หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องแสงเทียม (Teaching Children about Artificial Light)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนลูกเรื่องแสงเทียม (Teaching Children about Artificial Light) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยว กับแสงสว่าง ที่เกิดจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อนำมาใช้แทนแสงธรรมชาติ เช่น แสงจากหลอดไฟฟ้า แฟลช (Flash) เทียนไข ไฟฉาย แสงรังสีต่างๆ ที่ใช้งานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เด็กจะได้เรียนรู้ว่า คนเราเกิดมาทุกคน จะมีความต้องการพื้นฐานในสิ่งจำเป็นต่างๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่คนเราจะแตกต่างจากสัตว์ ที่คนเรามีความคิดที่ฉลาด รู้จักสังเกตและค้นคว้า จนทำให้คนเรามีเครื่องใช้อำนวยความสะดวก ทั้งนี้เกิดจากคนสามารถค้นคิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ขึ้นมาใหม่ และหลายอย่างประดิษฐ์ขึ้นมาจะเลียนแบบธรรมชาติ เด็กๆจะเห็นแสงเหล่านี้อยู่ในชีวิตของเขา ทั้งในยามกลางวันและยามค่ำคืน เมื่ออยู่ในอาคาร แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่เป็นแสงธรรมชาติไม่สามารถส่องมาถึง แต่เขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว เช่น เห็นเพื่อน ของเล่น ขนม ฯลฯ เพราะไฟจากหลอดไฟ หรือโป๊ะไฟ เด็กแทบทุกคนจะมีประสบการณ์ที่เดินทางไปกลับโรงเรียน รถโดยสารที่เด็กนั่งจะหยุดหรือเคลื่อนที่ เมื่อเห็นแสงไฟจากสัญญาณจราจร บางครั้งรถแล่นผ่านบริเวณที่มีหมอกควัน คนขับรถจะเปิดไฟสว่างจากไฟหน้ารถ แสงสว่างในยามค่ำมืด ทำให้เด็กๆไม่หวาดกลัว เพราะมีแสงสว่างมาจากหลอดไฟ แสงเหล่านี้มาจากไหน ทำไมเราจะต้องมีแสงเหล่านี้อีก นอกเหนือจากแสงธรรมชาติแล้ว ความสงสัยที่ควรให้เด็กได้รับคำตอบ เป็นสิ่งที่ควรจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัย เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นและเสริมสร้างทักษะการแสวงหาความรู้ให้แก่เขา

การสอนเรื่องแสงเทียมสำคัญอย่างไร?

  • เแสงเทียมเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น แสงเทียนที่เด็กเห็นผู้ใหญ่จุดให้ความสว่างในบ้าน จุดบูชาพระ จุดเดินเวียนเทียนในเทศกาลวันเข้าพรรษา ในวันเพ็ญเดือนสิบสองจุดเทียนในกระทง มีแสงสว่างลอยไปตามสายน้ำ หรือแสงเทียนที่ขนมเค้กวันเกิด แสงไฟสัญญาณจราจร สีเขียว สีเหลือง สีแดง แสงไฟจากไฟหน้ารถ ในบ้านหรือนอกบ้าน จะเห็นแสงไฟจากหลอดไฟที่ส่องสว่างมาจากเสาไฟฟ้า ที่ป้ายโฆษณา หน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ หน้าจอตู้จ่ายน้ำมัน มีแสงสว่างบอกระดับน้ำมันและราคา ไปในร้านค้า เมื่อซื้อสินค้าจะต้องจ่ายค่าสินค้า ผู้ขายจะใช้เครื่องมือส่องแสง (scanner) บอกราคาสินค้า เป็นต้น แสงเหล่านี้เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นให้คนมาใช้อำนวยความสะดวก เด็กๆจะได้เห็นบ่อยครั้ง จึงเป็นเรื่องข้อความรู้ที่เด็กควรรู้
  • การเรียนรู้จะต้องอาศัยการฝึกฝน เพื่อพัฒนาสติปัญญาให้แก่ผู้เรียน โดยผ่านกระบวนการสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เรื่องแสงเทียมจึงเป็นกิจกรรมสื่อกลาง ที่จะใช้พัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นให้แก่เด็ก ตั้งแต่ทักษะแรกที่สำ คัญคือ ทักษะการสังเกต และทักษะอื่นๆ ได้แก่ ทักษะจำแนก ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย และทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล
  • ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่คนเรานำใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างหลากหลาย เช่น แสงถ่ายรูป แสงรัง สีรักษาโรคร้ายที่ทำให้มนุษย์หายเจ็บป่วย แสงไฟฉายช่วยให้คนเราสะดวกเมื่ออยู่ในที่มืด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณประโยชน์ที่เกิดจากการเป็นคนช่างคิดของนักประดิษฐ์ ดังนั้น เรื่องแสงเทียม จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่เด็กควรรู้และชื่นชมผู้ที่ช่างคิด ช่างประดิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวแบบที่ดีให้เด็กรับรู้และชื่นชม ให้เป็นเจตคติที่ดีต่อการเป็นนักคิด
  • สิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่คนเราสร้างสรรค์ขึ้น จะเกิดประโยชน์หากใช้ถูกวิธี และตรงกันข้ามหากนำไปใช้ไม่ถูก ก็จะเกิดโทษได้เสมอ จึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนักรู้และป้องกันมิให้เกิดขึ้น เพราะเด็กมักจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัยแม้จะเป็นวัยที่เรียนรู้ข้อความรู้เบื้องต้น แต่การให้ความรู้ง่ายๆ ควบคู่กับการดูแลเด็ก จะช่วยให้เด็กปลอดภัยจากแสงเทียม เช่น แสงไฟที่จุดจากเทียน แก๊ส ไม้ ธูป ฯลฯ หากอยู่ใกล้ตัวเด็ก และมักเกิดเหตุการณ์อันตรายต่อเด็กมาแล้ว เช่น ไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือน เกิดจากการจุดเทียนให้แสงสว่างแล้วไม่ดับ ปล่อยทิ้งไว้ เทียนไหม้ลนพื้นที่เป็นเชื้อเพลิง ธูปบูชาพระจิ้มถูกผิว หนังเป็นแผลพองไหม้ หรือดวงตาทำให้บอดได้ ตลอดจนการใช้แสงเทียมมากๆ ก็ทำให้สูญเสียทรัพยากรที่นำมาผลิต และก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อโลกคือทำให้โลกร้อน ดังนั้น การใช้อย่างไรจึงจะช่วยให้เรามีทรัพยากรเหลือใช้ไปอีกนาน และทำอย่างไรจึงจะรักษาโลกให้สะอาด ปราศจากมลภาวะเป็นพิษ จึงเป็นเรื่องที่ควรสอนไว้เป็นพื้นฐานตั้งแต่เด็ก
  • สาระเรื่องแสงเทียมมีความสำคัญ ที่ควรสอนเด็กปฐมวัยดังปรากฏเรื่องที่ควรสอน ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธ ศักราช 2546 ให้มีสาระเรื่องสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ การสื่อสารต่างๆ ฯลฯ และกำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ที่ครอบคลุมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เช่น รักธรรมชาติ สิ่ง แวดล้อม มีความสามารถในการแก้ปัญญาได้เหมาะสมตามวัย มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้ และสถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในสาระวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ครูปฐมวัยสา มารถสอนเรื่อง แสงเทียม และศึกษาในสาระที่ 5 พลังงาน มาตรฐานที่ ว. 5.1 สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ มาตร ฐาน ว 8.1

การสร้างสรรค์สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆขึ้นมา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของคนเรา และใช้ในการศึก ษาค้นคว้าในวงการวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ แสงเทียมเป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่คนเราสร้างสรรค์ขึ้นมาใช้ประโยชน์ จึงเป็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ดังนั้น การอบรมสั่งสอนให้แก่เด็กย่อมเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้เด็กรู้จักสิ่งเหล่านั้น และเป็นพื้น ฐานของการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีที่คนเราสร้างสรรค์สืบต่อไป

การสอนเรื่องแสงเทียมมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนเรื่องแสงเทียม มีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้คือ

  • เด็กจะเกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ แสงเทียมที่คนเราสร้างขึ้น แสงเหล่านี้คนเราได้มาด้วยการสังเกตธรรมชาติ และนำมาค้นคิดประดิษฐ์เป็นเครื่องมือใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ในการแพทย์ และการศึกษาวิทยาศาสตร์
  • เด็กจะมีโอกาสได้รับการฝึกให้สืบเสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นผู้รู้จักการสังเกต การรวบรวมข้อ มูล การทดลอง การสรุป อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น
  • เด็กจะเป็นผู้มีความรู้และเข้าใจในการใช้แสงเทียมอย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเปิด-ปิดจอคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์เคลื่อนที่ ของเล่นที่มีแสงไฟ ไฟฉาย ฯลฯ
  • เด็กจะเกิดเจคติที่ดีต่อการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์และสังคมต่อไป
  • เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส ตาเห็นแสง ผิวรับรู้ความร้อนจากแหล่งกำเนิดแสงที่สร้างขึ้น
  • เด็กจะได้ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อการออกแบบหรือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์อื่นๆโดยใช้แสงเทียม

นอกจากการที่คนเราได้รับแสงธรรมชาติแล้ว เด็กจะเห็นแสงเทียมที่แวดล้อมตัวเขาด้วย แสงเทียมเหล่านั้นให้แสงสว่างและพลังงานที่เป็นประโยชน์ คนจึ่งผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ใช้แสงเทียม ใช้แสงเทียมในการศึกษาวิทยา ศาสตร์ และใช้ในวงการแพทย์เพื่อรักษาคนให้มีชีวิตอยู่รอด การสอนเด็กเรื่องนี้ จึงก่อประโยชน์ให้เด็กรู้เรื่องสิ่งรอบตัว เพื่อสร้างความรู้ เจตคติที่ดีต่อการสร้างสิ่งที่ใช้แสงเทียม และการนำแสงเทียมไปใช้อย่างถูกต้องให้คุ้มค่า

ครูสอนเรื่องแสงเทียมให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องแสงเทียม ซึ่งครูจัดผ่านกิจกรรมหลักทั้งหก ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 โดยครูจะกำหนดสาระสำคัญที่เด็กควรรู้ในระดับปฐมวัย เช่น คนเราทำแสงเทียมหรือแสงประดิษฐ์มาใช้ประโยชน์ แสงเทียมที่เราทำขึ้นจะให้แสงสว่างและความร้อนด้วย แสงที่เราทำขึ้นจะหมดลงได้ เราจึงต้องใช้อย่างประหยัด แสงเทียมให้ความร้อนด้วยจึงต้องระวังอันตราย ดังนี้

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ประดิษฐ์เทียนง่ายๆ โดยให้เด็กมีส่วนร่วมเลือกสีเทียน ผูกและติดใส้เทียนเอง ครูเป็นผู้ตักเทียนที่กวนสีแล้ว ใส่แก้วให้เด็ก (เพราะเทียนร้อน) เมื่อเทียนเย็นตัว แข็งตามรูปทรงของแก้ว เด็กอาจนำไปใช้ในกิจกรรมเสริมประ สบการณ์ เช่น จุดเทียนในวันปีใหม่ บูชาพระ ให้แสงสว่างแทนไฟฟ้า เป็นต้น หรือใช้ทำศิลปะจากเทียน เช่น จุดเทียนแล้วหยดน้ำตาเทียนลงบนแผ่นกระดาษ เป็นรูปภาพอย่างอิสระ หรือหยดลงในภาพโครงร่าง เป็นต้น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยการให้เด็กร่วมกันสืบค้นหาคำตอบ สรุปข้อค้นพบ และนำ เสนอ จากคำถามที่น่าสนใจ เช่น แสงเทียมคืออะไร เหตุใดเราต้องทำแสงเทียม ทำแสงเทียมได้อย่างไร เริ่มต้นจากการให้ความรู้และทำความเข้าใจของเด็ก เด็กๆจะมีโอกาสสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อครูฉายไฟฉาย เปิดไฟ เปิดโทรทัศน์ ถ่ายรูปด้วยแสงแฟลช จุดเทียน หรืออื่นๆ ที่ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น คำตอบที่เด็กจะประมวลได้คือ คนทำให้เกิดแสง แสงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แสงที่เกิดขึ้นจะมาจากวัตถุที่แตกต่างกัน แต่สิ่งได้เหมือนกันคือ มีแสงสว่างและความร้อน ครูอาจจะตั้งข้อสงสัยให้เด็กสังเกตเพิ่มเติมได้ว่า เมื่อครูปัดหรือเป่าเทียน ปิดสวิตช์ไฟฟ้า ไฟฉาย เกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ แสงสว่างหายไป เมื่อได้คำตอบแล้วว่า แสงเทียมคือ แสงที่คนเราทำขึ้นมา และคนเราทำให้ดับหรือหายไปได้ การค้นคว้าต่อเนื่องคือ เหตุใดเราต้องทำแสงเทียม กิจกรรมทดลองครั้งแรก จะช่วยให้เด็กเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมได้มากมาย ตั้งแต่ ห้องเรียนมีแสงสว่างในขณะที่เราเรียนหรือเล่นสนุก โดยเฉพาะเมื่อแสงอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว เราต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้า เวลาเราต้องไปที่ต่าง ๆยามค่ำคืน คนขับรถต้องเปิดแสงไฟหน้ารถ การขับรถจะต้องหยุดตามสัญญาณไฟจราจรที่มีแสงสีแดง และขับต่อไปได้เมื่อสีเขียว เมื่อเราดูโทรทัศน์เด็กๆต้องกดเปิดไฟจากเครื่องโทรทัศน์ และเครื่องโทรทัศน์นั้นมีสายไฟที่เสียบเข้ากับปลั๊กไฟ ฯลฯ ประสบการณ์เหล่านี้ เด็กๆอาจจะต้องการดูซ้ำ ครูทดลองทำให้ดูได้ เช่นการเสียบปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า (ประเภทมีแสง แสดงที่ภาชนะนั้น) เข้ากับเต้ารับ เช่น เปิดโป๊ะไฟ หม้อหุงข้าว (ที่ใช้เวลาทดลองน้อยและไม่เกิดอันตราย) นอกจากนี้ มีข้อตกลง เรื่องการใช้แสงให้เป็นประโยชน์ เราต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน ให้เหลือวัสดุผลิตไฟ และเป็นการระวังสภาพรอบตัวเรามิให้เกิดมลภาวะ ที่โลกร้อนเพราะเกิดความร้อนพร้อมๆกับการเกิดแสงไฟฟ้าและแสงอื่นๆ การทดลองง่ายๆให้เด็กเห็นว่า เมื่อเราจุดธูป เทียน ควันธูป และความร้อนจากเปลวเทียนทำให้บริเวณที่เราอยู่ใกล้ๆร้อน เทียนที่ทำจากขี้ผึ้งก็หมดลง ธูป มีส่วนผสมจากขี้เลื่อย กาว น้ำหอมที่สกัดจากไม้หอม เปลือกไม้ ใบไม้ รากไม้ เมล็ดพืช และสารเคมีที่ทำให้เกิดกลิ่นอยู่บนก้านไม้ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายเมื่อเราสูดดมเข้าไป

    การหาคำตอบจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเด็ก ครูอาจสอดแทรกการฝึกทักษะทางวิทยาศาสตร์ได้อีก เช่น ทักษะสังเกต เปลวไฟจากแสงเทียน มีลักษณะอย่างไร แสงไฟจากเครื่องคิดเลข เครื่องสแกนราคาสินค้า ฯลฯ มีลักษณะอย่างไร ทักษะจำแนกประเภท หลอดไฟสีต่างๆ เทียนที่ใช้ในโอกาสแตกต่างกัน เช่น เทียนเข้าพรรษา กับเทียนวันเกิด จำ แนกประเภทเทียนประดิษฐ์รูปร่างต่างๆ ทักษะการวัด เช่น วัดความยาวของสายไฟฟ้า วัดขนาดของตู้เย็น ทักษะการสื่อความหมาย ให้พูด อธิบาย บรรยายเรื่องราวที่เห็นแสงจากการทดลอง ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูเปิดแสงไฟกระพริบให้เด็กเคลื่อนไหวตามจังหวะแสงไฟ
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นเกมที่ใช้แสงเทียม เช่น เกมตามหาฉันหน่อย กำหนดให้เด็กคนหนึ่งถึงสามคนอยู่ในวง เด็กที่เหลือทั้งหมดวิ่งตามเส้นรอบวง เมื่อครูพูดว่าตามหาฉันหน่อยจบลง ให้เด็กที่อยู่ในวงส่องไฟฉายไปที่เพื่อน และเอ่ยชื่อให้ถูก ถ้าทำถูกต้องตามกติกา ปรบมือให้ แล้วผลัดให้เพื่อนคนอื่นมาส่องไฟฉายบ้าง
  • เกมการศึกษา เล่นเกมจับคู่ความสัมพันธ์ของแสงเทียม เช่น เสาสัญญาณไฟจราจรกับหลอดไฟจราจร 3 สี แท่งเทียนกับเปลวเทียน ไฟฉายกับถ่านไฟฉาย โทรทัศน์กับปลั๊กไฟ เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี จัดมุมเล่านิทาน เด็กได้ทดลองใช้แสงเทียมที่ไม่มีอันตราย เช่น เล่นฉายไฟจากไฟฉาย เล่านิทานจากเงาที่เกิดจากแสงเทียม ที่มุมหนังสือ จัดทำหนังสือเรื่องแสงสว่างจากแสงเทียม เป็นสารคดีสำหรับเด็กที่ครูแต่งขึ้นเอง หรือจัดหาหนังสือสำหรับเด็กเล็กมาให้เด็กอ่าน เช่น เรื่องนิทานอีสป เรื่องเทียนแข่งแสง ความว่า “เทียนไขเล่มหนึ่งหยิ่งทะนงตัวว่าเมื่อจุดไฟขึ้นนั้นตนเองมีแสงสว่าง จึงคุยอวดเจ้าของว่า แสงเทียนนั้นสว่างกว่าแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว แต่ทัน ใดนั้นกระแสลมก็พัดผ่าน ทำให้เทียนดับลง เจ้าของเทียนจึงจุดเทียนขึ้นใหม่ แล้วพูดสั่งสอนเทียนว่า แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว ยากที่จะดับ แตกต่างจากแสงเทียนที่ต้องมีผู้จุดจึงสว่าง และมีวันดับและมีวันหมดด้วย” นิทานเรื่องนี้เป็นการสอนให้รู้จักเจียมตัวจึงดูมีคุณค่า

การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องแสงเทียม เป็นบทบาทหน้าที่ของครูที่จัดกิจกรรมเหล่านี้ ตามที่หลักสูตรกำหนด แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ของเด็กย่อมผ่านเหตุการณ์ที่เกิดจริงในชีวิตประจำวันด้วย ดังนั้น การจัดกิจกรรมที่มีความร่วมมือจากพ่อแม่และชุมชน ย่อมทำให้การเชื่อมโยงประสบการณ์ของเด็กเป็นไปด้วยดี

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องแสงเทียมอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสอนลูกที่บ้านเรื่องแสงเทียมได้ดังนี้

  • ทำให้ลูกเห็นแสงที่คนเราทำให้เกิดขึ้น และพูดสนทนากับลูกไปด้วยเ พื่อให้ลูกได้คุ้นเคยกับภาษา เช่น พ่อเปิดไฟฟ้าแล้ว มีแสงสว่างให้เราเห็นกันแล้ว แม่เปิดไฟเตาแก๊ส เตรียมทำอาหารแล้วค่ะ (แหล่งกำเนิดแสงเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์จริงที่แม่ทำอยู่ ซึ่งอาจเป็นแสงจากเตาไฟที่ใส่ถ่านหรือฟืนก็ได้) บางครั้งเราอาจจะหุงข้าว ต้มน้ำ จากเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่แสดงแสงไฟให้เห็นที่ภาชนะนั้น สิ่งนั้นก็คือ แสงเทียมที่จากเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกมากมายที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และมีแสงให้เราเห็นเมื่อเราเปิดเครื่องใช้เหล่านั้น เช่น จากตู้เย็น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • ขณะนั่งรถเดินทาง ให้ลูกสังเกตแสงและสีสัญญาณไฟจราจรสามสี คือ เขียว เหลืองและแดง ตลอดจนการขับรถยามค่ำคืน จะมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าให้ลูกเห็น บางทีขณะที่เราเดินทางหรืออยู่ที่บ้าน อาจได้ยินเสียงรถพยาบาลเปิดเสียงสัญญาณขอทาง พร้อมๆกับเปิดไฟสีแดงกระพริบตลอดเวลาที่ติดบนหลังคารถ พ่อแม่นำลูกออกมาดูไฟสีแดงนั้น และพูดคุยให้ลูกรู้ จักว่าเป็นไฟสีแดง รถมีไฟสีแดง เปิดเสียงไซเรน เป็นรถนำคนไปโรงพยาบาล เราจะให้รถคันนั้นไปก่อน แสงไฟสว่างนั้น เป็นการบอกและเราทำตามข้อตกลงนั้น
  • ในวันสำคัญประจำปีหากมีการเฉลิมฉลอง คนเราจะใช้ไฟประดิษฐ์แสงและสีสวยงามมาประดับตกแต่ ง เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ประชาชนจะจุดเทียนชัยเฉลิมฉลองเช่นกัน วันปีใหม่บ้านเรือนมักจะตกแต่งด้วยหลอดไฟสี วันคริสต์มาสจัดไฟสีตกแต่งต้นคริสต์มาส วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เช่น วันเข้าพรรษา วันวิสาขบูชา ชาวพุทธจะไปวัดจุดธูป เทียนบูชาพระรัตนตรัยและเวียนเทียน พ่อแม่นำลูกไปวัดร่วมกิจกรรมกับชุมชน หรือกราบไหว้พระพุทธรูปที่บ้าน เด็กๆจะเห็นแสงไฟจากธูปเทียนของจริง หรือของประดิษฐ์ใช้ไฟฟ้าแทนก็มี บางชุมชนมักจะจัดกิจกรรมชุมชน และมีเครื่องเล่นสำหรับเด็ก เช่น ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน เด็กจะเห็นแสงไฟเทียมที่หลากสี เกิดความสนุกสนาน
  • จัดหาของเล่นที่มีแสงเป็นส่วนประกอบ เด็กจะเห็นแสงที่เกิดจากคนเราประดิษฐ์ขึ้น และใช้พลังงานจากถ่านที่บรรจุแบตเตอรี่ หรือไฟฟ้า เช่น รถบังคับของเล่น รถไฟขบวนยาวๆ ของเล่นไฟฟ้าบางชนิดมีแสงไฟประกอบชัดเจน พ่อแม่ต้องศึกษาคู่มือให้ละเอียด ข้างกล่องจะระบุวัยที่เหมาะสมที่เล่นได้ไว้ด้วย จึงต้องเลือกซื้อให้เหมาะวัย ของเล่นเหล่านี้ผู้ใหญ่ต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
  • นำไฟฉายมาทดลองเปิดปิดให้ลูกสังเกตแสงไฟจากไฟฉาย ให้ลูกทดลองเปิดปิดบ้าง และหากเชื่อมโยงไปสู่เรื่องการสอนเรื่องแสงและเงา ลูกจะได้ทดลองเล่นได้ด้วย
  • พ่อแม่ประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ง่ายๆ ให้ลูกเห็นที่มาของแสง เช่น การทำโคมไฟตั้งโต๊ะที่ต่อวงจรไฟและใช้ถ่านไฟ ฉาย เมื่อเปิดขึ้นจะมีแสงสว่างขึ้น เด็กๆจะรู้สึกสนุก และเห็นที่มาของแสงที่คนเราทำขึ้นได้
  • พ่อแม่ควรแนะนำให้เด็กรู้จักเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด ที่มีปลั๊กสำหรับเสียบกับเต้ารับ เมื่อประกอบกันจะมีแสงสว่างให้เห็น เช่น เครื่องไมโครเวฟ ตู้เย็น ตะเกียงหรือโป๊ะไฟ โทรทัศน์ฯลฯ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยอันตรายต่อเราได้ หากเราเปิด-ปิดสวิตช์ขณะมือเปียก หรือนำสิ่งของอื่นเสียบเข้าไปในเต้ารับ ขณะนี้ให้ผู้ใหญ่เป็นผู้เสียบปลั๊กไฟ เด็กจะทำเช่นนี้ได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่รู้จักป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าได้ก่อน
  • จุดเทียนวันเกิดของคนในครอบครัว ปักที่ขนมเค้กตามอายุของพ่อแม่ หรือลูกที่มีวันเกิดนั้น เด็กจะเห็นแสงจากเทียน เมื่อคนจุดขึ้น และเทียนก็จะดับลงเมื่อถูกเป่า
  • อ่านหนังสือสารคดีสำหรับเด็กเล็ก เรื่องผู้ประดิษฐ์หรือค้นคิดแสงให้ลูกฟัง เป็นการสร้างแรงบันดาลใจของการคิดสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

แสงเทียมที่คนเราทำขึ้นเป็นประโยชน์และให้โทษทั้งต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การสอนเด็ก จึงต้องชี้แนะให้เด็กมีความรู้เรื่องแสงเทียม การนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน การระวังโทษที่เกิดต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม ตามวัยของเด็กที่ควรฝึกไว้ สิ่งสำคัญเครื่องใช้จำนวนมากใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งกำเนิดแสงและความร้อน ผู้ใหญ่จึงต้องระมัดระวังความปลอด ภัยให้เด็ก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย เป็นเรื่องที่ครูปฐมวัยควรปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ การสนับสนุนให้เด็กได้รู้จักการตั้งคำถามอย่างง่ายๆ เด็กจะมีส่วนร่วมในขั้นแรกของการจัดกิจกรรม จากนั้นจึงจัดให้เด็กได้สืบค้นหาความรู้ โดยการสำรวจ ตรวจสอบข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการให้เด็กได้ สังเกต ตรวจสอบ สืบค้น ทดลอง บันทึกผลการปฏิบัติดังกล่าวโดยครูต้องคำนึงถึงการกระทำที่เด็กทำได้ตามวัย เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ควรได้ใช้ผลการสำรวจนั้นมาร่วมอภิปราย อธิบายด้วยเหตุผล แล้วนำไปสู่การนำเสนอด้วยวิธีการที่เด็กทำได้ตามวัย

นอกจากนี้ ครูสามารถจัดประสบการณ์ตรงผ่านชีวิตประจำวัน ให้เด็กได้เรียนรู้ ได้แก่ การเปิด-ปิดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างในตัวอาคารหรือห้องเรียน แสงไฟนอกอาคารในวันที่ฝนตก ท้องฟ้ามืด ครูใช้สื่ออุปกรณ์ที่เห็นแสงเทียม เช่น การใช้โทรทัศน์ฉายสารคดีสำหรับเด็ก ในวันสำคัญเทศกาลสำคัญประจำปี เช่น วันปีใหม่ วันพ่อ วันแม่ วันเด็กแห่งชาติ วันลอยกระทง โรง เรียนจัดกิจกรรมการแสดงของเด็ก เพื่อส่งเสริมความสามารถของเด็ก ในขณะเดียวกัน เด็กจะเห็นการใช้แสงเทียมที่หลาก หลายในกิจกรรมนี้ นอกจากนี้การจัดตกแต่งไฟสีต่างๆที่อาคารสถานที่ในวันปีใหม่ ตกแต่งไฟที่ต้นคริสต์มาสในวันคริสต์ มาส ตกแต่งไฟที่ป้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เป็นต้น เด็กจะมีประสบการณ์ที่ผู้ใหญ่ใช้แสงเทียม

บรรณานุกรม

  1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ . ( 2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( 2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  3. Alfred E. Friedl, Trish Yourst Koontz (2001) .Teaching Science to Children: An Inquiry Approach. McGraw-Hill College.
  4. David Jerner Martin (2001). Constructing Early Childhood Science. USA: Delmar.
  5. การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย . www.pea.co.th/peawiki/Pages/wiki_003.aspx [ค้นคว้าเมื่อ 9 มกราคม 2557].
  6. เทียนหอมสมุนไพร http://www.otoptoday.com/wisdom/provinces/center . [ค้นคว้าเมื่อ 8 มกราคม 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน