หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องไปงานเลี้ยง (Parties)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

งานเลี้ยงหมายถึง งานที่เชิญแขกมาร่วมรับประทานอาหาร จัดเพื่อความสุขและสนุกสนาน งานเลี้ยงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีในสังคมของเด็กและผู้ใหญ่ ที่เด็กควรเรียนรู้การเข้าสังคม ซึ่งหมายถึง ความสามารถของเด็กที่จะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างลักษณะนิสัยทางสังคมที่ดี ซึ่งนำไปสู่การเกิดทักษะสังคมให้แก่เด็ก เมื่อเด็กเข้าสู่วัย 4 ปีขึ้นไปจะมีพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ที่เด็กจะแสดงออก โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในทางที่ดี ผ่านการเล่น และเด็กวัยนี้สามารถสร้างมิตรภาพจากการร่วมกิจกรรมด้วยกัน ทำให้เด็กเกิดทักษะทางสังคมที่ดียิ่งขึ้น

การสอนลูกเรื่องงานเลี้ยงมีความสำคัญอย่างไร?

การร่วมงานเลี้ยงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ควรสอนให้แก่ลูกเพราะมีความสำคัญดังนี้คือ

  • งานเลี้ยงเป็นกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อความสนุกสนาน
  • ผู้คนที่ไปงานเลี้ยงจะปฏิบัติต่อกันตามมารยาทที่ดี เช่น มารยาทในการทักทาย การต้อนรับ การสนทนา การรับประทานอาหาร ฯลฯ
  • ในงานเลี้ยงจะมีการสื่อสารกัน และสร้างปฏิสัมพันธ์กัน
  • งานเลี้ยงประกอบด้วยกิจกรรมย่อยๆหลายอย่างที่เปิดโอกาสให้คนได้ใช้ทักษะและความสามารถ เช่นการจัดอาหาร การจัดสถานที่ การเลือกเครื่องแต่งกาย การส่งข่าวเชิญ การจัดหาของขวัญ การถ่ายภาพ การจัดบันเทิง การจัดเวลา เป็นต้น
  • ในงานเลี้ยงจะมีพฤติกรรมทั้งการเป็นผู้ให้และผู้รับ

การสอนลูกเรื่องงานเลี้ยงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนลูกเรื่องงานเลี้ยงมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้คือ

  • ทำให้เด็กมีโอกาสสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกัน สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มเพื่อนที่ให้พบปะกัน หากมีขนาดประมาณ 5-6 คน เด็กจะได้รู้จักกันทั่วถึง และให้เกิดการยอมรับในกลุ่มเพื่อน มีผลต่อความสามารถในการปรับอารมณ์ไปในทางที่ดี เด็กจะให้ความร่วมมือกันและกันดีกว่าวัยที่เล็กกว่านี้ เด็กจะมีข้อตกลงหรือกติกาทางสังคมชัดเจนขึ้น เช่น รู้การแบ่งปัน รู้จักช่วยเหลือกันและกัน มีความไวต่อความรู้สึกของคนอื่น
  • ทำให้เด็กมีโอกาสสร้างเพื่อนตามวัย ซึ่งแต่ละวัยจะเป็นพื้นฐานทางสังคมของเด็กในวัยต่อไป งานเลี้ยงเมื่อเกิดการรวม กลุ่ม เด็กจะมีเพื่อน เด็กวัย 4-6 ปี จะมีเพื่อนในช่วงสั้นๆ เมื่อเขารู้จักและเล่นกัน ผู้นั้นคือเพื่อนของเขา นั่นคืองานเลี้ยงเป็นกิจกรรมที่เด็กทำร่วมกัน ทุกคนคือเพื่อนกันและกัน แต่เมื่อเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป ความเป็นเพื่อนเกิดจากความเห็นใจกัน มีความผูกพันกัน ความเป็นเพื่อนจะยาวนานมากขึ้น
  • เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้อารมณ์ของคนอื่นและรู้ความหมายของอารมณ์นั้น จากงานเลี้ยงที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น อารมณ์สุข ความประหลาดใจ
  • เด็กได้มีโอกาสปฏิบัติตนตามระเบียบหรือมารยาททางสังคม ซึ่งเด็กปฐมวัยมีความสามารถทำได้ตั้งแต่วัย 3 ขวบขึ้นไป คือ รู้จักรอคอยให้ถึงคราวตนเอง รู้จักประนีประนอมความต้องการของตนเองกับผู้อื่น และเมื่ออายุ 5-8 ปี เด็กจะประ พฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามความคาดหวังของสังคมได้
  • เด็กได้มีโอกาสแสดงความปรารถนาที่จะทำความดี งานเลี้ยงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ การเป็นผู้ให้คือ แรงขับที่นำไปสู่ความปรารถนาที่เห็นผู้อื่นมีความสุข และงานเลี้ยงมีกิจกรรมต่างๆที่ให้เด็กได้แสดงท่าพอใจเมื่อเขามีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากพูดอยากทำ
  • เด็กได้ทำกิจกรรมที่พัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและขวา กล่าวคือ
    • สมองซีกซ้ายจะทำงานที่เกี่ยวข้องความสามารถในการเข้าใจภาษาแ ละการพูด สมองซีกนี้จะคิดตามลำดับ จำแนกเป็นส่วนๆ เมื่อเด็กไปงานเลี้ยงเขาได้พูด ได้คิด เด็กจึงใช้สมองซีกซ้าย
    • ส่วนสมองซีกขวาจะเกี่ยวข้องกับความสามารถเชิงมิติสัมพันธ์ จินตนาการ ความสามารถทางดนตรี ความเข้าใจเสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียงพูด เมื่อเด็กไปงานกินเลี้ยง มีเสียงดนตรี ได้แต่งตัวสวยงาม ได้จัดหาของขวัญหรือได้รับของขวัญ หรือ สิ่งรอบตัวมีสีสันสวยงาม ฯลฯ สมองซีกขวาของเด็กได้ทำงาน

งานกินเลี้ยงจึงทำให้สมองทั้งสองซีกของเด็กได้ทำงาน

ครูจัดกิจกรรมเรื่องงานเลี้ยงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมงานเลี้ยงที่โรงเรียน ครูมักจัดทั้งในสถานการณ์จริง เช่น วันปีใหม่ วันฉลองครบรอบการก่อตั้งโรงเรียน งานฉลองความสำเร็จทางการศึกษา (เด็กเรียนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน) งานฉลองปิดภาคเรียน งานวันเด็ก งานวันเกิด เป็นต้น โดยครูอาจออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ดังนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ งานเลี้ยงจะส่งเสริมให้เด็กสนุกสนานร่าเริงจากเพลงและดนตรี ครูแนะนำให้เด็กๆเลือกเพลงที่เหมาะสมกับงาน โดยพิจารณาจากเนื้อเพลง เช่น งานเลี้ยงวันเกิด จะมีเพลงสุขสันต์วันเกิด งานเลี้ยงปีใหม่ จะมีเพลงสวัสดีปีใหม่ เป็นต้น ครูเลือกรูปแบบของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เช่นเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ เคลื่อนไหวตามบทเพลง เป็นต้น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูมักจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ เช่น การสร้างสถานการณ์จำลองการไปงานเลี้ยง เช่นไปงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อน (สมมติขึ้นมา) แนะนำให้เด็กเขียนการ์ดเชิญเพื่อน เขียนข้อความเชิญเพื่อน ระบุชื่อเพื่อนไปในโอกาสวันเกิด ระบุวันที่ เดือน ปีที่เชิญ ระบุสถานที่ที่ไป ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ การไปงานเลี้ยง ครูจะแนะนำมารยาทการไปงานนับตั้งแต่ การเลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งเน้นความสวยงาม สุภาพ เพื่อให้เกียรติแก่ผู้เชิญ กิจกรรมนี้ครูและผู้ปกครองควรร่วมมือกันเตรียมเครื่องแต่งกายสวยงามมาจากบ้าน สอนให้เด็กคิดและตัดสินใจเลือกเสื้อผ้า ผู้ปกครองจะเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำเด็กจัดเตรียมของขวัญ (ให้เด็กได้ทำในกิจกรรมสร้างสรรค์) เมื่อเด็กๆไปถึงงานเลี้ยง ฝึกการทักทายพูดคุย การมอบของขวัญ การรับประทานอาหาร มีการแสดงหรือมีงานบันเทิง เช่น การร้องเพลง การร่ายรำหรืออื่นๆที่ผู้เชิญจัดขึ้นเพื่อความสนุก การจัดบรรยากาศงานเลี้ยงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ครูอาจนำมาจัดในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ได้แก่ การจัดเวที การจัดโต๊ะรับประทานอาหาร การจัดเตรียมอาหาร ฯลฯ ที่เด็กมีโอกาสได้ฝึกทักษะทางสังคม ทักษะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ เช่น การใช้เครื่องขยายเสียง การใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกภาพผู้มางานวันเกิด (เป็นเทคโนโลยี) ครูอาจจะให้เด็กสังเกต สี กลิ่น รส รูปร่างของขนมที่นำมาจัดเลี้ยงในวันเกิด เช่น ไอศกรีม หรือ ขนมเค้ก เนื้อเค้กสีน้ำตาล หน้าเค้กมีครีม สีเหลืองและขาว หยดน้ำตาลเป็นดอกกุหลาบสีแดง มีรสหวาน หอม รูปทรงกลม (เป็นทักษะทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะการสังเกต) การจัดรูปแบบโต๊ะกินเลี้ยงรูปสี่เหลี่ยม ผ้าปูโต๊ะสี่เหลี่ยม กว้างกว่าโต๊ะจึงคลุมโต๊ะได้ ผู้ที่ได้รับบัตรเชิญให้นั่งโต๊ะตรงหมายเลขบัตรที่เชิญไว้ หากมีเค้กวันเกิด เด็กๆจะนับเทียนวันเกิด (ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวเลขและจำนวน) และหลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ก่อนกล่าวคำอำลา เด็กๆ จะต้องช่วยกันเก็บของเล่น และทำความสะอาด เด็กๆจะเรียนรู้ที่ช่วยกันรับผิดชอบ
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ให้เด็กๆได้สร้างสรรค์งานและเกิดประสบการณ์ดังนี้

กิจกรรม/งานของเด็กและประสบการณ์สำคัญที่เด็กได้รับ

  • ตัดกระดาษโยงไปมาในห้อง
    • เด็กได้ใช้กรรไกรตัดกระดาษ เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรง
    • เด็กได้คิดและตัดสินใจเลือกกระดาษสีต่างๆ ได้ฝีกทักษะคณิต ศาสตร์วัดขนาดความกว้างยาวของริ้วกระดาษ
  • วาดภาพระบายสีตนเองแล้วปะติดที่แก้วน้ำกระดาษเพื่อใช้ดื่มน้ำในงานเลี้ยง มีใช้เฉพาะตัวไม่ปะปนกับใคร
    • เด็กใช้ดินสอสีวาดภาพระบายสี เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
    • เด็กใช้กรรไกรตัดกระดาษ เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเกิดการเรียนรู้การใช้กรรไกรเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีสร้างงาน
    • เด็กใช้วัสดุตักกาวและติดภาพ เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเกิดการเรียนรู้วิธีการใช้กาวเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีสร้างงาน
    • เด็กได้สังเกตรูปทรงเรขาคณิตจากแก้วน้ำ และเรียนรู้มารยาททางสังคม และการรักษาสุขภาพส่วนบุคคล ที่จะใช้แก้วน้ำเฉพาะของตนเองไม่ปะปนกับผู้อื่น
  • ตัดกระดาษโดยกะประมาณความกว้างยาวของกระดาษให้พอเหมาะสำหรับห่อกล่องของขวัญที่จัดเตรียมไว้
    • เด็กใช้กรรไกรตัดกระดาษ เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเกิดการเรียนรู้การใช้กรรไกรเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีสร้างงาน
    • เด็กได้สังเกตรูปทรงสี่เหลียมของกล่องและขนาด
  • ออกแบบกระดาษห่อของขวัญ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น หยดสี เทสี ทับสี พิมพ์ภาพ ตัดและปะกระดาษสี เป็นต้น
    • เด็กได้คิดและตัดสินใจจากการออกแบบงาน
    • เด็กได้เห็นสีสันของสีจะเกิดเพลิดเพลินขณะทำกิจกรรม
    • เด็กใช้กรรไกรตัดกระดาษ เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเกิดการเรียนรู้การใช้กรรไกรเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีสร้างงาน
  • เด็กบรรจุสิ่งของที่จะเป็นของขวัญให้เพื่อนและใช้กระดาษกาวหรือเทปกาวพลาสติกติดฝากล่อง
    • เด็กได้คิดจากการกะขนาดสิ่งของกับขนาดของกล่อง
    • เด็กนับจำนวนสิ่งของบรรจุลงกล่อง
    • เด็กได้ใช้วัสดุติดฝากล่องเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีสร้างงาน
    • เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็กหยิบและจับของ
  • เด็กผูกริบบิ้น
    • เด็กได้กะความยาวของริบบิ้นให้พอเหมาะกับขนาดของกล่อง
    • เด็กได้ใช้กรรไกรตัดริบบิ้นเป็นการใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก และเกิดการเรียนรู้การใช้กรรไกรเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีสร้างงาน
  • วาดภาพการ์ตูนน่ารักด้วยปากกาเคมีที่ลูกโป่ง (ในงานเลี้ยงมีลูกโป่งสีสวยเด็กๆ จะชอบมาก) แล้วขอให้ผู้ใหญ่เป่าให้
  • เด็กได้คิดออกแบบภาพการ์ตูนตามจินตนาการ
  • เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็กจับปากกกา

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องงานเลี้ยงอย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักรู้สึกวิตกกังวลเสมอ หากต้องนำลูกๆซึ่งยังอยู่ในวัยซน ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เป็นทางการ เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท เป็นต้น เนื่องจากเกรงว่าลูกๆจะเล่นซนจนเกินขอบเขตหรือแสดงกิริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมต่อผู้อื่นที่มาร่วมงาน อย่างไรก็ตามหากพ่อแม่ ผู้ปกครองได้เตรียมความพร้อมและฝึกฝนให้ลูกเข้าใจกฎ กติกา มารยาทต่างๆทางสังคม ก่อนไปร่วมงานเลี้ยงจริงแล้วนั้น การนำลูกไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกจะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติการสวมบทบาทและวางตัวที่เหมาะสมในสังคมภายนอก ซึ่งมีรูปแบบที่หลาก หลายและแตกต่างกับสังคมภายในบ้านหรือโรงเรียนที่ลูกคุ้นเคย สิ่งที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรเตรียมความพร้อมและฝึกฝนให้ลูกก่อนไปร่วมงานเลี้ยง มีดังนี้

  • การแต่งกาย ในการไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ ลูกควรเลือกเครื่องแต่งกายที่สุภาพและเหมาะสมกับงานนั้นๆ เช่น งานมงคล ไม่ควรใส่สีดำ ซึ่งเป็นสีสำหรับการไว้อาลัย ส่วนรองเท้า ลูกควรเลือกใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือคัตชูส์ ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ สำหรับเครื่องประดับนั้น พ่อแม่ควรแนะนำให้ลูกเลือกให้เหมาะสมกับวาระและโอกาสที่ไปร่วมงาน การเลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับงานนั้น ถือเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักมารยาทในการให้เกียรติเจ้าของงาน
  • ในสังคมไทย การไหว้ และกล่าวสวัสดี และขอบคุณ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กควรปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกไหว้และกล่าวสวัสดีอยู่เสมอ เมื่อต้องพบปะผู้ใหญ่ทั้งลูกรู้จักและไม่รู้จัก รวมทั้งกล่าวขอบคุณ เมื่อได้รับความช่วย เหลือ
  • มารยาทบนโต๊ะอาหาร พ่อแม่อาจจำลองสถานการณ์หรือเล่นบทบาทสมมุติกับลูกบนโต๊ะอาหารที่บ้านก่อนไปร่วม งานจริง เช่น ลูกไม่ควรพูดขณะอาหารอยู่ในปาก ไม่เล่นกันขณะร่วมโต๊ะอาหาร ไม่ควรเลือกตักอาหารเฉพาะที่ตนเองชอบและตักในปริมาณที่มากเกินไป ใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร หากต้องร่วมโต๊ะจีนที่มีการหมุนถาดอาหาร ลูกต้องรอให้ผู้ที่กำลังตักอาหารอยู่ ตักให้เสร็จก่อนที่ตนเองจะหมุนถาด เป็นต้น
  • ในงานเลี้ยง ลูกอาจมีโอกาสพบปะกับเด็กคนอื่นๆ และชวนกันเล่นส่งเสียงดัง หรือ วิ่งชนสิ่งของอื่นๆ ทำให้เกิดความเสียหายหรือรบกวนผู้อื่น ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง อาจจะตั้งกฎกติกากับลูก เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น เช่น ลูกต้องขออนุญาตก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะ ไม่เล่นส่งเสียงดัง หากเล่นด้วยกันจะต้องช่วยกันเก็บของเล่น เป็นต้น
  • สอนมารยาทการรับของขวัญจากแขกที่นำมาให้และขอบคุณแขกด้วยการทำการ์ดขอบคุณด้วย เช่น อาจนำรูปถ่ายของเพื่อนที่มางานเลี้ยงใส่กรอบ เขียนขอบคุณเพื่อนที่มางานเลี้ยงและกล่าวชื่นชมของขวัญที่เขานำมาให้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนเรื่องงานเลี้ยงให้กับเด็กมีเกร็ดความรู้ที่ครูควรทราบพอสังเขปดังนี้คือ

  • การจัดกิจกรรมงานเลี้ยงเหมาะสำหรับเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไป เพราะเด็กต้องการสังคมกับเพื่อนกว้างขึ้น การคิดและตัด สินใจในสถานการณ์จำลองได้แล้ว และมีการพัฒนาทักษะความสามารถในทางภาษา ทางสังคม
  • ความร่วมมือของพ่อแม่และเพื่อน ครูในโรงเรียนจะทำให้กิจกรรมงานเลี้ยงมีความสนุกสนานสมจริง
  • เด็กหลายคนจะได้รับประสบการณ์งานเลี้ยงจากครอบครัวมาบ้าง ครูจึงควรได้สนทนาซักถามข้อมูลจากผู้ปกครองด้วย

บรรณานุกรม

  1. บุบผา เรืองรอง (2550). การให้การศึกษาและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  2. ศรีเรือน แก้วกังวาน. จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย. กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
  3. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว.
  4. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2549). แนวการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสมองของเด็กปฐมวัย . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
  5. อุดมลักษณ์ กุลพิจิตร และคณะ. (2555). ชุดฝึกอบรมครูปฐมวัย โครงการพัฒนาครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน