หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องโรงเรียน (School)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

โรงเรียนหรือสถานศึกษาเด็กปฐมวัยหมายถึงสถานที่ที่เด็กก่อนวัยเรียนมีทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน จัดขึ้นเพื่อบริการดู แลเด็ก จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็ก และเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กซึ่งหมายถึง การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนให้สามารถช่วยเหลือตนเอง สื่อสารกับผู้อื่นเป็น และรู้จักการปรับตัว พ่อแม่ยุคปัจจุบันจึงสนใจนำลูกเข้าโรงเรียนเพื่อส่งเสริมให้ลูกเจริญเติบโตเป็นผู้มีคุณภาพ โดยพ่อแม่จะต้องทำหน้าที่สอนลูกให้รู้จักโรงเรียนด้วย

การสอนเรื่องโรงเรียนมีความสำคัญอย่างไร?

โรงเรียนมีความสำคัญต่อเด็กดังนี้

  • โรงเรียน คือสถานที่อบรมสั่งสอนหรือจัดการศึกษาให้แก่เด็ก ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ ทั้งนี้เพราะสังคมในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และอื่นๆ สภาพครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะครอบครัวในเมือง และแนวโน้มครอบครัวในชนบทจะมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ เป็นครอบครัวเดี่ยวมีพ่อแม่ลูกอยู่ตามลำพัง แยกตัวออกจากญาติผู้ใหญ่ พ่อแม่ไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ และนิยมจ้างคนเลี้ยงดูลูกแทนที่ให้ญาติมาดูแล เป็นต้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมดังกล่าว พ่อแม่จึงนำลูกมาเข้าโรงเรียนมากขึ้นเพื่อช่วยลดปัญหาการอบรมเลี้ยงดูลูก
  • โรงเรียนเป็นสถานที่ที่มีครู เพื่อน และเจ้าหน้าที่คนงาน โรงเรียนจึงเป็นสถานที่มีอิทธิพลและมีผลต่อการพัฒนาบุคลิก ภาพของเด็ก สำหรับเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3- 5 ปี พัฒนาการทางสังคมของเด็กจะแสดงออกที่จะเรียนรู้ความเป็นตนเอง มีปฏิ สัมพันธ์กับบุคคลอื่นมากขึ้น สนใจที่ร่วมประสบการณ์ในโรงเรียน เด็กจะเรียนรู้กฎระเบียบของสังคม การเล่นตามกติกา การเข้ากลุ่ม การเล่นเกม เป็นการสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้กฎของสังคม หากการเรียนรู้ถูกต้องจะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิก ภาพที่ดี
  • โรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญทางสังคมที่ได้หล่อหลอมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี และเมื่อเด็กอยู่โรงเรียนเป็นระยะเวลาหลายปี เด็กจะรับรู้คุณค่าของโรงเรียนที่อบรมบ่มนิสัยและให้ความรู้แก่ตน

การสอนเรื่องโรงเรียนมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

เด็กได้รับประโยชน์จากการรู้จักโรงเรียนดังนี้

  • เด็กได้รับประสบการณ์ใหม่ในชีวิต โรงเรียนเป็นสถานที่แตกต่างจากบ้าน เป็นสังคมใหม่ที่เด็กจะต้องเรียนรู้ การไปโรงเรียนครั้งแรกเด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การปรับตัวเรื่องกิจวัตรประจำวันที่เคยปฏิบัติที่บ้านมาเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน เช่น พบคุณครู ทักทายสวัสดี การร้องเพลงชาติก่อนเข้าชั้นเรียน การรู้จักเพื่อนใหม่ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง การเดินทางและกลับตอนบ่าย รู้จักการรอคอยผู้ปกครองมารับ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้เด็กๆจะค่อยเรียน รู้ การเข้าใจตนเอง การควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก การเข้าใจพ่อแม่
  • เด็กได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ดังนี้
    • ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
    • กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
    • มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
    • มีคุณธรรมจริยธรรมและจิตใจที่ดีงาม
    • ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว และรักการออกกำลังกาย
    • ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมตามวัย
    • รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
    • อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
    • มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาได้เหมาะสมตามวัย
    • มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
    • มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะในการแสวงหาความรู้
  • เด็กได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยในประเทศไทยส่วนมากจะเน้นไปที่การจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กแบบองค์รวม หมายถึงการพัฒนาการเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อการเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
  • เด็กได้อยู่สถานที่ปลอดภัย จากสภาพปัจจุบันครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวมาไม่น้อยกว่า 2 ทศวรรษแล้ว เมื่อพ่อแม่ต้องไปทำงานนอกบ้านจึงนำเด็กก่อนวัยเรียนไปเข้าโรงเรียน ด้วยให้ความไว้วางใจว่าโรงเรียนเป็นสถานที่มีครูที่มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม อบรมเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนเก่ง คนดีได้ เด็กจะอยู่จะปลอดภัยมากกว่าอยู่กับพี่เลี้ยง ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่มีคนไทยรับจ้างเลี้ยงดูเด็ก มักจะเป็นคนต่างด้าว พูดภาษาไทยได้น้อยหรือพูดไม่ได้เลย ไม่มีความรู้และทักษะการเลี้ยงเด็ก จึงไม่น่าไว้ใจให้เลี้ยงดูเด็ก
  • การสอนให้ลูกรู้จักโรงเรียนเป็นประโยชน์ที่เตรียมให้เด็กมีความสุขที่จะไปเข้าสังคมอื่นนอกจากบ้าน ที่โรงเรียนเด็กจะได้รักการปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สังคมคาดหวัง และได้เตรียมความพร้อมให้เด็กเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อไป

ครูสอนเรื่องโรงเรียนให้ลูกอย่างไร?

ครูให้ความรู้เรื่องโรงเรียนแก่ลูก โดยสร้างทัศนคติที่ดีและปลูกฝังแนวปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อโรงเรียนให้ลูก ผ่านกิจกรรมประจำวัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูจะเล่าเรื่องโรงเรียนตามสภาพจริงให้เด็กฟังว่าโรงเรียนชื่ออะไร มีความหมายอย่างไร อยู่ที่ไหน มีใครบ้างที่โรงเรียน (คุณครู เพื่อน) เด็กๆมาโรงเรียนทำไม (มาเรียน มาเล่นของเล่น มาวาดรูป ฯลฯ) ใครรับส่งเด็ก ฯลฯ ให้รู้จักโรงเรียน บุคคลในโรงเรียนและวัตรปฏิบัติที่เตรียมตัวไปโรงเรียน ด้วยวิธีการเล่านิทาน เกี่ยวกับการปฏิบัติตนที่ดีต่อเพื่อน ครู และสถานที่ เช่น นิทานเรื่อง หมูอ้วนไปโรงเรียน (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง)

    หมูอ้วนเป็นลูกหมูน้อยที่ไม่ชอบอาบน้ำเลย เช้าวันนี้พ่อแม่หมูนำหมูอ้วนไปส่งที่โรงเรียน แต่ระหว่างทางพ่อแม่หมูแวะทัก ทายเพื่อนๆ ขณะที่หมูอ้วนยืนรอพ่อแม่แอยู่นั้น ก็แหงนหน้าดูเมฆอย่างเพลิดเพลิน เมฆเล่นสนุกแปลงกายเป็นรูปร่างต่างๆให้หมูอ้วนดู หมูอ้วนเดินตามดูเมฆแปลงกาย จึงเผลอไปเหยียบกองปุ๋ยและหกล้มตัวเหม็นมาก เพื่อนบ้านมาเห็นจึงชวนหมูอ้วนอาบน้ำ และ เย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้หมูอ้วน หมูอ้วนรู้สึกสบายตัวและตัวหอม จึงรู้สึกชอบตัวเองมาก เมื่อพ่อแม่ตามหาเจอหมูอ้วน ก็รับหมูอ้วนกลับบ้านไป วันต่อมาหมูอ้วนอาบน้ำให้ตัวหอมก่อนไปโรงเรียนด้วยความสุข

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เด็กๆจะได้ท่องคำคล้องจอง ร้องเพลง ทำท่าทางประกอบจังหวะ เช่น คำคล้องจองเรื่อง โรงเรียน (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง)
    เรามาโรงเรียน 	        จะเขียนจะอ่าน
    แสนสนุกเบิกบาน        มีนิทานให้ฟัง
    ของเล่นมากมาย         เล่นขายขนมปัง
    วิ่งเล่นตึงตัง 	          เสียงดังไล่จับ
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กทำกิจกรรมศิลปะเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น วาดภาพ ระบายสี ปั้น ตัดกระดาษ ฉีกกระดาษ เกี่ยว กับโรงเรียน ทำหนังสือทำมือง่ายๆ เรื่องโรงเรียน คุณครูและ เพื่อน
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เด็กๆจะได้เล่นเครื่องเล่นสนามชนิดต่างๆในสนามเด็กเล่นร่วมกับเพื่อนๆ โดยครูจะเสริมเรื่องโรง เรียนมีที่เล่นแสนสนุก มีเพื่อนที่เด็กเล่นด้วย หรือชวนให้เด็กคิด และเล่นร่วมกันดีๆ เช่น หากเพื่อนเล่นชิงช้าอยู่ก่อนแล้วเด็กต้องรอก่อน เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องโรงเรียนได้อย่างไร?

พ่อแม่มีบทบาทหน้าที่สอนลูกให้รู้จักโรงเรียน ทั้งก่อนจะนำลูกเข้าโรงเรียน (อายุประมาณ 3 ขวบ) และขณะที่ลูกเข้าโรง เรียนแล้ว แนวทางการจัดกิจกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมหรือเพิ่มเติมให้ลูกมีดังนี้

  • นำลูกไปเที่ยวเล่นที่โรงเรียนก่อนจะนำลูกไปเข้าโรงเรียน เพื่อให้เขาได้เห็นสภาพและสร้างความรู้สึกคุ้นเคย
  • สร้างความมั่นใจให้ลูกว่าการไปโรงเรียนคือสิ่งที่ดีงาม เล่าประสบการณ์ของพ่อแม่เมื่อยังแด็กและไปโรงเรียน มีภาพ ถ่ายพ่อแม่แต่งชุดนักเรียน เรียนหนังสือ ถ่ายรูปกับเพื่อนและรูปการร่วมกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน เป็นการแบ่งปันประสบ การณ์การไปโรงเรียนให้ลูก และให้ลูกเห็นตัวแบบที่ดีจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือญาติพี่น้องช่วยเล่าเรื่องดังกล่าวให้เด็กทราบได้ แต่ควรตกลงกันก่อน ให้เล่าเรื่องดีและสอดคล้องกัน
  • ถ่ายภาพโรงเรียนแล้ว ชวนลูกบรรยายภาพนั้นๆ เป็นการส่งเสริมภาษาของลูกและพ่อแม่ได้มีโอกาสฟังความคิดของลูกที่มีต่อโรงเรียน ในโอกาสนี้ พ่อแม่ช่วยเพิ่มเติมความรู้ การแก้ปัญหาหรือการสร้างทัศนคติที่ดีให้ลูก เช่น การที่ลูกจะไปโรงเรียนด้วยความสุขเพราะพ่อแม่ทำความเข้าใจให้ลูกได้รับความรู้ สร้างทัศนคติที่ดีที่ลูกได้ปรับตัวในสังคมโรงเรียน โดยจัดกิจกรรมง่ายๆสอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวัน
  • พ่อแม่ควรแสดงความสุข รอคอยการไปโรงเรียน เช่น ช่วยจัดหาชุดนักเรียน เครื่องนอน มาปักชื่อของลุก วันเปิดภาคเรียนพ่อแม่แสดงอาการยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนพ่อแม่จะไปโรงเรียนเสียเอง พ่อแม่ไม่ควรแสดงความกังวลใดๆให้ลุกเห็น
  • การรับส่งลูกในวันเปิดภาคเรียนควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ให้เด็กมีความรู้สึกอบอุ่นใจว่า การไปโรงเรียนคือการไปอย่างมีความสุข มิใช่การนำเขาไปทิ้งให้อยู่กับคนแปลกหน้า
  • การรอคอยกลับบ้านตอนเย็น เป็นเรื่องที่เด็กสนใจโดยเฉพาะระยะแรกที่ไปโรงเรียน พ่อแม่ไม่ควรผิดเวลาที่นัดหมายไว้และไม่ควรมารับเย็นมาก เด็กจะรู้สึกเหงา กังวลและจะไม่ยอมมาโรงเรียนอีกในวันต่อๆมา พ่อแม่จึงควรวางแผนเรื่องการเดินทาง ออกจากที่ทำงานให้เร็วกว่าปกติ เผื่อเวลารถติดไว้ด้วยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกรุงเทพและในเมือง
  • หลีกเลี่ยงการให้รางวัลที่ลูกไปโรงเรียน นอกจากคำชมเชยที่เขาปฏิบัติตนเป็นเด็กดี (รับผิดชอบมาโรงเรียน เป็นหน้าที่ของเด็กทุกคนต้องเรียน)
  • พ่อแม่พูดคุยสนทนากับครู มีเด็กอยู่ด้วย เป็นการแสดงความสนิทสนมกับครูให้เด็กไว้วางใจครูได้ เพราะพ่อแม่ก็รู้จักครู จึงอนุญาตให้ครูดูแลเด็กได้แทนพ่อแม่
  • โรงเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นโรงเรียนที่มีปรัชญาหรือแนวคิดมุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ หากพ่อแม่เลือกโรงเรียนลักษณะดังกล่าวได้ จะทำให้เด็กรู้ สึกประทับใจโรงเรียนตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าเรียนและจะพอใจไปโรงเรียน โรงเรียนที่ลูกรู้จักจะได้ตรงตามความที่พ่อแม่ได้เล่าเรื่องราวของโรงเรียนไว้
  • เมื่อโรงเรียนจัดกิจกรรมต่างๆ พ่อแม่และครอบครัวมาชมและให้กำลังใจลูก ครู และเพื่อนลูก เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน กิจกรรมของโรงเรียน เช่น การแข่งกีฬาสี การแสดงละคร การจัดประชุมผู้ปกครอง งานทำบุญครบรอบปีการก่อตั้งโรงเรียน การซ่อมแซมสภาพอาคารเรียน ของเล่นและเครื่องเล่นสนามฯ ทั้งนี้เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ให้ความ สำคัญต่อโรงเรียน สถานะของโรงเรียนที่เป็นสถานที่ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ ควรให้ความร่วมมืออย่างเหมาะสม
  • โรงเรียนที่เด็กควรได้รับการชี้แนะมิใช่เป็นเพียงสถานที่ มีตึก มีครู เพื่อนและบุคคลอีกหลายคนเท่านั้น แต่เด็กควรได้รู้ จักโรงเรียนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในโรงเรียนที่ต้องมีหน้าที่ที่ปฏิบัติต่อโรงเรียนอย่างเหมาะสมด้วย เช่น การรักษาสิ่งแวด ล้อมของโรงเรียนให้สวยและสะอาด การทำความดีสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน การรักเพื่อนและมีความสามัคคีต่อกัน พ่อแม่จะต้องปลูกฝังเด็กตั้งแต่เด็กปฐมวัย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

หน่วยเรียนรู้เรื่องโรงเรียน เป็นสาระที่ควรรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ที่ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้ตั้งแต่เด็กเข้าโรงเรียน เป็นการเตรียมเด็กเข้าสู่สังคมใหม่ ครูสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กเปรียบเสมือนพ่อแม่ของเด็ก โรงเรียนเสมือนบ้านหลังที่สองของเด็ก ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กที่โรงเรียนควรสร้างความอบอุ่นใจให้เด็ก เด็กควรรู้จักชื่อครูจากการแนะนำตนเองของคุณครู ป้ายหน้าห้องเรียนมีภาพครูที่มีใบหน้ายิ้มแย้ม มีภาพเพื่อนๆ ครูนำเด็กไปดูสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกโรง เรียน สร้างกิจกรรมให้เด็กดูแลและรับผิดชอบในโรงเรียน เช่น การปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ การรักษาความสะอาด ทิ้งขยะถูกที่ เป็นต้น สิ่งสำคัญ ครูคือบุคคลสำคัญที่สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนให้แก่เด็ก

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย . กรุงเทพมหานคร : เอดิสัน เพรสโปรดักชั่นจำกัด .
  2. บุบผา เรืองรอง (2548) .คำคล้องจองสำหรับเด็ก . นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  3. --------------- (2545). นิทานเรื่อง หมูอ้วนไปโรงเรียน . กรุงเทพมหานคร : เอเธนส์ พับลิชชิ่ง .
  4. ปาริชาติ สุขุม (2536). รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทยในเมือง . ในเอกสารการสอนชุดวิชาครอบครัวและสิ่งแวดล้อม. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช .
  5. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา .
  6. สุพัตร สุภาพ . ( 2537 ) . การขัดเกลาทางสังคม ใน สังคมและวัฒนธรรม . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน