หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องแรงโน้มถ่วง (Teaching Children about Gravity)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องแรงโน้มถ่วง

การสอนลูกเรื่องแรงโน้มถ่วง (Teaching Children about Gravity) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับแรงที่โลกกระทำต่อวัตถุทุกชิ้น ดึงวัตถุในทิศทางเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก ทำให้วัตถุยึดติดกับพื้นโลก มิให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนผิวโลกหรือบรรยากาศของโลกหลุดลอยไปในอากาศได้ ทั้งนี้ เด็กปฐมวัยมีนิสัยสงสัยใคร่รู้เป็นโดยธรรมชาติ การที่เด็กมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว และเกิดเรื่องราวให้ชวนคิด ชวนให้สงสัยมีมากมาย รวมทั้งคำถามว่า “อะไรที่ทำให้เรายืนอยู่บนพื้นโลกได้โดยไม่ปลิวหายไปในอากาศ” และ “มีใครบ้างที่อยู่ใต้พื้นโลก เขาหล่นหายไปหรือไม่” คำถามของเด็กมีคำ ตอบ แต่หากผู้ใหญ่บอกเล่าเพียงให้เด็กทราบว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลกมีแรงโน้มถ่วง การบอกเช่นนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะเด็กบอกไม่เห็นแรงโน้มถ่วง แต่หากเด็กได้มีโอกาสตรวจสอบเรื่องนี้จากกิจกรรมง่ายๆ ที่ครูหรือพ่อแม่จัดให้เด็กได้กระทำ จนเกิดเป็นความเข้าใจในเหตุและเห็นผลสอดคล้องกัน จะเป็นการส่งเสริมความคิด ทัศนคติที่ดีและเกิดทักษะที่จำเป็นในการแสวงหาความรู้ต่อๆไปอีกให้แก่เด็ก การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กเรื่องแรงโน้มถ่วงจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่เด็กปฐมวัยควรเรียนรู้

การสอนเรื่องแรงโน้มถ่วงสำคัญอย่างไร?

เรื่องแรงโน้มถ่วงเป็นเนื้อหาสาระวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ที่เชื่อมโยงกับกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-5 ปี สาระที่ 4: แรงและการเคลื่อนที่ มาตรฐาน ว 4.1: เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและมีคุณธรรม เรื่องแรงโน้มถ่วงจึงเป็นสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งความเป็นธรรมชาติกับความเป็นวิทยาศาสตร์คือเรื่องเดียวกัน จึงเป็นความจำเป็นที่เด็กควรได้รับการจัดประสบการณ์ ให้เกิดความสามารถที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ ความเข้าใจในประโยชน์ของธรรมชาติและการนำไป ใช้ในการดำรงชีวิต ดังที่นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติมีความสัมพันธ์กัน ดังเช่น ภพ เลาหไพ บูลย์ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยใช้กระบวนการการแสวงหาความรู้ทางวิทยา ศาสตร์ วิธีทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เมื่อเด็กได้รับการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นั้น จะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาการตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คือ การส่งเสริมให้เด็กเกิดพัฒนาการ 4 ด้านคือ

  • ด้านร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสเรียนรู้
  • ด้านอารมณ์และจิตใจ ได้ รับการตอบสนองความต้องการและความสนใจของเด็ก
  • ด้านสังคมเด็กได้มีกิจกรรมทำร่วมกับผู้อื่น รู้จักกฎ กติกา ระเบียบของสังคม
  • และด้านสติปัญญา รู้จักการคิดแก้ปัญหา การตัดสินใจและได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ด้วยตนเอง

การพัฒนาดังกล่าวครูและผู้ปกครองสามารถส่งเสริมเด็กได้จากเรื่องแรงโน้มถ่วง

การสอนเรื่องแรงโน้มถ่วงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องแรงโน้มถ่วง มีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กจะได้รับประสบการณ์เรื่องแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันของเด็ก จึงเป็นพื้นฐานความรู้ทางวิทยา ศาสตร์ที่จะนำไปใช้ได้ต่อไป
  • เด็กจะเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของแรงโน้มถ่วงที่ส่งผลให้การอยู่ในโลก และเป็นธรรมชาติ (ความเป็นจริงที่เกิด ขึ้น) ในขณะเดียวกันแรงโน้มถ่วงก็เป็นโทษ ทำให้เด็กต้องเรียนรู้ที่จะระมัดระวังภัยที่เกิดขึ้น เช่น การลงบันไดอย่างรวดเร็วอาจจะทำให้ลื่นหกล้มตกมาบาดเจ็บ การนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่และมีผลไม้สุกขนาดใหญ่หล่นลงมา เช่น ผลมะพร้าว หรือ ผลตาล เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะผลเหล่านั้นเมื่อตกหล่นใส่ศีรษะถึงอันตรายแก่ชีวิตได้
  • เด็กจะได้รับการปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จากการฝีกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านเรื่องแรงโน้มถ่วง เริ่มจากการที่เด็กฝึกหัดตั้งคำถาม เป็นข้อสงสัยที่ต้องหาคำตอบจากการสืบค้น การปฏิบัติ จนได้ผลที่เป็นจริง ปรากฏอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสมตามวัย และในขณะที่ปฏิบัติด้วยตน เอง เด็กจะได้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ คือทักษะการสังเกต ทักษะจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล ทักษะดังกล่าวมีความสำคัญที่ทำให้เด็กสามารถแสวงหาความรู้ได้ตนเองต่อไป

การเรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงเป็นสาระการเรียนรู้ที่ใช้เป็นสื่อกลาง เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เกิดคุณภาพตามจุดมุ่ง หมายของหลักสูตรการศึกปฐมวัย ประโยชน์ที่เด็กพึงได้รับคือการได้พัฒนา ความรู้ ประสบการณ์ เจตคติและทักษะ กระ บวนการในการแสวงหาความรู้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตสืบต่อไปในอนาคต

ครูสอนเรื่องแรงโน้มถ่วงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมเรื่องแรงโน้มถ่วง ครูจัดกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้และสนใจโดยการคำนึงถึงจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเด็กให้เกิดสิ่งสำคัญคือ เกิดความรู้ ความเข้าใจในข้อความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เข้าใจถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เด็กจะมีความเฉลียวฉลาดที่จะเห็นความสัมพันธ์ของธรรมชาติและสิ่งต่างๆรอบตัว มีความคิดที่จะแก้ปัญหา เกิดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เช่น เกิดความสนใจและความชื่นชอบในสาระความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งการตระหนักรู้ถึงคุณค่าและโทษของแรงโน้มถ่วงที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน และนำความรู้ไปใช้ที่จะดูแลรักษาตนเองได้ตามวัย ส่วนสาระสำ คัญที่ครูกำหนดให้เด็กได้รับ คือ แรงโน้มถ่วงดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่าง โดยมีคำถามสร้างความสนใจในการสืบค้นความรู้ ตัว อย่างเช่น

  • เรารู้ได้อย่างไรว่าแรงโน้มถ่วงดึงดูดเราอยู่
  • แรงโน้มถ่วงดึงดูดวัตถุต่างๆมากน้อยเพียงใด
  • เราเปรียบเทียบแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดของต่างๆได้อย่างไร
  • เราจะทำให้ของที่มีน้ำหนักสมดุลกันได้อย่างไร
  • ลูกตุ้มทำงานอย่างไร

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วง ผ่านกิจกรรมหลักทั้งหก ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 โดยยึดหลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัยคือ

  • เป็นกิจกรรมการเรียนรู้แบบปฏิบัติการคิด คือ ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติ สัมผัส และคิด
  • เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้แสดงออก สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นได้รู้ว่า ตนเองพบอะไรจากการสืบค้น
  • เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้อื่น หมายถึงทำงานเป็นกลุ่มและช่วยเหลือกลุ่ม
  • เป็นกิจกรรมที่เรียนรู้เกิดผลพัฒนาได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
  • เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเกิดความสามารถและค้นพบคำตอบขณะปฏิบัติกิจกรรม
  • เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างเหมาะสมตามวัย
  • เป็นกิจกรรมที่สามารถให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมได้
  • เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย
  • เป็นกิจกรรมแบบบูรณาการ ที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ได้ผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

ครูจัดกิจกรรมเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านกิจกรรมหลักทั้งหกในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ได้ดังนี้

1. กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เปิดเพลงสากลสำหรับเด็ก ให้เด็กเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่น เพลง London Bridge จะให้ความหมายของการหมดไปและสัมพันธ์กับเรื่องแรงโน้มถ่วง ตรงกับคำ London Bridge is falling down, falling down , falling down, London Bridge is falling down หรือเพลง Ring Around The Rosy ครูให้เด็กเคลื่อนไหวตามจังหวะ และแสดงท่าล้มลง (ตามแรงโน้มถ่วง) ตรงกับคำว่า We all fall down!

2. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เน้นการทดลองหาคำตอบตามคำถามที่น่าสนใจ เช่น

  • เรารู้ได้อย่างไรว่าแรงโน้มถ่วงดึงดูดเราอยู่ ครูอาจให้เด็กๆทดลองนั่งตัวตรงที่เก้าอี้ที่มีพนักตรง วางเท้าทั้งสองราบบนพื้น หลังแตะพนักเก้าอี้ วางมือทั้งสองบนตัก ให้เด็กลุกขึ้นยืนโดยไม่ให้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทุกส่วน หรือโน้มตัวไปข้าง หน้า การทดลองทำเช่นนี้สักครู่ แล้วจึงนำผลมาอภิปรายกัน จะได้ข้อสรุปจากการสังเกตของตนและเพื่อนว่า แรงบางชนิดตรึงให้เรานั่งอยู่ที่เก้าอี้ คือแรงโน้มถ่วง (เรามองไม่เห็นแต่รู้สึกได้) เราต้องใช้แรงกายของเราฝืนหรือต้านแรงโน้มถ่วง จนเรายืนขึ้นมาได้
  • แรงโน้มถ่วงดึงดูดวัตถุต่างๆมากน้อยเพียงใด หาคำตอบจากการทำกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ ให้เด็กทุกคนชั่งน้ำหนัก และเปรียบเทียบกันและกัน แล้วเปลี่ยนให้เด็กแต่ละคนหิ้วถุงทรายในมือข้างละถุง ขึ้นชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับครั้งแรกที่ไม่หิ้วถุงทราย ครั้งไหนแรงโน้มถ่วงดึงเราไว้มากกว่ากัน เมื่อเด็กได้คำตอบแล้ว ทดลองอีกกิจกรรมคือ ให้เด็กหิ้วถุงทรายยืนชั่งน้ำหนักที่หน้ากระจก สังเกตว่าตัวเราเอนไปทางไหน (ด้านตรงข้ามกับด้านที่เราหิ้วถุงทรายซึ่งหนัก) การเอนร่างกายก็เพื่อให้เกิดความสมดุล (พอดี) กับแรงโน้มถ่วงดึงเรานั้นเอง

    ผลจากการทดลอง เด็กๆได้มีโอกาสอภิปรายทั้งชั้นเรียน และเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ว่า แรงโน้มถ่วงดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างลงมา แล้วเด็กๆเคยเห็นอะไรบ้างที่หล่นลงสู่พื้นดิน (ใบไม้ ดินสอ ตัวเราตกจากเครื่องเล่น เรากระโดดขึ้นไปก็ลงมา เราไม่ลอยไปในท้องฟ้า เม็ดฝนตกลงมาสู่พื้นดิน แม้แต่ของบางอย่างที่อยู่บนท้องฟ้าได้นานๆ ก็ยังกลับลงสู่พื้นดิน เช่น นกบิน ไก่ เป็ดบิน เครื่องบิน เครื่องร่อน เป็นต้น) สิ่งสำคัญคือ ครูได้บูรณาการเรื่องแรงโน้มถ่วงกับเนื้อหาอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่เด็ก เช่น ทักษะภาษา พัฒนาการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ให้แก่เด็ก กิจ กรรมพัฒนาทักษะการฟัง อาจจะให้ฟังนิทานเสริมจินตนาการเนื้อเรื่องเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ตัวอย่างนิทานจินตนาการเรื่อง จุดสีกระจัดกระจาย แต่งโดย บุบผา เรืองรอง เนื้อเรื่องย่อคือ ยายแก้วนำจุดสีไปทำความสะอาด แต่ลมพัดแรงทำให้จุดสีกระ จัดกระจายไปในที่ต่างๆ ยายแก้วร้องเรียกหาจุดสี จุดสีร้องตอบมา ยายแก้วจึงพบว่าจุดสีอยู่ที่ต่างๆเช่น ที่กระโปรงของหนูน้อย ที่เสื้อ ที่ขนของลูกแมว ลูกหมา ยายแก้วเห็นว่า จุดสีทำให้ทุกอย่างสวยงาม จึงให้จุดสีอยู่ที่ที่ตรงนั้น นิทานเรื่องที่เล่า จะได้ข้อสรุปว่า จุดสีไม่ปลิวหายไปนอกโลก แต่จะตกกลับสู่พื้นโลกไปอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อเด็กได้ฟังแล้ว ส่งเสริมให้เด็กเล่า (พูด) เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เขารู้มาเกี่ยวกับแรงที่ดึงให้ทุกอย่างกลับสู่พื้นโลก เด็กบางคนมีประสบการณ์วิ่งหกล้ม เคยรู้สึกหวาดกลัวกับการนั่งชิงช้าแกว่งขึ้นสูง แต่เขาไม่เคยหลุดออกนอกโลก การเล่นว่าวและว่าวตกกลับสู่พื้นโลก เด็กบางคนสน ใจกิจกรรมของนักอวกาศที่ออกไปนอกโลก ภาพยนตร์สารคดีจะให้ความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่มนุษย์เรามีความพยายามค้นคว้าเพื่อออกไปนอกโลกและพ้นแรงดึงดูดของโลกมาแล้ว บางครั้งการตั้งคำถามให้เด็กคิดอย่างสร้าง สรรค์ก็น่าสนใจ ถามว่า หากไม่มีแรงโน้มถ่วงจะเกิดอะไรขึ้นในโลกนี้ คำตอบของเด็ก นอกจากจะส่งเสริมความคิดสร้าง สรรค์แล้ว ก็ยังเป็นการพัฒนาภาษา นอกจากนี้ การนำเด็กไปยังแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอวกาศ เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำ ลองกรุงเทพมหานคร ดูเรื่องการเดินทางของนักอวกาศที่ใช้ยานพุ่งออกนอกโลกสู่อวกาศ ที่ต้องฝืนหรือต้านแรงโน้มถ่วง เด็กจะตื่นเต้นสนใจเหมือนไปในยานอวกาศด้วย เพราะมีบรรยากาศเสมือนจริง

    การเรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงจะสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้อื่นๆได้อีกหลายหน่วย เช่น

    • หน่วยแหล่งน้ำ น้ำตกที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
    • หน่วยฤดูฝน เด็กจะได้สังเกตฝนที่หล่นจากฟ้าสู่พื้นดิน
    • หน่วยอากาศ ทดลองที่อยู่ของอากาศจากการบรรจุอากาศลงในลุกโป่ง ลูกโป่งจะลอยขึ้นสู่ฟ้า แต่เมื่อลมออกจากลุกโป่ง ลูก โป่งแฟบลงและตกลงสู่พื้นโลกเช่นกัน
    • หน่วยตัวเรา เรามีกำลังกระโดดขึ้นไปแต่เราก็ตกลงสู่พื้นโลก เราไม่ลอยหายไปจากโลกนี้ เป็นต้น

3. กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูอาจให้เด็กๆทำพวงแขวนจากวัตถุรอบตัว เช่น ฝักถั่ว ใบไม้แห้ง เปลือกหอย หรืออาจจะออกแบบจากเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น กระป๋อง ถ้วยกระดาษใส่น้ำ ทำเป็นดอกไม้ ตุ๊กตา นำสิ่งเหล่านี้มาแขวนห้อยกับกิ่งไม้ผูกด้วยเส้น ด้ายหรือเชือก เด็กๆทดลองจัดสิ่งเหล่านี้ให้สมดุลด้วยการขยับจัดแต่ง กะความยาว-สั้นของเส้นด้าย

4. กิจกรรมเสรี

  • ที่มุมเล่นสมมติ ครูอาจให้เด็กเล่นขายของ โดยใช้ตาชั่งหรือมีเครื่องชั่งขนาดเล็ก ให้เด็กได้ชั่งสินค้า เช่น เมล็ดถั่ว กล่องใส่ของ ผลไม้ ผัก ปลาจำลอง
  • มุมไม้บล็อก ให้เด็กได้เล่นต่อแท่งไม้บล็อก สังเกตว่าเมื่อต่อสูงๆ บล็อกอาจจะล้ม หล่นลงมาไม่หายหรือปลิวออกไปจากห้องเรียน

5. กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนามทุกชนิด มีข้อสังเกตเกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วง เช่น การเล่นไม้กระดกขึ้นและลงสลับไปมา เด็กนั่งแกว่งชิงช้าโล้ไปมา บางคนอาจจะเล่นไม้ลื่น ไถลลื่นจากบนลงมาสู่พื้นดิน เด็กจะได้เรียนรู้ว่า การเล่นปีนป่าย เราต้องระมัดระวังการจับราวโหน เพื่อไม่ให้เราพลัดตกจากที่สูงมา เพราะเราเจ็บและเกิดบาดแผล เช่น แขน ขาหัก ศีรษะแตกได้ นี่คือโทษของแรงโน้มถ่วง

6. กิจกรรมเกมการศึกษา เล่นเกมลากเส้น ของที่หล่นจากที่สูงสู่พื้นดิน เช่น ผลไม้ชนิดต่างๆ ใบไม้แก่ๆ น้ำตก ฝนตก เกมภาพตัดต่อยานอวกาศ เป็นต้น

นอกจากการจัดกิจกรรมหลักทั้งหกตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยแล้ว การจัดประสบการณ์แบบไม่เป็นทางการให้แก่เด็ก จะเกิดประโยชน์ที่เด็กจะเรียนรู้ตามสภาพจริง เช่น เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เด็กประสบกับตนเอง อาจจะวิ่งหกล้ม ทำแก้วพลัดหล่น ขว้างปาลูกบอลเล่นกระดอนไปแล้วตกลงพื้นดิน การเดินลงบันไดง่ายกว่าการขึ้นบันได เราจะรู้สึกเหนื่อยที่เดินขึ้นบันได แตกต่างจากการเดินลงที่ถึงพื้นรวดเร็วและเหนื่อยน้อยกว่าขึ้นบันไดฯลฯ จากเหตุการณ์เหล่านั้น ครูชี้แนะให้เด็กสังเกตและร่วมคิด ร่วมสนทนา เด็กจะเข้าใจได้ไม่ยาก สิ่งสำคัญครูควรใช้ภาษาง่ายๆอธิบายบอกเล่าให้เด็กรู้ เช่น ลูกบอลหล่นลงดินเพราะโลกเรามีแรงดึงดูดไว้ เราไม่เห็นแรงนี้ แต่เรารู้สึกและเห็นจากสิ่งต่างๆได้

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องแรงโน้มถ่วงอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องแรงโน้มถ่วงให้ลูกที่บ้าน ด้วยการเล่นและสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยกันได้หลากหลาย ตัว อย่างเช่น

  • ชั่งน้ำหนักและจดบันทึกไว้ เป็นข้อสังเกตว่าลูกเปลี่ยนแปลงเมื่อเจริญเติบโตขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเป็นเครื่องเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจากความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่า โลกเรามีแรงดึงดูด เราเรียกว่าแรงโน้มถ่วง พ่อแม่สนทนาชี้แนะให้ลูกรู้จักได้
  • ต้นไม้รอบๆบ้าน มีใบไม้ ผลไม้ ดอกไม้ เมื่อลมพัดผ่าน หรือผลไม้สุก ใบไม้แก่ ก็จะร่วงหล่นลงสู่โคนต้น พ่อแม่เก็บกวาดใบไม้ เก็บผลไม้ ให้ลูกมีส่วนร่วมด้วย จะเกิดเป็นความรู้อย่างไม่ทางการที่เด็กสังเกตได้
  • เล่นกับลูก เช่น เล่นโยกเยก วิธีเล่น พ่อหรือแม่ นอนหงายราบกับพื้น จับลูกนั่งที่ข้อเท้าพ่อแม่ ยึดมือลูกไว้ โยกตัวลูกขึ้นพร้อมกระดกข้อเท้า ร้องคำคล้องจองประกอบว่า "โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ หมาหางงอ ขี่คอโยกเยก" เด็กจะเพลิดเพลินกับการโยกขึ้นลง และฟังคำร้องเป็นจังหวะสนุกสนาน เด็กจะสังเกตว่า ตัวฉันอยู่ที่ข้อเท้าพ่อแม่ไม่ลอยไปไหน
  • การเล่นกีฬาทุกประเภท ให้ลูกสังเกตเรื่องวัตถุหล่นลงสู่พื้นดิน อุปกรณ์การเล่น ได้แก่ กีฬา แข่งขันตีปิงปอง แบดมิน ตัน กีฬาเบสบอล บาสเกตบอล หาดวอลเลย์บอล ยกน้ำหนัก ฯลฯ สังเกตผู้เล่นเมื่อเคลื่อนไหว แม้จะขึ้นที่สูงก็จะกลับลงสู่พื้นดินเสมอ เช่น กีฬาว่ายน้ำ ผู้เล่นจะยืนที่กระดานกระโดดแล้วพุ่งตัวลงสู่สระน้ำในท่าต่างๆ การเล่นยิมนาสติก ผู้เล่นจะแสดงลีลาท่าทางที่ใช้พลังกำลังของร่างกาย บางท่าจะหมุนตัวหรือพลิกร่างขึ้นสู่อากาศ แต่ก็กลับลงสู่พื้นดินเสมอ หรือการสังเกต นักกายกรรม นักบัลเล่ต์ จะเต้นโดยการใช้แขนขาพยุงร่างกายให้สมดุล เป็นต้น
  • มีโอกาสนำลูกเดินทางร่วมไปด้วยโดยสารเครื่องบิน สังเกตว่า เราขึ้นเครื่องบินสู่ท้องฟ้า แต่ในที่สุดเราก็กลับลงมาสู่พื้นดินเสมอ
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมทำอาหารบางชนิด ทำให้เห็นการดีดกระเด็นของอาหารบางชนิดแล้วกลับลงสู่ภาชนะ เช่น คั่วเมล็ดข้าวโพด
  • นำลูกไปร้านค้าที่มีการชั่งสินค้า สังเกตปริมาณกับเข็มที่เครื่องชั่ง เช่น น้ำหนักของข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ น้ำตาล ถั่ว เป็นต้น
  • วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันพักร้อนของพ่อแม่ พาลูกไปเที่ยวที่น้ำตก ที่น้ำพุ สังเกตการไหลของน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การพุ่งของน้ำพุแล้วตกลงสู่พื้นเสมอ
  • บางครั้งอาจจะเกิดเหตุการณ์เรื่องสิ่งของต่างๆรอบตัวหล่น เป็นโอกาสที่ดีที่จะสนทนาเพิ่มประสบการณ์ เรื่องแรงโน้มถ่วงให้ลูกทราบ เช่น เสื้อผ้าที่เราซักตากไว้ ลมพัดและอาจจะปลิวตกหล่นที่พื้น แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน ฯลฯ ตกหล่นลงมา
  • หาหนังสือเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงมาอ่านให้ลูกฟัง เช่น การบินของสัตว์ปีก ยานอวกาศ เครื่องบิน นักบินอวกาศ ดาวตก เป็นต้น

กิจกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่รอบๆตัวของเด็ก อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเสมอ แต่บางเรื่องเป็นการจัดกิจกรรมให้เกิด ขึ้น จึงเป็นบทบาทของพ่อแม่ที่จะทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ โดยการศึกษาค้นคว้าและร่วมกิจกรรมการสอนกับครู เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงจากโรงเรียนและบ้านที่สอดคล้องกัน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ไอแซก นิวตัน เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1642 ที่วูลส์ธอร์พแมนเนอร์ ท้องถิ่นชนบทแห่งหนึ่งในลินคอล์นเซียร์ นิวตันเป็นนักศึกษาทุนที่เรียนดีของวิทยาลัยทรินิตี้ เคมบริคจ์ นิวตันได้สังเกตการหล่นของผลแอปเปิลลงสู่พื้นดิน ทำให้เกิดคำถามอยู่ในใจของนิวตันว่า แรงของโลกที่ทำให้ผลแอปเปิลหล่น น่าจะเป็นแรงเดียวกันกับแรงที่ “ดึง” ดวงจันทร์เอาไว้ไม่ไปที่อื่น และทำให้เกิดโคจรรอบโลกเป็นวงรี ส่วนดาวเคราะห์อื่นๆเคลื่อนที่ไปในอวกาศที่ไม่มีอากาศ จึงเคลื่อนที่โดยความเร็วคงที่ ไม่ฝืด มีทิศทางเป็นเส้น ตรง

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ ( 2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด.
  2. เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์. (2546) . กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กเล็ก การสอนแบบบูรณาการ. แปลจาก Mary S. Rivkin. กรุงเทพมหานคร: เพียร์สัน เอ็ดคูเอชั่น อินโดไซน่า .
  3. คาน ซาร่าห์ ( 2556). พจนานุกรมภาพวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก. กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊ค.
  4. บุบผา เรืองรอง ( 2554). จุดสีกระจัดกระจาย. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอเธนส์บุ๊ค.
  5. พิทยาภรณ์ มานะจุติ. ( 2552). วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  6. พิมพันธ์ เดชะคุปต์ . (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิด วิธี และ เทคนิคการสอน กรุงเทพมหานคร: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์ .
  7. ภพ เลาหไพบูลย์ (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช.
  8. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  9. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี .
  10. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (มปป.) ไอแซก นิวตัน. wikipedia.org/wiki/. [ค้นคว้าเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557].
  11. เพลง London Bridge จาก knowin.wordpress.com [ค้นคว้าเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2557] .

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน