หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องแสงธรรมชาติ (Teaching Children about Natural Light)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนลูกเรื่องแสงธรรมชาติ (Teaching Children about Natural Light) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับแสง ซึ่งเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่สิ่งมีชีวิตรับรู้ได้ด้วยตา เป็นเหตุให้มองเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งได้จากแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นเองธรรมชาติ ไม่ได้ปรุงแต่ง เช่น ดวงอาทิตย์ หรือแสงกลางวัน (Daylight) เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่ให้สี ถูกต้องสวยงามตามธรรมชาติมากที่สุด แสงสว่างช่วยให้คนและสัตว์เห็นสิ่งต่างๆรอบตัว จึงดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข โดยเฉพาะคนเรามีความฉลาดที่สังเกตธรรมชาติ และนำธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แสงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล ส่องสว่างกระทบโลก ดวงดาว ดวงจันทร์ เราจึงเห็นดวงจันทร์ ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงสว่าง นอกจากนี้ พืชและสัตว์บางชนิดก็มีแสงตามธรรมชาติ การศึกษาหาความรู้เรื่องแสงจากธรรมชาติเพื่อรู้ว่า สิ่งนั้นคืออะ ไร มีอะไรบ้างที่เป็นแสงธรรมชาติ มีประโยชน์และโทษเช่นไร และเรานำไปใช้ประโยชน์ให้เหมาสมอย่างไร เป็นเรื่องสำ คัญที่ควรเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย การเรียนรู้เรื่องแสงจากธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของสาระที่ควรเรียนเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 สาระดังกล่าวควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ให้เด็กสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการเด็กให้ครอบคลุมทุกด้าน

การสอนเรื่องแสงธรรมชาติสำคัญอย่างไร?

การที่คนเรามองเห็นสิ่งต่างๆ เพราะมีแสงสว่างเข้ามากระทบตาของเราโดยที่บริเวณรอบๆตัวเรา แสงสว่างที่ได้รับจากแหล่ง กำเนิดที่ใหญ่ที่สุด คือแสงจากดวงอาทิตย์ ให้ทั้งแสงสว่างและความร้อนแก่โลกตลอดเวลา และจะไม่มีวันหมด คนเราจึงได้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ที่คุ้มค่าอย่างอเนกอนันต์ นอกจากดวงอาทิตย์แล้ว แสงธรรมชาติที่ปรากฏให้คนเราเห็นมีอีกหลายชนิด เช่น แสงสะท้อนจากดวงจันทร์ ดวงดาว ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ของกิ่งไม้ เสียดสี หรือได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์เผาไหม้มา ความรู้เหล่านี้จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดโทษที่เกิดจากแสงธรรมชาติ ดังนั้น การสอนเรื่องธรรมชาติรอบตัว เด็กจึงเรียนรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเอง อะไรคือเหตุ ผลได้รับคืออะไร ลักษณะเช่นนี้คือการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิถีแห่งการฝึกให้เด็กให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคม เพราะเด็กวัยนี้กำลังอยากรู้อยากเห็นเรื่องรอบตัว สมองกำลังพัฒนา และกำลังสร้างลักษณะนิสัย เป็นวัยที่มีจินตนาการสูง เป็นวัยที่เหมาะสมในการสร้างความเป็นนักวิทยาศาสตร์

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กวัย 3-5 ปี ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ให้เด็กรักธรรมชาติ และให้มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้ และกำหนดสาระการเรียนรู้ ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆรอบตัวเด็กที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิดหรือมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่เด็กสนใจ ไม่เน้นเนื้อหาการท่องจำ ทั้งนี้หน่วยงานสถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในสาระวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ครูปฐมวัยสามารถเลือกเรื่อง แสงจากธรรมชาติ และจัดกิจกรรมให้สอดคล้องตาม สาระที่ 5 พลังงาน มาตรฐานที่ 10 สาระที่ 6 มาตรฐาน ว. 6.1 สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ มาตรฐานที่ 7.1 สาระที่ 8 มาตรฐาน ว 8.1

การสอนเรื่องแสงธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรสอนให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กเกิดข้อความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติรอบ ตัว และครูนำสาระเหล่านี้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรกำหนด

การสอนเรื่องแสงธรรมชาติมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องแสงจากธรรมชาติ มีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้คือ

  • เด็กจะได้รับความรู้เนื้อหาเกี่ยวกับแสงสว่างจากธรรมชาติ เป็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ซึ่งเป็นการเรียนที่มีความ หมาย เพราะอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก คือ แสงที่มาจากดวงอาทิตย์ สะท้อนจากดวงจันทร์ ดวงดาว หรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ คือ ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า การรู้ความจริงจะทำให้เข้าใจที่มา ลดความหวาดกลัว ความไม่แน่ใจลง
  • เด็กจะเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของแสงสว่างจากธรรมชาติที่ได้เกื้อกูลให้แก่มนุษย์ และจะเกิดความรู้สึกรักธรรมชาติ ผู้ ใหญ่จะเป็นผู้ใช้โอกาสนี้ปลูกฝังจิตสำนึกของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็กตั้งแต่แด็ก
  • เด็กจะเป็นผู้มีความสามารถในการคิดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีสาระการเรียนรู้เรื่องแสงจากธรรม ชาติให้เด็กเรียนรู้หาคำตอบ
  • เด็กจะได้เป็นผู้มีจิตวิทยาศาสตร์ คือมีความสนใจใฝ่รู้ เต็มใจที่ศึกษาหาความรู้และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความ สุข เกิดความสนุกที่จะเรียนรู้เรื่องแสงสว่างจากธรรมชาติ ซึ่งที่มีอยู่จริงในชีวิตและมีประโยชน์ ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ใช้ความร้อนทำประโยชน์ เช่น ทำให้ผ้าแห้ง อาหารสุก หรือต้นไม้เจริญเติบโต ฯลฯ เด็กจะเกิดความรู้สึกชื่นชอบในเนื้อ หาเรื่อง แสงสว่างจากธรรมชาติ ความชื่นชอบมีผลให้การคงความรู้อยู่ที่เด็กต่อไป และเป็นฐานความรู้ที่จะขยายความเข้าใจให้มากขึ้น เราจะเห็นเด็กที่มีความสุขในการเรียน ทดลองหาคำตอบเรื่องเกี่ยววิทยาศาสตร์ พูดคุย แสดงออก ที่พร้อมจะทำ การค้นคว้าอีกเสมอ
  • เด็กจะเป็นผู้ที่มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะจำแนก ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย และทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล โดยการที่ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็ก ได้ปฏิบัติเพื่อสืบหาคำตอบเรื่องแสงสว่างจากธรรมชาติ ทักษะเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับการเป็นอยู่ของคนเราด้วย

ครูสอนเรื่องแสงธรรมชาติให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูปฐมวัยมักจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง แสงธรรมชาติที่โรงเรียน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูอาจจัดให้แสงแดดยามสายส่องผ่านหน้าต่าง แล้วเปิดทำนองเพลงให้เด็กเคลื่อนไหวตามจังหวะผ่านแสงแดดอ่อน ให้เด็กจินตนาการว่า เขาคือแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังพื้นโลก ตั้งแต่ยามเช้า จนสาย เที่ยง บ่ายและเย็น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การเรียนรู้ เรื่อง แสงจากธรรมชาติ สำหรับเด็กมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ เช่น ดวงอา ทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด แสงธรรมชาติมีความสว่าง แสงธรรมชาติมาจากแหล่งต่างๆ หลายที่ แสงธรรมชาติบางอย่างจะให้ความร้อน แสงธรรมชาติเป็นพลังงาน เราจับต้องไม่ได้แต่เรารู้สึกได้

    ครูอาจตั้งคำถามเอง หรือเร้าความสนใจให้เด็กตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่การค้นคว้าหาคำตอบ ได้แก่ แสงจากดวงอา ทิตย์ทำให้เรารู้สึกอย่างไร แสงจากดวงอาทิตย์มีลักษณะอย่างไร แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงดาว เกิดจากไหน ใครทำให้เกิดขึ้นมา จากคำถามดังกล่าว การส่งเสริมให้เด็กค้นหาคำตอบจัดได้หลายแนวทาง คือ การสังเกต การอ่านหนังสือ การดูรูป ภาพ ดูวีดีทัศน์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องโลกและระบบสุริยะจักรวาล การสอบถามจากผู้ใหญ่ การดูจากนิทรรศการหรือสถาน การณ์จำลองที่แหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์

  • กิจกรรมกลางแจ้ง การจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นนอกห้องเรียน ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ และได้เข้าสังคมกับเพื่อน ครูจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเกี่ยวกับแสงจากธรรมชาติผ่านเกมสนุกๆ ได้ เช่น เกมแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ หรือแสงดาว กำหนดให้เด็กกระโดดตามเส้นตรงไปจนถึงเสาหลักที่ปักภาพดวงอาทิตย์ และให้เด็กเดินเขย่งปลายเท้าไปจนถึงเสาหลักที่ปักภาพดวงจันทร์ (ดวงดาว) เป็นต้น
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กวาดภาพระบายสีท้องฟ้าที่ได้รับแสงอาทิตย์ หรือแสงจันทร์ แสงดาว ตามประสบการณ์ที่เขาได้เห็นมา ตัดกระดาษเป็นภาพดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว นำมาทำเป็นโมบายแขวนในห้องเรียน
  • กิจกรรมเสรี เด็กๆอาจเข้ามุมคอมพิวเตอร์ เปิดดูภาพและเรื่องราวของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ในเวลาต่างๆ ดูเรื่องดวงดาวต่างๆจากเว็บไซต์ที่ครูช่วยสืบค้นไว้ เช่น เว็บไซด์ของ LESA (ศูนย์การรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ Learning center for Earth Science and Astronomy) หรือเข้ามุมฟังนิทานเกี่ยวกับแสงธรรมชาติที่ครูแต่งขึ้นเอง หรือได้จากหนังสือนิ ทาน สำหรับเด็กเล็ก การเล่านิทานสอดแทรกไป ยังมีความหมายที่ทำให้เด็กสนใจติดตามเรื่องราวธรรมชาติได้ มีนิทานน่า สนใจเรื่อง ดาวลูกไก่
  • เกมการศึกษา เด็กเล่นเกม เรียงลำดับเหตุการณ์ แสงอาทิตย์ส่องตั้งแต่เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น เรียงรูปร่างดวงจันทร์ตั้งแต่เดือนแรมจนจันทร์เต็มดวง (เน้นแสงสี) จำแนกประเภทภาพ เกมลอตโต ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องแสงธรรมชาติอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครอง จะสอนลูกเรื่อง แสงจากธรรมชาติที่บ้านได้ดังนี้

  • แนะนำลูกให้รู้จักแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ เช่น ในยามเช้าหรือบ่าย นำลูกไปนอกบ้าน ให้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกจากขอบฟ้า เห็นแสงอาทิตย์ส่งประกายจับขอบฟ้า ยามค่ำคืน ให้ลูกเห็นดวงจันทร์บ่อยๆทุกค่ำคืน เพื่อจะได้เห็นรูปร่างของดวงจันทร์ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะในวันที่เดือนเต็มดวง จะเห็นแสงจันทร์ส่องสว่างอย่างชัด ในคืนเดือนแรม ให้ลูกเห็นดวงดาวที่ส่งแสงระยิบระยับ เมื่อเกิดปรากฎการณ์ฟ้าแลบ ลูกมองออกจากทางหน้าต่าง เห็นฟ้าสว่างเป็นระยะ พูด คุยให้ลูกเข้าใจว่าเป็นธรรมดา แต่จะเกิดอันตรายได้ หากเราอยู่ในที่โล่งแจ้ง ไฟฟ้าในอากาศจะมีกระแสไฟอยู่
  • ร้องเพลงแหล่งกำเนิดแสงที่มาจากธรรมชาติ เช่น เพลง Twinkle Twinkle Little Star. ร้องว่า Twinkle,twinkle little star. How I wonder what you are? Up above the world so high, like a diamond in the sky. Twinkle, twinkle little star. How I wonder what you are? กระพริบ ระยิบระยับ เจ้าดาวดวงน้อย ฉันสงสัย เจ้าคืออะไรกัน อยู่เหนือสูงขึ้นไป ราวกับเพชรบนท้องฟ้ากระพริบ ระยิบระยับ เจ้าดาวดวงน้อย ฉันสงสัย เจ้าคืออะไรกัน
  • นำลูกไปยังแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เช่น หอดูดาวของภาครัฐและเอกชนที่อยู่ในท้องถิ่นทั่วภูมิภาคของประเทศไทย จัดให้ชมเรื่องโลกและจักรวาล ดูการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับแสงจากธรรมชาติ เช่น เรื่องดวงอาทิตย์ แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด ให้ความร้อนและแสงสว่างแก่โลกและดาวอีกหลายดวงในจักรวาล ความร้อนและแสงทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต คนเราใช้แสงจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมากมาย
  • สนับสนุนให้ลูกสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับแสงอาทิตย์ เช่น วาดภาพ ระบายสี ดวงอาทิตย์ส่องแสง ภาพดวงจันทร์ในวันต่างๆที่แตกต่างกันไป บางวันจันทร์เต็มดวง สีของดวงจันทร์จะเหลืองนวล ฟ้าจะสว่างเป็นสีเงินหรือฟ้าอ่อน ภาพดวง ดาวบางดวงจะสว่างเป็นจุดสีขาวใส เด็กๆอาจจะต้องการกระดาษฟอยล์มาตัดแต่งเป็นรูปดาว ติดที่ห้องนอน สมมติให้ฝาผนังด้านบนห้องเป็นท้องฟ้า พ่อแม่นอนดูดาวกับลูก
  • จัดกิจกรรมร่วมกับครู หากจัดให้เด็กทำกิจกรรมดูดวงจันทร์หรือดวงดาว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ความรู้เรื่องโลกและอวกาศ ครูสามารถหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ ที่หอดูดาวจัดสร้างขี้นโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ง ชาติ มีทั่วภูมิภาคของประเทศไทย เช่น

  • หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • หอดูดาวกองทัพเรือ สมุทรปราการ
  • หอดูดาว มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • หอดูดาว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • หอดูดาวสุริยะ มหาวิลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ กทม

ส่วนหอดูดาว เอกชนมีที่

  • หอดูดาวเกิดแก้ว อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี
  • หอดูดาวเขาน้อย สกายฮัท อำเภอปากช่อง นครราชสีมา เป็นต้น

ทุกที่มีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับโลกและจักรวาล ปลูกฝังให้เยาวชนรักธรรมชาติ และจะจัดกิจกรรมดูดาว ที่เปิดรับให้คณะครู นักเรียน และประชาชนเข้าชมดูดาวตามปฏิทินที่กำหนด และมีวิทยากรบรรยายความรู้ให้ด้วย

ในการจัดกิจกรรมสังเกตท้องฟ้าในเวลากลางวัน เพื่อดูแสงอาทิตย์นั้นควรเป็นเวลาเช้าถึงสาย หรือยามบ่ายเกือบเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กอยู่โรงเรียน แต่ในช่วงเที่ยงวัน ไม่สมควรนำเด็กไปเพ่งมองดวงอาทิตย์ เพราะเป็นอันตรายต่อสายตาของเด็ก การมองเห็นดวงจันทร์และดวงดาว ครูควรขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้เด็กดูแสงจันทร์ในวันต่างๆ โดยเฉพาะวันที่พระจันทร์เต็มดวง จะเห็นแสงจันทร์ส่องสว่างชัดเจน แต่หากเป็นวันเดือนแรม ก็จะเป็นโอกาสที่เด็กได้เห็นแสงดาวเช่นกัน อีกวิธีหนึ่งคือการจัดให้เด็กอยู่ค่ายพักแรม เพื่อร่วมสังเกตแสงจันทร์ แสงดาว โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้านและชุมชน

หากวันใดเกิดฝนฟ้าคะนอง อาจจะเกิดฟ้าแลบ เด็กจะเห็นแสงจากฟ้าสว่างผ่านกระจกมา จึงเป็นโอกาสที่ครูจะบอกเล่าให้เด็กได้รู้จักแสงธรรมชาติเพิ่มขึ้น ไม่ควรพูดให้เด็กเชื่อเรื่องผิดๆ เช่นเป็นแสงของปีศาจหรือผีร้าย แต่จะกล่าวแนะนำการป้อง กันอันตรายที่เกิดจากฟ้าแลบ ฟ้าผ่า คือ การไม่ออกไปอยู่ที่สนามโล่งแจ้ง หรือต้นไม้ใหญ่ๆ เพราะจะมีไฟฟ้าเกิดขึ้นขณะเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น และจะส่งกระแสไฟมายังคนที่อยู่ตรงนั้น เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

บรรณานุกรม

  1. กิจกรรมดูดาว .http://www.lesa.biz/astronomy/celestial-sphere/ [ค้นคว้าเมื่อ 5 มกราคม 2557].
  2. ธวัชชัย ชยาวนิช. มารู้จักแสงธรรมชาติกันเถอะ. http://digital.lib.kmutt.ac.th/magazine/issue4/ [ค้นคว้าเมื่อ 4 มกราคม 2557].
  3. เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป ( 2551) .ตุ๊บปอง ( นามแฝง ) ดาวลูกไก่. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แปลน ฟอร์ คิดส์
  4. พิมพันธ์ เดชะคุปต์ . (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิด วิธี และ เทคนิคการสอน 1. กรุงเทพมหานคร: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์
  5. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  6. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  7. เอมานูเอลา บัสโซลาตี (2555). ชุด หนูอยากรู้ เรื่อง ดวงอาทิตย์. กรุงเทพ มหานคร : สำนักพิมพ์แปลน ฟอร์ คิดส์.
  8. Arlon, Penelop. (2547).ชุด ฉันรู้ว่า เรื่อง แสง. จันทรา พีระขจร (ผู้แปล). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แปลน ฟอร์ คิดส์

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน