscato, j. (2004). Teaching Children Science: A Discovery Approach. U.S.A.: Pearson Education.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน